เครื่องจักรพัง งานสะดุด? หยุดวงจร “วัวหายล้อมคอก” ด้วยระบบ Preventive Maintenance บน ERP

คุณเคยเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญในโรงงานแบบนี้ไหมครับ?

ในวันที่ออเดอร์ลูกค้าเร่งที่สุด และกำหนดส่งของคือวันพรุ่งนี้… จู่ๆ เครื่องจักรตัวหลัก (Key Machine) ก็ส่งเสียงร้องผิดปกติ แล้วนิ่งสนิทไป

วินาทีนั้น ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ฝ่ายผลิตวิ่งวุ่นหาช่าง ฝ่ายขายหน้าซีดต้องโทรเลื่อนลูกค้า และคำตอบที่เจ็บปวดที่สุดจากหัวหน้าช่างคือ “อะไหล่ตัวนี้เพิ่งหมดไปเมื่อวานครับพี่ ต้องรอสั่งใหม่ 2 สัปดาห์”

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวงซวยครับ แต่มันเกิดจากการบริหารงานซ่อมบำรุงที่ “แยกส่วน” ออกจากระบบบริหารจัดการหลักของโรงงาน ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน

วันนี้เราจะมาดูกันว่า ทำไมการทำ Preventive Maintenance (PM) ผ่านระบบ ERP ถึงเป็นทางรอดที่ยั่งยืนของโรงงานยุคใหม่ ที่ต้องการลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตครับ


1. “ค่าซ่อม” ที่แพงที่สุด คือ “ค่าโอกาส” (Opportunity Cost)

เมื่อเครื่องจักรหยุด 1 ชั่วโมง คุณไม่ได้เสียแค่ค่าช่างหรือค่าอะไหล่นะครับ แต่คุณกำลังเสีย:

  • ต้นทุนจม (Sunk Cost): ค่าแรงพนักงานที่ยืนรอเฉยๆ, ค่าไฟ, ค่าน้ำ ที่ยังต้องจ่าย
  • ค่าโสหุ้ยส่วนเพิ่ม: ค่า OT ที่ต้องจ่ายพนักงานเพื่อเร่งงานให้ทันหลังจากซ่อมเสร็จ
  • ความเชื่อมั่น: ที่ประเมินค่าไม่ได้ หากคุณส่งของไม่ทันตามนัด

การรอให้เครื่องพังแล้วค่อยซ่อม (Breakdown Maintenance) จึงมีต้นทุนโดยรวมแพงกว่าการวางแผนดูแลรักษาตามระยะถึง 3-5 เท่า เสมอ


2. จุดอ่อนของการ “ทำงานแยกส่วน” (Disconnected Data)

หลายโรงงานมักเจอปัญหาข้อมูลซ่อมบำรุง “ไม่เชื่อมโยง” กับข้อมูลส่วนอื่น เช่น ฝ่ายช่างเก็บข้อมูลไว้ที่หนึ่ง ฝ่ายจัดซื้อเก็บไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงมหาศาลครับ:

  • การสื่อสารผิดพลาด (Miscommunication): ช่างรู้อยู่แล้วว่าต้องซ่อม แต่ไม่ได้แจ้งฝ่ายผลิตล่วงหน้า ทำให้แผนผลิตชนกับแผนซ่อม
  • ข้อมูลไม่ Real-time: ฝ่ายจัดซื้อไม่ทราบว่าอะไหล่ใกล้หมด ทำให้สั่งของไม่ทันใช้งาน
  • ขาดการวิเคราะห์: ผู้บริหารไม่สามารถนำข้อมูลประวัติการซ่อมมาวิเคราะห์ต้นทุนร่วมกับบัญชีได้ เพราะข้อมูลกระจัดกระจาย

3. พลังของฟังก์ชัน PM ในระบบ ERP (เชื่อมโยงทุกฝ่ายเป็นหนึ่งเดียว)

เมื่อคุณนำงานซ่อมบำรุงเข้ามาอยู่ในระบบ ERP ระบบจะทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางข้อมูล” ที่เชื่อมโยงทุกฝ่ายเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติครับ:

✅ ข้อ 1: แผนผลิต vs แผนซ่อม… คุยกันรู้เรื่อง!

ระบบ ERP จะมองเห็นภาพรวมทั้งโรงงาน เมื่อมีการวางแผนการผลิต (Production Planning) ระบบจะแจ้งเตือนทันทีหากช่วงเวลานั้นตรงกับรอบการซ่อมบำรุง (Preventive Maintenance Schedule)

  • ผลลัพธ์: ฝ่ายผลิตและฝ่ายช่างสามารถตกลงกันล่วงหน้าได้ว่าจะขยับแผนผลิต หรือจะเลื่อนซ่อม เพื่อไม่ให้งานสะดุดกลางคัน

✅ ข้อ 2: อะไหล่ไม่ขาดมือ (Auto-Inventory Check)

ทันทีที่ระบบแจ้งเตือนถึงกำหนดซ่อมบำรุง ระบบ ERP จะเช็กสต็อกอะไหล่ในคลังให้ทันที

  • ถ้ามีของ: ระบบจองอะไหล่ให้งานซ่อมนี้ทันที
  • ถ้าของใกล้หมด: ระบบส่งใบขอซื้อ (PR) ไปยังฝ่ายจัดซื้ออัตโนมัติ
  • ผลลัพธ์: ลดปัญหาอะไหล่ขาด (Shortage) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

✅ ข้อ 3: รู้ต้นทุนเครื่องจักรที่แท้จริง (Real Machine Cost)

การใช้ ERP ช่วยให้คุณทราบต้นทุนที่แท้จริงของเครื่องจักรแต่ละตัว ทุกครั้งที่มีการซ่อม ค่าอะไหล่และค่าแรงช่างจะถูกบันทึกและคำนวณเข้าสู่ต้นทุนการผลิตทันที

  • ผลลัพธ์: ผู้บริหารจะเห็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าเครื่องจักรตัวไหนคุ้มค่า หรือตัวไหนเริ่มเป็นภาระ เพื่อตัดสินใจลงทุนได้อย่างแม่นยำ

บทสรุป

การทำ Preventive Maintenance ไม่ใช่แค่หน้าที่ของแผนกช่าง แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้โรงงาน หากคุณต้องการเปลี่ยนจากการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” มาเป็นการบริหารจัดการที่ไร้รอยต่อ การลงทุนใน ระบบ ERP ที่มีโมดูลบริหารจัดการเครื่องจักร คือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดครับ


📣 อย่ารอให้เครื่องน็อค!

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก PlanetOne วันนี้ เพื่อดูสาธิตว่าระบบ ERP ของเราจะช่วยวางแผนซ่อมบำรุงและเชื่อมโยงกับฝ่ายผลิตได้อย่างไร้รอยต่อ

Scroll to Top