Author name: Nisachon

ระบบอีอาร์พีเส้นทางสู่ความสำเร็จสำหรับธุรกิจ SME

ระบบอีอาร์พีเส้นทางสู่ความสำเร็จสำหรับธุรกิจ SME

ระบบอีอาร์พีเส้นทางสู่ความสำเร็จสำหรับธุรกิจ SME

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การควบคุมค่าใช้จ่าย และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ระบบอีอาร์พีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบอีอาร์พีคืออะไร?

ระบบอีอาร์พีเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการบริหารจัดการและรวมข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ขององค์กร เช่น การเงิน การขาย การผลิต และการจัดการซัพพลายเชน ภายในระบบเดียว

โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซับซ้อนในการทำงาน

ประโยชน์ของระบบอีอาร์พีสำหรับ SME

1. การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถติดตามและบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดความผิดพลาดจากการทำงานด้วยตนเอง

2. การตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้น

ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ผู้บริหารสามารถทำการวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ทำให้การดำเนินงานราบรื่นและรวดเร็วขึ้น

4. การปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้า

ข้อมูลลูกค้าที่รวบรวมไว้ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจสามารถให้บริการที่ตรงใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

5. การวางแผนทรัพยากรที่ดีขึ้น

ธุรกิจสามารถคาดการณ์และวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

6. ขั้นตอนในการเลือกและนำระบบอีอาร์พีมาใช้

วิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจ

ระบุปัญหาที่ธุรกิจเผชิญและฟังก์ชันที่ต้องการจากระบบอีอาร์พี

7. เลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม

ค้นหาและเปรียบเทียบผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ และตอบสนองความต้องการของธุรกิจ SME

8. การติดตั้งและฝึกอบรม

จัดเตรียมการติดตั้งระบบ พร้อมฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง

9. การประเมินผลและปรับปรุง

ตรวจสอบผลลัพธ์หลังจากนำระบบมาใช้ และปรับปรุงกระบวนการตามความจำเป็น

สรุป

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในธุรกิจ SME ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคต

การเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมและการนำมาใช้อย่างถูกต้องสามารถเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้ได้อย่างแน่นอน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีเส้นทางสู่ความสำเร็จสำหรับธุรกิจ SME Read More »

ผู้ใช้บริการระบบอีอาร์พี

บทสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการระบบ PlanetOne ERP (บริษัท Food Specialize จำกัด)

คุณศรุต นาคะรัตนากร
Sales & Marketing Director บริษัท Food Specialize
จำกัด

ทีมบริดได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท Food Specialize จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการระบบ PlanetOne ERP มาอย่างยาวนาน โดยขึ้นระบบตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้ทางคุณศรุตได้ให้เกียรติกับทีมบริดมาพูดคุยกันด้วยความเป็นกันเองค่ะ

BRID: อยากให้คุณศรุตช่วยแนะนำตัวด้วยค่ะ

ผมศรุต นาคะรัตนากร เป็น Sales & Marketing Director บริษัท Food Specialize นะครับ
ทำอยู่ที่บริษัทนี้มาได้ประมาณ 12 ปีแล้วครับ

BRID: บริษัท Food Specialize จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรคะ

บริษัทของเราเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกประเภทอาหารครับ
หลักๆ จะเป็นสินค้าประเภทซอส เครื่องแกง แกงสำเร็จรูป
และอาหารสำเร็จรูปประเภทต่างๆ

บริษัทเราเน้นการส่งออกเป็นหลักครับแล้วก็มีการเติบโตของบริษัทต่อเนื่องทุกปีครับ
ปัจจุบันเรามีผู้ขายสินค้าของเราในต่างประเทศมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกครับ

BRID: ขึ้นระบบตั้งแต่ปีไหนคะ

ผมเริ่มเอาระบบอีอาร์พีเข้ามาใช้ในตอนปี 2014 ครับ
ตอนนั้นเรากำลังขยายตัวแล้วก็กำลังใช้ระบบเป็นกึ่ง manual อยู่

ซึ่งมันทำให้เห็นปัญหาว่าระบบที่ใช้อยู่มันไม่ตอบโจทย์ของปัจจุบัน

เนื่องจากว่าปัญหาในการ traceability ข้อมูลต่างๆ หรือว่าในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ
ด้วยความที่ data ถูกเก็บเป็น excel บ้างเป็นเอกสารบ้าง

มันทำให้เชื่อมโยงกันได้ยาก นำมาวิเคราะห์ข้อมูลได้ยาก

เราก็เลยตัดสินใจว่าเราจะนำระบบอีอาร์พีเข้ามาใช้
เพราะเราต้องการให้ระบบทุกอย่างมีการเชื่อมโยงต่อกันและสามารถสืบกลับได้ง่ายครับ

คือตอนที่เราเริ่มเอามา implement ระบบเราถือว่าค่อนข้างใหม่มากในสมัยนั้น
แล้วก็พนักงานเรายังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของระบบอย่างที่ควร

เพราะส่วนใหญ่แล้วเป็นพนักงานเก่าที่อยู่กับเรามาเป็นสิบปีทั้งนั้นเลย

ตอนที่เราเริ่ม เราเริ่มตัดสินใจด้วยการสื่อสารกับพนักงานในทีมก่อน
ว่าเราจะเอาระบบอีอาร์พีเข้ามาใช้นะ

แล้วก็ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นระดับผู้จัดการ

เข้ามาร่วมในการที่อบรม แล้วก็เตรียมในการเป็น super user ด้วยกัน

แต่ก็ใช้เวลาสักพักนึงนะครับในการปรับตัวแล้วก็กว่าที่ระบบจะรันได้เป็นปกติ

BRID: หลังจากมีการเริ่มใช้งานระบบ PlanetOne ERP แล้วเป็นอย่างไรบ้างคะ

ระบบทำงานได้ดีครับ ระบบช่วยให้ยูสเซอร์ทำงานได้ง่ายขึ้น
ทำให้เราเก็บข้อมูลจากหลายๆ ยูสเซอร์

เรา connect ข้อมูลมารวมศูนย์ที่เดียวกัน
ทำให้ทุกคนเห็นข้อมูลเดียวกันได้ง่าย
แล้วก็ด้วยที่ระบบมีการแทรคยูสเซอร์
ทำให้เราสามารถแทรคได้ว่ายูสเซอร์ไหนคีย์ข้อมูลอะไร
รับผิดชอบด้านไหน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบครับ

BRID: มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังมองหาระบบอีอาร์พีไหมคะ

คำแนะนำสำหรับคนที่มองหาอีอาร์พีอยู่นะครับ

อยากให้เอายูสเซอร์ทั้งหลายหรือว่าแต่ละแผนกที่มีส่วนร่วม
เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกซอฟต์แวร์อีอาร์พีที่จะใช้เลย

เพราะว่าในแต่ละซอฟต์แวร์เองก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน
ซึ่งการที่ยูสเซอร์แต่ละคนเข้ามามีส่วนร่วม
ก็จะทำให้ยูสเซอร์เองนอกจากจะยอมรับได้ง่ายขึ้นแล้ว
ก็ทำให้ยูสเซอร์เองได้สิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ ด้วยครับ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บทสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการระบบ PlanetOne ERP (บริษัท Food Specialize จำกัด) Read More »

วิธีประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

วิธีประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

วิธีประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

การประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี(Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเลือกโซลูชันที่เหมาะสมสำหรับองค์กร

เพื่อให้แน่ใจว่าระบบที่เลือกจะสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจและสนับสนุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น บทความนี้จะนำเสนอวิธีการประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีอย่างละเอียดและเป็นระบบ

1. การวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจ

ก่อนที่จะเริ่มต้นการประเมินผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีควรทำการวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจขององค์กรก่อน

โดยต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

-ลักษณะธุรกิจ

ธุรกิจของคุณทำงานในอุตสาหกรรมใด และมีความต้องการเฉพาะตัวอย่างไร?

-กระบวนการธุรกิจ

ระบบที่คุณเลือกต้องสามารถรองรับกระบวนการธุรกิจที่มีอยู่และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

-เป้าหมายระยะยาว

องค์กรมีแผนที่จะขยายธุรกิจหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจในอนาคตหรือไม่?

2. การตรวจสอบความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้ให้บริการ

ตรวจสอบความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีด้วยปัจจัยดังนี้

-ประสบการณ์

ผู้ให้บริการมีประสบการณ์ในการให้บริการระบบอีอาร์พีกับองค์กรที่มีลักษณะหรือขนาดคล้ายคลึงกับของคุณหรือไม่?

-ใบรับรองและรางวัล

ผู้ให้บริการมีใบรับรองหรือรางวัลที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมหรือไม่?

-กรณีศึกษาหรือคำแนะนำ

ผู้ให้บริการสามารถให้กรณีศึกษาและคำแนะนำจากลูกค้าปัจจุบันหรืออดีตได้หรือไม่?

3. การวิเคราะห์ความสามารถของระบบอีอาร์พี

พิจารณาความสามารถของระบบอีอาร์พีโดยการตรวจสอบปัจจัยต่างๆ ดังนี้

-ฟังก์ชันการทำงาน

ระบบสามารถรองรับฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ที่จำเป็นสำหรับองค์กรของคุณได้หรือไม่ เช่น การจัดการการเงิน การจัดซื้อ การผลิต และการบริหารทรัพยากรบุคคล

-ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว

ระบบสามารถปรับเปลี่ยนและขยายฟังก์ชันการทำงานได้ตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของธุรกิจหรือไม่?

-การรวมระบบ (Integration)

ระบบอีอาร์พีสามารถรวมเข้ากับระบบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในองค์กรได้อย่างไร เช่น ระบบ CRM หรือระบบจัดการซัพพลายเชน

4. การประเมินความพร้อมด้านเทคนิคและสนับสนุน

ตรวจสอบการสนับสนุนทางเทคนิคและบริการหลังการขายของผู้ให้บริการ:

-การสนับสนุนและการฝึกอบรม

ผู้ให้บริการมีการให้การสนับสนุนและการฝึกอบรมสำหรับทีมงานของคุณหรือไม่? การสนับสนุนมีความรวดเร็วและมีคุณภาพหรือไม่?

-การอัพเดตและการบำรุงรักษา

ระบบได้รับการอัพเดตและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่? มีการรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร?

5. การพิจารณาด้านต้นทุนและผลตอบแทน

พิจารณาด้านต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

ต้นทุนรวม (Total Cost of Ownership)

-คำนวณต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของระบบอีอาร์พีรวมถึงค่าซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ การติดตั้ง การบำรุงรักษา และการสนับสนุน

-ผลตอบแทนจากการลงทุน

ประเมินว่าการลงทุนในระบบอีอาร์พีจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้อย่างไร?

6. การประเมินด้านความปลอดภัยและความสอดคล้อง

-การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างไร? มีการเข้ารหัสข้อมูลและการควบคุมการเข้าถึงที่เพียงพอหรือไม่?

-การปฏิบัติตามข้อกำหนด

ระบบสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณหรือไม่?

7. การตรวจสอบการบริการลูกค้าและการตอบสนอง

ตรวจสอบการบริการลูกค้าและการตอบสนองของผู้ให้บริการ:

การตอบสนองต่อปัญหา: ผู้ให้บริการมีการตอบสนองต่อปัญหาหรือคำถามอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่?

บริการลูกค้าหลังการขาย: ผู้ให้บริการมีการให้บริการหลังการขายที่ดีและสามารถแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นได้หรือไม่?

การประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความละเอียดในการวิเคราะห์ โดยการพิจารณาจากหลายปัจจัยข้างต้นจะช่วยให้คุณสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ตรงตามความต้องการขององค์กรและสามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

วิธีประเมินความสามารถของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี Read More »

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พี

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พี

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พี

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการปรับแต่งระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)
ให้ตอบสนองความต้องการและลักษณะเฉพาะของธุรกิจนั้น ๆ

ซึ่งการปรับแต่งระบบอีอาร์พี ให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของธุรกิจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการทรัพยากรให้ดียิ่งขึ้น

บทความนี้จะเสนอขั้นตอนและแนวทางในการวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พีอย่างละเอียด โดยประกอบด้วยข้อควรพิจารณาต่าง ๆ ดังนี้คือ

1. การทำความเข้าใจธุรกิจ

ก่อนที่จะเริ่มการวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ จำเป็นต้องมีความเข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงานหลัก ภารกิจ และวัตถุประสงค์ของธุรกิจ

การสัมภาษณ์ผู้บริหารและทีมงานในแต่ละแผนกจะช่วยให้เข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงและปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานปัจจุบัน

2. การระบุและประเมินกระบวนการธุรกิจหลัก

ธุรกิจแต่ละแห่งมีกระบวนการทำงานหลักที่เป็นหัวใจของการดำเนินงาน

การระบุและประเมินกระบวนการเหล่านี้ เช่น การจัดการสินค้าคงคลัง การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) หรือการบริหารจัดการการเงิน จะช่วยให้ทราบว่าฟังก์ชันไหนในระบบอีอาร์พีต้องได้รับการปรับแต่งเพื่อให้ตรงกับความต้องการ

3. การรวบรวมความต้องการจากผู้ใช้

การรวบรวมความต้องการจากผู้ใช้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละแผนกเป็นขั้นตอนที่สำคัญ

ผู้ใช้แต่ละคนจะมีมุมมองและความต้องการที่แตกต่างกัน การจัดการประชุมกลุ่มย่อยหรือสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการและความคาดหวังจากระบบอีอาร์พี

4. การกำหนดคุณสมบัติที่จำเป็นและฟังก์ชันที่ต้องปรับแต่ง

จากข้อมูลที่รวบรวมได้ จำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติและฟังก์ชันที่ต้องการในระบบอีอาร์พีเช่น การจัดการข้อมูลลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ฟังก์ชันการรายงานพิเศษ

หรือการจัดการกระบวนการเฉพาะของธุรกิจ เช่น ระบบการจัดการโครงการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

5. การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis)

การวิเคราะห์ช่องว่างเป็นการเปรียบเทียบระหว่างฟังก์ชันและความต้องการที่ธุรกิจมี กับฟังก์ชันที่ระบบอีอาร์พี ปัจจุบันเสนอ

ช่องว่างที่พบจะต้องได้รับการระบุและจัดการ เช่น การปรับแต่งโมดูลของระบบอีอาร์พี หรือการพัฒนา Add-ons เพื่อเติมเต็มฟังก์ชันที่ขาดหายไป

6. การพัฒนาความต้องการทางเทคนิค

นอกเหนือจากความต้องการทางธุรกิจแล้ว ความต้องการทางเทคนิคก็มีความสำคัญเช่นกัน

การพัฒนาความต้องการทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อ API, การจัดการข้อมูล, และความปลอดภัย จะช่วยให้ระบบอีอาร์พีทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ในองค์กรได้อย่างราบรื่น

7. การสร้างแผนงานและจัดลำดับความสำคัญ

เมื่อความต้องการทั้งหมดถูกกำหนดแล้ว การสร้างแผนงานเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พีจะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีระเบียบ

การจัดลำดับความสำคัญของฟังก์ชันที่ต้องปรับแต่งจะช่วยให้สามารถจัดสรรทรัพยากรและเวลาได้อย่างเหมาะสม

8. การทดสอบและปรับปรุง

หลังจากการปรับแต่งระบบอีอาร์พีเสร็จสิ้น การทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมจริงจะช่วยตรวจสอบว่าฟังก์ชันที่ปรับแต่งมีความถูกต้องและตรงตามความต้องการที่ระบุไว้หรือไม่

การรับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้และทำการปรับปรุงตามความจำเป็นเป็นขั้นตอนสำคัญในการรับประกันว่าระบบอีอาร์พีจะตอบสนองความต้องการของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ต้องการการวางแผนและการดำเนินการที่รอบคอบ การทำความเข้าใจธุรกิจ การระบุความต้องการที่แท้จริง และการปรับแต่งฟังก์ชันของระบบอีอาร์พีให้ตรงตามความต้องการเฉพาะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การวิเคราะห์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจเพื่อการปรับแต่งระบบอีอาร์พี Read More »

ทำไมองค์กรจึงต้องใช้ระบบอีอาร์พี

ทำไมองค์กรจึงต้องใช้ระบบอีอาร์พี

ทำไมองค์กรจึงต้องใช้ระบบอีอาร์พี

ในยุคที่เทคโนโลยีและการแข่งขันทางธุรกิจมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การจัดการทรัพยากรและข้อมูลภายในองค์กรจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประสบความสำเร็จ

ระบบการจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP: Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการและควบคุมทรัพยากรทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าทำไมองค์กรจึงควรใช้ระบบอีอาร์พีและประโยชน์ที่ได้รับจากการนำระบบอีอาร์พีมาใช้

1. การรวมข้อมูลและกระบวนการ

ระบบอีอาร์พีช่วยรวมข้อมูลและกระบวนการธุรกิจจากทุกแผนกขององค์กรไว้ในระบบเดียว

ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการเงิน การจัดการสินค้าคงคลัง การขาย หรือการบริหารทรัพยากรมนุษย์

การรวมข้อมูลในที่เดียวกันช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ

2. การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดเวลาที่ใช้ในการทำงานซ้ำซ้อนและลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลหลายครั้ง

นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลในเวลาจริง ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ทันที

3. การควบคุมต้นทุน

ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

ระบบอีอาร์พีจะช่วยให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างมีระเบียบและสามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

การควบคุมต้นทุนที่ดีจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้ผลกำไรขององค์กรสูงขึ้น

4. การเพิ่มความโปร่งใส

ด้วยระบบอีอาร์พีข้อมูลและกระบวนการต่างๆ จะถูกบันทึกและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้มีการตรวจสอบและติดตามที่ชัดเจน

การเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของการทำงานและตรวจจับปัญหาหรือข้อผิดพลาดได้เร็วขึ้น

5. การสนับสนุนการตัดสินใจ

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจากทุกแผนกจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนกลยุทธ์และตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญได้ดียิ่งขึ้น

6. การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง

ในสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

ระบบอีอาร์พีที่ดีจะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานตามความต้องการของตลาดหรือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การใช้ระบบอีอาร์พีเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรและข้อมูล การรวมข้อมูลและกระบวนการ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การควบคุมต้นทุน การเพิ่มความโปร่งใส การสนับสนุนการตัดสินใจ และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นประโยชน์ที่ทำให้ระบบอีอาร์พีเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากในยุคปัจจุบัน สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำไมองค์กรจึงต้องใช้ระบบอีอาร์พี Read More »

7 ขั้นตอน วางแผนนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กร

7 ขั้นตอน วางแผนนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กร

7 ขั้นตอน วางแผนนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กร

การวางแผนการนำระบบอีอาร์พี(Enterprise Resource Planning) ไปใช้งานในองค์กรเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน แต่มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ธุรกิจดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระเบียบมากขึ้น

ซึ่งขั้นตอนที่แนะนำในการวางแผนการนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กรมีดังนี้คือ

1. การกำหนดเป้าหมายและความต้องการ

วิเคราะห์ความต้องการ โดยการทำความเข้าใจความต้องการขององค์กรทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

รวมถึงระบุปัญหาและอุปสรรคที่ระบบปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองได้

นอกจากนี้ควรตั้งเป้าหมายกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน หรือการปรับปรุงการบริการลูกค้า

2. การศึกษาความเป็นไปได้และการเลือกระบบ

มีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ศึกษาผลกระทบที่ระบบอีอาร์พีจะมีต่อองค์กร

ประเมินข้อดีข้อเสีย รวมถึงค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อวางระบบอีอาร์พีสำเร็จ

การเลือกซัพพลายเออร์ก็ควรมีการสำรวจและเปรียบเทียบระบบอีอาร์พีที่มีอยู่ในตลาด

พิจารณาจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการขององค์กรและการสนับสนุนจากผู้ขาย

3. การวางแผนและเตรียมการ

มีการจัดทำแผนการดำเนินงานโดยกำหนดกรอบเวลาสำหรับแต่ละขั้นตอน

นอกจากนี้ควรมีการวางแผนการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ

ในส่วนของการเตรียมข้อมูล

ควรทำการสำรวจและทำความสะอาดข้อมูลที่มีอยู่

และมีการกำหนดวิธีการโยกย้ายข้อมูลเข้าสู่ระบบอีอาร์พีใหม่

4. การติดตั้งและการปรับแต่ง

ติดตั้งระบบด้วยการติดตั้งซอฟต์แวร์อีอาร์พีและทำการตั้งค่าพื้นฐาน

มีการทดสอบการทำงานของระบบในสภาพแวดล้อมจริง

นอกจากนี้อาจมีการปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

รวมถึงสร้างรายงานและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการทำงาน

5. การฝึกอบรมและการเตรียมความพร้อม

มีการฝึกอบรมพนักงานและจัดอบรมให้กับพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการใช้งานระบบอีอาร์พี

รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน

มีการเตรียมความพร้อมทดสอบระบบและทำการปรับปรุงหากจำเป็น

ซึ่งควรตรวจสอบความพร้อมของทีมงานและเครื่องมือที่จำเป็นด้วย

6. การนำระบบไปใช้งานและการสนับสนุน

การนำไปใช้งานโดยการเปิดใช้งานระบบอีอาร์พี ใหม่และให้พนักงานเริ่มใช้งานจริง

ควรมีการจัดการกับปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน

ในส่วนของการสนับสนุนหลังการติดตั้ง

ควรจัดให้มีการสนับสนุนทางเทคนิคอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงตรวจสอบและปรับปรุงระบบตามข้อเสนอแนะแต่ละช่วงเวลา

7. การประเมินผลและการปรับปรุง

ควรมีการประเมินผลตรวจสอบความสำเร็จของระบบอีอาร์พีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อีกทั้งควรเก็บข้อมูลการใช้งานและความคิดเห็นของพนักงาน

และจัดให้มีการปรับปรุงระบบตามข้อเสนอแนะและปัญหาที่พบ

มีการวางแผนสำหรับการอัพเกรดหรือการพัฒนาระบบในอนาคตด้วยเช่นกัน

การนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กรเป็นกระบวนการที่ต้องการการวางแผนและการจัดการที่ดี เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

7 ขั้นตอน วางแผนนำระบบอีอาร์พีไปใช้งานในองค์กร Read More »

ระบบอีอาร์พีกับ Digital Transformation

ระบบอีอาร์พีกับ Digital Transformation

ระบบอีอาร์พีกับ Digital Transformation

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนกระบวนการนี้คือ ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning – ERP) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นเลิศให้กับองค์กรผ่านการบูรณาการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ความหมายของระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีคือซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อบูรณาการทุกฟังก์ชันหลักขององค์กรเข้าด้วยกัน

เช่น การจัดการการเงิน การจัดการซัพพลายเชน การจัดการทรัพยากรบุคคล การบริหารสินค้าคงคลัง และอื่น ๆ เพื่อให้การทำงานมีความเชื่อมโยงและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลและกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรสามารถแชร์และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำ

การเชื่อมโยงระหว่าง ERP และ Digital Transformation

การรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น: การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยเพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ ระบบอีอาร์พีทำให้การรวบรวมและจัดการข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เป็นเรื่องง่าย

ส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลและการสร้างรายงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน: การบูรณาการฟังก์ชันต่าง ๆ ขององค์กรช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลหลายครั้ง

ระบบอีอาร์พีทำให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและลดเวลาในการดำเนินการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร

การตอบสนองที่รวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลง: ในยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

โดยการให้ข้อมูลและเครื่องมือที่จำเป็นในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด

การเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่: ระบบอีอาร์พีที่ทันสมัยสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการดำเนินงานและการวิเคราะห์ข้อมูล

การส่งเสริมการสร้างประสบการณ์ลูกค้า: ระบบอีอาร์พีสามารถรวมฟังก์ชันการบริการลูกค้าและการจัดการลูกค้า (CRM) เข้าด้วยกัน

ซึ่งช่วยในการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า และทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

การนำระบบอีอาร์พีไปใช้ใน Digital Transformation

การนำระบบอีอาร์พีไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลต้องมีการวางแผนและการดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งควรพิจารณาขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้คือ

การวิเคราะห์ความต้องการและการเลือกระบบที่เหมาะสม: ทำความเข้าใจความต้องการขององค์กร และเลือกระบบอีอาร์พีที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วน

การฝึกอบรมและการสนับสนุน: การฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและใช้ระบบอีอาร์พีอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถใช้เครื่องมือใหม่ได้อย่างเต็มที่

การจัดการการเปลี่ยนแปลง: การจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบและสื่อสารกับทีมงานเพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงจะได้รับการรับรองและมีการสนับสนุนที่ดี

การติดตามและการปรับปรุง: ติดตามผลลัพธ์ของการใช้ระบบอีอาร์พีและปรับปรุงตามความต้องการเพื่อให้แน่ใจว่าระบบยังคงสามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรได้

สรุป

ระบบอีอาร์พีเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในองค์กร

โดยการบูรณาการฟังก์ชันหลักต่าง ๆ และการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

การนำระบบอีอาร์พีไปใช้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จในยุคดิจิทัลปัจจุบัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับ Digital Transformation Read More »

5 สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พี

5 สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พี

5 สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน

โดยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป และมีหลายกรณีที่เกิดข้อผิดพลาด ทำให้การใช้งานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ดังนั้น ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 5 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พี

1. ขาดการวางแผนที่ดี

การวางแผนที่ไม่ดีถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้การใช้งานระบบอีอาร์พี เกิดข้อผิดพลาด การติดตั้งและใช้งานระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและละเอียด ซึ่งรวมถึงการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การเลือกโมดูลที่เหมาะสม การเตรียมทรัพยากร และการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ

หากการวางแผนไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้า ขาดความสอดคล้อง หรือเกิดข้อผิดพลาดในระบบ

2. การไม่ฝึกอบรมผู้ใช้

แม้ระบบอีอาร์พีจะมีความซับซ้อน แต่การไม่ฝึกอบรมผู้ใช้เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ผู้ใช้ที่ไม่เข้าใจวิธีการทำงานของระบบอีอาร์พีอาจทำให้เกิดการใช้งานที่ผิดพลาด

หรือการทำงานที่ไม่ตรงตามกระบวนการที่ระบบกำหนด การฝึกอบรมผู้ใช้ให้เข้าใจและใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ

3. ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร

การสนับสนุนจากผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการทำให้การใช้งานระบบอีอาร์พีประสบความสำเร็จ

หากผู้บริหารไม่ให้การสนับสนุนหรือไม่เข้าใจความสำคัญของระบบอีอาร์พี อาจทำให้เกิดปัญหาในด้านการจัดสรรทรัพยากร การจัดการการเปลี่ยนแปลง หรือการผลักดันการใช้งานอย่างเต็มที่

4. การปรับเปลี่ยนไม่สอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจ

ระบบอีอาร์พี มักจะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกระบวนการธุรกิจที่กำหนดไว้ หากธุรกิจมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการโดยไม่ทำให้ระบบอีอาร์พีรองรับได้ อาจทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างกระบวนการธุรกิจและระบบ

ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการจัดการข้อมูลและการทำงานที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

5. การติดตั้งและการบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม

การติดตั้งระบบอีอาร์พีต้องทำโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และต้องมีการทดสอบระบบอย่างละเอียดก่อนนำไปใช้งานจริง

หากการติดตั้งไม่ถูกต้อง หรือมีการบำรุงรักษาที่ไม่เหมาะสม ระบบอีอาร์พี อาจไม่ทำงานอย่างที่คาดหวัง ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดและปัญหาในการดำเนินงาน

สรุป

การใช้งานระบบอีอาร์พี อาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทาย แต่การเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดและการจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยให้การใช้งานระบบอีอาร์พี เป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การวางแผนที่ดี การฝึกอบรมผู้ใช้ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การปรับเปลี่ยนกระบวนการธุรกิจที่สอดคล้อง และการติดตั้งรวมถึงการบำรุงรักษาที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความสำเร็จในการใช้งานระบบอีอาร์พี ของคุณ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

5 สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พี Read More »

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนให้ธุรกิจ

การนำระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) มาใช้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน

ระบบอีอาร์พี (ERP) คือชุดซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการและบูรณาการทุกด้านของธุรกิจในระบบเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการเงิน, การผลิต, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการลูกค้า, และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ฯลฯ การนำระบบอีอาร์พีมาใช้สามารถส่งเสริมความยั่งยืนขององค์กรได้หลายวิธี ซึ่งจะกล่าวถึงในบทความนี้

1. การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบอีอาร์พีช่วยให้บริษัทสามารถติดตามและจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น วัตถุดิบ, สต็อกสินค้า, และพลังงาน โดยการมีข้อมูลที่ครบถ้วนและอัปเดตตลอดเวลา บริษัทสามารถลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น, ลดของเสีย, และเพิ่มความมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนมากขึ้น

2. การลดการสร้างขยะและของเสีย

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การติดตามข้อมูลเป็นไปอย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถลดการสร้างขยะและของเสียในกระบวนการผลิตได้ การวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบอีอาร์พีสามารถช่วยในการคาดการณ์ความต้องการและการจัดการการผลิตได้อย่างเหมาะสม โดยการลดความผิดพลาดในการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

การมีข้อมูลที่ครบถ้วนจากระบบอีอาร์พีทำให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ดีช่วยลดการขนส่งและการจัดเก็บสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การมีข้อมูลที่แม่นยำยังช่วยให้สามารถคาดการณ์และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น

4. การส่งเสริมความโปร่งใสและการรายงานความยั่งยืน

ระบบอีอาร์พีมักมีฟังก์ชันการรายงานที่ช่วยให้สามารถติดตามและวัดผลด้านความยั่งยืนขององค์กรได้ เช่น การติดตามการใช้พลังงาน, การจัดการของเสีย, และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การมีข้อมูลที่โปร่งใสช่วยให้บริษัทสามารถแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรายงานความก้าวหน้าในด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างชัดเจน

5. การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยให้กระบวนการดำเนินงานต่างๆ ขององค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างรวดเร็ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานมีผลโดยตรงต่อการลดทรัพยากรที่ใช้และเพิ่มความยั่งยืนของธุรกิจ

6. การส่งเสริมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามการใช้พลังงานและทรัพยากรในองค์กรได้อย่างละเอียด การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานช่วยให้สามารถระบุพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานมากเกินไปและเสนอวิธีการลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สรุป

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนมีประโยชน์อย่างมาก ไม่เพียงแต่ช่วยในการจัดการทรัพยากรและลดของเสีย แต่ยังช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน, การรายงานความยั่งยืน, และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการใช้ระบบอีอาร์พีอย่างเหมาะสม องค์กรสามารถสร้างความยั่งยืนในระยะยาวและสร้างคุณค่าที่ดีให้กับทั้งธุรกิจและสังคม

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนให้ธุรกิจ Read More »

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจมีความเข้มข้นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและความเร็วในการดำเนินงาน

ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าระบบอีอาร์พีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไรบ้าง

1. การวางแผนและการควบคุมการผลิตที่ดีขึ้น

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การวางแผนการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น ความต้องการของลูกค้า, สต็อกวัตถุดิบ, ความสามารถในการผลิต และปริมาณการผลิตที่คาดหวัง

ทำให้สามารถวางแผนการผลิตที่เหมาะสมและสามารถคาดการณ์ความต้องการได้แม่นยำยิ่งขึ้น

2. การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ

การจัดการสินค้าคงคลังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ระบบอีอาร์พีช่วยได้อย่างมาก ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและควบคุมระดับสินค้าคงคลังในเวลาจริง (Real-Time) ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบหรือสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและการจัดการสินค้าคงคลัง

3. การเพิ่มประสิทธิภาพในการสั่งซื้อและการจัดการซัพพลายเออร์

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การสั่งซื้อวัตถุดิบและการจัดการซัพพลายเออร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเก็บข้อมูลและประวัติการซื้อขาย สามารถเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขจากซัพพลายเออร์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ทำให้สามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่ให้ราคาที่ดีที่สุดและมีคุณภาพเหมาะสม

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและการรายงานที่ดีกว่า

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถรวบรวมข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ และสร้างรายงานที่ครอบคลุม ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

รวมถึงการตรวจสอบปัญหาหรือโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการผลิต

5. การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

ระบบอีอาร์พีช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตผ่านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนการทำงานและการควบคุมกระบวนการผลิตสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำ ทำให้ลดการสูญเสียเวลาและทรัพยากร

6. การปรับปรุงการสื่อสารและความร่วมมือ

การใช้ระบบอีอาร์พีทำให้การสื่อสารและการร่วมมือระหว่างแผนกต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจและการดำเนินการต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้จากที่เดียว

ลดการพึ่งพาเอกสารและการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งช่วยให้การดำเนินการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในกระบวนการผลิตสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้หลายด้าน ตั้งแต่การวางแผนการผลิตที่แม่นยำ

การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการปรับปรุงกระบวนการผลิต

การใช้ระบบอีอาร์พีจึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดที่มีความท้าทายสูงในปัจจุบัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร Read More »

การผสานรวมอีอาร์พีกับเทคโนโลยีอื่นๆ

การผสานรวมอีอาร์พีกับเทคโนโลยีอื่นๆ

การผสานรวมอีอาร์พีกับเทคโนโลยีอื่นๆ

ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การผสานรวมระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) กับเทคโนโลยีอื่นๆ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

การรวมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT (Internet of Things), AI (Artificial Intelligence), และ Cloud Computing สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายขีดความสามารถขององค์กรได้อย่างมากมาย

1. การผสานรวมอีอาร์พี กับ IoT

IoT หรือ Internet of Things คือเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล

การผสานรวมอีอาร์พีกับ IoT ช่วยให้ข้อมูลจากอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆ สามารถถูกรวบรวมและวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ

ตัวอย่างเช่น:

การตรวจสอบสินค้าคงคลัง: การใช้เซนเซอร์ IoT เพื่อตรวจสอบสถานะของสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ และส่งข้อมูลนี้เข้าสู่ระบบอีอาร์พี เพื่อให้สามารถคาดการณ์ความต้องการและจัดการสต็อกได้ดีขึ้น

การควบคุมการผลิต: การติดตั้งเซนเซอร์ในสายการผลิตเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบำรุงรักษาและการปรับปรุงกระบวนการผลิต

2. การผสานรวมอีอาร์พีกับ AI

Artificial Intelligence (AI) คือการใช้เทคโนโลยีในการจำลองความสามารถของมนุษย์ในการคิดและตัดสินใจ การผสานรวมอีอาร์พีกับ AI สามารถเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมาก

ตัวอย่างของการใช้ AI กับอีอาร์พี ได้แก่

การวิเคราะห์ข้อมูล: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมในระบบอีอาร์พี เพื่อหาความสัมพันธ์และแนวโน้มที่อาจไม่ชัดเจน การวิเคราะห์เชิงลึกนี้สามารถช่วยในการวางแผนธุรกิจและการคาดการณ์ตลาด

การปรับปรุงการบริการลูกค้า: การใช้ AI ในการสร้างระบบแชทบอท (Chatbot) ที่เชื่อมต่อกับระบบ ERP เพื่อให้การบริการลูกค้าทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงและตอบสนองคำถามได้อย่างรวดเร็ว

3. การผสานรวม ERP กับ Cloud Computing

Cloud Computing หรือการประมวลผลข้อมูลในคลาวด์ คือการให้บริการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต การผสานรวม ERP กับ Cloud Computing ช่วยให้การจัดการระบบ ERP มีความยืดหยุ่นและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ ตัวอย่างของการใช้ Cloud Computing กับ ERP ได้แก่:

การเพิ่มความยืดหยุ่น: การใช้บริการ ERP บนคลาวด์ช่วยให้องค์กรสามารถปรับขนาดการใช้งานได้ตามความต้องการ และลดต้นทุนในการดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์และซอฟต์แวร์

การเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่: การเก็บข้อมูลในคลาวด์ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลจากอุปกรณ์และสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก

4. ข้อดีของการผสานรวม ERP กับเทคโนโลยีอื่นๆ

การเพิ่มประสิทธิภาพ: การรวมเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยให้ระบบ ERP มีความสามารถในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

การลดต้นทุน: การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงาน และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบ

การตัดสินใจที่ดีขึ้น: การวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีขึ้นและการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป

การผสานรวม ERP กับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT, AI, และ Cloud Computing เป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถขององค์กร โดยการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการผสานรวมระบบอีอาร์พีอย่างเหมาะสมจะช่วยให้องค์กรสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัลนี้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การผสานรวมอีอาร์พีกับเทคโนโลยีอื่นๆ Read More »

ทำไมธุรกิจถึงต้องมีระบบอีอาร์พี

ทำไมธุรกิจถึงต้องมีระบบอีอาร์พี

ทำไมธุรกิจถึงต้องมีระบบอีอาร์พี

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ระบบอีอาร์พี (ERP: Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในการช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์

ระบบอีอาร์พีช่วยรวมศูนย์ข้อมูลจากทุกหน่วยงานในองค์กร เช่น การเงิน การผลิต การจัดซื้อ และการขาย ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นปัจจุบันได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนในการสื่อสารระหว่างหน่วยงาน และลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาดจากข้อมูลที่ไม่ตรงกัน

  1. ปรับปรุงกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการใช้ระบบอีอาร์พี ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัวและประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่เคยใช้เวลานาน เช่น การประมวลผลคำสั่งซื้อหรือการจัดทำรายงาน สามารถทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ลดต้นทุนและเพิ่มกำไร

การใช้ระบบอีอาร์พีสามารถช่วยลดต้นทุนในหลายด้าน เช่น การลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และลดความสูญเสียจากข้อผิดพลาดของข้อมูล นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียด ทำให้ธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเพิ่มกำไรได้

  1. ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว

ธุรกิจที่ใช้ระบบอีอาร์พีจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร เช่น การขยายธุรกิจ การนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต ระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถทำการปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น

  1. การรักษามาตรฐานและการปฏิบัติตามข้อกำหนด

ธุรกิจที่มีการดำเนินงานในระดับสากลหรือในอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสูง การใช้ระบบอีอาร์พีสามารถช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสามารถจัดเก็บและติดตามข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบ และสร้างรายงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย

  1. การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ใช้ระบบอีอาร์พีสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การมีข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าถึงได้รวดเร็วทำให้ธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

สรุป

ระบบอีอาร์พีไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือในการจัดการข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างครอบคลุม การลงทุนในระบบอีอาร์พีจึงถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำไมธุรกิจถึงต้องมีระบบอีอาร์พี Read More »

บทสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP บริษัท บริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) จำกัด


คุณ พุทธรักษา ตันสุขชัย
ตำแหน่ง CSO
บริษัท เบสท์ – แพค คอนกรีต (2) จำกัด

BRID: รบกวนช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ

คุณพุท: สวัสดีค่ะดิฉัน พุทธรักษา ตันสุขชัย นะคะ ตำแหน่ง CSO บริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) ค่ะทำงานที่บริษัทเบสท์-แพค คอนกรีต (2) มา 12 ปีแล้วค่ะ

BRID: ช่วยแนะนำบริษัท ที่มาของบริษัท และรูปแบบของธุรกิจค่ะ

คุณพุท: ชื่อบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) นะคะ เป็นสาขาที่ขยายมาจากบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (1) ที่หนองบัวลำภูค่ะ

ประเภทธุรกิจคือผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเสาเข็ม ทางสะพาน แผ่นพื้นต่าง ๆ นะคะ รวมถึงคอนกรีตผสมเสร็จด้วยค่ะ

บริษัทปัจจุบันเติบโตมาจากบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (1) ที่จังหวัดหนองบัวลำภูแล้วก็บริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) ยอดขายที่บุรีรัมย์อยู่ที่ 300 ล้านต่อปีแล้วก็เติบโตขึ้นทุกปีค่ะ จนถึงล่าสุดก็คือ 500 ล้านต่อปี

แล้วปัจจุบันเราได้ขยายสาขามาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สองสาขารวมกันที่บุรีรัมย์แล้วก็ฉะเชิงเทราเราสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 700 กว่าล้านต่อปี

ซึ่งเราก็มองว่ายังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกหลังจากที่เกิดโควิดนะคะ เราก็น่าจะพัฒนาไปจนถึง 1,000 ล้านต่อปีได้ค่ะ

BRID: อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เริ่มพิจารณา implement ระบบ ERP ให้กับองค์กรคะ

คุณพุท: ปัจจัยที่ทำให้องค์กรเริ่มหาระบบอีอาร์พีเข้ามาใช้งานนะคะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางบริษัทเราเป็นในรูปแบบของ family business

หลังจากลูก ๆ เริ่มเรียนจบแล้วก็เติบโตขึ้นก็จะเริ่มกลับเข้ามาช่วยทำงานธุรกิจที่บ้าน

คุณพ่อคุณแม่ก็มองหาระบบที่จะสามารถให้เราบริหารจัดการธุรกิจของเราในรูปแบบของFamily Business ด้วยความโปร่งใส แล้วก็ตรวจสอบได้ทุกคน เพื่อป้องกันการมีปัญหากันระหว่างพี่น้องจากการทำธุรกิจค่ะ

แล้วก็นอกเหนือจากนั้นก็เพราะว่าเราเริ่มขยายธุรกิจ จากหนองบัวลำภูเราก็เริ่มขยายสาขาไปที่บุรีรัมย์ ทำให้ธุรกิจเรามีการขยายตัวแล้วก็ขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งระบบก็จะสามารถช่วยในการบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นค่ะ

BRID: มีการเตรียมพร้อมให้กับพนักงานในองค์กรอย่างไรบ้างคะในการเริ่มใช้ระบบอีอาร์พี

คุณพุท: ก่อนที่จะมีการ implement เราก็ได้มีการทำความเข้าใจกับพนักงานว่าระบบการทำงานในระบบ manualแบบเดิม take time ในการทำงานอย่างไรบ้าง แล้วก็ความถูกต้องของข้อมูลก็อาจจะน้อยกว่าค่ะ

แล้วก็ชี้ให้เขาเห็นว่าเมื่อเราใช้ระบบอีอาร์พี เมื่อเรา input ข้อมูลเข้าไปเราสามารถ generate report ออกมาได้ในหลายแบบที่จะให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ซึ่งก็สามารถเซฟเวลาในการทำงานของพนักงานได้ค่ะ

BRID: เมื่อวางระบบ PlanetOne ERPแล้วระบบช่วยให้บริหารจัดการองค์กรได้ง่ายขึ้นอย่างไรบ้างคะ

คุณพุท: เมื่อบริษัทได้วางระบบ PlanetOne ERP มาแล้ว ทางผู้บริหารเนี่ยก็สามารถได้ประโยชน์จากการ implement ได้ค่อนข้างมากค่ะ

ไม่ว่าจะดูการบริหารจัดการข้อมูลต่าง ๆ เพื่อมาใช้ในการตัดสินใจในการบริหารธุรกิจ รวมถึงทางด้านบัญชี ซึ่งก็สามารถตรวจสอบได้ในในทุกแง่มุม ก็สามารถช่วยผู้บริหารได้ค่อนข้างเยอะค่ะ

ถ้าหลังจากที่เรา implement PlanetOne ERP มาเนี่ยก็หลังจากที่เรามีหลาย ๆ สาขาการที่เราใช้อีอาร์พีทำให้เราสามารถมองภาพรวมได้ง่ายขึ้นนะคะ

แล้วก็พนักงานต่างสาขาที่ทำงานร่วมกัน ก็สามารถ joinข้อมูลที่เป็นข้อมูลเดียวกัน

เป้าหมายเดียวกันได้ง่ายขึ้น แล้วรวมถึงให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการประกอบการพิจารณาการทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น จากการรวมข้อมูลในหลาย ๆ สาขาแล้วก็มาใช้ทำการตัดสินใจค่ะ

BRID: บริการหลังการขายและการให้การสนับสนุนทางเทคนิคที่ได้รับจาก PlanetOne ERP เป็นอย่างไรบ้างคะ

การ support ของระบบ PlanetOne ERP ก็ค่อนข้างรวดเร็วค่ะ เนื่องจากเราจะใช้เป็นไลน์กลุ่มนะคะ user สามารถแจ้งปัญหาเมื่อใช้ในงานแล้วติดขัดได้ทางไลน์ในทันทีทันใด ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

ความประทับใจในตัวระบบนะคะ อย่างแรกเลยก็คือความยืดหยุ่นของระบบที่เราสามารถ Customized ได้ตามความต้องการของยูสเซอร์

อย่างของเราเป็นผู้ผลิต ซึ่งอาจจะแตกต่างจากผู้ผลิตในหลาย ๆ อย่างในอุตสาหกรรม เราก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับองค์กรของเราได้นะคะ

แล้วก็อย่างที่ 2 นะคะ ถึงแม้ระบบจะมีความยืดหยุ่น แต่ในจุดสำคัญอย่างเช่น ทางด้านบัญชีการจัดซื้อในข้อมูลต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งทำให้ทางผู้บริหารสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เราได้ใช้งานหรือข้อมูลที่ได้ใส่ลงไปเป็นข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ

BRID: คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังมองหาระบบอีอาร์พีมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการองค์กร

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาระบบอีอาร์พี ที่จะมาใช้งานในองค์กร การที่เราลงทุนงบประมาณ เราอาจจะมองว่ามันค่อนข้างสูงนะคะ แต่ถ้าเทียบกับ return on investment ที่เราลงไป ค่อนข้างจะได้กลับมาคุ้มค่ามากกว่าเยอะนะคะ

ไม่ว่าจะเป็นการสามารถคอนโทรลการสูญเสีย หรือควบคุมการผลิต หรือการนำข้อมูลมาตัดสินใจในการบริหารธุรกิจได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

ซึ่งการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้นะคะไม่มีแล้วค่ะว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก เรามีแต่ปลาเร็วกินปลาช้าค่ะ เพราะฉะนั้นอีอาร์พีจะสามารถช่วยผู้ประกอบการได้มากทีเดียวค่ะ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บทสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP บริษัท บริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) จำกัด Read More »

บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ให้ความร่วมมือกับโครงการสหกิจ ภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ทางบริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้ให้ความร่วมมือกับโครงการสหกิจ ของภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
รับนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ เข้าร่วมเป็นนักศึกษาฝึกงาน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ในการทำงานจริง ก่อนที่จะจบการศึกษาและเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มภาคภูมิ

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการสหกิจเข้าเยี่ยมน้องไอซ์นักศึกษาฝึกงาน และรับฟังข้อมูลนำเสนอจากประสบการณ์การฝึกงานกับบริดซิสเต็มส์ หลังจากฝึกงานมาเป็นระยะเวลา 1 เดือน
ยังคงเหลือเวลาอีก 3 เดือนเต็มที่น้องไอซ์จะยังคงฝึกงานต่อ เพื่อที่จะทำโปรเจคที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จค่ะ

อาจารย์จากภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมถ่ายรูปและมอบของที่ระลึกให้กับ คุณศิริวรรณ ติรเลิศ Executive Director ของบริษัท บริดซิสเต็มส์ จำกัด

บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ให้ความร่วมมือกับโครงการสหกิจ ภาควิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล

อีอาร์พีกับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล

ระบบอีอาร์พีกับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล

ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีมีความสำคัญอบ่างยิ่งสำหรับการดพเนินธุรกิจ การนำระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการองค์กรถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจที่จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคของเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือนในทุกธุรกิจ

ดังนั้นอีอาร์พีจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบจัดการข้อมูลภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ระบบอีอาร์พีคืออะไร?
ระบบอีอาร์พีเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่รวบรวมข้อมูลและกระบวนการทำงานในทุกแผนกขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน โดยมุ่งเน้นไปที่

ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized Database)
ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce redundancy)
ตรวจสอบได้ (Traceability and accountability)
แสดงข้อมูลทันเวลา (Real Time)

โดยระบบอีอาร์พีจะทำให้ข้อมูลต่างๆ สามารถเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการใช้อีอาร์พีในยุคดิจิทัล

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
    อีอาร์พีช่วยให้การดำเนินงานในทุกแผนกสามารถเชื่อมโยงกันรวมถึงลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ
  2. การตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น
    การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาและเป็นปัจจุบันทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว แม่นยำ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด 
  3. ลดต้นทุนการดำเนินงาน
    ระบบอีอาร์พีจะมีกระบวนการคำนวณที่แม่นยำเละเชื่อมโยงถึงกันได้ทั้งหมดดังนั้น ระบบอีอาร์พีจึงสามารถช่วยลดเวลาในการเดำเนินงาน ต้นทุนการดำเนินงานในกระบวนการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

ธุรกิจที่ใช้ระบบอีอาร์พีสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเทคโนโลยี โดยสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที

อีอาร์พีกับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัล

ในยุคดิจิทัล ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย การมีอีอาร์พีที่ทันสมัยสามารถทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจสามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างชาญฉลาด และทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ระบบอีอาร์พียังช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานที่ทำงานในสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในต่างประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลที่แม่นยำและการทำงานแบบเรียลไทม์

สรุป
การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในธุรกิจไม่เพียงแต่ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล การตัดสินใจลงทุนในอีอาร์พีคือการลงทุนในอนาคตของธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในยุคที่เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญของทุกภาคส่วน

อีอาร์พีจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ใช้จัดการภายในองค์กร แต่เป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

อีอาร์พีกับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล Read More »

วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จ

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้การวางระบบอีอาร์พีไม่ประสบความสำเร็จ

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้การวางระบบอีอาร์พีไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อการวางระบบอีอาร์พีคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับองค์กร เพื่อจะได้มีระบบบริหารจัดการองค์กรเข้ามาจัดสรรกระบวนการทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

แต่ในการวางระบบอีอาร์พีนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ในบทความนี้จะกล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจทำให้การวางระบบอีอาร์พีไม่ประสบความสำเร็จ

เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับองค์กรที่ต้องการวางระบบอีอาร์พี ได้ศึกษาและวางแนวทางในการวางระบบอีอาร์พีได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งความล้มเหลวในการนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในองค์กรอาจเกิดได้จากสาเหตุดังนี้คือ

1. มีการวางแผนและการจัดการโครงการที่ไม่ดี

หากมีการวางแผนและการจัดการโครงการที่ไม่ดีโครงการอาจล่าช้าเกินกว่ากำหนดเวลาที่วางไว้ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการนำระบบไปใช้งานจริง

อีกทั้งอาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือการจัดการความคาดหวังของผู้ใช้งานที่ไม่ดี อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทีมงาน ผู้บริหาร และผู้ใช้งาน เป็นเหตุให้พนักงานอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากขาดความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือไม่พอใจกับกระบวนการทำงานใหม่

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการวางแผนและการจัดการโครงการที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดความล้มเหลวในการนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้กับองค์กรได้

2. การกำหนด Requirement ของระบบ ERP ที่ไม่ชัดเจน

ปัญหานี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่มักพบเจอในการวางระบบ และส่งผลกระทบต่อโครงการอย่างมาก

โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจรวมถึง ต้องมีการแก้ไขระบบบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความล่าช้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

อีกทั้งยังส่งผลให้ระบบมีข้อบกพร่องทางเทคนิคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ จนทำให้ผู้ใช้งานอาจรู้สึกไม่พอใจกับระบบ เนื่องจากระบบไม่ตอบสนองความต้องการในการทำงานจริง

นำไปสู่ความล้มเหลวในการวางระบบอีอาร์พีนั่นเอง

3. งบประมาณและเวลาที่บานปลายในการวางระบบอีอาร์พี

ในข้อนี้อาจถือเป็นสัญญาณเตือนได้ว่าโครงการอาจกำลังเผชิญปัญหา และมีโอกาสสูงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะล้มเหลวเสมอไป

เมื่องบประมาณและเวลาที่ใช้ในการวางระบบอีอาร์พีเกินกว่าที่วางแผนไว้ แสดงว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ หรือการจัดการโครงการอาจมีประสิทธิภาพไม่สูงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อาทิเช่น

การจัดการอบรมที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ

คุณภาพของระบบที่ลดลงจากที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

อาจเกิดความล่าช้าในการวางระบบหรือวางระบบไม่ประสบผลสำเร็จ

ดังนั้นเหตุผลจาก 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้วางระบบอีอาร์พีไม่ประสบความสำเร็จ

การวางแผนและการจัดการโครงการที่ไม่ดี, การกำหนดความต้องการของระบบไม่ชัดเจน

และงบประมาณและเวลาที่บานปลายนี้ ถือว่าเป็น 3 ปัจจัยที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล้มเหลวในการวางระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้การวางระบบอีอาร์พีไม่ประสบความสำเร็จ Read More »

ธุรกิจยุคใหม่ใช้อะไรในการบริหารจัดการองค์กร?

ธุรกิจยุคใหม่ใช้อะไรในการบริหารจัดการองค์กร?

ธุรกิจยุคใหม่ใช้อะไรในการบริหารจัดการองค์กร?

ธุรกิจยุคใหม่มักใช้เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึง:

  1. ERP (Enterprise Resource Planning): ระบบ ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมการทำงานของหลาย ๆ ฝ่ายในองค์กร เช่น การเงิน, การบัญชี, การจัดการสินค้าคงคลัง, และการผลิต เข้าด้วยกันในระบบเดียว ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการตัดสินใจ
  2. CRM (Customer Relationship Management): ระบบ CRM ช่วยจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการติดตามการขาย, การบริการหลังการขาย, และการทำการตลาด ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
  3. HRM (Human Resource Management): ระบบ HRM ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เช่น การจัดการเงินเดือน, การประเมินผลการทำงาน, การฝึกอบรม, และการรับสมัครพนักงานใหม่
  4. Project Management Tools: เครื่องมือสำหรับการจัดการโครงการเช่น Asana, Trello, หรือ Jira ใช้เพื่อวางแผน, จัดการ, และติดตามความคืบหน้าของโครงการในองค์กร
  5. Collaboration Tools: เครื่องมือเช่น Slack, Microsoft Teams, และ Zoom ช่วยให้ทีมงานสื่อสารและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
  6. Business Intelligence (BI) Tools: เครื่องมือ BI เช่น Tableau, Power BI, และ Google Data Studio ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างรายงานที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
  7. Cloud Computing: การใช้บริการคลาวด์ เช่น Amazon Web Services (AWS), Google Cloud, หรือ Microsoft Azure ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอง
  8. Cybersecurity Solutions: เนื่องจากข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคดิจิทัล การมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องข้อมูลและทรัพยากรขององค์กร

ธุรกิจยุคใหม่ใช้อะไรในการบริหารจัดการองค์กร?

ธุรกิจยุคใหม่มักใช้เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึง:

  1. ERP (Enterprise Resource Planning): ระบบ ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมการทำงานของหลาย ๆ ฝ่ายในองค์กร เช่น การเงิน, การบัญชี, การจัดการสินค้าคงคลัง, และการผลิต เข้าด้วยกันในระบบเดียว ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการตัดสินใจ
  2. CRM (Customer Relationship Management): ระบบ CRM ช่วยจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการติดตามการขาย, การบริการหลังการขาย, และการทำการตลาด ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
  3. HRM (Human Resource Management): ระบบ HRM ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เช่น การจัดการเงินเดือน, การประเมินผลการทำงาน, การฝึกอบรม, และการรับสมัครพนักงานใหม่
  4. Project Management Tools: เครื่องมือสำหรับการจัดการโครงการเช่น Asana, Trello, หรือ Jira ใช้เพื่อวางแผน, จัดการ, และติดตามความคืบหน้าของโครงการในองค์กร
  5. Collaboration Tools: เครื่องมือเช่น Slack, Microsoft Teams, และ Zoom ช่วยให้ทีมงานสื่อสารและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม
  6. Business Intelligence (BI) Tools: เครื่องมือ BI เช่น Tableau, Power BI, และ Google Data Studio ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างรายงานที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
  7. Cloud Computing: การใช้บริการคลาวด์ เช่น Amazon Web Services (AWS), Google Cloud, หรือ Microsoft Azure ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอง
  8. Cybersecurity Solutions: เนื่องจากข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในยุคดิจิทัล การมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องข้อมูลและทรัพยากรขององค์กร

การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้รวดเร็วขึ้น ปรับตัวได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ธุรกิจยุคใหม่ใช้อะไรในการบริหารจัดการองค์กร? Read More »

การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจเพื่อวางระบบอีอาร์พี

การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจเพื่อวางระบบอีอาร์พีทำอย่างไร

การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจเพื่อวางระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วน

เพื่อให้ระบบอีอาร์พีที่นำมาใช้งานสามารถตอบสนองความต้องการและปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนในการวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. การกำหนดเป้าหมายและขอบเขตของโครงการ

กำหนดเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การลดต้นทุน การปรับปรุงการบริการลูกค้า เป็นต้น
กำหนดขอบเขตของโครงการ เช่น กระบวนการใดบ้างที่จะนำมาใช้กับระบบอีอาร์พี

2. การรวบรวมข้อมูล

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการสัมภาษณ์พนักงาน การสังเกตการณ์ และการตรวจสอบเอกสาร
รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาหรือข้อจำกัดที่พบในกระบวนการปัจจุบัน

3. การวิเคราะห์กระบวนการปัจจุบัน (As-Is Process Analysis)

ทำแผนผังกระบวนการปัจจุบันเพื่อให้เห็นภาพรวมของการทำงาน
วิเคราะห์กระบวนการเพื่อหาจุดที่ต้องการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง

4. การออกแบบกระบวนการใหม่ (To-Be Process Design)

ออกแบบกระบวนการใหม่ที่ต้องการในอนาคต โดยพิจารณาถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น
ตรวจสอบว่ากระบวนการใหม่สามารถทำงานร่วมกับระบบอีอาร์พีที่เลือกได้อย่างไร

5. การเลือกและปรับแต่งระบบอีอาร์พี

เลือกระบบอีอาร์พีที่ตรงกับความต้องการขององค์กร
ปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้สอดคล้องกับกระบวนการใหม่ที่ออกแบบไว้

6. การฝึกอบรมและการเปลี่ยนแปลงการจัดการ (Change Management)

จัดทำแผนการฝึกอบรมพนักงานให้สามารถใช้งานระบบอีอาร์พีใหม่ได้
จัดการการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและการนำระบบอีอาร์พีมาใช้เป็นไปอย่างราบรื่น

7. การทดสอบและการนำระบบไปใช้ (Testing and Implementation)

ทดสอบระบบอีอาร์พีและกระบวนการใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าทำงานได้อย่างถูกต้อง
นำระบบอีอาร์พีไปใช้จริงในองค์กร พร้อมติดตามผลและปรับปรุงตามความจำเป็น
การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถวางระบบอีอาร์พีได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจเพื่อวางระบบอีอาร์พี Read More »

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อในระบบอีอาร์พีทำอย่างไร

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อในระบบอีอาร์พีทำอย่างไร

ใบลดหนี้ซื้อ (Purchase Credit Note) คือเอกสารทางการเงินที่ออกโดยผู้ขายหรือผู้จัดจำหน่าย เพื่อยืนยันการลดหนี้ที่ผู้ซื้อค้างชำระอยู่ในใบแจ้งหนี้เดิม (Purchase Invoice)

โดยมีการระบุรายละเอียดและเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการลดหนี้ เช่น การคืนสินค้า, การปรับปรุงราคาที่ผิดพลาด, หรือการให้ส่วนลดพิเศษ

วัตถุประสงค์ของใบลดหนี้ซื้อ

การคืนสินค้า:

เมื่อผู้ซื้อส่งคืนสินค้าให้กับผู้ขายเนื่องจากสินค้าเสียหายหรือไม่ตรงตามความต้องการ

การปรับปรุงราคาที่ผิดพลาด:

เมื่อมีการคิดราคาสินค้าหรือบริการผิดพลาดในใบแจ้งหนี้เดิม

การให้ส่วนลดพิเศษ:

ในบางกรณีผู้ขายอาจให้ส่วนลดพิเศษแก่ผู้ซื้อหลังจากที่ออกใบแจ้งหนี้แล้ว

รายละเอียดที่มักมีในใบลดหนี้ซื้อ

-เลขที่ใบลดหนี้

เพื่อระบุและติดตามเอกสารนี้ได้ง่าย

-วันที่ออกใบลดหนี้

-วันที่ที่เอกสารนี้ถูกสร้างขึ้น

-รายละเอียดของผู้ขาย

-ชื่อและที่อยู่ของผู้ขายที่ออกใบลดหนี้

-รายละเอียดของสินค้า/บริการ

-รายละเอียดของสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการลดหนี้

-จำนวนเงินที่ลดหนี้

-จำนวนเงินที่ต้องการลดหนี้จากใบแจ้งหนี้เดิม

เหตุผลของการลดหนี้

สาเหตุที่ทำให้มีการลดหนี้ เช่น การคืนสินค้า, การปรับปรุงราคาผิดพลาด เป็นต้น

ตัวอย่างสถานการณ์ที่ใช้ใบลดหนี้ซื้อ

การคืนสินค้า:

หากผู้ซื้อพบว่าสินค้าที่ได้รับมีปัญหาหรือไม่ตรงตามที่สั่ง ผู้ซื้อสามารถส่งคืนสินค้าให้กับผู้ขาย และผู้ขายจะออกใบลดหนี้เพื่อปรับยอดหนี้ตามจำนวนสินค้าที่คืน

การแก้ไขราคาที่ผิดพลาด:

หากมีการคิดราคาสินค้าผิดพลาดในใบแจ้งหนี้ ผู้ขายสามารถออกใบลดหนี้เพื่อปรับยอดหนี้ให้ถูกต้อง

การให้ส่วนลดพิเศษ:

ผู้ขายอาจมอบส่วนลดพิเศษให้กับผู้ซื้อหลังจากที่ออกใบแจ้งหนี้แล้ว และออกใบลดหนี้เพื่อปรับยอดหนี้ตามส่วนลดที่มอบให้

ใบลดหนี้ซื้อเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยในการรักษาความถูกต้องและโปร่งใสในด้านการเงินและบัญชีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อ (Purchase Credit Note) ในระบบอีอาร์พี
เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการบัญชีและการเงินของธุรกิจ เพื่อให้การบันทึกใบลดหนี้ซื้อมีความถูกต้องและครบถ้วน

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อในระบบอีอาร์พีมีขั้นตอนดังนี้คือ

-ล็อกอินระบบอีอาร์พีของบริษัทด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณ

-เลือกโมดูลการจัดซื้อ (Purchasing Module)

ในระบบอีอาร์พีมักจะแบ่งเป็นโมดูลต่าง ๆ เช่น โมดูลการจัดซื้อ, โมดูลการขาย, โมดูลการเงิน เป็นต้น ให้เลือกโมดูลการจัดซื้อ

-ค้นหาฟังก์ชันการบันทึกใบลดหนี้ซื้อ

ในโมดูลการจัดซื้อ ค้นหาฟังก์ชันหรือเมนูที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกใบลดหนี้ซื้อ อาจจะอยู่ภายใต้การจัดการเอกสารการซื้อหรือบัญชีเจ้าหนี้

-กรอกข้อมูลใบลดหนี้ซื้อ

-กรอกข้อมูลที่จำเป็นสำหรับใบลดหนี้ซื้อ เช่น

-เลขที่ใบลดหนี้

-วันที่ออกใบลดหนี้

-รายละเอียดของผู้ขายที่เกี่ยวข้อง (เช่น ชื่อผู้ขาย และเลขที่บัญชีผู้ขาย)

-สาเหตุของการลดหนี้ (เช่น การคืนสินค้า, การปรับราคาผิดพลาด ฯลฯ)

-จำนวนเงินที่ต้องการลดหนี้

-รายละเอียดของสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้อง

-ตรวจสอบและบันทึกข้อมูล

-ตรวจสอบข้อมูลที่กรอกเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้องทั้งหมด จากนั้นคลิกปุ่มบันทึกหรือยืนยัน (Save/Confirm)

การปรับปรุงบัญชี

เมื่อบันทึกใบลดหนี้ซื้อแล้ว ระบบอีอาร์พีจะทำการปรับปรุงบัญชีตามข้อมูลที่บันทึก

โดยจะลดหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้และปรับปรุงยอดคงเหลือในบัญชีอื่น ๆ ตามที่กำหนด

พิมพ์หรือส่งใบลดหนี้

คุณสามารถพิมพ์ใบลดหนี้เพื่อนำไปใช้หรือส่งให้กับผู้ขายตามที่จำเป็น

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อในระบบ ERP ช่วยให้การจัดการบัญชีและการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาด และสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่าย

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึกใบลดหนี้ซื้อในระบบอีอาร์พีทำอย่างไร Read More »

สาเหตุที่ Implement ระบบอีอาร์พีไม่สำเร็จ

สาเหตุที่ Implement ระบบอีอาร์พีไม่สำเร็จ

การนำระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) มาใช้ในองค์กรสามารถเจอกับอุปสรรคและความท้าทายหลายอย่าง ซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการนำระบบมาใช้จริง

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้การ Implement ระบบอีอาร์พีไม่สำเร็จมีดังนี้คือ

  1. การวางแผนที่ไม่เพียงพอ การวางแผนที่ไม่รอบคอบและขาดการเตรียมการที่เหมาะสมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การ Implement ระบบอีอาร์พีไม่สำเร็จ การประเมินเวลาที่ต้องใช้ ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้
  2. การขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร การนำระบบอีอาร์พีมาใช้งานจำเป็นต้องมีการสนับสนุนและความร่วมมือจากผู้บริหารระดับสูง ถ้าผู้บริหารไม่มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ การนำระบบอีอาร์พีมาใช้งานอาจพบกับความล้มเหลว
  3. การขาดการอบรมและการฝึกอบรม บุคลากรที่ต้องใช้ระบบอีอาร์พีต้องได้รับการอบรมและการฝึกอบรมที่เพียงพอเพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากขาดการอบรมที่ดี บุคลากรอาจไม่สามารถใช้งานระบบได้อย่างถูกต้อง
  4. การเปลี่ยนแปลงกระบวนการธุรกิจที่ไม่เพียงพอ การนำระบบอีอาร์พีมาใช้มักต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการธุรกิจ การที่ไม่มีการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับระบบอีอาร์พี อาจทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  5. การขาดการวิเคราะห์ความต้องการที่ดี การที่ไม่มีการวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรอย่างละเอียดก่อนการนำระบบอีอาร์พีมาใช้ อาจทำให้ระบบที่เลือกมาไม่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร
  6. การบริหารโครงการที่ไม่ดี การบริหารโครงการที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงการขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างทีมงาน และการจัดการเวลาที่ไม่ดี อาจนำไปสู่ความล้มเหลวของโครงการ
  7. ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตั้งค่าระบบหรือการบูรณาการกับระบบอื่นๆ ในองค์กร อาจเป็นสาเหตุให้ระบบอีอาร์พีไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในองค์กรเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการการจัดการอย่างรอบคอบ

การระมัดระวังและการเตรียมการที่ดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

สาเหตุที่ Implement ระบบอีอาร์พีไม่สำเร็จ Read More »

Scroll to Top