ระบบคนไทย

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการและควบคุมกิจกรรมการผลิตในโรงงาน ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถติดตามสถานะการผลิตได้อย่างแม่นยำ

กระบวนการของ Shop Floor Control ในระบบอีอาร์พีประกอบด้วยหลายขั้นตอนดังนี้

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

การวางแผนการผลิตเพื่อกำหนดปริมาณและระยะเวลาการผลิต โดยใช้ข้อมูลจากคำสั่งซื้อและคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า

2. การจัดเตรียมวัตถุดิบและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิต

-การออกคำสั่งการผลิต (Work Order Creation)

-การสร้างคำสั่งการผลิตหรือ Work Order (WO) ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต กระบวนการผลิต และทรัพยากรที่ใช้

-การกำหนดหมายเลขคำสั่งการผลิตเพื่อใช้ในการติดตามสถานะการผลิต

3. การจัดการทรัพยากร (Resource Management)

-การจัดการทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ และแรงงาน

-การตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรและการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม

4. การดำเนินงานผลิต (Production Execution)

-การดำเนินการตามคำสั่งการผลิตที่ออกมา เช่น การเริ่มการผลิต การปรับเปลี่ยนกระบวนการ และการตรวจสอบคุณภาพ

-การบันทึกข้อมูลการดำเนินงาน เช่น เวลาในการผลิต ปริมาณการผลิต และปัญหาที่เกิดขึ้น

การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ (Quality Control):

-การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต

-การบันทึกข้อมูลคุณภาพและการจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

5. การติดตามสถานะการผลิต (Production Tracking)

-การติดตามสถานะของการผลิตแบบเรียลไทม์ เช่น สถานะของคำสั่งการผลิต ปริมาณการผลิตที่สำเร็จ และเวลาที่ใช้ในการผลิต

-การรายงานสถานะการผลิตให้กับผู้บริหารและทีมงานที่เกี่ยวข้อง

-การปรับปรุงกระบวนการผลิต (Continuous Improvement)

-การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้

-การนำเสนอแนวทางและมาตรการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

โมดูล Shop Floor Controlในระบบช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ลดเวลาในการผลิต และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร Read More »

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง

การ Implement ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หมายถึงการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กรหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าการวางระบบ

เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน รวมถึงการวางแผน การพัฒนา การทดสอบ การฝึกอบรม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบมักมีราคาสูง จนผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน มีข้อสงสัยว่าการ Implement มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ทำไมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึงแพงมากๆ เมื่อเทียบกับค่า License บทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงบทบาทหน้าหน้าที่ของ Implementer

ซึ่งมีกระบวนการดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

3. การออกแบบระบบ (System Design)

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

5. การทดสอบระบบ (Testing)

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลและรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

เป็นการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้บริการว่าต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาสำคัญ

ที่ทางผู้ใช้บริการต้องเตรียมความต้องการไว้ให้พร้อม และผู้ให้บริการมืออาชีพจะไม่ทำอะไรตามใจผู้ใช้บริการ

เพราะบางทีความต้องการของผู้ใช้งาน ก็ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทาง Implementer มีหน้าที่ให้คำแนะนำและเสนอแนวทางที่ดีที่สุด

และตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากที่สุด

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

การวางแผนสำหรับวางระบบอีอาร์พีของทีม Implementer ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบที่มีการเก็บค่าแมนเดย์หรือค่า Implement

เพราะผู้ที่จะวางแผนการวางระบบตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์มาไม่น้อยกว่า 3 ปี

และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นพิเศษ ระบบอีอาร์พีก็เช่นกัน หากผู้ใช้บริการเจ้าใดไม่มีการส่งแผนสำหรับวางระบบ

รือไม่มีการวางแผนและจัดทำตารางให้กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจน ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้

3. การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบระบบอีอาร์พี ก็คือการนำ Requirements มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ

และออกแบบระบบให้สามารถรองรับการทำงานได้ ซึ่งบางครั้งระบบมาตรฐานอาจจะรองรับการทำงานอยู่แล้ว

แต่ Implementer ก็ต้องนำข้อมูลของบริษัทผู้ใช้บริการมาออกแบบขั้นตอนการใช้งานระบบให้ถูกต้องตามหลักการ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานด้วย

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

ต่อเนื่องมาจากการออกแบบระบบ (System Design) เพราะหาก Requirements มีความซับซ้อนเกินมาตรฐานระบบทั่วไป

หรือมีความเฉพาะทามากๆ ก็ต้องมีการปรับระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานตรงส่วนนั้น

ซึ่ง Implementer มีหน้าที่นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับทางผู้ประกอบการและทางผู้ใช้บริการเพื่อสรุปความต้องการทั้งหมด

และนำมาออกแบบระบบ โดยการนำข้อมูลส่งให้ทางทีม Development เป็นผู้พัฒนา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกระบบจะสามารถปรับได้ ต้องเลือกระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นสูงและเป็นเจ้าของระบบเอง

จะทำให้สามารถปรับแต่งได้อิสระและง่ายกว่าระบบใหญ่ๆจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง

5. การทดสอบระบบ (Testing)

เมื่อออกแบบระบบ และปรับแต่งสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การทดสอบระบบว่าสามารถทำงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่

งการทดสอบนอกจากทีม Implementer จะเป็นผู้ทำการทดสอบแล้ว ควรมีการส่งให้ทางผู้ใช้งานมาทำการทดสอบร่วมด้วย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบอีอาร์พีที่มีการปรับมา สามารถใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

ต่อให้ผู้ใช้บริการจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบอีอาร์พีมามากขนาดไหน แต่ถ้ามีการวางระบบกับอีอาร์พีเจ้าใหม่

ก็ต้องมีการอบรมก่อนการใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการ Training มากกว่า 6 เดือน

เพื่อเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ซึ่ง Implmenter จะทำหน้าที่อบรม และจัดตารางอบรมให้ทางผู้ใช้บริการ

เพื่อให้มีเวลาจัดคิวนัดอบรมได้ ซึ่ง Implementer จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในบริบทของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

ทุกกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นการนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง ถึงจะผ่านมาทั้งหมดแล้ว

การขึ้นระบบได้สำเร็จ และทางบริษัทสามารถปิดงบในระบบได้ ก็ล้วนมาจากการทำงานของทีม Implementer ทั้งสิ้น

ซึ่งทุกการทำงานล้วนต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่ต่อให้ทีมวางระบบจะดีหรือเก่งแค่ไหน ถ้าทางผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จ

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

นอกจากจะมีหน้าที่วางระบบจนสามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงจนสำเร็จแล้ว Implementer ยังมีหน้าที่ให้บริการหลังการขายอีกด้วย

ซึ่งบางเจ้าอาจจะแยกเป็นทีมซัปพอร์ตต่างหาก บางเจ้าก็จะใช้วิธีแบ่งไซต์บริษัทให้เป็นความรับผิดชอบของ Implementer คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย

..

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ค่าวางระบบ Implement มีราคาแพงสาเหตุมาจากกระบวนการการทำงานทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ, การวางแผนการทำงานของทีม Implementer, การออกแบบระบบ (System Design),

การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization), การทดสอบระบบ (Testing), การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training),

การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)และ บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

กกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และระบบอีอาร์พีที่มีศักยภาพ

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ Implement มีราคาสูงมากกว่าค่าโมดูลหลายเท่า

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 30 ปี ทางเราแนะนำระบบ PlanetOne ERP

ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเจ้าของระบบโดยคนไทยสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับองค์กรได้

และยังมีความเป็นมืออาชีพพร้อมเสียงการันตีจากผู้ประกอบการ Click เพื่อดูรีวิวจากผู้ประกอบการ

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel . 095 294 5693 (คุณเจน)

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง Read More »

Scroll to Top