ระบบบัญชี

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร หรือระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning: ERP) มีบทบาทสำคัญในองค์กรสมัยใหม่ และมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้:

ประโยชน์ของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้การจัดการทรัพยากร เช่น วัตถุดิบ, สินค้าคงคลัง, และแรงงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดความซ้ำซ้อนและการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
  2. การปรับปรุงกระบวนการทำงาน:
    • การรวมข้อมูลและกระบวนการทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ทำให้การทำงานภายในองค์กรเป็นระบบระเบียบ และลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเร็วและความถูกต้องของกระบวนการทำงานต่าง ๆ
  3. การสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นฐาน:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ซึ่งช่วยในการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นฐานและเป็นการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วทั้งองค์กร:
    • การรวมข้อมูลจากทุกแผนกและกระบวนการในองค์กรทำให้มีข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน
  5. การปรับปรุงการสื่อสารภายในองค์กร:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้การสื่อสารระหว่างแผนกและพนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว

ความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

  1. การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน:
    • การมีระบบอีอาร์พีที่มีประสิทธิภาพช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วขึ้นและมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น
  2. การปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ:
    • ระบบอีอาร์พีมักมีการอัปเดตเทคโนโลยีและฟังก์ชันใหม่ๆ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการปรับปรุงการทำงานและกระบวนการต่างๆ
  3. การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล การรายงานทางการเงิน และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ
  4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ:
    • ผู้บริหารสามารถใช้ระบบอีอาร์พีในการติดตามและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม และสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจ:
    • ระบบอีอาร์พีที่ดีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่

โดยรวมแล้ว ระบบอีอาร์พีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรสมัยใหม่ ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่ Read More »

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP

การใช้งานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ทุกระบบล้วนอาจก่อให้เกิดปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่นบั๊กจากการใช้งาน

หรือ อะไรที่เคยทำได้แต่เมื่อมีระบบเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานในแบบเดิมๆ ได้

ซึ่งบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี

โดยมีข้อมูลทั้งหมดดังนี้

1. ปัญหาจากค่าใช้จ่ายสูง

ต้องขออนุญาตแจ้งแบบไม่ปิดบังว่าระบบอีอาร์พีมีราคาที่แพง ทั้งค่าติดตั้ง ค่าวางระบบ และยังมีค่าบริการรายปี ซึ่งถ้าเจ้าไหนไม่มี

คงจะเป็นองค์กรเพื่อการกุศล เพราะระบบอีอาร์พีต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินการวางระบบ

และยังมีเรื่องโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนระบบให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน ทำให้ระบบมีราคาที่แพง

และเป็นต้องจ่ายค่าบริการทุกปี ซึ่งหากไม่ทำการชำระตรงส่วนนี้ก็อาจจะทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ระบบต่อไปได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังสำหรับองค์กรที่ไม่พร้อมเรื่องการเงิน

2. การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางระบบอีอาร์พี เพราะผู้ประกอบการทุกท่านล้วนต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้น

ละสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพนักงานจะต้องทำการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้

แน่นอนว่าปัญหาที่ทุกที่จะเจอคือแรงต่อต้านจากพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานเดิมๆ

3. ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่

ระบบอีอาร์พี มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากกว่าระบบทั่วไป หากองค์กรไม่เตรียมซุปเปอร์ยูสเซอร์หรือก็คือคน

ที่สามารถแนะนำระบบการทำงานให้คนใหม่ได้ เมื่อมีคนใหม่เข้ามา และคนเก่าลาออกไป ต้องมีการจัดเทรนให้กับคนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเทรนให้กับพนักงาน ราคาต่อวันก็เป็นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่น

หากบริษัทมีระบบการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและต้องการเชื่อมโยงระบบอีอาร์พีเข้ากับระบบอื่นเช่นระบบหน้าร้าน

หรือระบบวางแผนการผลิต ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรในการใช้งาน หรือเจอบั๊กบางอย่างที่มาจากระบบ

เพราะฉะนั้นควรเลือกระบบอีอาร์พีที่โมดูลการทำงานที่ครบวงจร แม้จะต้องเปลี่ยนระบบทั้งองค์กรก็ควรต้องเปลี่ยน

เพราะจะทำให้การทำงานสมูทมากกว่าการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน

5. ปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ต้องบอกว่าปัญหาตรงส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะถ้าในองค์กรของท่านไม่มีไอทีที่คอยแบล็คอัพข้อมูล

เพื่อป้องกันการถูกแฮกจากผู้ไม่หวังดีและเข้ามาลบข้อมูลในเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมด

ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ ทำให้ปัจจุบันหลายๆ องค์กรเลือกที่จะใช้บริการคลาวด์

เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงาน และต้องบอกตรงนี้ว่าคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย

และมีความเสถียรมากกว่าการใช้เซอร์เวอร์ในการรันและเก็บข้อมูล

6. ปัญหาทางเทคนิค

อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊ก หรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

แต่ส่วนใหญ่หากระบบเจอบั๊กทางเทคนิคจะรีบแก้ไขให้เป็นกรณีเร่งด่วน

7. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล

การใช้ระบบ ERP อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ควรมีการเงื่อนไขในการซัปพอร์ตว่าอนุญาตให้เขาถึงฐานข้อมูลในระดับไหน

8. การพึ่งพาผู้ให้บริการ

ถือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการอีอาร์พีกับผู้ใช้งานต้องมากระทบกระทั่งกัน เพราะผู้ใช้บริการมักมองว่าทีมซัปพอร์ตระบบอีอาร์พีต้องจัดการทุกอย่างให้ได้

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการเข้าระบบข้อมูลภายในเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่คีย์ผิดได้

ลวร้ายสุดๆ คือไม่แจ้งอะไรแต่จะให้ซัปพอร์ตแก้ไขให้อย่างเดียว

ซึ่งในความเป็นจริงผู้ให้บริการอีอาร์พีไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการได้

ยกเว้นมีเอกสารอนุญาตซึ่งต้องลงนามจากกรรมการหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้ว่าปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีรีโมตเพื่อเข้าไปแก้ไขให้ที่หน้าจอแทน ดังนั้น

ผู้ใช้บริการไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการจนเกินไปเพราะหากการดูแลที่เกินสโคปของเงื่อนไขก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรได้

ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูง การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่ ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่นปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาจากการพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในการวางระบบทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้

Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

ระบบ PlanetOne ERP สำหรับองค์กรไทย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลาก ดังนี้ Packages

  • ระบบบัญชีรายได้รองรับส่วนลดได้หลายระดับ
  • ระบบบัญชีรายจ่าย
  • ระบบภาษี
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งซื้อ
  • ระบบสั่งขาย
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งขาย
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบควบคุมเช็คและเงินฝาก
  • ระบบควบคุมการผลิต
  • ระบบออกแบบสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • ระบบต้นทุนการผลิต
  • ระบบบาร์โค้ด (Handheld)
  • มีบริการ cloud storage (เช่าบริการรายปี)

ติดต่อสอบถามข้อมูล

Tel. 095 294 5693 คุณเจน

Office : 02 271 4362-3

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP Read More »

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

คือใบกำกับภาษีที่ถูกจัดทำและส่งมอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการภาษี ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูล

โดย e-Tax Invoice มีลักษณะเด่นและข้อดีหลายประการดังนี้

ลักษณะเด่นของ e-Tax Invoice

1. รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

สามารถจัดทำและส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ PDF หรือ XML ที่มีมาตรฐานกำหนดไว้

2. ความปลอดภัย

มีการใช้ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อรับรองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

3. การเก็บรักษา

สามารถจัดเก็บและเรียกดูได้อย่างง่ายดายผ่านระบบคอมพิวเตอร์

4. มาตรฐาน

มีการกำหนดมาตรฐานโดยกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดทำและการส่งมอบข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อดีของ e-Tax Invoice

1. ลดการใช้กระดาษ

ช่วยลดการใช้กระดาษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. เพิ่มประสิทธิภาพ

ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

3. ความสะดวกสบาย

สามารถจัดการและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

4. ความโปร่งใส

เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี ลดการเกิดการทุจริต

5. การเก็บรักษาที่ดีขึ้น

สามารถเก็บรักษาข้อมูลได้ในระยะยาวโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสื่อมสภาพ

ขั้นตอนการใช้งาน e-Tax Invoice

1. ลงทะเบียน

ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ

2. จัดทำใบกำกับภาษี

ใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่ได้รับการรับรองเพื่อจัดทำใบกำกับภาษี

3. ลงลายเซ็นดิจิทัล

ใส่ลายเซ็นดิจิทัลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

4. ส่งมอบ

ส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

5. เก็บรักษา

เก็บรักษาใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

e-Tax Invoice เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานทางภาษีสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การผสานการทำงานระหว่าง e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) กับระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งทั้งสองระบบมีข้อดีและความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้:

ความสัมพันธ์ระหว่าง e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด เช่น การขาย การซื้อ สต็อกสินค้า การบัญชี และการเงิน

e-Tax Invoice ช่วยในการจัดการและส่งมอบใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถรวมเข้ากับข้อมูลการขายในระบบอีอาร์พีได้

2. การบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูล

ระบบอีอาร์พีสามารถบูรณาการกับ e-Tax Invoice เพื่อให้การจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีอัตโนมัติ

ลดความซ้ำซ้อนในการป้อนข้อมูลและความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. ความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล

การใช้ e-Tax Invoice ร่วมกับระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและถูกต้องมากขึ้น

ระบบสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนการส่งมอบใบกำกับภาษี

4. การติดตามและรายงานผล

ระบบอีอาร์พีสามารถจัดทำรายงานและติดตามสถานะการส่งมอบใบกำกับภาษีได้

ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลและวิเคราะห์การดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการรวม e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

2. ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. สามารถจัดการข้อมูลและเรียกดูรายงานได้อย่างง่ายดาย

4. การจัดส่งใบกำกับภาษีอย่างรวดเร็วและถูกต้องช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

5. ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสช่วยสนับสนุนการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบจากภายนอก

ขั้นตอนการรวม e-Tax Invoice กับระบบ ERP

1.เลือกใช้ซอฟต์แวร์ ERP ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax Invoice ได้

2. ตั้งค่าระบบอีอาร์พีให้สามารถสร้างและจัดส่ง e-Tax Invoice ได้อัตโนมัติ

3. ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและใช้งานระบบอีอาร์พีและ e-Tax Invoice ได้อย่างถูกต้อง

4. ทดสอบการทำงานของระบบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการใช้งานจริง

5. ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปรับปรุงตามความต้องการทางธุรกิจ

การผสาน e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พีเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี Read More »

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก

เนื่องจากระบบอีอาร์พี เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดที่สำคัญขององค์กร

ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการเงิน การผลิต การจัดการบุคลากร และอื่น ๆ

การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กรได้

ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ซึางรายละเอียดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้ใช้แต่ละคนในองค์กร

ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ

2. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

เข้ารหัสข้อมูลทั้งในระหว่างการส่งข้อมูล (In-Transit) และในขณะที่เก็บข้อมูล (At-Rest) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น HTTPS และ SSL/TLS

3. การตรวจสอบและการเฝ้าระวัง (Monitoring and Auditing)

ตั้งค่าระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในระบบอีอาร์พี

บันทึกและวิเคราะห์ล็อกการใช้งานเพื่อการตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การบริหารจัดการแพทช์และการอัปเดต (Patch Management and Updates)

ติดตั้งการอัปเดตและแพทช์ที่สำคัญสำหรับระบบอีอาร์พี และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบและทดสอบการอัปเดตในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมาก่อนนำมาใช้จริง

5. การฝึกอบรมและการให้ความรู้แก่พนักงาน (Employee Training and Awareness)

จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้งานระบบอีอาร์พี อย่างปลอดภัยให้กับพนักงาน

ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การฟิชชิง (Phishing)

6. การสำรองข้อมูล (Data Backup)

สร้างและทดสอบแผนการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

7. การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing):

ทำการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อค้นหาช่องโหว่ในระบบอีอาร์พี และแก้ไขปัญหาที่พบก่อนที่จะถูกเจาะระบบ

ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินและทดสอบระบบอย่างรอบคอบ

8. การจัดการภัยคุกคาม (Threat Management)

มีแผนการจัดการภัยคุกคามและแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ใช้เทคโนโลยีเช่นระบบป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Systems) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) เพื่อป้องกันการโจมตี

การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอีอาร์พี จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

อนาคตของระบบอีอาร์พี (ERP Systems) มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมากตามเทคโนโลยีและความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งแนวโน้มและทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับระบบอีอาร์พีในอนาคตมีดังนี้คือ

1. การใช้คลาวด์ (Cloud-based ERP)

ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยลดต้นทุนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถปรับขยายได้ง่ายตามความต้องการของธุรกิจ

การปรับใช้ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์ยังช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน

2. การรวม AI และ Machine Learning

การใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำนายแนวโน้ม และการปรับปรุงการตัดสินใจในกระบวนการธุรกิจต่างๆ

3. การใช้ AI ในการทำงานอัตโนมัติ

เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การคาดการณ์ยอดขาย และการจัดการสินค้าคงคลัง

4. การบูรณาการกับ IoT (Internet of Things)

การรวมระบบอีอาร์พีกับ IoT จะช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจัดการทรัพยากร

5. การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้

การใช้เทคโนโลยี Blockchain ในระบบอีอาร์พีช่วยในการเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม และการปรับปรุงความโปร่งใสในกระบวนการธุรกิจ

6. การพัฒนาโมดูลเฉพาะทางและปรับแต่งได้ง่าย

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรได้มากขึ้น

7. การเพิ่มโมดูลเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ

เช่น การผลิต การบริการ การค้า และการดูแลสุขภาพ การเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันและการสื่อสาร

8. เน้นการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันได้ง่าย

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารระหว่างทีมงาน

9. การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience – UX)

ระบบอีอาร์พีจะมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น มีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ และสามารถปรับเปลี่ยนตามบทบาทและความต้องการของผู้ใช้งานได้

10. การใช้ Analytics และ Big Data

ระบบอีอาร์พีจะรวมเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและ Big Data เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะช่วยให้องค์กรสามารถระบุแนวโน้ม ปัญหา และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ

11. การเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ

อนาคตของระบบอีอาร์พีจะต้องปรับตัวและพัฒนาตามเทคโนโลยีรวมถึงพัฒนาตามความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสามารถช่วยผู้ประกอบการในการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยระบบอีอาร์พีจะทำการรวมข้อมูลต่างๆ มาไว้ที่ศูนย์กลางข้อมูล ซึ่งทุกๆ ฝ่ายในองค์กรจะได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งทำให้การจัดการและการตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งกระบวนการที่ระบบอีอาร์พีเข้ามาช่วยจัดการกับทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีมีการติดตามและจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามสถานะสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์

ช่วยให้สามารถบริหารจัดการสินค้าในคลังสินค้า โดยช่วยลดการถือครองสินค้าคงคลังเกินจำเป็น ปรับระดับสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

ลดการขาดทุนจากสินค้าค้างสต๊อกที่ไม่สามารถขายได้

2. ระบบอีอาร์พีมีการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ระบบอีอาร์พี ช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น

ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบราคาจากผู้ขายหลายราย และเลือกผู้ขายที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

3. ระบบอีอาร์พีมีการบริหารจัดการกระแสเงินสด

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนและคาดการณ์กระแสเงินสด ทำให้สามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเงินสด

และเพิ่มความสามารถในการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

4. ระบบอีอาร์พีมีการจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและบริหารจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้ ทำให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

5. ระบบอีอาร์พีมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ระบบอีอาร์พี ช่วยในการวางแผนการผลิตและจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วยลดการสูญเสียของวัตถุดิบ และเพิ่มความสามารถในการผลิต ทำให้ใช้ทุนหมุนเวียนได้อย่างคุ้มค่า

6. ระบบอีอาร์พีมีการรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

ช่วยในการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน ทำให้สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

7. การจัดการซัพพลายเชน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการประสานงานกับซัพพลายเออร์และลูกค้า

ทำให้การจัดการซัพพลายเชนเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดวัตถุดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

การประยุกต์ใช้ระบบอีอาร์พีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถจัดการทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม Read More »

จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

การซัปพอร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เป็นผู้พัฒนาระบบ ไม่ว่าระบบนั้นจะเป็นระบบแบบไหน ก็ล้วนต้องมีทีมู้ให้บริการ

แก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้งาน รวมไปถึงระบบ PlanetOne ERP ที่เป็นผู้พัฒนาระบบอีอาร์พีสัญชาติไทย ที่มีประสบการณ์มาเกือบ 30 ปี

และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเรามักจะมีผู้ใช้งานบางท่านอาจจะเข้าใจขั้นตอนในการซัปพอร์ต

ระบบ PlanetOne ERP ไม่ถูกต้องทำให้เกิดปัญหาในการแจ้งเคสเข้ามาในระบบ

บทความนี้จะเป็นการอธิบายขั้นตอนของการซัปพอร์ตระบบ PlanetOne ERP

เพื่อให้ทางผู้ใช้งานสามารถแจ้งเคสได้ถูกต้องและรวดเร็ว

และไม่ให้ทางทีมซัปพอร์ตใช้เวลาในการตรวจสอบจนมากเกินไป โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

1. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC

2. แจ้งปัญหาแบบมีขั้นตอน

3. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ไลน์หรือโทรเข้าออฟฟิศ

4. ระยะเวลาในการดำเนินการ

ซึ่งทุกกระบวนการมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC

ระบบ PlanetOne มีขั้นตอนการซัปพอร์ตที่เป็นระบบด้วยโปรแกรม JTRAC ทางผู้ใช้งานสามารถแจ้งปัญหาเข้ามาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ต้องมีการลงทะเบียนเพื่อใช้งานโดยการแจ้งอีเมลให้กับทีมซัปพอร์ต และเมื่อทีมซัปพอร์ตลงทะเบียนการใช้งานเรียบร้อยแล้ว

ทางยูสเซอร์ก็สามารถเข้ามาแจ้งปัญหาในระบบได้เลย

2. แจ้งปัญหาแบบมีขั้นมีตอน

เป็นขั้นตอนที่ต่อยอดมาจากการแจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC เพราะก็มีหลายครั้งที่ผู้ใช้งานใช้วิธีแจ้งปัญหาเข้ามาโดยใส่แค่หัวข้อ

และความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงของยูสเซอร์ก็คือ คิดว่าทีมซัปพอร์ตสามารถเข้าไปในระบบและแก้ไขข้อมูลให้กับยูสเซอร์ได้ทันที

ซึ่งถ้าเป็นระบบอื่นๆ ที่ระบบsecurity ไม่มากพอก็อาจจะเข้าไปที่ฐานข้อมูลของคุณได้ แต่ไม่ใช่กับระบบ PlanetOne ERP

แต่ไม่ใช่กับระบบ PlanetOne ERP ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ทีมซัปพอร์ตจะไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของลูกค้าได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตโดยมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรและลายเซ็นของผู้มีอำนาจลงนาม

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทางยูสเซอร์ต้องแจ้งเข้ามาก็คือ เลขที่ออเดอร์ที่เจอปัญหา พร้อมภาพประกอบเช่น หน้าต่างที่ฟ้องว่าว่าข้อมูลผิด

และคำอธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร เพื่อให้ทางทีมสามารถตรวจสอบได้อย่างตรงจุด และถูกต้องที่สุด

3. การแจ้งปัญหาเข้ามาที่ไลน์หรือโทรเข้าออฟฟิศ

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกที่จะโทรเข้ามาและต้องการคำตอบในทันหรือ อาจจะใช้วิธีการไลน์ถาม

ซึ่งถ้าเป็นการไลน์ถามอาจจะพอได้เห็นข้อมูลที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง และส่วนใหญ่จะชอบถามเข้ามาในช่องทางไลน์แชท

เพราะสามารถถามตอบกันได้เลยซึ่งทางซัปพอร์ตก็จะถามหาเคสใน JTRAC เพื่อนำมาดูข้อมูลก่อนอยู่ดี

ถ้าเป็นไปได้ให้เปิดเคสใน JTRAC และค่อยมาแจ้งในไลน์ เพื่อให้ทางทีมมีข้อมูลในการตรวจสอบ

แต่ถ้าเป็นการโทรเข้ามาเพื่อเป็นการให้ทางซัปพอร์ตดูแลทันทีโดยไม่มีการแจ้งข้อมูลเข้ามาก่อนหน้านี้

ก็อาจต้องแจ้งแบบตรงไปตรงมาว่าไม่สามารถทำได้ แต่จะเป็นการรับปากว่าจะเร่งดูให้หากมีการส่งข้อมูลเข้ามาผ่าน JTRAC เรียบร้อยแล้ว

4. ระยะเวลาในการดำเนินการ

โดยปกติขอบเขตเวลาในการซัปพอร์ตก็คือ SLA ภายใน 4 ชั่วโมง หากเป็นเคสที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนานก็จะภายใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง

เพราะบางเคสก็ต้องส่งให้ทางทีมผู้พัฒนาเป็นคนตรวจสอบให้ และยิ่งมีเคสมากเท่าไหร่

การตรวจสอบก็ต้องมีการจัดคิวดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเคสหลุด

.

ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้การแจ้งปัญหาเพื่อให้ทางซัปพอร์ตสามารถดูแลได้คือ แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC และระบุปัญหาอย่างมีขั้นตอน

อีกทั้งยังสามารถแจ้งปัญหาผ่านไลน์แชทหรือหรือโทรเข้าออฟฟิศเพื่อแจ้งปัญหาได้ทันที

ซึ่งการแก้ปัญหาทั้งหมดต้องมระยะเวลาหรือ SLA ไม่เกิน 24 ชม.

Support คลิกเพื่อดูข้อมูลระบบ

จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำบัญชีขององค์กรเนื่องจากสามารถเพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการทำงาน

รวมถึงลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานบัญชี

องค์กรที่นำระบบอีอาร์พีมาใช้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่ระบบอีอาร์พีมีต่อการทำบัญชีมีดังนี้คือ

1. การบูรณาการข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำให้ข้อมูลจากทุกส่วนขององค์กรถูกบูรณาการมาอยู่ในระบบเดียว

การนำข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกันนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล ทำให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

2. การเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล

การมีข้อมูลอยู่ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทันทีแบบเรียลไทม์

ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วจากข้อมูลในระบบอีอาร์พีที่มีความโปร่งใส ถูกต้อง และเรียลไทม์

3. การปรับปรุงกระบวนการบัญชี

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับปรุงกระบวนการบัญชีโดยอัตโนมัติ เช่น การบันทึกบัญชีรายวัน การจัดทำงบการเงิน และการปิดบัญชี ทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาด

4. การจัดการและควบคุมภายใน

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการจัดการและควบคุมภายใน

เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบการทำงาน และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำบัญชี

5. การวิเคราะห์และรายงานข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันการวิเคราะห์และรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างรายงานทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

6. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการทำงาน ระบบอีอาร์พีช่วยลดต้นทุนทางการบัญชีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

7. การปรับปรุงการวางแผนและการควบคุมงบประมาณ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนงบประมาณและการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เนื่องจากสามารถติดตามค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้แบบเรียลไทม์

ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. การรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนพนักงาน สาขา หรือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ทำให้การทำบัญชีสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

การใช้ระบบอีอาร์พีในการทำบัญชีจึงเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบัญชี

ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร Read More »

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

การใช้งานระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ในธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากลักษณะของกระบวนการธุรกิจและความต้องการในการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีแตกต่างกันดังนี้คือ

ธุรกิจที่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่มีระบบผลิตมักจะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเอง เช่น โรงงานผลิตสินค้า หรือธุรกิจการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมีโมดูลหรือฟังก์ชันที่เน้นในด้านการผลิต เช่น

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

ช่วยในการวางแผนการผลิต กำหนดตารางการผลิตและการจัดการทรัพยากร

2. การจัดการวัสดุ (Material Management)

ช่วยในการควบคุมสต็อกวัสดุ การจัดการวัตถุดิบ และการควบคุมสต็อกสินค้า

3. การควบคุมคุณภาพ (Quality Management)

ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

4. การบำรุงรักษาเครื่องจักร (Maintenance Management)

ช่วยในการจัดการและวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ

5. การบริหารการผลิต (Manufacturing Execution System – MES)

ช่วยในการติดตามและจัดการกระบวนการผลิตในโรงงาน

6. การจัดการโครงการ (Project Management)

ช่วยในการจัดการโครงการใหญ่ๆ เช่น การสร้างโรงงานใหม่หรือการปรับปรุงสายการผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต เช่น ธุรกิจบริการ, การค้าปลีก, การค้าส่ง, หรือบริษัทที่ทำงานด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีการผลิตสินค้าทางกายภาพ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมุ่งเน้นที่การจัดการด้านอื่นๆ เช่น

1. การจัดการการเงิน (Financial Management)

การบัญชี, การจัดการเงินสด, การวางแผนและการควบคุมการเงิน

2. การจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

การจัดการพนักงาน, การสรรหา, การฝึกอบรม, การจ่ายเงินเดือน

3. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management – CRM)

การติดตามและจัดการข้อมูลลูกค้า, การขาย, การตลาด

4. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)

การจัดการคำสั่งซื้อ, การจัดการสต็อก, การจัดการซัพพลายเออร์

5. การจัดการโครงการ (Project Management)

การวางแผนและการติดตามโครงการต่างๆ

6. การวิเคราะห์ข้อมูล (Business Intelligence)

การวิเคราะห์และรายงานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

7. การใช้ระบบอีอาร์พีอย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ความต้องการ

ตรวจสอบความต้องการของธุรกิจและเลือกโมดูล ERP ที่เหมาะสม

8. การปรับแต่งระบบ

ปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้สอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจเฉพาะ

9. การฝึกอบรม

ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานระบบอีอาร์พี

10. การบำรุงรักษาและอัปเดต

ดูแลและอัพเดตระบบอีอาร์พีให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ทั้งนี้ การเลือกใช้และการจัดการระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความซับซ้อน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาด

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจทำอย่างไร

การใช้ Business Intelligence (BI) ในระบบอีอาร์พีเพื่อช่วยในการตัดสินใจมีขั้นตอนและกระบวนการที่ชัดเจน

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารและผู้ใช้งานระบบในองค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการใช้ BI ในระบบอีอาร์พีจะครอบคลุมขั้นตอนต่างๆ ดังนี้:

1. การรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

ระบบอีอาร์พีจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร และนำเข้าระบบ BI อาทิเช่น

ข้อมูลการขาย ข้อมูลจัดซื้อ ข้อมูลคลังสินค้า ข้อมูลการงเิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลกลาง

2. การทำความสะอาดและแปลงข้อมูล (Data Cleansing and Transformation)

จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป จากนั้นจึงทำการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม

3. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

จะเป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อการสร้างรายงาน และการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นจึงมีการวิเคราะห์เชิงสำรวจเพื่อให้ได้แนวโน้มหรือรูปแบบที่มีนัยสำคัญ

4. การสร้างภาพและรายงาน (Data Visualization and Reporting)

จะเป็นการสร้างแดชบอร์ดซึ่งจะแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้เป็นอย่างดี

5. การทำข้อมูลให้เป็นเชิงลึก (Drill-Down and Drill-Through Analysis)

เป็นการดูข้อมูลในรายงานที่ระดับลึกลงไป เพื่อให้ได้รายละเอียดตามที่ต้องการ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากรายงานหนึ่งไปยังอีกรายงานหนึ่งเพื่อดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้

6. การพยากรณ์และการคาดการณ์ (Forecasting and Predictive Analysis)
เป็นการใช้แบบจำลองทางสถิติและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์เพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เช่น การพยากรณ์ยอดขาย ซึ่งเป็นการใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ในอนาคตและช่วยในการตัดสินใจ

7. การตัดสินใจและการวางแผน (Decision Making and Planning)

เป็นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์จากระบบ BI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐานจากนั้นนำข้อมูลที่มีมาใช้เพื่อการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร หรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

การใช้ BI ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายได้อย่างรวดเร็ว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีที่อยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งระบบที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการองค์กรได้ดีที่สุดคือระบบอีอาร์พี

ซึ่งระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ และสามารถบริหารจัดการในทุกๆ แผนก และทุกๆ ส่วนขององค์กรได้

แต่ผู้ประกอบการจะทราบได้อย่างไรว่าระบบที่กำลังจะ implement หรือระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นคือระบบอีอาร์พีหรือไม่

การรู้ว่าระบบที่คุณใช้อยู่เป็นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือไม่นั้นสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นหลักของระบบดังกล่าว ดังนี้คือ

  1. การรวมข้อมูล
    ระบบอีอาร์พีจะรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรเป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ เช่น การเงิน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการสินค้าคงคลัง, การจัดซื้อ, การผลิต, และการขาย มารวมไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การจัดการทรัพยากร
    ระบบอีอาร์พีจะมีเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรขององค์กร เช่น การติดตามการใช้ทรัพยากร, การวางแผนการใช้ทรัพยากร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
  3. การปรับแต่งและการขยายตัว
    ระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งและขยายตัวได้ตามความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการทำงานและจำนวนผู้ใช้
  4. การรายงานและการวิเคราะห์
    ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบไปทำการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำงานแบบเรียลไทม์
    ระบบอีอาร์พีจะอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำได้ตลอดเวลา
  6. การบูรณาการ
    ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management), ระบบการจัดการซัพพลายเชน, และระบบ e-commerce

กล่าวโดยสรุปหากระบบที่คุณกำลังจะ implement หรือมีการใช้งานอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี Read More »

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการและควบคุมกิจกรรมการผลิตในโรงงาน ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถติดตามสถานะการผลิตได้อย่างแม่นยำ

กระบวนการของ Shop Floor Control ในระบบอีอาร์พีประกอบด้วยหลายขั้นตอนดังนี้

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

การวางแผนการผลิตเพื่อกำหนดปริมาณและระยะเวลาการผลิต โดยใช้ข้อมูลจากคำสั่งซื้อและคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า

2. การจัดเตรียมวัตถุดิบและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิต

-การออกคำสั่งการผลิต (Work Order Creation)

-การสร้างคำสั่งการผลิตหรือ Work Order (WO) ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต กระบวนการผลิต และทรัพยากรที่ใช้

-การกำหนดหมายเลขคำสั่งการผลิตเพื่อใช้ในการติดตามสถานะการผลิต

3. การจัดการทรัพยากร (Resource Management)

-การจัดการทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ และแรงงาน

-การตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรและการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม

4. การดำเนินงานผลิต (Production Execution)

-การดำเนินการตามคำสั่งการผลิตที่ออกมา เช่น การเริ่มการผลิต การปรับเปลี่ยนกระบวนการ และการตรวจสอบคุณภาพ

-การบันทึกข้อมูลการดำเนินงาน เช่น เวลาในการผลิต ปริมาณการผลิต และปัญหาที่เกิดขึ้น

การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ (Quality Control):

-การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต

-การบันทึกข้อมูลคุณภาพและการจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

5. การติดตามสถานะการผลิต (Production Tracking)

-การติดตามสถานะของการผลิตแบบเรียลไทม์ เช่น สถานะของคำสั่งการผลิต ปริมาณการผลิตที่สำเร็จ และเวลาที่ใช้ในการผลิต

-การรายงานสถานะการผลิตให้กับผู้บริหารและทีมงานที่เกี่ยวข้อง

-การปรับปรุงกระบวนการผลิต (Continuous Improvement)

-การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้

-การนำเสนอแนวทางและมาตรการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

โมดูล Shop Floor Controlในระบบช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ลดเวลาในการผลิต และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร Read More »

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

การตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับระบบของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ มักมีข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ มีดังนี้

1. ความยาวของรหัสผ่าน (Password Length)

รหัสผ่านควรมีความยาวขั้นต่ำที่กำหนด เช่น อย่างน้อย 8 ถึง 12 ตัวอักษร

2. ความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Complexity)

รหัสผ่านต้องประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Uppercase) และพิมพ์เล็ก (Lowercase)

มีตัวเลข (Numbers) รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีอักขระพิเศษ (Special Characters) เช่น !, @, #, $

3. การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password Change Policy)

ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เช่น ทุก 60 หรือ 90 วัน

ไม่สามารถใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ห้ามใช้รหัสผ่าน 5-10 รหัสผ่านล่าสุด

4. การล็อกเอาต์อัตโนมัติ (Automatic Logout)

หากไม่มีการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 15 หรือ 30 นาที ระบบควรทำการล็อกเอาต์อัตโนมัติ

5. การล็อกบัญชี (Account Lockout)

หากมีการพยายามเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านที่ไม่ถูกต้องเกินจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น 3 หรือ 5 ครั้ง ระบบควรล็อกบัญชีและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ

6. การตรวจสอบและบันทึก (Audit Logging and Monitoring)

การล็อกอินและกิจกรรมในระบบต่างๆ ที่มีความสำคัญควรถูกบันทึกเพื่อการตรวจสอบและวิเคราะห์ในภายหลัง

7. การให้สิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบควรเป็นไปตามหลักการของการให้สิทธิ์ตามหน้าที่งาน (Role-Based Access Control: RBAC) รวมถึงจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเท่านั้น

8. การอบรมและความตระหนัก (Training and Awareness)

ผู้ใช้ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับนโยบายการตั้งรหัสผ่านและความปลอดภัยของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มั่นคงและสอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร?

PlanetOne ERP เป็นระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือก็คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กร

ที่ไม่ไช่แค่ระบบบัญชี หรือระบบขาย แต่หมายถึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน อย่างที่ทุกคนเข้าใจก็คือทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์

เพื่อช่วยให้การบริหารธุกิจจัดการได้ง่ายขึ้น มีความถูกต้อง และแม่นยำ

จุดเริ่มต้นของการทำระบบ PlanetOne ERP

จุดเริ่มต้นมาจากทางทีมผู้พัฒนาและผู้บริหาร ได้มีโอกาสทำงานกับระบบอีอาร์พีเจ้าดังระดับโลก

ซึ่งพบว่าระบบขนาดใหญ่จากต่างประเทศทำงานได้ดีมากๆ แต่ก็ยังไม่เหมาะกับคนไทย ทั้งราคา ทั้งรูปแบบการทำงาน

เพราะราคาสูงมากๆ ถ้าจะให้ทำงานได้ตรงตามมาตรฐานของคนไทย

ด้วยสิ่งนี้ทำให้ทางทีมพัฒนาได้ออกแบบระบบอีอาร์พีเพื่อตอบโจทย์กับคนไทยให้มากที่สุด โดยโจทย์มีอยู่ว่า

ต้องเป็นระบบขนาดใหญ่ และครอบคลุมทุกการทำงาน นั่นจึงเหตุผลที่เมื่อเทียบราคาระบบของเรา


กับราคาระบบจากต่างประเทศ ทำให้เรามีราคาที่ย่อมเยาว์มากกว่า แต่ประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกัน

ระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

จากระยะเวลาที่ทางทีมงานได้มีการพัฒนาระบบมาเกือบ 30 ปี ทำให้มีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในไทยมามากกว่า 100 องค์กร

ซึ่ง 80% เป็นธุรกิจที่มีโรงงานการผลิต และ 20% เป็นบริษัทซื้อมาขายไป เรามีตัวอย่างลูกค้า

มากมายที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นระบบ PlanetOne ERP จึงเหมาะกับกับทุกประเภทธุรกิจ

แต่ถ้าถามว่าระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับบริษัทแบบไหน ทางเราขอบอกตรงนี้เลยว่า

เราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้บริษัทของตัวเองเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

เพราะเราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่งคงและยั่งยืน

เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังประสบปัญหาเรื่องกำไรน้อย มีต้นทุนที่สูง

ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำระบบ PlanetOne ERP เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจก้าวพ้นวิกฤติในการแข่งขันที่สูงเช่นนี้

ระบบ PlanetOne ERP ดีกว่าระบบเจ้าอื่นอย่างไร

ต้องกล่าวตามตรงว่าระบบอีอาร์พีทุกเจ้ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการว่าจะรับข้อดีข้อเสียแบบไหนได้

พราะสุดท้ายองค์กรก็มักจะเลือกระบบที่เข้ากับการทำงานของตัวเองมากที่สุด

แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกติดตั้งระบบ PlanetOne ERP จะช่วยธุรกิจของท่านดังต่อไปนี้

1. ลดต้นทุน- เพิ่มกำไร

ระบบ PlanetOne ERP มีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากระบบสามารถเรียกข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์

ในการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ทั้งต้นทุนแฝงที่มาจากการผลิตและต้นทุนที่มาจากการซื้อขาย

2. ระบบมีความยืดหยุ่นสูง

ระบบ PlanetOne ERP มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับทุกองค์กรได้ กล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ

เราสามารถปรับระบบได้ตาม Requiment เนื่องจากเราเป็นผู้พัฒนาและออกแบบระบบเอง


ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้ตรงตามใจผู้ใช้บริการ

Click เพื่อดูลูกค้าของเราOur customers

3. รองรับระบบภาษี ประเภท ข.

PlanetOne ERP รองรับระบบภาษีของไทย ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็ทำให้เราเหนือกว่าระบบจากต่างประเทศบางเจ้าที่ยังไม่รองรับและต้อง customized เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่ม จึงมั่นใจได้ว่าเอกสารหรือทุกการทำงานเป็นไปตามาตรฐานบัญชี

และมีความละเอียด ถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถปิดงบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4. ผ่าน ISO/IEC29110

มั่นใจว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล

5. ที่ปรึกษามืออาชีพ

ทีมงานวางระบบที่มีความชำนาญ เราไม่ใช่แค่วางระบบแต่เราเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ

เช่น ปัญหาสต๊อกเกิน ปัญหาการวิเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือปัญหาข้อมูลรายงานผิดพลาด

เพราะระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP ไม่สามารถแก้ไขได้

เพราะจะมีผลกับการออดิทขององค์กรที่หาที่มาที่ไปของเอกสารไม่ได้ ทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือ

ซึ่งในปัจจุบัน เรามีผู้ใช้บริการที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และกำลังดำเนินการเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย

.

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปได้ว่า ระบบ PlanetOne ERP มีช่วยให้บริษัทของคุณสามารถ ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร

ด้วยตัวระบบที่มความยืดหยุ่นสูงผ่าน และรองรับระบบภาษี ผ่านมาตรฐาน ISO/IEC29110 ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ

ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้บริษัทของท่านสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

และพร้อมจะดูแลธุรกิจของท่านได้อย่างยาวนาน

Click เพื่อดูรายละเอียด Package

ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลระบบ

Office : 02 271 4362-3 ต่อ 24

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน)

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร? Read More »

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการผสานเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรและกระบวนการธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลายด้าน

ซึ่งวิธีที่ระบบอีอาร์พีสามารถช่วยสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนมีดังนี้คือ

1. การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การลดการสิ้นเปลือง

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างละเอียด ทำให้ลดการสิ้นเปลืองและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนทรัพยากร

การวางแผนและจัดการทรัพยากร (เช่น วัตถุดิบ, พนักงาน, เครื่องจักร) อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและลดของเสีย

2. การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

การติดตามและตรวจสอบ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถติดตามการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืนและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการสินค้าคงคลัง

ระบบอีอาร์พีช่วยลดสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นและลดการสูญเสียจากสินค้าที่ล้าสมัย

3. การบริหารจัดการด้านพลังงานและทรัพยากร

การวิเคราะห์การใช้พลังงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถหาวิธีการลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การจัดการข้อมูลและการรายงานความยั่งยืน

การรวบรวมข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ทำให้สามารถสร้างรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

การสร้างรายงาน

ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างรายงานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

5. การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร

การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร

ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการและติดตามการฝึกอบรมพนักงานในเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร

ระบบอีอาร์พีช่วยส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน โดยการสร้างความโปร่งใสและการสื่อสารภายในองค์กร

6. การสนับสนุนการตัดสินใจอย่างยั่งยืน

การวิเคราะห์และคาดการณ์

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและการคาดการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและมีความยั่งยืนเป็นเป้าหมาย

ระบบอีอาร์พีในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี Read More »

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง

การ Implement ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หมายถึงการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กรหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าการวางระบบ

เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน รวมถึงการวางแผน การพัฒนา การทดสอบ การฝึกอบรม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบมักมีราคาสูง จนผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน มีข้อสงสัยว่าการ Implement มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ทำไมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึงแพงมากๆ เมื่อเทียบกับค่า License บทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงบทบาทหน้าหน้าที่ของ Implementer

ซึ่งมีกระบวนการดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

3. การออกแบบระบบ (System Design)

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

5. การทดสอบระบบ (Testing)

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลและรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

เป็นการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้บริการว่าต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาสำคัญ

ที่ทางผู้ใช้บริการต้องเตรียมความต้องการไว้ให้พร้อม และผู้ให้บริการมืออาชีพจะไม่ทำอะไรตามใจผู้ใช้บริการ

เพราะบางทีความต้องการของผู้ใช้งาน ก็ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทาง Implementer มีหน้าที่ให้คำแนะนำและเสนอแนวทางที่ดีที่สุด

และตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากที่สุด

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

การวางแผนสำหรับวางระบบอีอาร์พีของทีม Implementer ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบที่มีการเก็บค่าแมนเดย์หรือค่า Implement

เพราะผู้ที่จะวางแผนการวางระบบตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์มาไม่น้อยกว่า 3 ปี

และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นพิเศษ ระบบอีอาร์พีก็เช่นกัน หากผู้ใช้บริการเจ้าใดไม่มีการส่งแผนสำหรับวางระบบ

รือไม่มีการวางแผนและจัดทำตารางให้กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจน ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้

3. การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบระบบอีอาร์พี ก็คือการนำ Requirements มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ

และออกแบบระบบให้สามารถรองรับการทำงานได้ ซึ่งบางครั้งระบบมาตรฐานอาจจะรองรับการทำงานอยู่แล้ว

แต่ Implementer ก็ต้องนำข้อมูลของบริษัทผู้ใช้บริการมาออกแบบขั้นตอนการใช้งานระบบให้ถูกต้องตามหลักการ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานด้วย

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

ต่อเนื่องมาจากการออกแบบระบบ (System Design) เพราะหาก Requirements มีความซับซ้อนเกินมาตรฐานระบบทั่วไป

หรือมีความเฉพาะทามากๆ ก็ต้องมีการปรับระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานตรงส่วนนั้น

ซึ่ง Implementer มีหน้าที่นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับทางผู้ประกอบการและทางผู้ใช้บริการเพื่อสรุปความต้องการทั้งหมด

และนำมาออกแบบระบบ โดยการนำข้อมูลส่งให้ทางทีม Development เป็นผู้พัฒนา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกระบบจะสามารถปรับได้ ต้องเลือกระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นสูงและเป็นเจ้าของระบบเอง

จะทำให้สามารถปรับแต่งได้อิสระและง่ายกว่าระบบใหญ่ๆจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง

5. การทดสอบระบบ (Testing)

เมื่อออกแบบระบบ และปรับแต่งสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การทดสอบระบบว่าสามารถทำงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่

งการทดสอบนอกจากทีม Implementer จะเป็นผู้ทำการทดสอบแล้ว ควรมีการส่งให้ทางผู้ใช้งานมาทำการทดสอบร่วมด้วย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบอีอาร์พีที่มีการปรับมา สามารถใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

ต่อให้ผู้ใช้บริการจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบอีอาร์พีมามากขนาดไหน แต่ถ้ามีการวางระบบกับอีอาร์พีเจ้าใหม่

ก็ต้องมีการอบรมก่อนการใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการ Training มากกว่า 6 เดือน

เพื่อเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ซึ่ง Implmenter จะทำหน้าที่อบรม และจัดตารางอบรมให้ทางผู้ใช้บริการ

เพื่อให้มีเวลาจัดคิวนัดอบรมได้ ซึ่ง Implementer จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในบริบทของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

ทุกกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นการนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง ถึงจะผ่านมาทั้งหมดแล้ว

การขึ้นระบบได้สำเร็จ และทางบริษัทสามารถปิดงบในระบบได้ ก็ล้วนมาจากการทำงานของทีม Implementer ทั้งสิ้น

ซึ่งทุกการทำงานล้วนต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่ต่อให้ทีมวางระบบจะดีหรือเก่งแค่ไหน ถ้าทางผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จ

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

นอกจากจะมีหน้าที่วางระบบจนสามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงจนสำเร็จแล้ว Implementer ยังมีหน้าที่ให้บริการหลังการขายอีกด้วย

ซึ่งบางเจ้าอาจจะแยกเป็นทีมซัปพอร์ตต่างหาก บางเจ้าก็จะใช้วิธีแบ่งไซต์บริษัทให้เป็นความรับผิดชอบของ Implementer คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย

..

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ค่าวางระบบ Implement มีราคาแพงสาเหตุมาจากกระบวนการการทำงานทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ, การวางแผนการทำงานของทีม Implementer, การออกแบบระบบ (System Design),

การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization), การทดสอบระบบ (Testing), การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training),

การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)และ บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

กกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และระบบอีอาร์พีที่มีศักยภาพ

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ Implement มีราคาสูงมากกว่าค่าโมดูลหลายเท่า

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 30 ปี ทางเราแนะนำระบบ PlanetOne ERP

ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเจ้าของระบบโดยคนไทยสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับองค์กรได้

และยังมีความเป็นมืออาชีพพร้อมเสียงการันตีจากผู้ประกอบการ Click เพื่อดูรีวิวจากผู้ประกอบการ

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel . 095 294 5693 (คุณเจน)

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง Read More »

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การทำ Digital Transformation เป็นกระบวนการที่บริษัทนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกๆ ด้านของธุรกิจเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและการให้บริการ

ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้คือ

เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยกระบวนการอัตโนมัติและกระบวนการจัดการข้อมูล

กระบวนการอัตโนมัติ (Automation)

ช่วยลดความผิดพลาดและความซ้ำซ้อนของงาน ทำให้สามารถดำเนินงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระบวนการจัดการข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายและเร็วขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าด้านการบริการที่ดีขึ้นและการเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา

การให้บริการที่ดีขึ้น

ระบบดิจิทัลช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพ เช่น การตอบสนองคำถามและปัญหาของลูกค้าได้ทันที

การเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา
ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการของบริษัทผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ทำให้สะดวกและมีความพึงพอใจมากขึ้น

ลดต้นทุนการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ลดต้นทุนแรงงาน

การใช้เทคโนโลยีช่วยลดความต้องการในการใช้แรงงานคนในบางกระบวนการ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน

การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบดิจิทัลช่วยให้บริษัทสามารถจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น เช่น การจัดการสต็อกสินค้า การวางแผนการผลิต

การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็ว

การใช้เทคโนโลยีช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ทันที

การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ช่วยให้บริษัทสามารถคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ตรงตามความต้องการของตลาด

การเพิ่มรายได้ในช่องทางต่างๆ

ช่องทางการขายออนไลน์

การมีแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้บริษัทสามารถขายสินค้าและบริการได้ทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด

การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ ทำให้สามารถวางกลยุทธ์การตลาดที่ตรงเป้าหมายและเพิ่มยอดขายได้

การทำ Digital Transformation ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

หากท่านต้องการระบบอีอาร์พี เพื่อเข้าไปจัดการกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรของท่าน ให้ท่านสามารถทำ Digital Transformation ให้กับองค์กรได้อย่างประสบความสำเร็จ

สามารถนัดนำเสนอระบบ PlanetOne ERP ได้ตามที่อยู่และเบอร์โทรที่แนบมานี้

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง Read More »

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

การหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีที่เชื่อถือได้นั้นเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้โครงการของคุณเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อยและสามารถวางระบบได้สำเร็จ (Click เพื่ออ่านต่อ ผู้ให้บริการอีอาร์พี Support การใช้งานระบบให้ลูกค้าอย่างไร)

5 ขั้นตอนที่คุณสามารถทำเพื่อหาที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้สำหรับการวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. วางแผนและวิเคราะห์ความต้องการ

ทำการวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจของคุณอย่างละเอียด รวมถึงกระบวนการทางธุรกิจที่คุณต้องการปรับปรุงด้วยระบบอีอาร์พี

สร้างขอบเขตของโครงการ เข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการวางระบบอีอาร์พี

2. ค้นหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ

สำรวจที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการวางระบบอีอาร์พี

โดยสามารถตรวจสอบได้จากการอ้างอิงผลงานและรีวิวจากลูกค้าก่อนหน้า

อาจหาข้อมูลรีวิวต่าง ๆ ได้จากบน google หรือที่ปรึกษาของบริษัทคุณเอง

3.จัดทำรายการคุณสมบัติ (Feature List) และเปรียบเทียบ

จัดทำรายการคุณสมบัติที่ต้องการจากระบบอีอาร์พีเปรียบเทียบคุณสมบัติที่ทุกที่ปรึกษาเสนอ

เพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจของคุณ

4. ประชุมและบรรยายโครงการ

จัดการประชุมกับที่ปรึกษาที่เลือก เพื่อบรรยายโครงการและสอบถามคำถาม

คำนึงถึงแผนการปรับปรุง action ของทีมโครงการ และการดำเนินการในระหว่างการวางระบบ

5. ตรวจสอบราคาและข้อตกลง

ขอใบเสนอราคาจากที่ปรึกษาที่เลือก จากนั้นทำการตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไข

รวมถึงความชัดเจนเรื่องการ support ใช้งานระบบให้กับ user การฝึกอบรม และการบริการหลังการขาย

การเลือกที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โครงการวางระบบอีอาร์พีของคุณประสบความสำเร็จ

ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ดังนั้นแนวทางในการหาที่ปรึกษาวางระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมควรปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของธุรกิจของคุณด้วยเช่นกัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พี (ERP) คือ Enterprise resource planning เป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร

ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นว่าธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งส่วนใหญ่ก็มักจะนำระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการภายในองค์กร

จนสามารถนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

บทความนี้จะเป็นการเขียนถึงบทบาทสำคัญของระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ส่งผลให้ธุรกิจจากบริษัทจำกัด สามารถเปลี่ยนไปเป็นบริษัท (มหาชน) ได้

โดยเกิดจากวิธีการดังต่อไปนี้

1. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการทรัพยากรทั้งหมด

2. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยปรับปรุงกระบวนการในธุรกิจ

3. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการข้อมูลในองค์กร

4. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยสร้างรายงานทางธุรกิจ

ซึ่งแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการทรัพยากรทั้งหมด

ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยบริหารจัดการทรัพยากรได้ทั้งองค์กร เช่น การบริหารจัดการบุคคล การบริหารทีมขาย การบริหารสต๊อก การบริหารเงินและการบัญชี การควบคุมต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ซึ่งระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบ ลดข้อผิดพลาดในการทำงานและสืบย้อนกลับข้อมูลได้

ทำให้เห็นที่มาที่ไปของรายได้ และยังปกป้องการทุจริต ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยปรับปรุงกระบวนการในธุรกิจ

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยปรับการทำงานที่ไม่เป็นระบบให้มีระบบมากขึ้น ซึ่งระบบอีอาร์พี (ERP) จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากัน

ถ้าเจอประโยคนี้สิ่งที่ขึ้นมาในหัวคือ การทำงานที่ค่อนข้างสะเปะสะปะ จับฉ่ายและไม่เป็นระบบ

ผู้ประกอบการที่อยากจะแก้ระบบตรงนี้จึงมักจะเลือกใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้มาปรับกระบวนการภายใน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่การปรับตรงนี้จะกระทบการทำงานของคนเก่าๆ ทางผู้ประกอบการควรมีการพูดคุย หารือกับพนักงาน

เพื่อให้เตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตรงนี้

3. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น ข้อมูลการเงิน ข้อมูลคู่ค้า ข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงข้อมูลด้านการผลิต

ถ้าข้อมูลมีความเร็ว ถูกต้อง แม่นยำก็ยิ่งทำให้ธุรกิจของท่านเติบโตแซงคู่แข่ง และด้วยข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ก็เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรพย์ได้สำเร็จ

Click เพื่ออ่าน 4 ข้อแตกต่าง ระหว่างโปรแกรมบัญชี และระบบอีอาร์พี (ERP) ?

4. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยสร้างรายงานทางธุรกิจ

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างรายงานทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และการตัดสินใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันต่อความต้องการของตลาด และนำเสนอข้อมูลที่สำคัญต่อผู้ลงทุน

Clickเพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พี ERP ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณได้อย่างไร

ดังนั้น การใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการบริหารจัดการทรัพยากร การปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ การจัดการข้อมูลทรัพยากร และการสร้างรายงานทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

PlanetOne ERP คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรแบบครบวงจร รองรับการทำงานได้ทุกประเภทธุรกิจ

เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเติบโตและเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ PlanetOne ERP เป็นระบบอีอาร์พีของคนไทย มีความยืดหยุ่นสูง

ฟังก์ชันการทำงานที่เรียบง่าย แต่ระบบสามารถรองรับการทำงานที่ซับซ้อน และพร้อมจะปรับเปลี่ยนระบบไปตามการทำงานขององคืกรได้

ติดต่อสอบถาม

Office : 02 271 4362-3

Tel. 095 294 5693 (คุณเจน)

Line : jane-siriwan

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร Read More »

Scroll to Top