ระบบอีอาร์พีของคนไทย

ระบบอีอาร์พีกับธุรกิจบริการ

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) มีประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายด้าน ดังนี้

  1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน
  2. ลดความซ้ำซ้อน: ระบบอีอาร์พี สามารถรวมการทำงานที่ซ้ำซ้อนจากหลายระบบเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อมูลถูกจัดการในที่เดียวและลดเวลาการทำงาน
  1. เพิ่มความแม่นยำ: การจัดการข้อมูลในทีเดียวช่วยลดข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูลและการสื่อสาร
  2. การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ
  3. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HRM): ระบบอีอาร์พี สามารถจัดการข้อมูลพนักงาน การประเมินผล การฝึกอบรม และการจ่ายเงินเดือน
  4. การจัดการวัสดุและอุปกรณ์: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและควบคุมการใช้วัสดุและอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการลูกค้า
  6. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM): ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลลูกค้า การติดตามการสื่อสารกับลูกค้า และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
  7. การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า: ระบบอีอาร์พีสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงการให้บริการและการทำตลาด
  8. การจัดการการเงินและบัญชี
  9. การติดตามการเงินแบบเรียลไทม์: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามรายรับ รายจ่าย และกำไรของธุรกิจแบบเรียลไทม์
  10. การทำบัญชีอัตโนมัติ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการทำบัญชีอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดและลดเวลาในการทำงาน
  11. การจัดการโครงการ
  12. การติดตามสถานะโครงการ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามสถานะและความคืบหน้าของโครงการต่างๆ
  13. การบริหารจัดการทรัพยากรโครงการ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ เช่น พนักงาน วัสดุ และเวลา
  14. การวิเคราะห์และรายงาน
  15. การวิเคราะห์ข้อมูล: ระบบอีอาร์พีสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
  16. การรายงานแบบเรียลไทม์: ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างรายงานแบบเรียลไทม์ที่ช่วยในการติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของธุรกิจ
  17. การบูรณาการกับระบบอื่นๆ
  18. การเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่นๆ : ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์และระบบอื่นๆ ที่ธุรกิจใช้อยู่ ทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น
  19. การใช้ API: การใช้ API เพื่อบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

การใช้งานระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจบริการสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน

เพิ่มประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับธุรกิจบริการ Read More »

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM – Human Resource Management) ได้หลายด้าน โดยหลักๆ มีดังนี้

1. การบริหารจัดการข้อมูลพนักงาน

ระบบอีอาร์พีรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลพนักงานทั้งหมดไว้ในที่เดียว

ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงและอัพเดทข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยในการคำนวณค่าจ้าง เงินเดือน และผลประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

เช่น ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการทำงาน การฝึกอบรม และข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน (click เพื่ออ่าน ใช้ระบบอีอาร์พีแล้วได้เปรียบในการทำธุรกิจอย่างไร)

2. การจัดการค่าตอบแทนและผลประโยชน์

รวมถึงการคำนวณภาษี การหักค่าใช้จ่าย และการจัดการการจ่ายเงินเดือนแบบอัตโนมัติ

3. การจัดการเวลาการทำงาน

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามเวลาเข้า-ออกงาน การลาหยุด และการทำงานล่วงเวลา

ทำให้การคำนวณค่าล่วงเวลาและการจัดการการทำงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การฝึกอบรมและพัฒนา

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการและติดตามการฝึกอบรมพนักงาน

การประเมินผลการฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะของพนักงาน

5. การประเมินผลการทำงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและประเมินผลการทำงานของพนักงาน

รวมถึงการตั้งเป้าหมายและการให้ฟีดแบ็ก ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้

6. การสรรหาและคัดเลือก

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการกระบวนการสรรหาและคัดเลือกพนักงานใหม่

ตั้งแต่การประกาศรับสมัคร การเก็บรวบรวมและประเมินผลใบสมัคร จนถึงการสัมภาษณ์และการว่าจ้าง

7. การจัดการความสัมพันธ์พนักงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและจัดการปัญหาความสัมพันธ์ภายในองค์กร

เช่น การร้องเรียน การจัดการข้อพิพาท และการสื่อสารภายในองค์กร

การใช้ระบบอีอาร์พี ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร

อีกทั้งยังช่วยให้ข้อมูลและกระบวนการต่างๆ มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร Read More »

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ในองค์กรนั้นมีความท้าทายหลากหลายที่ต้องเผชิญ

ประเด็นหลักที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การวางแผนและการเตรียมการไม่เพียงพอ

ขาดการวิเคราะห์ความต้องการที่ชัดเจนรวมถึงไม่วางแผนทรัพยากรและเวลาที่เหมาะสม

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

2. การต่อต้านการเปลี่ยนมาใช้ระบบอีอาร์พีจากพนักงาน

พนักงานไม่ต้องการการปรับตัวและไม่ให้ความร่วมมือในการทำความเข้าใจระบบใหม่

3. การเลือกผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

การมีข้อมูลไม่มากพอทำให้เลือกผู้ให้บริการที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

4. ความไม่เข้าใจรายละเอียดในสัญญาให้บริการ

ความซับซ้อนในการเจรจาสัญญาและการกำหนดข้อตกลงการบริการ

รวมถึงการซัปพอร์ตปัญหาทางเทคนิคและการบูรณาการระบบจากผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

5. การบูรณาการระบบอีอาร์พีกับระบบเดิมที่ใช้อยู่

อาจพบปัญหาด้านความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์

การจัดการข้อมูลและความปลอดภัย

6. การย้ายข้อมูลจากระบบเดิมไปยังระบบใหม่

ควรมีแนวทางในการป้องกันข้อมูลและความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ

และมีการฝึกอบรมให้พนักงานมีทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีในระดับเชี่ยวชาญ

7. การควบคุมงบประมาณและเวลา

การวางระบบอีอาร์พีควรมีการบริหารจัดการโครงการให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และมีการควบคุมงบประมาณให้อยู่ในระดับที่องค์กรสามารถจัดการได้ อย่าให้บานปลาย นอกจากนี้ควรมี

การติดตามและการปรับปรุงระบบหลังการวางระบบด้วยเช่นกัน

อีกทั้งควรมีการปรับปรุงและการอัปเดตระบบให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในการทำธุรกิจในปัจจุบัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี Read More »

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

คือใบกำกับภาษีที่ถูกจัดทำและส่งมอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการภาษี ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูล

โดย e-Tax Invoice มีลักษณะเด่นและข้อดีหลายประการดังนี้

ลักษณะเด่นของ e-Tax Invoice

1. รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

สามารถจัดทำและส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ PDF หรือ XML ที่มีมาตรฐานกำหนดไว้

2. ความปลอดภัย

มีการใช้ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อรับรองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

3. การเก็บรักษา

สามารถจัดเก็บและเรียกดูได้อย่างง่ายดายผ่านระบบคอมพิวเตอร์

4. มาตรฐาน

มีการกำหนดมาตรฐานโดยกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดทำและการส่งมอบข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อดีของ e-Tax Invoice

1. ลดการใช้กระดาษ

ช่วยลดการใช้กระดาษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. เพิ่มประสิทธิภาพ

ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

3. ความสะดวกสบาย

สามารถจัดการและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

4. ความโปร่งใส

เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี ลดการเกิดการทุจริต

5. การเก็บรักษาที่ดีขึ้น

สามารถเก็บรักษาข้อมูลได้ในระยะยาวโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสื่อมสภาพ

ขั้นตอนการใช้งาน e-Tax Invoice

1. ลงทะเบียน

ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ

2. จัดทำใบกำกับภาษี

ใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่ได้รับการรับรองเพื่อจัดทำใบกำกับภาษี

3. ลงลายเซ็นดิจิทัล

ใส่ลายเซ็นดิจิทัลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

4. ส่งมอบ

ส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

5. เก็บรักษา

เก็บรักษาใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

e-Tax Invoice เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานทางภาษีสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การผสานการทำงานระหว่าง e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) กับระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งทั้งสองระบบมีข้อดีและความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้:

ความสัมพันธ์ระหว่าง e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด เช่น การขาย การซื้อ สต็อกสินค้า การบัญชี และการเงิน

e-Tax Invoice ช่วยในการจัดการและส่งมอบใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถรวมเข้ากับข้อมูลการขายในระบบอีอาร์พีได้

2. การบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูล

ระบบอีอาร์พีสามารถบูรณาการกับ e-Tax Invoice เพื่อให้การจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีอัตโนมัติ

ลดความซ้ำซ้อนในการป้อนข้อมูลและความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. ความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล

การใช้ e-Tax Invoice ร่วมกับระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและถูกต้องมากขึ้น

ระบบสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนการส่งมอบใบกำกับภาษี

4. การติดตามและรายงานผล

ระบบอีอาร์พีสามารถจัดทำรายงานและติดตามสถานะการส่งมอบใบกำกับภาษีได้

ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลและวิเคราะห์การดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการรวม e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

2. ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. สามารถจัดการข้อมูลและเรียกดูรายงานได้อย่างง่ายดาย

4. การจัดส่งใบกำกับภาษีอย่างรวดเร็วและถูกต้องช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

5. ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสช่วยสนับสนุนการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบจากภายนอก

ขั้นตอนการรวม e-Tax Invoice กับระบบ ERP

1.เลือกใช้ซอฟต์แวร์ ERP ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax Invoice ได้

2. ตั้งค่าระบบอีอาร์พีให้สามารถสร้างและจัดส่ง e-Tax Invoice ได้อัตโนมัติ

3. ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและใช้งานระบบอีอาร์พีและ e-Tax Invoice ได้อย่างถูกต้อง

4. ทดสอบการทำงานของระบบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการใช้งานจริง

5. ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปรับปรุงตามความต้องการทางธุรกิจ

การผสาน e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พีเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี Read More »

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก

เนื่องจากระบบอีอาร์พี เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดที่สำคัญขององค์กร

ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการเงิน การผลิต การจัดการบุคลากร และอื่น ๆ

การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กรได้

ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ซึางรายละเอียดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้ใช้แต่ละคนในองค์กร

ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ

2. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

เข้ารหัสข้อมูลทั้งในระหว่างการส่งข้อมูล (In-Transit) และในขณะที่เก็บข้อมูล (At-Rest) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น HTTPS และ SSL/TLS

3. การตรวจสอบและการเฝ้าระวัง (Monitoring and Auditing)

ตั้งค่าระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในระบบอีอาร์พี

บันทึกและวิเคราะห์ล็อกการใช้งานเพื่อการตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การบริหารจัดการแพทช์และการอัปเดต (Patch Management and Updates)

ติดตั้งการอัปเดตและแพทช์ที่สำคัญสำหรับระบบอีอาร์พี และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบและทดสอบการอัปเดตในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมาก่อนนำมาใช้จริง

5. การฝึกอบรมและการให้ความรู้แก่พนักงาน (Employee Training and Awareness)

จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้งานระบบอีอาร์พี อย่างปลอดภัยให้กับพนักงาน

ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การฟิชชิง (Phishing)

6. การสำรองข้อมูล (Data Backup)

สร้างและทดสอบแผนการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

7. การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing):

ทำการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อค้นหาช่องโหว่ในระบบอีอาร์พี และแก้ไขปัญหาที่พบก่อนที่จะถูกเจาะระบบ

ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินและทดสอบระบบอย่างรอบคอบ

8. การจัดการภัยคุกคาม (Threat Management)

มีแผนการจัดการภัยคุกคามและแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ใช้เทคโนโลยีเช่นระบบป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Systems) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) เพื่อป้องกันการโจมตี

การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอีอาร์พี จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสามารถช่วยผู้ประกอบการในการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยระบบอีอาร์พีจะทำการรวมข้อมูลต่างๆ มาไว้ที่ศูนย์กลางข้อมูล ซึ่งทุกๆ ฝ่ายในองค์กรจะได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งทำให้การจัดการและการตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งกระบวนการที่ระบบอีอาร์พีเข้ามาช่วยจัดการกับทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีมีการติดตามและจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามสถานะสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์

ช่วยให้สามารถบริหารจัดการสินค้าในคลังสินค้า โดยช่วยลดการถือครองสินค้าคงคลังเกินจำเป็น ปรับระดับสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

ลดการขาดทุนจากสินค้าค้างสต๊อกที่ไม่สามารถขายได้

2. ระบบอีอาร์พีมีการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ระบบอีอาร์พี ช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น

ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบราคาจากผู้ขายหลายราย และเลือกผู้ขายที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

3. ระบบอีอาร์พีมีการบริหารจัดการกระแสเงินสด

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนและคาดการณ์กระแสเงินสด ทำให้สามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเงินสด

และเพิ่มความสามารถในการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

4. ระบบอีอาร์พีมีการจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและบริหารจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้ ทำให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

5. ระบบอีอาร์พีมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ระบบอีอาร์พี ช่วยในการวางแผนการผลิตและจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วยลดการสูญเสียของวัตถุดิบ และเพิ่มความสามารถในการผลิต ทำให้ใช้ทุนหมุนเวียนได้อย่างคุ้มค่า

6. ระบบอีอาร์พีมีการรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

ช่วยในการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน ทำให้สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

7. การจัดการซัพพลายเชน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการประสานงานกับซัพพลายเออร์และลูกค้า

ทำให้การจัดการซัพพลายเชนเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดวัตถุดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

การประยุกต์ใช้ระบบอีอาร์พีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถจัดการทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำบัญชีขององค์กรเนื่องจากสามารถเพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการทำงาน

รวมถึงลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานบัญชี

องค์กรที่นำระบบอีอาร์พีมาใช้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่ระบบอีอาร์พีมีต่อการทำบัญชีมีดังนี้คือ

1. การบูรณาการข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำให้ข้อมูลจากทุกส่วนขององค์กรถูกบูรณาการมาอยู่ในระบบเดียว

การนำข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกันนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล ทำให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

2. การเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล

การมีข้อมูลอยู่ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทันทีแบบเรียลไทม์

ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วจากข้อมูลในระบบอีอาร์พีที่มีความโปร่งใส ถูกต้อง และเรียลไทม์

3. การปรับปรุงกระบวนการบัญชี

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับปรุงกระบวนการบัญชีโดยอัตโนมัติ เช่น การบันทึกบัญชีรายวัน การจัดทำงบการเงิน และการปิดบัญชี ทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาด

4. การจัดการและควบคุมภายใน

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการจัดการและควบคุมภายใน

เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบการทำงาน และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำบัญชี

5. การวิเคราะห์และรายงานข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันการวิเคราะห์และรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างรายงานทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

6. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการทำงาน ระบบอีอาร์พีช่วยลดต้นทุนทางการบัญชีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

7. การปรับปรุงการวางแผนและการควบคุมงบประมาณ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนงบประมาณและการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เนื่องจากสามารถติดตามค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้แบบเรียลไทม์

ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. การรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนพนักงาน สาขา หรือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ทำให้การทำบัญชีสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

การใช้ระบบอีอาร์พีในการทำบัญชีจึงเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบัญชี

ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร Read More »

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

การใช้งานระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ในธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากลักษณะของกระบวนการธุรกิจและความต้องการในการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีแตกต่างกันดังนี้คือ

ธุรกิจที่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่มีระบบผลิตมักจะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเอง เช่น โรงงานผลิตสินค้า หรือธุรกิจการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมีโมดูลหรือฟังก์ชันที่เน้นในด้านการผลิต เช่น

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

ช่วยในการวางแผนการผลิต กำหนดตารางการผลิตและการจัดการทรัพยากร

2. การจัดการวัสดุ (Material Management)

ช่วยในการควบคุมสต็อกวัสดุ การจัดการวัตถุดิบ และการควบคุมสต็อกสินค้า

3. การควบคุมคุณภาพ (Quality Management)

ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

4. การบำรุงรักษาเครื่องจักร (Maintenance Management)

ช่วยในการจัดการและวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ

5. การบริหารการผลิต (Manufacturing Execution System – MES)

ช่วยในการติดตามและจัดการกระบวนการผลิตในโรงงาน

6. การจัดการโครงการ (Project Management)

ช่วยในการจัดการโครงการใหญ่ๆ เช่น การสร้างโรงงานใหม่หรือการปรับปรุงสายการผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต เช่น ธุรกิจบริการ, การค้าปลีก, การค้าส่ง, หรือบริษัทที่ทำงานด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีการผลิตสินค้าทางกายภาพ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมุ่งเน้นที่การจัดการด้านอื่นๆ เช่น

1. การจัดการการเงิน (Financial Management)

การบัญชี, การจัดการเงินสด, การวางแผนและการควบคุมการเงิน

2. การจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

การจัดการพนักงาน, การสรรหา, การฝึกอบรม, การจ่ายเงินเดือน

3. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management – CRM)

การติดตามและจัดการข้อมูลลูกค้า, การขาย, การตลาด

4. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)

การจัดการคำสั่งซื้อ, การจัดการสต็อก, การจัดการซัพพลายเออร์

5. การจัดการโครงการ (Project Management)

การวางแผนและการติดตามโครงการต่างๆ

6. การวิเคราะห์ข้อมูล (Business Intelligence)

การวิเคราะห์และรายงานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

7. การใช้ระบบอีอาร์พีอย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ความต้องการ

ตรวจสอบความต้องการของธุรกิจและเลือกโมดูล ERP ที่เหมาะสม

8. การปรับแต่งระบบ

ปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้สอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจเฉพาะ

9. การฝึกอบรม

ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานระบบอีอาร์พี

10. การบำรุงรักษาและอัปเดต

ดูแลและอัพเดตระบบอีอาร์พีให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ทั้งนี้ การเลือกใช้และการจัดการระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความซับซ้อน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาด

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีที่อยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งระบบที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการองค์กรได้ดีที่สุดคือระบบอีอาร์พี

ซึ่งระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ และสามารถบริหารจัดการในทุกๆ แผนก และทุกๆ ส่วนขององค์กรได้

แต่ผู้ประกอบการจะทราบได้อย่างไรว่าระบบที่กำลังจะ implement หรือระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นคือระบบอีอาร์พีหรือไม่

การรู้ว่าระบบที่คุณใช้อยู่เป็นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือไม่นั้นสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นหลักของระบบดังกล่าว ดังนี้คือ

  1. การรวมข้อมูล
    ระบบอีอาร์พีจะรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรเป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ เช่น การเงิน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการสินค้าคงคลัง, การจัดซื้อ, การผลิต, และการขาย มารวมไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การจัดการทรัพยากร
    ระบบอีอาร์พีจะมีเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรขององค์กร เช่น การติดตามการใช้ทรัพยากร, การวางแผนการใช้ทรัพยากร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
  3. การปรับแต่งและการขยายตัว
    ระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งและขยายตัวได้ตามความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการทำงานและจำนวนผู้ใช้
  4. การรายงานและการวิเคราะห์
    ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบไปทำการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำงานแบบเรียลไทม์
    ระบบอีอาร์พีจะอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำได้ตลอดเวลา
  6. การบูรณาการ
    ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management), ระบบการจัดการซัพพลายเชน, และระบบ e-commerce

กล่าวโดยสรุปหากระบบที่คุณกำลังจะ implement หรือมีการใช้งานอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี Read More »

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

การตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับระบบของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ มักมีข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ มีดังนี้

1. ความยาวของรหัสผ่าน (Password Length)

รหัสผ่านควรมีความยาวขั้นต่ำที่กำหนด เช่น อย่างน้อย 8 ถึง 12 ตัวอักษร

2. ความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Complexity)

รหัสผ่านต้องประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Uppercase) และพิมพ์เล็ก (Lowercase)

มีตัวเลข (Numbers) รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีอักขระพิเศษ (Special Characters) เช่น !, @, #, $

3. การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password Change Policy)

ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เช่น ทุก 60 หรือ 90 วัน

ไม่สามารถใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ห้ามใช้รหัสผ่าน 5-10 รหัสผ่านล่าสุด

4. การล็อกเอาต์อัตโนมัติ (Automatic Logout)

หากไม่มีการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 15 หรือ 30 นาที ระบบควรทำการล็อกเอาต์อัตโนมัติ

5. การล็อกบัญชี (Account Lockout)

หากมีการพยายามเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านที่ไม่ถูกต้องเกินจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น 3 หรือ 5 ครั้ง ระบบควรล็อกบัญชีและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ

6. การตรวจสอบและบันทึก (Audit Logging and Monitoring)

การล็อกอินและกิจกรรมในระบบต่างๆ ที่มีความสำคัญควรถูกบันทึกเพื่อการตรวจสอบและวิเคราะห์ในภายหลัง

7. การให้สิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบควรเป็นไปตามหลักการของการให้สิทธิ์ตามหน้าที่งาน (Role-Based Access Control: RBAC) รวมถึงจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเท่านั้น

8. การอบรมและความตระหนัก (Training and Awareness)

ผู้ใช้ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับนโยบายการตั้งรหัสผ่านและความปลอดภัยของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มั่นคงและสอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร?

PlanetOne ERP เป็นระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือก็คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กร

ที่ไม่ไช่แค่ระบบบัญชี หรือระบบขาย แต่หมายถึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน อย่างที่ทุกคนเข้าใจก็คือทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์

เพื่อช่วยให้การบริหารธุกิจจัดการได้ง่ายขึ้น มีความถูกต้อง และแม่นยำ

จุดเริ่มต้นของการทำระบบ PlanetOne ERP

จุดเริ่มต้นมาจากทางทีมผู้พัฒนาและผู้บริหาร ได้มีโอกาสทำงานกับระบบอีอาร์พีเจ้าดังระดับโลก

ซึ่งพบว่าระบบขนาดใหญ่จากต่างประเทศทำงานได้ดีมากๆ แต่ก็ยังไม่เหมาะกับคนไทย ทั้งราคา ทั้งรูปแบบการทำงาน

เพราะราคาสูงมากๆ ถ้าจะให้ทำงานได้ตรงตามมาตรฐานของคนไทย

ด้วยสิ่งนี้ทำให้ทางทีมพัฒนาได้ออกแบบระบบอีอาร์พีเพื่อตอบโจทย์กับคนไทยให้มากที่สุด โดยโจทย์มีอยู่ว่า

ต้องเป็นระบบขนาดใหญ่ และครอบคลุมทุกการทำงาน นั่นจึงเหตุผลที่เมื่อเทียบราคาระบบของเรา


กับราคาระบบจากต่างประเทศ ทำให้เรามีราคาที่ย่อมเยาว์มากกว่า แต่ประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกัน

ระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

จากระยะเวลาที่ทางทีมงานได้มีการพัฒนาระบบมาเกือบ 30 ปี ทำให้มีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในไทยมามากกว่า 100 องค์กร

ซึ่ง 80% เป็นธุรกิจที่มีโรงงานการผลิต และ 20% เป็นบริษัทซื้อมาขายไป เรามีตัวอย่างลูกค้า

มากมายที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นระบบ PlanetOne ERP จึงเหมาะกับกับทุกประเภทธุรกิจ

แต่ถ้าถามว่าระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับบริษัทแบบไหน ทางเราขอบอกตรงนี้เลยว่า

เราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้บริษัทของตัวเองเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

เพราะเราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่งคงและยั่งยืน

เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังประสบปัญหาเรื่องกำไรน้อย มีต้นทุนที่สูง

ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำระบบ PlanetOne ERP เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจก้าวพ้นวิกฤติในการแข่งขันที่สูงเช่นนี้

ระบบ PlanetOne ERP ดีกว่าระบบเจ้าอื่นอย่างไร

ต้องกล่าวตามตรงว่าระบบอีอาร์พีทุกเจ้ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการว่าจะรับข้อดีข้อเสียแบบไหนได้

พราะสุดท้ายองค์กรก็มักจะเลือกระบบที่เข้ากับการทำงานของตัวเองมากที่สุด

แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกติดตั้งระบบ PlanetOne ERP จะช่วยธุรกิจของท่านดังต่อไปนี้

1. ลดต้นทุน- เพิ่มกำไร

ระบบ PlanetOne ERP มีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากระบบสามารถเรียกข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์

ในการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ทั้งต้นทุนแฝงที่มาจากการผลิตและต้นทุนที่มาจากการซื้อขาย

2. ระบบมีความยืดหยุ่นสูง

ระบบ PlanetOne ERP มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับทุกองค์กรได้ กล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ

เราสามารถปรับระบบได้ตาม Requiment เนื่องจากเราเป็นผู้พัฒนาและออกแบบระบบเอง


ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้ตรงตามใจผู้ใช้บริการ

Click เพื่อดูลูกค้าของเราOur customers

3. รองรับระบบภาษี ประเภท ข.

PlanetOne ERP รองรับระบบภาษีของไทย ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็ทำให้เราเหนือกว่าระบบจากต่างประเทศบางเจ้าที่ยังไม่รองรับและต้อง customized เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่ม จึงมั่นใจได้ว่าเอกสารหรือทุกการทำงานเป็นไปตามาตรฐานบัญชี

และมีความละเอียด ถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถปิดงบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4. ผ่าน ISO/IEC29110

มั่นใจว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล

5. ที่ปรึกษามืออาชีพ

ทีมงานวางระบบที่มีความชำนาญ เราไม่ใช่แค่วางระบบแต่เราเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ

เช่น ปัญหาสต๊อกเกิน ปัญหาการวิเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือปัญหาข้อมูลรายงานผิดพลาด

เพราะระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP ไม่สามารถแก้ไขได้

เพราะจะมีผลกับการออดิทขององค์กรที่หาที่มาที่ไปของเอกสารไม่ได้ ทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือ

ซึ่งในปัจจุบัน เรามีผู้ใช้บริการที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และกำลังดำเนินการเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย

.

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปได้ว่า ระบบ PlanetOne ERP มีช่วยให้บริษัทของคุณสามารถ ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร

ด้วยตัวระบบที่มความยืดหยุ่นสูงผ่าน และรองรับระบบภาษี ผ่านมาตรฐาน ISO/IEC29110 ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ

ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้บริษัทของท่านสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

และพร้อมจะดูแลธุรกิจของท่านได้อย่างยาวนาน

Click เพื่อดูรายละเอียด Package

ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลระบบ

Office : 02 271 4362-3 ต่อ 24

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน)

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร? Read More »

Scroll to Top