ระบบ ERP ของคนไทย

Overhead ในระบบ ERP คืออะไรในความหมายของบัญชี

โอเวอร์เฮด (Overhead) ในระบบอีอาร์พี (ERP) คือต้นทุนทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน แต่ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใช้ไปกับผลิตภัณฑ์หรือบริการชิ้นใดชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ


ความหมายของ Overhead ในทางบัญชี

โดยทั่วไปแล้วในทางบัญชี ต้นทุนจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • ต้นทุนทางตรง (Direct Cost): ต้นทุนที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าใช้ไปกับการผลิตสินค้าหรือบริการชิ้นนั้นๆ เช่น ค่าวัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง
  • ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Cost) หรือ Overhead: ต้นทุนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหรือการดำเนินงาน แต่ไม่สามารถระบุได้โดยตรงว่าเป็นของผลิตภัณฑ์ชิ้นไหน เช่น ค่าเช่าโรงงาน, ค่าไฟฟ้า, เงินเดือนฝ่ายบริหาร, ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร หรือแม้แต่ค่าทำความสะอาด

ในบริบทของระบบ ERP ต้นทุนเหล่านี้จะถูกบันทึกและรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการผลิต (Manufacturing Overhead), ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Overhead) และค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Overhead) ซึ่งระบบจะช่วยจัดหมวดหมู่และปันส่วนต้นทุนเหล่านี้ไปยังหน่วยงานหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ


บทบาทของ ERP ที่ช่วยให้งานบัญชีง่ายขึ้น

ระบบ ERP เข้ามาช่วยจัดการต้นทุน Overhead ให้กับฝ่ายบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • การปันส่วนต้นทุนอัตโนมัติ: ระบบ ERP สามารถกำหนดเกณฑ์การปันส่วน (Allocation Rules) ล่วงหน้าได้ เช่น ปันส่วนค่าเช่าโรงงานตามพื้นที่การใช้งาน หรือปันส่วนค่าไฟฟ้าตามจำนวนชั่วโมงการทำงานของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการคำนวณและปันส่วนต้นทุนด้วยมือ
  • การรวบรวมและบันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์: เมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น ระบบจะบันทึกข้อมูลค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้ามาในระบบทันที ทำให้ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ไม่ต้องรอเอกสารจากฝ่ายอื่น
  • การวิเคราะห์ต้นทุนเชิงลึก: ระบบ ERP สามารถสร้างรายงานการวิเคราะห์ต้นทุน Overhead ในมุมมองต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น รายงานต้นทุน Overhead ของแต่ละแผนก หรือของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเพื่อควบคุมหรือลดต้นทุนได้อย่างแม่นยำ

กล่าวโดยสรุป การนำระบบ ERP มาใช้ทำให้การจัดการต้นทุน Overhead ของฝ่ายบัญชีเป็นไปอย่างมีระบบ, แม่นยำ และรวดเร็วขึ้น

Overhead ในระบบ ERP คืออะไรในความหมายของบัญชี Read More »

โปรแกรมบริหารงานบริการบนระบบ PlanetOne ERP: ตัวช่วยสำหรับธุรกิจยุคใหม่

โปรแกรมบริหารงานบริการ PlanetOne ERP: ตัวช่วยสำหรับธุรกิจยุคใหม่

ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน การบริหารจัดการงานบริการ (Service management) อย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจของคุณ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับการทำงานให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PlanetOne ERP ซึ่งมีโมดูล Service management ที่ตอบโจทย์ธุรกิจหลากหลายประเภทได้อย่างลงตัว


ธุรกิจประเภทใดบ้างที่เหมาะกับโมดูล Service Management ของ PlanetOne ERP

โมดูล Service management ในระบบ PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจที่ต้องมีการจัดการงานบริการหลังการขายหรือการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ธุรกิจด้านการซ่อมบำรุงและติดตั้งอุปกรณ์ (Maintenance & Installation Services): ธุรกิจที่ให้บริการติดตั้งเครื่องจักร, เครื่องปรับอากาศ, ระบบรักษาความปลอดภัย หรือการซ่อมบำรุงตามระยะเวลา โมดูลนี้จะช่วยในการวางแผน, ติดตามสถานะงาน, จัดการทีมช่าง, และตรวจสอบประวัติการซ่อมบำรุงได้อย่างเป็นระบบ
  • ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์และเครื่องจักร (Equipment Rental & Leasing): ธุรกิจที่ให้เช่ารถยนต์, เครื่องจักรก่อสร้าง, หรืออุปกรณ์ไอทีต่างๆ สามารถใช้โมดูลนี้ในการติดตามสถานะการเช่า, การซ่อมบำรุงตามกำหนด, และจัดการสัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและงานโครงการ (Construction & Project Management): สำหรับธุรกิจที่มีโครงการระยะยาวและต้องมีการติดตามความคืบหน้า, การจัดการทรัพยากร, และการซ่อมบำรุงหลังการส่งมอบงาน โมดูลนี้สามารถช่วยให้การทำงานเป็นไปตามแผนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการใช้ PlanetOne ERP ในการบริหารงานบริการ

การนำ PlanetOne ERP มาใช้ในการบริหารงานบริการจะช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลายๆ ด้าน:

  • เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction): ระบบช่วยให้คุณสามารถจัดการคำขอของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ตั้งแต่การรับแจ้งปัญหา, การกำหนดตารางงานให้ทีมช่าง, ไปจนถึงการติดตามสถานะการทำงาน ซึ่งส่งผลให้การบริการลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและน่าประทับใจ
  • ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Streamline Workflows): ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลในทุกส่วนงานเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาย, การเงิน, การจัดการสินค้าคงคลัง, และงานบริการ ทำให้ไม่ต้องมีการป้อนข้อมูลซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และประหยัดเวลาในการทำงาน
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทีม (Team Management Efficiency): โมดูล Service management ช่วยให้คุณสามารถจัดตารางงานให้ทีมช่าง, กำหนดทรัพยากรที่จำเป็น, และติดตามความคืบหน้าของงานได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การจัดสรรบุคลากรเป็นไปอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ข้อมูลครบถ้วนพร้อมสำหรับวิเคราะห์ (Data-driven Decisions): ระบบเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานบริการ ทำให้คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน, วางแผนการตลาด, หรือพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

สรุป

หากธุรกิจของคุณต้องการยกระดับการบริหารงานบริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น PlanetOne ERP คือคำตอบที่ใช่ ด้วยโมดูล Service management ที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น ทำให้คุณสามารถจัดการงานบริการได้อย่างเป็นระบบ, รวดเร็ว, และแม่นยำ ส่งผลให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ✨

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ PlanetOne ERP หรือต้องการนัดหมายเพื่อรับการสาธิตระบบ (Demo)

สามารถติดต่อที่เบอร์ 02 271 4362-3 เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวและสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณ 🚀

Blog อื่นๆ

โปรแกรมบริหารงานบริการบนระบบ PlanetOne ERP: ตัวช่วยสำหรับธุรกิจยุคใหม่ Read More »

ระบบ ERP ที่โรงงานผลิตเลือกใช้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร 

ในยุคที่การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้นทุกวัน โรงงานผลิตจำเป็นต้องมีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็วที่สุด หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานบรรลุเป้าหมายเหล่านี้คือ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) แต่คำถามคือ “ERP ที่ดีสำหรับโรงงานผลิตควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?” บทความนี้มีคำตอบ 

1. รองรับกระบวนการผลิตได้ครบถ้วน 

ERP ที่เหมาะกับโรงงานต้องสามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่วางแผนการผลิต (Production Planning), การจัดซื้อวัตถุดิบ (Procurement), การควบคุมสต๊อก (Inventory Control), การควบคุมคุณภาพ (Quality Control), ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า (Logistics) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเสริมจากภายนอก 

2. ความสามารถในการปรับแต่งตามรูปแบบการผลิต 

โรงงานแต่ละแห่งอาจมีรูปแบบการผลิตต่างกัน เช่น Make to Stock, Make to Order หรือ Engineer to Order ระบบ ERP ต้องสามารถปรับแต่งหรือกำหนดกระบวนการให้เข้ากับโมเดลการผลิตของโรงงานได้อย่างยืดหยุ่น 

3. การเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time 

การมีข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารโรงงานในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวัตถุดิบคงคลัง สถานะเครื่องจักร หรือความคืบหน้าของการผลิต ข้อมูลเหล่านี้ต้องสามารถดึงดูดและวิเคราะห์ได้ทันทีเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ 

4. รองรับการติดตามย้อนกลับ (Traceability) 

ERP ควรสามารถติดตามข้อมูลย้อนหลังได้ในทุกขั้นตอน เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หมายเลขล็อตสินค้า หรือข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง เช่น อาหาร ยา หรือชิ้นส่วนยานยนต์ 

5. เชื่อมโยงกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ IoT 

ระบบ ERP ที่ทันสมัยควรสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องจักรหรือเซนเซอร์ในสายการผลิต (Industrial IoT) ได้ เพื่อให้ข้อมูลการผลิตไหลเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ ลดการป้อนข้อมูลด้วยมือ และช่วยตรวจสอบความผิดปกติได้เร็วขึ้น 

6. ความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและรายงาน 

การมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ ERP จะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นแนวโน้มทางธุรกิจ คอขวดในการผลิต และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Dashboard, KPI หรือรายงานวิเคราะห์แบบเจาะลึก 

7. ความง่ายในการใช้งานและฝึกอบรม 

แม้ระบบจะมีความสามารถหลากหลาย แต่ถ้าซับซ้อนเกินไปจนพนักงานใช้งานไม่สะดวก ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคได้ ERP ที่ดีควรมีหน้าจอใช้งานที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ (User-Friendly Interface) และมีคู่มือหรือระบบช่วยเหลือที่เข้าใจง่าย 

8. มีระบบความปลอดภัยของข้อมูล 

ข้อมูลการผลิตถือเป็นทรัพย์สินสำคัญของโรงงาน ERP จึงต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูล การสำรองข้อมูล และการควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน 

สรุป 

การเลือก ERP สำหรับโรงงานผลิต ไม่ควรดูแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน แต่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมถึงความสามารถในการรองรับกระบวนการผลิตโดยเฉพาะ ความยืดหยุ่น ความแม่นยำของข้อมูล และความง่ายในการใช้งาน การเลือก ERP ที่ตอบโจทย์จะช่วยให้โรงงานผลิตสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว 

ระบบ ERP ที่โรงงานผลิตเลือกใช้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  Read More »

ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย: กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

ทำไมธุรกิจ OEM ถึงต้องการ ERP? 

ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตตามสั่ง กำลังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าอุปโภคบริโภค OEM ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เช่น การบริหารวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ และการจัดส่งสินค้าตามกำหนดเวลา 

นี่คือจุดที่ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะ ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการทุกกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การดำเนินงานราบรื่นมากขึ้น 

 

ประโยชน์ของ ERP สำหรับธุรกิจ OEM 

  1. บริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจ OEM ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การใช้ ERP จะช่วยติดตามวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงสินค้าสำเร็จรูป ลดปัญหาการขาดแคลนสต็อก และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อคำสั่งซื้ออย่างแม่นยำ 

  1. ควบคุมต้นทุนและเพิ่มกำไร

ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตได้แบบเรียลไทม์ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และช่วยให้สามารถกำหนดราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม 

  1. ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การใช้ระบบ ERP ช่วยลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ เพิ่มความแม่นยำในการผลิต และทำให้สามารถตรวจสอบสถานะการผลิตได้ทุกขั้นตอน 

  1. บริหารจัดการคุณภาพสินค้า (Quality Control) อย่างเข้มงวด

ERP ช่วยติดตามคุณภาพสินค้าตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งมอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ได้หากพบปัญหา ทำให้การแก้ไขเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

  1. เสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM Integration)

ธุรกิจ OEM ที่ใช้ ERP สามารถจัดการคำสั่งซื้อ การส่งมอบ และการบริการหลังการขายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 

 

เลือก ERP อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย? 

การเลือก ERP สำหรับธุรกิจ OEM ควรพิจารณาคุณสมบัติดังนี้: ✔ รองรับการผลิตแบบ Make-to-Order (MTO) และ Make-to-Stock (MTS) ✔ มีระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) เพื่อช่วยบริหารวัตถุดิบ ✔ รองรับการจัดการคุณภาพ (QC/QA) อย่างเข้มงวด ✔ สามารถรวมกับซัพพลายเชนและระบบลูกค้า (CRM, Supplier Portal) ✔ รองรับการทำงานแบบ Cloud หรือ Hybrid เพื่อความยืดหยุ่น  

สรุป 

ธุรกิจ OEM ในไทยที่ต้องการเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องมีระบบ ERP ที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนใน ERP ไม่ใช่แค่การปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร แต่เป็นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว 

ระบบ ERP แบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ไทย

ระบบ ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ไทย คงหนีไม่พ้นระบบ ERP ที่พัฒนามาเพื่อการทำงานของคนไทยได้โดยเฉพาะ อย่างเช่น

PlanetOne ERP ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบการผลิต และยังพัฒนามาเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของคนไทยโดยเฉพาะ นอกจากระบบการผลิตที่เชี่ยวชาญแล้ว ยังสามารถรองรับการทำงานแบบ made to order ไหนจะระบบที่สามารถวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และวางแผนความต้องการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ของคุณ เริ่มต้นวันนี้เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า! 

ติดต่อ 02 271 4362-3

Line@bridsystems

ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย: กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน  Read More »

แก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนด้วยระบบ HR

ญหาการคำนวณเงินเดือน เป็นเรื่องที่หลายองค์กรต้องเผชิญ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ข้อมูลพนักงานไม่ครบถ้วน กฎหมายแรงงานเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือการคำนวณด้วยมือที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ระบบ HR จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และ ลดความผิดพลาด 

ทำไมต้องใช้ระบบ HR ในการคำนวณเงินเดือน?

  • ความแม่นยำสูง: ระบบ HR สามารถคำนวณเงินเดือนได้อย่างถูกต้องตามสูตรและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณแบบแมนนวล 
  • ประหยัดเวลา: ระบบการคำนวณอัตโนมัติ ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ ทำให้ HR มีเวลาไปทำงานอื่นๆ ที่สำคัญกว่า  
  • ลดความผิดพลาด: ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการคำนวณอย่างต่อเนื่อง 
  • รองรับการเปลี่ยนแปลง: สามารถปรับปรุงสูตรและเงื่อนไขการคำนวณได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือสวัสดิการของบริษัท 
  • สร้างความโปร่งใส: พนักงานสามารถตรวจสอบสลิปเงินเดือนของตนเองได้อย่างง่ายดาย 
  • รายงานที่ครอบคลุม: สร้างรายงานต่างๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ฟังก์ชันหลักของระบบ HR ที่ช่วยในการคำนวณเงินเดือน

  • จัดเก็บข้อมูลพนักงาน: รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเงินเดือน สิทธิประโยชน์ต่างๆ 
  • คำนวณเงินเดือน: คำนวณเงินเดือนตามสูตรที่กำหนด รวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น ภาษี หักประกันสังคม ฯลฯ 
  • สร้างสลิปเงินเดือน: สร้างสลิปเงินเดือนให้พนักงานแต่ละคน 
  • จัดการการจ่ายเงิน: เชื่อมต่อกับระบบธนาคารเพื่อทำการโอนเงินเดือน 
  • รายงาน: สร้างรายงานต่างๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน เพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ 

การเลือกใช้ระบบ HR

การเลือกใช้ระบบ HR นั้นขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและความต้องการที่แตกต่างกันไป ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ 

  • ขนาดขององค์กร: เลือกระบบที่เหมาะสมกับจำนวนพนักงาน 
  • ฟังก์ชันการทำงาน: เลือกระบบที่มีฟังก์ชันครอบคลุมความต้องการขององค์กร 
  • ความง่ายในการใช้งาน: ระบบควรใช้งานง่ายและมีอินเทอร์เฟซที่เข้าใจได้ 
  • ความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลพนักงานเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ระบบจึงต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สูง 
  • ค่าใช้จ่าย: พิจารณาถึงงบประมาณขององค์กร 

ระบบ HR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานของฝ่ายบุคคลง่ายขึ้น ลดความผิดพลาด และสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน หากองค์กรของคุณยังคงใช้การคำนวณเงินเดือนด้วยวิธีการเดิมๆ การนำระบบ HR มาใช้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน 

แก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนด้วยระบบ HR Read More »

ระบบ ERP แบบไหน ที่ผู้ประกอบการไม่ควรใช้

การเลือกใช้ระบบ ERP นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเลือกระบบที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้ระบบ ERP และหลีกเลี่ยงระบบที่มีลักษณะดังต่อไปนี้: 

1. ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ

  • ระบบมาตรฐานเกินไป: หากระบบ ERP ที่เลือกมาไม่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับกระบวนการทำงานเฉพาะของธุรกิจได้ อาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานและสูญเสียประสิทธิภาพไป 
  • ระบบขาดโมดูลสำคัญ: การขาดโมดูลที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ เช่น การจัดการคลังสินค้า การผลิต หรือการเงิน อาจทำให้ต้องใช้ระบบอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งอาจเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อและเพิ่มต้นทุน 
  • ระบบไม่รองรับการเติบโต: หากธุรกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอนาคต การเลือกใช้ระบบที่ไม่สามารถรองรับการเติบโตได้ อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบใหม่ในภายหลัง 

2. ระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อ: ราคาของระบบ ERP นั้นค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงงบประมาณที่มีอยู่และเลือกระบบที่คุ้มค่ากับราคา 
  • ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง: นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อระบบแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง การปรับแต่ง และการอบรมพนักงาน ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มเติม 
  • ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา: ระบบ ERP จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาและอัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาวด้วย 

3. ระบบที่มีความซับซ้อนเกินไป

  • ยากต่อการใช้งาน: หากระบบมีความซับซ้อนเกินไป พนักงานอาจใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวนาน ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ง่าย 
  • การบำรุงรักษาที่ยากลำบาก: ระบบที่ซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลและบำรุงรักษา ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงาน  และไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา: ระบบที่ซับซ้อนมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางเทคนิคได้มากกว่าระบบที่เรียบง่าย 

4. ระบบที่ไม่มีการสนับสนุนจากผู้พัฒนา

  • การแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า: หากระบบเกิดปัญหา ผู้พัฒนาอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก 
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ไม่สม่ำเสมอ: การไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำ อาจทำให้ระบบล้าสมัยและไม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ 

5. ระบบที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ

  • ผู้พัฒนามีประสบการณ์น้อย: ผู้ประกอบการควรเลือกใช้ระบบจากผู้พัฒนาที่มีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือ 
  • ไม่มีลูกค้ารายอื่นที่ใช้งาน: การไม่มีลูกค้ารายอื่นที่ใช้งานระบบเดียวกัน อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ 

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP: 

  • ขนาดและลักษณะของธุรกิจ: เลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของธุรกิจ 
  • งบประมาณ: กำหนดงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในระบบ ERP 
  • ความต้องการของผู้ใช้งาน: พิจารณาความต้องการของผู้ใช้งานภายในองค์กร 
  • การสนับสนุนจากผู้พัฒนา: เลือกผู้พัฒนาที่มีการสนับสนุนที่ดีและมีประสบการณ์ 
  • การเปรียบเทียบกับระบบอื่นๆ: เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของระบบต่างๆ ก่อนตัดสินใจ 

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับธุรกิจ การหลีกเลี่ยงระบบที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ มีค่าใช้จ่ายสูง มีความซับซ้อน และไม่มีความน่าเชื่อถือ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน 

ระบบ ERP แบบไหน ที่ผู้ประกอบการไม่ควรใช้ Read More »

จัดการระบบภาษีด้วย ERP ช่วยให้จัดการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร คือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยบูรณาการกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ภายในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในฟังก์ชันที่สำคัญของ ERP คือการ จัดการระบบภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องให้ความสำคัญ 

ทำไมต้องใช้ ERP ไทยจัดการระบบภาษี?

  • ความแม่นยำสูง: ERP ช่วยลดความผิดพลาดในการคำนวณภาษี เนื่องจากระบบจะทำการคำนวณอัตโนมัติตามข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ 
  • ประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลากับการคำนวณภาษีด้วยตนเองอีกต่อไป ระบบจะทำการคำนวณและจัดทำรายงานภาษีให้โดยอัตโนมัติ 
  • ลดความยุ่งยาก: การจัดการเอกสารภาษีต่างๆ จะเป็นไปอย่างเป็นระบบ ทำให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว 
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย: ERP จะช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายภาษีได้อย่างถูกต้องและทันสมัย 
  • วิเคราะห์ข้อมูล: ระบบ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและภาษีได้อย่างละเอียด ทำให้คุณสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • รองรับระบบภาษีไทย : ระบบ ERP ไทยรองรับระบบภาษีของคนไทยที่มีความซับซ้อนโดยไม่ต้องปรับระบบใหม่ หรือเสียเงินในการปรับแต่ง 

ERP ช่วยในการจัดการภาษีได้อย่างไรบ้าง?

  • การออกใบกำกับภาษี: ERP สามารถออกใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย 
  • การคำนวณภาษี: ระบบจะทำการคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีหัก ณ ที่จ่าย อัตโนมัติ 
  • การจัดทำรายงานภาษี: ERP สามารถจัดทำรายงานภาษีต่างๆ เช่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.50 เป็นต้น 
  • การเชื่อมต่อกับระบบภาษีออนไลน์: บางระบบ ERP สามารถเชื่อมต่อกับระบบภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากรได้โดยตรง ทำให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว 
  • การวางแผนภาษี: ข้อมูลที่ได้จาก ERP สามารถนำมาวิเคราะห์และวางแผนภาษีเพื่อลดภาระทางภาษีได้ 

การเลือกใช้ ERP สำหรับธุรกิจของคุณ

  • ในการเลือกใช้ ERP สำหรับธุรกิจของคุณ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้: 

    • ขนาดของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดเล็กอาจต้องการระบบ ERP ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ 
    • อุตสาหกรรม: แต่ละอุตสาหกรรมจะมีความต้องการในการจัดการภาษีที่แตกต่างกัน 
    • งบประมาณ: ราคาของระบบ ERP จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับฟังก์ชันและขนาดของระบบ 
    • ความสามารถในการปรับแต่ง: ควรเลือกระบบที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับกระบวนการทำงานของธุรกิจของคุณได้ 

การใช้ ERP เพื่อจัดการระบบภาษีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความผิดพลาดในการคำนวณภาษี ระบบ ERP จะช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

จัดการระบบภาษีด้วย ERP ช่วยให้จัดการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ Read More »

ระบบ ERP ดีกว่าระบบบัญชีอย่างไร?

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และระบบบัญชีทั่วไปต่างก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจ แต่มีขอบเขตและความสามารถที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้ระบบใดขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจของคุณ 

ระบบ ERP: 

  • ครอบคลุมกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมด: ไม่เพียงแต่จัดการงานบัญชี แต่ยังครอบคลุมกระบวนการอื่นๆ เช่น การจัดซื้อ การผลิต การขาย การจัดเก็บสินค้า ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบัน: ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบันเสมอ สามารถนำไปวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว 
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ: สามารถปรับเปลี่ยนและขยายระบบได้ตามความต้องการของธุรกิจที่เติบโต 
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก: สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงธุรกิจ 

ระบบบัญชีทั่วไป: 

  • เน้นเฉพาะงานบัญชี: จัดการงานบัญชีได้อย่างครบถ้วน เช่น การบันทึกบัญชี การทำงบการเงิน 
  • ใช้งานง่าย: มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง 
  • ต้นทุนต่ำกว่า: มีราคาที่ถูกกว่าระบบ ERP 

เมื่อใดควรเลือกใช้ระบบ ERP: 

  • ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน 
  • ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน 
  • ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเพื่อการตัดสินใจ 
  • ต้องการระบบที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ 

เมื่อใดควรเลือกใช้ระบบบัญชีทั่วไป: 

  • ธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีความต้องการในการจัดการบัญชีที่ไม่ซับซ้อน 
  • มีงบประมาณจำกัด 

สรุป: 

ระบบ ERP เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่ระบบบัญชีทั่วไปเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีความต้องการในการจัดการบัญชีที่เรียบง่าย การเลือกใช้ระบบใดควรพิจารณาจากขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจของคุณ 

 

ระบบ ERP ดีกว่าระบบบัญชีอย่างไร? Read More »

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง? 

ERP ไทย หลายท่านมักคิดว่าจะมีราคาที่ถูกและสามารถทำงานได้เยอะกว่าระบบ ERP จากต่างประเทศ ที่มีราคาแพงซึ่งหากจะมีการปรับระบบเพื่อให้ทำงานได้ตามต้องการขององค์กรก็จะมีราคาที่สูงขึ้นตามความต้องการ 

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม? 

ต้องแจ้งตามตรงว่าระบบ ERP ก็มีระดับและขนาดที่แตกต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่ระบบ ERP ของคนไทยที่มีทั้งระบบ ERP ขนาดเล็ก และระบบ ERP ขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะนำมาเปรียบเทียบราคาระบบ ERP จากต่างประเทศก็จะต้องนำระบบ ERP ขนาดใหญ่ของคนไทยมาเทียบราคาและฟังก์ชันการทำงานว่ามีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน ในระยะ 10 ปี ค่าใช้จ่ายแต่ละระบบมีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และฟังก์ชันการทำงานเจ้าไหนตอบโจทย์มากที่สุด  

ERP ขนาดเล็ก และ ERP ขนาดใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร 

ขนาดของระบบ ERP ไม่ได้วัดกันที่ขนาดไฟล์ หรือ ความหนักของเครื่อง แต่วัดกันที่ความละเอียดและความซับซ้อนของระบบการทำงาน เช่น รายละเอียดรายงานถ้าเป็นระบบขนาดเล็กอาจจะแสดงข้อมูลได้น้อย มีข้อจำกัดในการแสดงรายงาน และข้อมูลที่แสดง และไม่สามารถเลือกข้อมูลที่จะแสดงได้ และระบบขนาดเล็กมีความซับซ้อนในการทำงานน้อยกว่าระบบขนาดใหญ่ แต่หน้าตาระบบจะมีความใช้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน ระบบ ERP ขนาดใหญ่ จะใช้งานยากกว่า และหน้าตาระบบจะมีความซับซ้อนอันเนื่องมาจากมีข้อมูลในการทำงานมากกว่าระบบ ERP ขนาดเล็ก 

แต่ถึงอย่างไร ระบบ ERP ขนาดใหญ่ก็คุ้มค่ามากกว่าระบบ ERP ขนาดเล็ก เพราะ ฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุม และการเปลี่ยนระบบใหม่นั้นเหนื่อยมาก ๆ นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย 

ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง? 

  • เลือกระบบ ERP ที่ครอบคลุมกับการทำงานทั้งหมด 
  • ระบบ ERP ต้องมีการพัฒนามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี  
  • ดูรีวิวจากผู้ใช้จริง ที่ธุรกิจสอดคล้องกับธุรกิจของเรา 
  • บริการหลังบ้าน ที่พร้อมดูแล 
  • ระบบรองรับภาษีไทย เพื่อไม่เสียเงินและเวลาปรับระบบเยอะ 

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง?  Read More »

ทำไมธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึงต้องมี ERP 

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร เป็นระบบที่บริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงานต่างๆ ภายในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดการสินค้าคงคลัง การผลิต การเงิน บัญชี ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรบุคคล 

เหตุผลที่ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือระดับ Enterprise เลือกใช้ระบบ ERP 

  •  ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน มีหลายแผนก หลายสาขา และมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก การใช้ ERP ช่วยให้สามารถบูรณาการข้อมูลและกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ องค์กรขนาดใหญ่กับยิ่งต้องการความรวดเร็วในการเรียกข้อมูลมากเท่านั้น ระบบ ERP จึงเป็นส่วนสำคัญที่มาช่วยทำให้ความซับซ้อนนั้นรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และส่งผลให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น 
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: ERP ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และเพิ่มความเร็วในการทำงาน ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 
  • การตัดสินใจที่แม่นยำ: ERP รวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจมาไว้ในที่เดียว ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • การควบคุมต้นทุน: ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ต้นทุนการผลิต ต้นทุนสินค้าคงคลัง และต้นทุนการดำเนินงาน 
  • การเติบโตของธุรกิจ: ERP สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนและขยายระบบได้ตามความต้องการของธุรกิจ 
  • การแข่งขัน: ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก ธุรกิจที่ไม่มีระบบ ERP อาจเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

 

สรุปแล้ว ERP เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถ

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มการตัดสินใจในธุรกิจให้แม่นยำมากขึ้น ช่วยควบต้นทุน รองรับการเติบโตของธุรกิจ เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันในตลาดที่สูงมากขึ้น

ทำไมธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึงต้องมี ERP  Read More »

ค่าใช้จ่าย ERP ระหว่างซื้อขาดกับ สมาชิกรายปี แบบไหนดีกว่ากัน

การเลือกซื้อระบบ ERP เป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว การตัดสินใจเลือกซื้อแบบซื้อขาดหรือสมาชิกรายปี จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของธุรกิจ 

ซึ่งทางผู้เขียนก็จะมีข้อเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของค่าใช้จ่ายทั้ง 2 รูปแบบเพื่อเป็นตัวเลือกประกอบการตัดสินใจ ซึ่งรายละเอียดดังนี้ 

ราคา ERP แบบการซื้อขาด  

ข้อดี:  

  • ค่าใช้จ่ายระยะยาวประหยัดกว่าแบบสมาชิกหลายเท่า เพราะเป็นการจ่ายครั้งเดียว หลังจากนั้นจะเป็นการจ่ายค่าสัญยาบริการ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า 
  • ความปลอดภัยสูงเพราะใช้ระบบภายใน เช่น เซอร์เวอร์ของตัวเอง 

ข้อเสีย:  

  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการติดตั้งระบบจำนวนมาก 
  • ค่าบำรุงรักษาต้องมีทีม IT ดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง 
  • การอัปเดต ต้องลงทุนในการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นระยะ 

การสมัครสมาชิกรายปี (Subscription) 

  • ข้อดี:  
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ ไม่ต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จำนวนมาก 
  • การอัปเดต ได้รับการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ 
  • ความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนจำนวนผู้ใช้งานได้ตามความต้องการ 
  • ข้อเสีย:  
  • ค่าใช้จ่ายระยะยาว อาจสูงกว่าแบบซื้อขาดหากใช้งานระบบไปนานๆ 
  • การพึ่งพาผู้ให้บริการ ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการในการดูแลระบบ 
  • ความเสี่ยง หากผู้ให้บริการเลิกให้บริการ อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานระบบ 

เลือกแบบไหนดี? 

การเลือกซื้อแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น 

  • ขนาดของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเหมาะกับการซื้อขาด เพื่อควบคุมระบบได้อย่างเต็มที่ แต่ธุรกิจขนาดเล็กอาจเหมาะกับการสมัครสมาชิกรายปี เพื่อลดต้นทุนเริ่มต้น 
  • งบประมาณ: พิจารณางบประมาณที่มีอยู่และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว 
  • ความต้องการในการปรับแต่ง: หากต้องการปรับแต่งระบบให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจมากที่สุด การซื้อขาดอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า 
  • ความสำคัญของข้อมูล: หากข้อมูลมีความสำคัญสูง การซื้อขาดจะช่วยให้คุณควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลได้ดีกว่า 
  • ทรัพยากรด้าน IT: หากมีทีม IT ที่มีความสามารถในการดูแลระบบ การซื้อขาดก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ 

สรุป 

ทั้งการซื้อขาดและการสมัครสมาชิกรายปีมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกแบบใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อระบบ ERP ได้อย่างเหมาะสม 

 

ค่าใช้จ่าย ERP ระหว่างซื้อขาดกับ สมาชิกรายปี แบบไหนดีกว่ากัน Read More »

การนำ ERP มาใช้ในโรงงาน ช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร 

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร เป็นเครื่องมือสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรจัดการกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงงานอุตสาหกรรม การนำ ERP มาใช้จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมและบริหารจัดการกระบวนการผลิต การจัดการคลังสินค้า การบริหารทรัพยากรบุคคล และการเงินได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น 

ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการนำ ERP มาใช้ในโรงงาน

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:  

  • วางแผนการผลิต: สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำตามความต้องการของลูกค้าและทรัพยากรที่มีอยู่ 
  • ควบคุมคุณภาพ: ติดตามและควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ตลอดกระบวนการผลิต 
  • ลดต้นทุน: ลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็น เช่น การผลิตสินค้าเกินความจำเป็น หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ 

จัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ:  

  • ติดตามสินค้าคงคลัง: รู้จำนวนสินค้าคงคลังที่แน่นอนในทุกขณะ 
  • ลดความผิดพลาด: ลดความผิดพลาดในการจัดเก็บและการนำสินค้าเข้า-ออกคลัง 
  • เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล: ข้อมูลสินค้าคงคลังถูกต้องและเป็นปัจจุบัน 

บริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ:  

  • ติดตามเวลาทำงาน: ติดตามเวลาทำงานของพนักงานแต่ละคน 
  • คำนวณค่าจ้าง: คำนวณค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 
  • วางแผนกำลังคน: วางแผนกำลังคนให้เหมาะสมกับปริมาณงาน 

การเงินและบัญชี:  

  • จัดการต้นทุน: ติดตามและวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างรายงานทางการเงิน: สร้างรายงานทางการเงินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 
  • วางแผนงบประมาณ: วางแผนงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น:  

  • ข้อมูลที่ครบถ้วน: มีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบันในการตัดสินใจ 
  • วิเคราะห์ข้อมูล: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาแนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ 
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน: ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

สรุป 

การนำ ERP มาใช้ในโรงงานจะช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

การนำ ERP มาใช้ในโรงงาน ช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร  Read More »

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้มากแค่ไหน? 

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างไร? 

วางแผนแม่นยำ: ERP ช่วยให้วางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ โดยพิจารณาจากอุปสงค์ของตลาด วัตถุดิบที่มีอยู่ และกำลังการผลิตของเครื่องจักร ทำให้ลดความสูญเปล่าจากการผลิตเกินความต้องการ หรือขาดแคลนวัตถุดิบ 

จัดการสินค้าคงคลัง: ERP ช่วยให้ควบคุมระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจทำให้การผลิตหยุดชะงัก และลดต้นทุนที่เกิดจากการเก็บสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น 

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ERP ช่วยติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตรวจพบจุดอ่อนและปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต 

บูรณาการข้อมูล: ERP ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจเข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มกำลังการผลิต 

ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนจะได้รับประโยชน์จาก ERP มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก แต่ ERP ก็ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้อย่างมั่งคั่งและมั่นคง

การเลือกใช้ระบบ ERP: ระบบ ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากที่สุด เช่นรูปแบบการทำงาน หรือ ฟังก์ชันที่ครอบคุมธุรกิจ

การนำระบบไปใช้งาน: การฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งานระบบ ERP อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ส่งผลให้พนักงานมีความรู้ ความแม่นยำในการใช้ ERP

ปัจจัยภายนอก: ปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการแข่งขันจากคู่แข่ง ก็มีผลต่อกำลังการผลิตเช่นกัน รวมไปถึงสินค้าแต่ละเวนเดอร์ก็ส่งผลให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้ 

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้มากแค่ไหน?  Read More »

ระบบ ERP ช่วยส่งภาษีให้กรมสรรพากรได้อย่างไร?

ระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planning นั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการจัดการข้อมูลและกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงการจัดการภาษีด้วย โดยระบบ ERP จะช่วยให้การส่งภาษีให้กรมสรรพากรเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วขึ้นได้อย่างไร  

  1. รวบรวมข้อมูลภาษีครบถ้วน
  • บันทึกข้อมูลภาษีซื้อ ภาษีขาย: ระบบ ERP จะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายจากทุกธุรกรรมทางการเงิน ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลภาษีได้อย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน 
  • เชื่อมโยงกับเอกสารหลักฐาน: ระบบ ERP จะเชื่อมโยงข้อมูลภาษีเข้ากับเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด 
  • คำนวณภาษีอัตโนมัติ: ระบบ ERP สามารถคำนวณภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตามอัตราภาษีที่กำหนด 
  1. สร้างรายงานภาษีได้หลากหลายรูปแบบ
  • รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย: ระบบ ERP สามารถสร้างรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการยื่นภาษีกับกรมสรรพากร 
  • รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย: สำหรับธุรกิจที่มีการจ่ายเงินให้กับบุคคลภายนอก ระบบ ERP จะสร้างรายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งกรมสรรพากร 
  • รายงานภาษีอื่นๆ: ระบบ ERP ยังสามารถสร้างรายงานภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น 
  1. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลภาษี
  • ตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณ: ระบบ ERP จะมีกลไกในการตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณภาษี เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี 
  • ตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายภาษี: ระบบ ERP จะถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลภาษีที่นำไปยื่นนั้นถูกต้องตามกฎหมาย 
  1. ยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • เชื่อมต่อกับระบบ e-Filing: ระบบ ERP บางตัวสามารถเชื่อมต่อกับระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้โดยตรง ทำให้สามารถยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว 
  • ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน: การยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนและลดเวลาในการทำงาน 
  1. การวางแผนภาษี
  • วิเคราะห์ข้อมูลภาษี: ระบบ ERP ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาษีในอดีต เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนภาษีในอนาคต 
  • ลดภาระภาษี: การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
  1. สรุป 

    ระบบ ERP จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการเรื่องภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ส่งภาษีให้กับกรมสรรพากรโดยไม่เสียเวลาในการปิดงบบัญชี

ระบบ ERP ช่วยส่งภาษีให้กรมสรรพากรได้อย่างไร? Read More »

ระบบ PlanetOne ERP ที่โรงงานไทยต้องเลือก  

ระบบ PlanetOne ERP หรือก็คือ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานสามารถบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้โรงงานสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน    

ทำไมโรงงานในไทยจึงควรใช้ระบบ ERP?

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ช่วยวางแผนการผลิต ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร 
  • บริหารจัดการคลังสินค้า: ควบคุมปริมาณสินค้าคงคลัง ลดต้นทุนการจัดเก็บ และป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ 
  • จัดการข้อมูลลูกค้า: เก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์พฤติกรรม และปรับปรุงการบริการลูกค้า 
  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน: อัตโนมัติกระบวนการทำงาน ลดการใช้เอกสาร และลดข้อผิดพลาด 
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ: ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและขยายระบบตามความต้องการของธุรกิจ 

ระบบ ERP สำหรับโรงงานในไทยมีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมีระบบ ERP ให้เลือกใช้มากมายในประเทศไทย ซึ่งแต่ละระบบก็มีจุดเด่นและเหมาะสมกับโรงงานประเภทต่างๆ กัน ตัวอย่างเช่น 

  • ระบบ ERP ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย: มักจะมีความเข้าใจในบริบทของธุรกิจในประเทศไทยเป็นอย่างดี สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของโรงงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นระบบ PlanetOne ERP ที่มีผู้ประกอบการเป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมใช้บริการเพราะระบบมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับการทำงานได้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ 
  • ระบบ ERP จากต่างประเทศ: มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและฟังก์ชันที่ครอบคลุม แต่ค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้งานอาจสูงกว่า และยังมีปัยหาในเรื่องระบบภาษีที่ต้องมาปรับเพิ่มเพื่อให้สามารถรองรับระบบภาษีของคนไทย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าระบบไทย 2-10 เท่า เมื่อเทียบกับระบบขนาดเดียวกัน 

ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ระบบ ERP

  • ขนาดและประเภทของโรงงาน: โรงงานขนาดเล็กอาจต้องการระบบที่ใช้งานง่ายและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ต้องการระบบที่มีฟังก์ชันที่ครอบคลุมและสามารถรองรับการทำงานที่ซับซ้อนได้ 
  • งบประมาณ: ราคาของระบบ ERP แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ ฟังก์ชันที่ต้องการ และผู้พัฒนา 
  • ความต้องการเฉพาะ: โรงงานแต่ละแห่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น การผลิตสินค้าประเภทใด การจัดการคลังสินค้าแบบใด หรือการบริหารจัดการลูกค้าแบบใด 
  • การสนับสนุนจากผู้พัฒนา: ผู้พัฒนาควรมีทีมงานที่พร้อมให้บริการหลังการขายและช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา 

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับโรงงานในประเทศไทย ระบบ ERP ที่ดีจะช่วยให้โรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว 

ระบบ PlanetOne ERP เป็นระบบ ERP ที่พัฒนาโดยคนไทยเชี่ยวชาญธุรกิจที่มีอุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ระบบมีความยืดหยุ่นสูง และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ ERP พร้อมให้คำปรึกษาก่อนวางระบบ

ติดต่อ 02 271 4362-3 หรือ 095 294 5693 คุณเจน

ระบบ PlanetOne ERP ที่โรงงานไทยต้องเลือก   Read More »

ERP ขนาดใหญ่ดีกว่า ERP ขนาดเล็กยังไง 

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ในปัจจุบันมีผู้พัฒนาระบบ ERP มากมายเพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจให้กับองค์กร ซึ่งระบบ ERP นอกจากระบบใหญ่ๆ ที่เรารู้จักแล้วก็มีระบบ ERP ขนาดเล็กที่ราคาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับระบบ ERP ขนาดใหญ่  

แล้วระบบ ERP ขนาดเล็กแตกต่างจากระบบ ERP ขนาดใหญ่ยังไงบ้าง

ERP ขนาดใหญ่ (Enterprise Resource Planning) 

ข้อดี:  

  • ครอบคลุมทุกกระบวนการ: สามารถรองรับการทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่การวางแผน การผลิต การจัดการคลังสินค้า การขาย การเงิน และบัญชี 
  • ปรับแต่งได้สูง: สามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับความต้องการของธุรกิจได้อย่างละเอียด 
  • รองรับการเติบโต: สามารถขยายระบบได้ตามขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น 
  • มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย: มาพร้อมกับฟังก์ชันขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการรวมระบบกับเทคโนโลยีอื่นๆ 

ข้อเสีย:  

  • ราคาสูง: มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูง ทั้งค่าซอฟต์แวร์ ค่าฮาร์ดแวร์ และค่าบริการติดตั้ง 
  • ซับซ้อนในการใช้งาน: ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวค่อนข้างนาน 
  • ต้องใช้ทรัพยากรมาก: ต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลและบริหารจัดการระบบ 
  • ระยะเวลาในการนำไปใช้งานนาน: การติดตั้งและปรับใช้ระบบอาจใช้เวลานาน 

ERP ขนาดเล็ก (Small Business ERP) 

ข้อดี:  

  • ราคาถูกกว่า: มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ต่ำกว่า ERP ขนาดใหญ่ 
  • ใช้งานง่าย: มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP 
  • ปรับใช้ได้รวดเร็ว: สามารถติดตั้งและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว 
  • ครอบคลุมพื้นฐาน: รองรับฟังก์ชันการทำงานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การจัดการลูกค้า การจัดการสต็อก และการจัดการบัญชี 

ข้อเสีย:  

  • ความสามารถในการปรับแต่งจำกัด: ไม่สามารถปรับแต่งระบบได้มากเท่ากับ ERP ขนาดใหญ่ 
  • รองรับผู้ใช้งานจำนวนจำกัด: เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีขนาดเล็กและจำนวนพนักงานไม่มาก 
  • อาจขาดฟังก์ชันขั้นสูง: อาจไม่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 

แล้วเลือก ERP แบบไหนถึงจะดี?

การเลือก ERP ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น 

  • ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ควรเลือกใช้ ERP ขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการในการทำงานที่หลากหลาย ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กอาจเลือกใช้ ERP ขนาดเล็กเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 
  • งบประมาณ: ERP ขนาดใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูงกว่า ERP ขนาดเล็ก ดังนั้นควรพิจารณางบประมาณที่มีอยู่ 
  • ความต้องการในการใช้งาน: ควรพิจารณาว่าต้องการฟังก์ชันการทำงานอะไรบ้าง ERP แต่ละระบบจะมีฟังก์ชันที่แตกต่างกันออกไป 
  • การเติบโตในอนาคต: หากธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต ควรเลือก ERP ที่สามารถขยายระบบได้ 

ระบบ ERP ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้ระบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพของธุรกิจแต่ละแห่ง หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกใช้ระบบใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ 

ERP ขนาดใหญ่ดีกว่า ERP ขนาดเล็กยังไง  Read More »

วิธีเลือกซื้อ ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจคนไทย 

การเลือกซื้อระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ไม่ใช่แค่เลือกเพราะแค่ราคาดีที่สุด หรือเลือกเพราะเป็นระบบที่มีชื่อเสียง เพราะการทำงานของคนไทยที่แต่ละองค์กรก็มีลักษณะการทำงานเฉพาะในแบบของตัวเอง

และบางบริษัทก็มีวิธีการทำงานที่ไม่เป็นสากล ทำให้แค่ระบบบัญชีทั่วไปก็ไม่ตอบโจทย์การทำงานมากพอ ซึ่งหากจะเลือกระบบ ERP ที่เหมาะกับคนไทยควรคำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้ 

  1. ทำความเข้าใจธุรกิจของคุณก่อน

ระบุปัญหา: ปัญหาที่คุณต้องการแก้ไขด้วย ERP คืออะไร? เช่น การจัดการสต็อกไม่แม่นยำ การวางแผนการผลิตไม่ตรงเวลา

การบริหารต้นทุนไม่ดี 

กำหนดเป้าหมาย: คุณต้องการให้ ERP ช่วยอะไรบ้าง? เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

วิเคราะห์กระบวนการทำงาน: วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานในแต่ละส่วนของธุรกิจ เพื่อให้ทราบว่า ERP จะเข้ามาช่วยปรับปรุงส่วนใดได้บ้าง 

  1. กำหนดงบประมาณ

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น: รวมถึงค่าซื้อระบบ ค่าติดตั้ง ค่าอบรมพนักงาน 

ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง: ค่าบำรุงรักษา ค่าอัปเดตระบบ ค่าบริการหลังการขาย 

  1. เลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ

ประสบการณ์: ผู้ให้บริการมีประสบการณ์ในการติดตั้ง ERP ให้กับธุรกิจประเภทเดียวกันหรือไม่ 

ความเชี่ยวชาญ: ผู้ให้บริการมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจของคุณหรือไม่ 

การสนับสนุนหลังการขาย: มีบริการให้คำปรึกษา บริการซ่อมแซม และบริการฝึกอบรมหรือไม่ 

  1. เปรียบเทียบฟังก์ชันการทำงานของ ERP

ฟังก์ชันพื้นฐาน: ครอบคลุมการจัดการลูกค้า การจัดการสต็อก การจัดการการผลิต การจัดการการเงิน 

ฟังก์ชันเพิ่มเติม: เช่น ระบบ CRM ระบบ BI ระบบ SCM 

ความสามารถในการปรับแต่ง: สามารถปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้หรือไม่ 

  1. พิจารณาความสามารถในการรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ความยืดหยุ่น: ระบบสามารถขยายขยายได้ตามการเติบโตของธุรกิจหรือไม่ 

เทคโนโลยี: ระบบรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Cloud Computing, Mobile Application หรือไม่ 

  1. ทดลองใช้งาน

ขอทดลองใช้: ขอทดลองใช้ระบบจริง เพื่อดูว่าใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของคุณหรือไม่ 

ขอคำแนะนำ: ขอคำแนะนำจากผู้ใช้งานระบบ ERP รายอื่นๆ 

  1. คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ

ความเข้ากันได้กับระบบเดิม: สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้หรือไม่ 

ความปลอดภัยของข้อมูล: มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ดีเพียงพอหรือไม่ 

การสนับสนุนจากผู้ใช้: มีชุมชนผู้ใช้ที่สามารถขอคำปรึกษาได้หรือไม่ 

จากบทความที่กล่าวมาข้างตันสรุปได้ว่าระบบ ERP ที่เหมาะกับคนทำงานของคนไทยต้องคำนึงถึง ธุรกิจของคุณให้ถ่องแท้ ตั้งงบประมาณ เลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบฟังก์ชันการทำงานของแต่ละเจ้า มองถึงการเติบโตในอนาคตว่าระบบสามารถรองรับการเติบโตไปได้ตลอดหรือไม่ จากนั้นให้มีการทำลองใช้งาน หรือขอคำแนะนำจากที่ปรึกษา เพราะระบบ ERP ส่วนมากจะไม่มีการทดลองใช้ 

แต่ถ้าท่านต้องการลดการทำงานกับขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมา เพียงเลือกระบบที่รองรับการทำงานของคนไทยได้แบบ ระบบ PlanetOne ERP ที่พัฒนามาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ รองรับระบบภาษี และดูแลธุรกิจในไทยมานานเกือบ 30 ปี

ติดต่อนัดนำเสนอระบบ 

tel. 02 271 4362 -3

Line @bridsystems

วิธีเลือกซื้อ ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจคนไทย  Read More »

โปรแกรมอีอาร์พีคืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือที่เรียกโดยย่อว่า ERP คือระบบที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการองค์กร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการจัดการในทุกภาคส่วนขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน โดยยึดหลักการตาม ERP Concept ดังนี้คือ

  1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized Database) ระบบอีอาร์พีจะมีการนำข้อมูลทั้งหมดขององค์กรมารวมศูนย์เพื่อให้พนักงานทุกคนได้เข้าถึงข้อมูลเดียวกัน
  2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce Redundancy) ) ระบบอีอาร์พีจะมีการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานต่อเนื่องโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำในกระบวนการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
  3. ตรวจสอบได้ (Traceability and Accountability) ระบบอีอาร์พีจะสามารถเก็บข้อมูลเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง
  4. แสดงข้อมูลเป็น Real Time (Real Time) ระบบอีอาร์พีจะแสดงข้อมูลที่อัปเดตและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในการดำเนินการทางธุรกิจ

โมดูลหลักในระบบอีอาร์พีจะมีทั้งหมด 8 โมดูลคือ

  1. Sales
  2. Purchase
  3. Account Payable
  4. Account Receivable
  5. General Ledger
  6. Inventory
  7. Material Requirements Planning
  8. Shop Floor Control

เมื่อองค์กรมีการวางระบบอีอาร์พีแล้วประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับมีดังนี้คือ

  • การเพิ่มประสิทธิภาพ: ระบบอีอาร์พีจะช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการต่างๆ ภายในองค์กร
  • การตัดสินใจที่ดีขึ้น: ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
  • การควบคุมต้นทุน: ระบบอีอาร์พีจะช่วยควบคุมต้นทุนต่างๆ โดยสามารถอ้างอิงจากต้นทุนที่แท้จริง
  • การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง: ระบบอีอาร์พีจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

สรุป

โปรแกรมอีอาร์พี่คือระบบที่เข้ามาบริหารจัดการองค์กร ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในทางธุรกิจขององค์กรนั่นเอง

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร Read More »

เชื่อมระบบ e-Tax Invoice ด้วยระบบ PlanetOne ERP

หลายธุรกิจกำลังให้ความสนใจกับระบบ e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่กรมสรรพากรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนในการจัดทำและจัดเก็บเอกสารทางบัญชี แล้ว e-Tax Invoice มีข้อดีข้อเสียยังไง ถ้าจะใช้บริการต้องดำเนินการอย่างไร บทความนี้มีคำตอบแบบเข้าใจง่ายอยู่ค่ะ 

ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice 

  • ลดต้นทุนการใช้กระดาษ ลดมลภาวะ 
  • ได้การทำงานที่สะดวกรวดเร็ว  
  • ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำส่งตรงถึงสรรพากร 
  • ข้อมูลถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย  

ข้อเสียของการใช้ e-Tax Invoice 

  • มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 
  • ต้องมีระบบบัญชีที่รองรับระบบภาษีของสรรพากร 

ถ้าจะใช้งานระบบ e-Tax Invoice ต้องทำอย่างไร

มี 2 วิธีหลัก ๆ ในการขอ e-Tax Invoice:

1. ระบบ e-Tax Invoice / e-Receipt:

สำหรับ: ผู้ประกอบการที่มีระบบบัญชีรองรับ 

  1. เข้าสู่ระบบ https://etax.rd.go.th/ เพื่อลงทะเบียนและยืนยันตัวตน 
  2. เชื่อมต่อระบบบัญชีของธุรกิจเข้ากับระบบ e-Tax Invoice 
  3. เมื่อทำรายการขาย ระบบจะจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และส่งให้ลูกค้าทางอีเมลโดยอัตโนมัติ 

2. e-Tax Invoice by Email:

สำหรับ: ผู้ประกอบการที่ไม่มีระบบบัญชี หรือต้องการวิธีการที่ง่ายกว่า 

  1. ยื่นคำขอ: ยื่นคำขออนุมัติผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/ 
  2. จัดทำใบกำกับภาษี: จัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบไฟล์ PDF หรือ HTML 
  3. ส่งอีเมล: ส่งอีเมลแนบใบกำกับภาษีไปยังอีเมลของลูกค้า และสำเนาไปยังอีเมลของระบบ e-Tax Invoice by Email (csemail@etax.teda.th) 

แล้วระบบ PlanetOne ERP เกี่ยวข้องกับระบบ e-Tax Invoice อย่างไร

ระบบ PlanetOne ERP คือระบบบริหารจัดการองคกรแบบครบวงจร ที่มีทั้งระบบขาย ระบบจัดซื้อ ระบบคลังสินค้า และระบบบัญชี ซึ่งเราจะเป็นเงื่อนไขแรกของผู้ประกอบการที่มีระบบบัญชี เพราะเราคือผู้ประกอบการ ERP ที่สามารถเชื่อมระบบ ERP เข้ากับผู้ให้บริการ e-Tax Invoice ได้โดยตรง 

และมีประโยชน์กับผู้ประกอบการดังนี้ 

  1. ลดขั้นตอนการทำงานได้ตั้งแต่ต้นทางของเอกสารใบกำกับภาษี 
  2. เพิ่มความแม่นยำให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง 
  3. รองรับระบบภาษีส่งข้อมูลให้สรรพากรได้ 
  4. ได้ข้อมูลเรียลไทม์ และแม่นยำ 
  5. เชื่อมโยงการทำงานได้ทั้งระบบ 
  6. ลดต้นทุนจากการทำงานที่ใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น 

ซึ่งระบบ e-Tax Invoice ที่เชื่อมกับ ระบบ planetOne ERP สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยลดขั้นตอนการแมนนวลและไม่ยุ่งยาก ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และลดภาวะสิ่งแวดล้อมจากการใช้กระดาษ ลดต้นทุนจากการใช้กระดาษและเครื่องปริ้นซ์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว 

ท่านใดสนใจระบบ PlanetOne ERP สามารถนัดนำเสนอได้ที่ 

Tel. 02 271 4362-3 

Line @bridsystems ,jane-siriwan 

เชื่อมระบบ e-Tax Invoice ด้วยระบบ PlanetOne ERP Read More »

API คืออะไร และมีความจำเป็นต่อธุรกิจมากแค่ไหน? 

API ย่อมาจาก Application Programming Interface เป็นเหมือนตัวกลางที่ช่วยให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สองโปรแกรมสามารถสื่อสารกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดภายในของกันและกัน เปรียบเสมือนเมนูอาหารในร้านอาหาร ที่ลูกค้า (โปรแกรมหนึ่ง) สั่งอาหาร (คำสั่ง) ผ่านเมนู และครัว (โปรแกรมอีกโปรแกรม) ก็จะทำตามคำสั่งนั้นๆ ไป 

ทำไม API ถึงมีความสำคัญต่อธุรกิจ?

  • เพิ่มความยืดหยุ่นและขยายธุรกิจ: API ช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นระบบภายในองค์กรหรือระบบภายนอก เช่น ระบบชำระเงิน, ระบบขนส่ง, หรือระบบโซเชียลมีเดีย ทำให้ธุรกิจสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น  
  • สร้างความร่วมมือ: API เปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ สามารถร่วมมือกันได้ โดยการแบ่งปันข้อมูลและบริการผ่าน API ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง 
  • ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า: API ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นและเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้ามากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้ API ของ Google Maps เพื่อแสดงตำแหน่งของสาขา หรือการใช้ API ของ Facebook เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว 
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: API ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนาระบบ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำ API ที่มีอยู่แล้วมาใช้งานได้เลย เช่นการเชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักรโรงงาน เพื่อส่งข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เป็นต้น 
  • สร้างรายได้: ธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการ API แก่ธุรกิจอื่นๆ หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้ประโยชน์จาก API  

API เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยช่วยให้เพิ่มความยืดหยุ่นในธุรกิจ สร้างความร่วมมือกันภายนอกองค์กร สามารถปรับปรุงประสบการณ์การทำงานของลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยังเป็นแนวทางการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

API ในระบบ PlanetOne ERP

ระบบ planetone ERP คือระบบริหารจัดการวงจรทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชันการทำมากถึง 18 โมดูลรวมไปโมดูล API ที่สามารถเชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักรได้ นอกจากนี้ยังเชื่อมข้อมูลทั้งองค์กรให้เป็นข้อมูลรวมศูนย์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

สนใจนัดนำเสนอระบบ

ติดต่อ

Office: 02 271 4362 – 3

Tel. 095 294 5693

Line @bridsystems , jane-siriwan

PlanetOne ERP ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในบัญชีบริการดิจิทัล

API คืออะไร และมีความจำเป็นต่อธุรกิจมากแค่ไหน?  Read More »

Scroll to Top