ระบบ ERP สำหรับโรงงาน

เปิดลิสต์ 7 ระบบสำหรับโรงงานที่จำเป็นต้องใช้

เปิดลิสต์ 7 ระบบสำหรับโรงงาน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในยุค Industry 4.0

เปิดลิสต์ 7 ระบบสำหรับโรงงานที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในยุค Industry 4.0


1. ระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP – Enterprise Resource Planning)

ERP คือระบบกระดูกสันหลังขององค์กร ทำหน้าที่บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของทุกแผนกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การเงิน, บัญชี, จัดซื้อ, ขาย, ไปจนถึงการบริหารสินค้าคงคลัง ข้อมูลที่ถูกรวมศูนย์จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของธุรกิจและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management), การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP – Material Requirements Planning), การบริหารบัญชีต้นทุน (Cost Accounting)
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานทุกขนาด (SMEs ถึงขนาดใหญ่) ที่ต้องการควบคุมการเงินและบัญชีให้เป็นระบบ, โรงงานที่มีกระบวนการจัดซื้อ-ขายที่ซับซ้อน

2. ระบบการจัดการและควบคุมการผลิต (MES – Manufacturing Execution System)

หาก ERP คือการวางแผนระดับบนสุด MES คือระบบที่ควบคุมและติดตามการดำเนินงาน ณ พื้นโรงงาน (Shop Floor) แบบเรียลไทม์ โดยจะเชื่อมต่อกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเก็บข้อมูลการผลิตจริง ทำให้โรงงานสามารถตรวจสอบสถานะการทำงาน, อัตราการใช้เครื่องจักร (OEE), และปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การจัดตารางการผลิต, การติดตามสถานะใบสั่งผลิต (Work Order Tracking), การเก็บข้อมูลประสิทธิภาพเครื่องจักร (Machine Utilization)
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous Manufacturing), โรงงานที่ต้องการการควบคุมคุณภาพและการติดตามประสิทธิภาพการผลิตสูง (เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อาหารและเครื่องดื่ม)

3. ระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS – Warehouse Management System)

WMS เป็นระบบที่ช่วยจัดการการเคลื่อนไหวและการจัดเก็บวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปในคลังสินค้า ตั้งแต่การรับเข้า, การจัดเก็บ, การหยิบ (Picking), ไปจนถึงการจัดส่ง ทำให้สามารถลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อก และเพิ่มความเร็วในการจัดหาวัตถุดิบเพื่อป้อนไลน์ผลิตได้อย่างแม่นยำ

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การระบุตำแหน่งสินค้าแบบละเอียด, การบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บ, ระบบ FIFO/FEFO
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานที่มี SKU (Stock Keeping Unit) จำนวนมาก, โรงงานที่มีปริมาณการเข้า-ออกของสินค้าสูง, โรงงานที่ต้องมีการบริหารจัดการวันหมดอายุของวัตถุดิบ (เช่น อุตสาหกรรมอาหาร, ยา)

4. ระบบการบำรุงรักษาเชิงรุก (CMMS/EAM – Computerized Maintenance Management System / Enterprise Asset Management)

ปัญหาเครื่องจักรขัดข้องโดยไม่คาดคิดส่งผลเสียต่อการผลิตและต้นทุนอย่างมาก CMMS/EAM คือระบบที่ช่วยวางแผนและบริหารจัดการงานบำรุงรักษาเครื่องจักรและทรัพย์สินของโรงงานทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนจากการซ่อมเมื่อพัง (Corrective Maintenance) ไปสู่ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การวางแผนตารางการซ่อมบำรุง, การจัดการอะไหล่คงคลัง, การบันทึกประวัติการซ่อมของเครื่องจักร
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานที่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง, โรงงานที่การหยุดทำงานของเครื่องจักรส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ

5. ระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบ (Quality Control System)

ระบบนี้ใช้สำหรับการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสินค้าในทุกขั้นตอนการผลิต โดยอาจรวมถึงการใช้ ระบบวิชั่น (Vision System) เพื่อตรวจสอบความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ด้วยกล้องอัจฉริยะแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดจะมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และลดการผลิตของเสีย (Scrap Rate)

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การเก็บข้อมูลคุณภาพแบบ Real-time, การวิเคราะห์สาเหตุของความบกพร่อง (Root Cause Analysis), การสร้างรายงานคุณภาพ
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานที่ต้องการความแม่นยำสูง (Zero Defect), โรงงานที่ผลิตชิ้นส่วนขนาดเล็ก, โรงงานที่มีข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด (เช่น ISO, GMP)

6. ระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS – Energy Management System)

ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของโรงงาน EMS ช่วยในการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานไฟฟ้า, น้ำ, และก๊าซ ในทุกส่วนของโรงงานอย่างละเอียด เพื่อหาจุดที่สิ้นเปลืองและแนะนำแนวทางในการปรับปรุงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การติดตามการใช้พลังงานแบบ Real-time, การแจ้งเตือนเมื่อมีการใช้พลังงานเกินเกณฑ์, การเปรียบเทียบการใช้พลังงานตามช่วงเวลา
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานที่มีการใช้พลังงานสูง (High Energy Consumption), โรงงานที่ต้องการลดต้นทุนการผลิตและมุ่งเน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

7. ระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งในโรงงาน (IIoT – Industrial Internet of Things)

IIoT ไม่ใช่ระบบเดี่ยว แต่เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงระบบทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยการติดตั้งเซนเซอร์อัจฉริยะ (Smart Sensor) เข้ากับเครื่องจักรเก่าหรือใหม่ เพื่อรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) และส่งขึ้นสู่แพลตฟอร์มคลาวด์หรือศูนย์กลางการวิเคราะห์ นี่คือรากฐานสำคัญของการเป็น Smart Factory

  • ฟังก์ชันหลักที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน: การทำนายความผิดปกติของเครื่องจักร (Predictive Maintenance), การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก, การควบคุมระยะไกล
  • เหมาะกับโรงงานประเภท: โรงงานที่ต้องการยกระดับสู่ Industry 4.0, โรงงานที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่ซับซ้อน

สรุป: การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสม

Try again without apps

เปิดลิสต์ 7 ระบบสำหรับโรงงานที่จำเป็นต้องใช้ Read More »

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ  Read More »

ระบบ ERP ที่โรงงานผลิตเลือกใช้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร 

ในยุคที่การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้นทุกวัน โรงงานผลิตจำเป็นต้องมีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็วที่สุด หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานบรรลุเป้าหมายเหล่านี้คือ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) แต่คำถามคือ “ERP ที่ดีสำหรับโรงงานผลิตควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?” บทความนี้มีคำตอบ 

1. รองรับกระบวนการผลิตได้ครบถ้วน 

ERP ที่เหมาะกับโรงงานต้องสามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่วางแผนการผลิต (Production Planning), การจัดซื้อวัตถุดิบ (Procurement), การควบคุมสต๊อก (Inventory Control), การควบคุมคุณภาพ (Quality Control), ไปจนถึงการจัดส่งสินค้า (Logistics) โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเสริมจากภายนอก 

2. ความสามารถในการปรับแต่งตามรูปแบบการผลิต 

โรงงานแต่ละแห่งอาจมีรูปแบบการผลิตต่างกัน เช่น Make to Stock, Make to Order หรือ Engineer to Order ระบบ ERP ต้องสามารถปรับแต่งหรือกำหนดกระบวนการให้เข้ากับโมเดลการผลิตของโรงงานได้อย่างยืดหยุ่น 

3. การเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time 

การมีข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารโรงงานในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลวัตถุดิบคงคลัง สถานะเครื่องจักร หรือความคืบหน้าของการผลิต ข้อมูลเหล่านี้ต้องสามารถดึงดูดและวิเคราะห์ได้ทันทีเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ 

4. รองรับการติดตามย้อนกลับ (Traceability) 

ERP ควรสามารถติดตามข้อมูลย้อนหลังได้ในทุกขั้นตอน เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ หมายเลขล็อตสินค้า หรือข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง เช่น อาหาร ยา หรือชิ้นส่วนยานยนต์ 

5. เชื่อมโยงกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ IoT 

ระบบ ERP ที่ทันสมัยควรสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องจักรหรือเซนเซอร์ในสายการผลิต (Industrial IoT) ได้ เพื่อให้ข้อมูลการผลิตไหลเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ ลดการป้อนข้อมูลด้วยมือ และช่วยตรวจสอบความผิดปกติได้เร็วขึ้น 

6. ความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและรายงาน 

การมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ ERP จะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นแนวโน้มทางธุรกิจ คอขวดในการผลิต และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Dashboard, KPI หรือรายงานวิเคราะห์แบบเจาะลึก 

7. ความง่ายในการใช้งานและฝึกอบรม 

แม้ระบบจะมีความสามารถหลากหลาย แต่ถ้าซับซ้อนเกินไปจนพนักงานใช้งานไม่สะดวก ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคได้ ERP ที่ดีควรมีหน้าจอใช้งานที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ (User-Friendly Interface) และมีคู่มือหรือระบบช่วยเหลือที่เข้าใจง่าย 

8. มีระบบความปลอดภัยของข้อมูล 

ข้อมูลการผลิตถือเป็นทรัพย์สินสำคัญของโรงงาน ERP จึงต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งในด้านการเข้าถึงข้อมูล การสำรองข้อมูล และการควบคุมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน 

สรุป 

การเลือก ERP สำหรับโรงงานผลิต ไม่ควรดูแค่ฟังก์ชันพื้นฐาน แต่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมถึงความสามารถในการรองรับกระบวนการผลิตโดยเฉพาะ ความยืดหยุ่น ความแม่นยำของข้อมูล และความง่ายในการใช้งาน การเลือก ERP ที่ตอบโจทย์จะช่วยให้โรงงานผลิตสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว 

ระบบ ERP ที่โรงงานผลิตเลือกใช้ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  Read More »

Scroll to Top