ระบบ ERP เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

ต้นทุนสูง กำไรต่ำ จากการขาดเครื่องมือสำคัญอย่าง ERP 

ต้นทุนสูง กำไรต่ำ จากการขาดเครื่องมือสำคัญอย่าง ERP 

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญ หากองค์กรไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ อาจส่งผลให้ต้นทุนสูง กำไรต่ำ และขาดโอกาสในการเติบโต หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้คือ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยบริหารทรัพยากรองค์กรให้เป็นระบบ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม 

  1. ทำไมต้นทุนสูง กำไรต่ำ จึงเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจ?

ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาต้นทุนสูง กำไรต่ำ โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น: 

การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ – การใช้เอกสารหรือโปรแกรมที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและเสียเวลา 

การควบคุมสต็อกที่ไม่ดี – สินค้าคงคลังล้นเกินหรือขาดสต็อก ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งสูง 

การจัดการต้นทุนที่ไม่มีความโปร่งใส – ไม่สามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่รู้ว่าควรลดค่าใช้จ่ายส่วนใด 

การขาดแคลนข้อมูลที่แม่นยำ – การตัดสินใจทางธุรกิจที่อิงข้อมูลผิดพลาดอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อกำไรโดยตรง 

  1. ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจต้องมี?

ERP (Enterprise Resource Planning) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการกระบวนการภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านระบบเดียวที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแผนก เช่น บัญชี การเงิน การขาย การจัดซื้อ และการบริหารสต็อก 

ประโยชน์หลักของ ERP 

ลดต้นทุนการดำเนินงาน – ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการวางแผน 

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต – ลดเวลาที่สูญเปล่าในกระบวนการทำงาน 

บริหารจัดการสต็อกได้ดีขึ้น – ป้องกันสินค้าคงคลังล้นเกินหรือขาดแคลน 

วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำ – ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ปรับตัวได้เร็วขึ้น – รองรับการเติบโตของธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของตลาด 

  1. ERP ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรได้อย่างไร?

ERP ช่วยให้ธุรกิจจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรได้ในหลายด้าน เช่น: 

ลดต้นทุนแรงงาน 

การใช้ระบบอัตโนมัติช่วยลดภาระงานที่ต้องใช้แรงงานคน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน 

ลดการสูญเสียจากสินค้าคงคลัง 

ERP สามารถช่วยติดตามและบริหารสต็อกแบบเรียลไทม์ ป้องกันสินค้าค้างสต็อกและลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม 

ลดต้นทุนด้านไอทีและซอฟต์แวร์ 

แทนที่จะใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวที่ไม่เชื่อมต่อกัน ERP รวมทุกฟังก์ชันไว้ในระบบเดียว ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน 

ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ 

ระบบ ERP ทำให้กระบวนการทำงานเป็นอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็ว และช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่สร้างมูลค่ามากขึ้น 

  1. องค์กรแบบไหนที่ควรใช้ ERP?

ERP เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะองค์กรที่มีปัญหาต่อไปนี้: 

ธุรกิจที่มีหลายแผนกและต้องการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นระบบเดียว 

ธุรกิจที่มีปัญหาเรื่องต้นทุนสูง กำไรต่ำ และต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ 

ธุรกิจที่ต้องการลดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ 

ธุรกิจที่กำลังเติบโต และต้องการเครื่องมือที่รองรับการขยายตัว 

  1. บทสรุป: ERP ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนสูง กำไรต่ำ การลงทุนในระบบ ERP อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสูญเสีย และช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง 

การใช้ ERP ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น 

หากคุณต้องการให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่ต้องนำ ERP มาใช้! 

 

ต้นทุนสูง กำไรต่ำ จากการขาดเครื่องมือสำคัญอย่าง ERP  Read More »

ระบบ ERP สู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรม (Industrial Sustainability) 

ในโลกอุตสาหกรรมปัจจุบัน ความยั่งยืน (Sustainability) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารทรัพยากร และการลดต้นทุนการผลิต ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบทความนี้ เราจะมาดูกันว่า ERP มีบทบาทอย่างไรต่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรม 

  1. ระบบ ERP คืออะไร?

ERP (Enterprise Resource Planning) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร โดยรวมเอากระบวนการหลัก ๆ ของธุรกิจ เช่น การผลิต การเงิน การบริหารคลังสินค้า และซัพพลายเชน มาอยู่ในระบบเดียว ทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ 

  1. ระบบ ERP กับความยั่งยืนในอุตสาหกรรม

ERP สามารถช่วยสนับสนุนแนวทางความยั่งยืนในอุตสาหกรรมได้หลายด้าน ดังนี้ 

2.1 การลดของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 

การบริหารคลังสินค้าแบบอัจฉริยะ – ERP สามารถช่วยให้บริษัทบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ ลดปัญหาสินค้าค้างสต็อกและของเสียที่เกิดจากการหมดอายุ  

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ – ระบบ ERP สามารถคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยลดการสูญเสียของวัตถุดิบในการผลิต 

2.2 การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

การติดตามการใช้พลังงาน – ERP สามารถช่วยตรวจสอบปริมาณการใช้พลังงานในแต่ละกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)  

การควบคุมการผลิตตามความต้องการจริง – การใช้ ERP ช่วยให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น 

2.3 การบริหารซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน 

การเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – ERP สามารถช่วยองค์กรเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน เช่น ใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้  

 การวางแผนโลจิสติกส์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – การใช้ ERP สามารถช่วยวิเคราะห์เส้นทางการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งสินค้า 

2.4 การจัดการข้อมูลและการรายงานด้านสิ่งแวดล้อม 

การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสิ่งแวดล้อม – ERP สามารถช่วยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณของเสีย การใช้พลังงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร  

การสร้างรายงานด้านความยั่งยืน – ระบบ ERP สามารถสร้างรายงานตามมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, and Governance) เพื่อให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง 

  1. ประโยชน์ของการใช้ ERP เพื่อความยั่งยืน

ลดต้นทุนการดำเนินงาน – ลดของเสีย ลดต้นทุนด้านพลังงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต  

่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม – สนับสนุนมาตรฐาน ISO 14001 และแนวทาง ESG 

สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร – แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและนักลงทุน 

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน – ธุรกิจที่มีแนวทางความยั่งยืนจะสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก 

  1. ความท้าทายในการนำ ERP มาใช้เพื่อความยั่งยืน

ต้นทุนการลงทุนที่สูง – การติดตั้งและบำรุงรักษาระบบ ERP ต้องใช้เงินลงทุนที่สูง โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก  

การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน – องค์กรต้องมีการฝึกอบรมพนักงานและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับระบบ ERP  

การบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน – ระบบ ERP ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หากไม่มีการจัดการที่ดี อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน 

สรุป 

ระบบ ERP เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน โดยช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดของเสีย ปรับปรุงการใช้พลังงาน และบริหารซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การนำ ERP มาใช้ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างดีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากธุรกิจสามารถใช้ ERP ได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และมีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 

PlanetOne ERP ระบบ ERP ของคนไทย ที่พัฒนามาสำหรับธุรกิจที่ต้องการความเติบโตอย่างยั่งยืน เหมาะกับ ธุรกิจที่ต้องการความครบวงจร และเชื่อมโยงข้อมูลภายในได้ทั้งระบบ ทำให้ผู้บริหารดูข้อมูลรายงานได้ง่าย และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบริหารให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ ERP สู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรม (Industrial Sustainability)  Read More »

แก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนด้วยระบบ HR

ญหาการคำนวณเงินเดือน เป็นเรื่องที่หลายองค์กรต้องเผชิญ ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ข้อมูลพนักงานไม่ครบถ้วน กฎหมายแรงงานเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือการคำนวณด้วยมือที่อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ระบบ HR จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และ ลดความผิดพลาด 

ทำไมต้องใช้ระบบ HR ในการคำนวณเงินเดือน?

  • ความแม่นยำสูง: ระบบ HR สามารถคำนวณเงินเดือนได้อย่างถูกต้องตามสูตรและเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณแบบแมนนวล 
  • ประหยัดเวลา: ระบบการคำนวณอัตโนมัติ ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ ทำให้ HR มีเวลาไปทำงานอื่นๆ ที่สำคัญกว่า  
  • ลดความผิดพลาด: ระบบจะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการคำนวณอย่างต่อเนื่อง 
  • รองรับการเปลี่ยนแปลง: สามารถปรับปรุงสูตรและเงื่อนไขการคำนวณได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือสวัสดิการของบริษัท 
  • สร้างความโปร่งใส: พนักงานสามารถตรวจสอบสลิปเงินเดือนของตนเองได้อย่างง่ายดาย 
  • รายงานที่ครอบคลุม: สร้างรายงานต่างๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ฟังก์ชันหลักของระบบ HR ที่ช่วยในการคำนวณเงินเดือน

  • จัดเก็บข้อมูลพนักงาน: รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเงินเดือน สิทธิประโยชน์ต่างๆ 
  • คำนวณเงินเดือน: คำนวณเงินเดือนตามสูตรที่กำหนด รวมถึงค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชั่น ภาษี หักประกันสังคม ฯลฯ 
  • สร้างสลิปเงินเดือน: สร้างสลิปเงินเดือนให้พนักงานแต่ละคน 
  • จัดการการจ่ายเงิน: เชื่อมต่อกับระบบธนาคารเพื่อทำการโอนเงินเดือน 
  • รายงาน: สร้างรายงานต่างๆ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน เพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ 

การเลือกใช้ระบบ HR

การเลือกใช้ระบบ HR นั้นขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กรและความต้องการที่แตกต่างกันไป ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ 

  • ขนาดขององค์กร: เลือกระบบที่เหมาะสมกับจำนวนพนักงาน 
  • ฟังก์ชันการทำงาน: เลือกระบบที่มีฟังก์ชันครอบคลุมความต้องการขององค์กร 
  • ความง่ายในการใช้งาน: ระบบควรใช้งานง่ายและมีอินเทอร์เฟซที่เข้าใจได้ 
  • ความปลอดภัยของข้อมูล: ข้อมูลพนักงานเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ระบบจึงต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สูง 
  • ค่าใช้จ่าย: พิจารณาถึงงบประมาณขององค์กร 

ระบบ HR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานของฝ่ายบุคคลง่ายขึ้น ลดความผิดพลาด และสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงาน หากองค์กรของคุณยังคงใช้การคำนวณเงินเดือนด้วยวิธีการเดิมๆ การนำระบบ HR มาใช้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน 

แก้ปัญหาการคำนวณเงินเดือนด้วยระบบ HR Read More »

ระบบ ERP แบบไหน ที่ผู้ประกอบการไม่ควรใช้

การเลือกใช้ระบบ ERP นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเลือกระบบที่ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรระมัดระวังในการเลือกใช้ระบบ ERP และหลีกเลี่ยงระบบที่มีลักษณะดังต่อไปนี้: 

1. ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ

  • ระบบมาตรฐานเกินไป: หากระบบ ERP ที่เลือกมาไม่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับกระบวนการทำงานเฉพาะของธุรกิจได้ อาจทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานและสูญเสียประสิทธิภาพไป 
  • ระบบขาดโมดูลสำคัญ: การขาดโมดูลที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ เช่น การจัดการคลังสินค้า การผลิต หรือการเงิน อาจทำให้ต้องใช้ระบบอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งอาจเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อและเพิ่มต้นทุน 
  • ระบบไม่รองรับการเติบโต: หากธุรกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอนาคต การเลือกใช้ระบบที่ไม่สามารถรองรับการเติบโตได้ อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบใหม่ในภายหลัง 

2. ระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อ: ราคาของระบบ ERP นั้นค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงงบประมาณที่มีอยู่และเลือกระบบที่คุ้มค่ากับราคา 
  • ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง: นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อระบบแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง การปรับแต่ง และการอบรมพนักงาน ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเพิ่มเติม 
  • ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา: ระบบ ERP จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาและอัปเดตซอฟต์แวร์อยู่เสมอ ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาวด้วย 

3. ระบบที่มีความซับซ้อนเกินไป

  • ยากต่อการใช้งาน: หากระบบมีความซับซ้อนเกินไป พนักงานอาจใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวนาน ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ง่าย 
  • การบำรุงรักษาที่ยากลำบาก: ระบบที่ซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลและบำรุงรักษา ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงาน  และไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา: ระบบที่ซับซ้อนมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางเทคนิคได้มากกว่าระบบที่เรียบง่าย 

4. ระบบที่ไม่มีการสนับสนุนจากผู้พัฒนา

  • การแก้ไขปัญหาที่ล่าช้า: หากระบบเกิดปัญหา ผู้พัฒนาอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก 
  • การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ไม่สม่ำเสมอ: การไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำ อาจทำให้ระบบล้าสมัยและไม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ 

5. ระบบที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ

  • ผู้พัฒนามีประสบการณ์น้อย: ผู้ประกอบการควรเลือกใช้ระบบจากผู้พัฒนาที่มีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือ 
  • ไม่มีลูกค้ารายอื่นที่ใช้งาน: การไม่มีลูกค้ารายอื่นที่ใช้งานระบบเดียวกัน อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ 

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP: 

  • ขนาดและลักษณะของธุรกิจ: เลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและลักษณะของธุรกิจ 
  • งบประมาณ: กำหนดงบประมาณที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในระบบ ERP 
  • ความต้องการของผู้ใช้งาน: พิจารณาความต้องการของผู้ใช้งานภายในองค์กร 
  • การสนับสนุนจากผู้พัฒนา: เลือกผู้พัฒนาที่มีการสนับสนุนที่ดีและมีประสบการณ์ 
  • การเปรียบเทียบกับระบบอื่นๆ: เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของระบบต่างๆ ก่อนตัดสินใจ 

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับธุรกิจ การหลีกเลี่ยงระบบที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ มีค่าใช้จ่ายสูง มีความซับซ้อน และไม่มีความน่าเชื่อถือ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน 

ระบบ ERP แบบไหน ที่ผู้ประกอบการไม่ควรใช้ Read More »

จัดการระบบภาษีด้วย ERP ช่วยให้จัดการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร คือระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยบูรณาการกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ภายในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในฟังก์ชันที่สำคัญของ ERP คือการ จัดการระบบภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องให้ความสำคัญ 

ทำไมต้องใช้ ERP ไทยจัดการระบบภาษี?

  • ความแม่นยำสูง: ERP ช่วยลดความผิดพลาดในการคำนวณภาษี เนื่องจากระบบจะทำการคำนวณอัตโนมัติตามข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ 
  • ประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลากับการคำนวณภาษีด้วยตนเองอีกต่อไป ระบบจะทำการคำนวณและจัดทำรายงานภาษีให้โดยอัตโนมัติ 
  • ลดความยุ่งยาก: การจัดการเอกสารภาษีต่างๆ จะเป็นไปอย่างเป็นระบบ ทำให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว 
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย: ERP จะช่วยให้ธุรกิจของคุณปฏิบัติตามกฎหมายภาษีได้อย่างถูกต้องและทันสมัย 
  • วิเคราะห์ข้อมูล: ระบบ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและภาษีได้อย่างละเอียด ทำให้คุณสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • รองรับระบบภาษีไทย : ระบบ ERP ไทยรองรับระบบภาษีของคนไทยที่มีความซับซ้อนโดยไม่ต้องปรับระบบใหม่ หรือเสียเงินในการปรับแต่ง 

ERP ช่วยในการจัดการภาษีได้อย่างไรบ้าง?

  • การออกใบกำกับภาษี: ERP สามารถออกใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย 
  • การคำนวณภาษี: ระบบจะทำการคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีหัก ณ ที่จ่าย อัตโนมัติ 
  • การจัดทำรายงานภาษี: ERP สามารถจัดทำรายงานภาษีต่างๆ เช่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.50 เป็นต้น 
  • การเชื่อมต่อกับระบบภาษีออนไลน์: บางระบบ ERP สามารถเชื่อมต่อกับระบบภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากรได้โดยตรง ทำให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว 
  • การวางแผนภาษี: ข้อมูลที่ได้จาก ERP สามารถนำมาวิเคราะห์และวางแผนภาษีเพื่อลดภาระทางภาษีได้ 

การเลือกใช้ ERP สำหรับธุรกิจของคุณ

  • ในการเลือกใช้ ERP สำหรับธุรกิจของคุณ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้: 

    • ขนาดของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดเล็กอาจต้องการระบบ ERP ที่มีความซับซ้อนน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ 
    • อุตสาหกรรม: แต่ละอุตสาหกรรมจะมีความต้องการในการจัดการภาษีที่แตกต่างกัน 
    • งบประมาณ: ราคาของระบบ ERP จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับฟังก์ชันและขนาดของระบบ 
    • ความสามารถในการปรับแต่ง: ควรเลือกระบบที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับกระบวนการทำงานของธุรกิจของคุณได้ 

การใช้ ERP เพื่อจัดการระบบภาษีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความผิดพลาดในการคำนวณภาษี ระบบ ERP จะช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

จัดการระบบภาษีด้วย ERP ช่วยให้จัดการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ Read More »

ระบบ ERP ดีกว่าระบบบัญชีอย่างไร?

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และระบบบัญชีทั่วไปต่างก็เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจ แต่มีขอบเขตและความสามารถที่แตกต่างกันไป การเลือกใช้ระบบใดขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจของคุณ 

ระบบ ERP: 

  • ครอบคลุมกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมด: ไม่เพียงแต่จัดการงานบัญชี แต่ยังครอบคลุมกระบวนการอื่นๆ เช่น การจัดซื้อ การผลิต การขาย การจัดเก็บสินค้า ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกันและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบัน: ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบันเสมอ สามารถนำไปวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว 
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ: สามารถปรับเปลี่ยนและขยายระบบได้ตามความต้องการของธุรกิจที่เติบโต 
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก: สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงธุรกิจ 

ระบบบัญชีทั่วไป: 

  • เน้นเฉพาะงานบัญชี: จัดการงานบัญชีได้อย่างครบถ้วน เช่น การบันทึกบัญชี การทำงบการเงิน 
  • ใช้งานง่าย: มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง 
  • ต้นทุนต่ำกว่า: มีราคาที่ถูกกว่าระบบ ERP 

เมื่อใดควรเลือกใช้ระบบ ERP: 

  • ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อน 
  • ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน 
  • ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเพื่อการตัดสินใจ 
  • ต้องการระบบที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ 

เมื่อใดควรเลือกใช้ระบบบัญชีทั่วไป: 

  • ธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีความต้องการในการจัดการบัญชีที่ไม่ซับซ้อน 
  • มีงบประมาณจำกัด 

สรุป: 

ระบบ ERP เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่ระบบบัญชีทั่วไปเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีความต้องการในการจัดการบัญชีที่เรียบง่าย การเลือกใช้ระบบใดควรพิจารณาจากขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจของคุณ 

 

ระบบ ERP ดีกว่าระบบบัญชีอย่างไร? Read More »

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง? 

ERP ไทย หลายท่านมักคิดว่าจะมีราคาที่ถูกและสามารถทำงานได้เยอะกว่าระบบ ERP จากต่างประเทศ ที่มีราคาแพงซึ่งหากจะมีการปรับระบบเพื่อให้ทำงานได้ตามต้องการขององค์กรก็จะมีราคาที่สูงขึ้นตามความต้องการ 

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม? 

ต้องแจ้งตามตรงว่าระบบ ERP ก็มีระดับและขนาดที่แตกต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่ระบบ ERP ของคนไทยที่มีทั้งระบบ ERP ขนาดเล็ก และระบบ ERP ขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะนำมาเปรียบเทียบราคาระบบ ERP จากต่างประเทศก็จะต้องนำระบบ ERP ขนาดใหญ่ของคนไทยมาเทียบราคาและฟังก์ชันการทำงานว่ามีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน ในระยะ 10 ปี ค่าใช้จ่ายแต่ละระบบมีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และฟังก์ชันการทำงานเจ้าไหนตอบโจทย์มากที่สุด  

ERP ขนาดเล็ก และ ERP ขนาดใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร 

ขนาดของระบบ ERP ไม่ได้วัดกันที่ขนาดไฟล์ หรือ ความหนักของเครื่อง แต่วัดกันที่ความละเอียดและความซับซ้อนของระบบการทำงาน เช่น รายละเอียดรายงานถ้าเป็นระบบขนาดเล็กอาจจะแสดงข้อมูลได้น้อย มีข้อจำกัดในการแสดงรายงาน และข้อมูลที่แสดง และไม่สามารถเลือกข้อมูลที่จะแสดงได้ และระบบขนาดเล็กมีความซับซ้อนในการทำงานน้อยกว่าระบบขนาดใหญ่ แต่หน้าตาระบบจะมีความใช้ง่ายกว่าระบบขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน ระบบ ERP ขนาดใหญ่ จะใช้งานยากกว่า และหน้าตาระบบจะมีความซับซ้อนอันเนื่องมาจากมีข้อมูลในการทำงานมากกว่าระบบ ERP ขนาดเล็ก 

แต่ถึงอย่างไร ระบบ ERP ขนาดใหญ่ก็คุ้มค่ามากกว่าระบบ ERP ขนาดเล็ก เพราะ ฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุม และการเปลี่ยนระบบใหม่นั้นเหนื่อยมาก ๆ นอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย 

ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง? 

  • เลือกระบบ ERP ที่ครอบคลุมกับการทำงานทั้งหมด 
  • ระบบ ERP ต้องมีการพัฒนามาไม่ต่ำกว่า 10 ปี  
  • ดูรีวิวจากผู้ใช้จริง ที่ธุรกิจสอดคล้องกับธุรกิจของเรา 
  • บริการหลังบ้าน ที่พร้อมดูแล 
  • ระบบรองรับภาษีไทย เพื่อไม่เสียเงินและเวลาปรับระบบเยอะ 

ERP ไทยราคาถูกจริงไหม ถ้าจะเลือกระบบที่ใช้งานระยะยาวควรเลือกยังไง?  Read More »

ทำไมธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึงต้องมี ERP 

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร เป็นระบบที่บริหารจัดการข้อมูลและกระบวนการทำงานต่างๆ ภายในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การจัดการสินค้าคงคลัง การผลิต การเงิน บัญชี ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรบุคคล 

เหตุผลที่ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือระดับ Enterprise เลือกใช้ระบบ ERP 

  •  ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน มีหลายแผนก หลายสาขา และมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก การใช้ ERP ช่วยให้สามารถบูรณาการข้อมูลและกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยิ่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ องค์กรขนาดใหญ่กับยิ่งต้องการความรวดเร็วในการเรียกข้อมูลมากเท่านั้น ระบบ ERP จึงเป็นส่วนสำคัญที่มาช่วยทำให้ความซับซ้อนนั้นรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และส่งผลให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น 
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: ERP ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาด และเพิ่มความเร็วในการทำงาน ทำให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 
  • การตัดสินใจที่แม่นยำ: ERP รวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจมาไว้ในที่เดียว ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • การควบคุมต้นทุน: ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ต้นทุนการผลิต ต้นทุนสินค้าคงคลัง และต้นทุนการดำเนินงาน 
  • การเติบโตของธุรกิจ: ERP สามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนและขยายระบบได้ตามความต้องการของธุรกิจ 
  • การแข่งขัน: ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก ธุรกิจที่ไม่มีระบบ ERP อาจเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

 

สรุปแล้ว ERP เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะช่วยให้ธุรกิจสามารถ

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มการตัดสินใจในธุรกิจให้แม่นยำมากขึ้น ช่วยควบต้นทุน รองรับการเติบโตของธุรกิจ เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันในตลาดที่สูงมากขึ้น

ทำไมธุรกิจยักษ์ใหญ่ถึงต้องมี ERP  Read More »

ค่าใช้จ่าย ERP ระหว่างซื้อขาดกับ สมาชิกรายปี แบบไหนดีกว่ากัน

การเลือกซื้อระบบ ERP เป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว การตัดสินใจเลือกซื้อแบบซื้อขาดหรือสมาชิกรายปี จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของธุรกิจ 

ซึ่งทางผู้เขียนก็จะมีข้อเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของค่าใช้จ่ายทั้ง 2 รูปแบบเพื่อเป็นตัวเลือกประกอบการตัดสินใจ ซึ่งรายละเอียดดังนี้ 

ราคา ERP แบบการซื้อขาด  

ข้อดี:  

  • ค่าใช้จ่ายระยะยาวประหยัดกว่าแบบสมาชิกหลายเท่า เพราะเป็นการจ่ายครั้งเดียว หลังจากนั้นจะเป็นการจ่ายค่าสัญยาบริการ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า 
  • ความปลอดภัยสูงเพราะใช้ระบบภายใน เช่น เซอร์เวอร์ของตัวเอง 

ข้อเสีย:  

  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการติดตั้งระบบจำนวนมาก 
  • ค่าบำรุงรักษาต้องมีทีม IT ดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง 
  • การอัปเดต ต้องลงทุนในการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นระยะ 

การสมัครสมาชิกรายปี (Subscription) 

  • ข้อดี:  
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ ไม่ต้องลงทุนกับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จำนวนมาก 
  • การอัปเดต ได้รับการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ 
  • ความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนจำนวนผู้ใช้งานได้ตามความต้องการ 
  • ข้อเสีย:  
  • ค่าใช้จ่ายระยะยาว อาจสูงกว่าแบบซื้อขาดหากใช้งานระบบไปนานๆ 
  • การพึ่งพาผู้ให้บริการ ต้องพึ่งพาผู้ให้บริการในการดูแลระบบ 
  • ความเสี่ยง หากผู้ให้บริการเลิกให้บริการ อาจส่งผลกระทบต่อการใช้งานระบบ 

เลือกแบบไหนดี? 

การเลือกซื้อแบบใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น 

  • ขนาดของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเหมาะกับการซื้อขาด เพื่อควบคุมระบบได้อย่างเต็มที่ แต่ธุรกิจขนาดเล็กอาจเหมาะกับการสมัครสมาชิกรายปี เพื่อลดต้นทุนเริ่มต้น 
  • งบประมาณ: พิจารณางบประมาณที่มีอยู่และค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว 
  • ความต้องการในการปรับแต่ง: หากต้องการปรับแต่งระบบให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจมากที่สุด การซื้อขาดอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า 
  • ความสำคัญของข้อมูล: หากข้อมูลมีความสำคัญสูง การซื้อขาดจะช่วยให้คุณควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลได้ดีกว่า 
  • ทรัพยากรด้าน IT: หากมีทีม IT ที่มีความสามารถในการดูแลระบบ การซื้อขาดก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ 

สรุป 

ทั้งการซื้อขาดและการสมัครสมาชิกรายปีมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกแบบใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อระบบ ERP ได้อย่างเหมาะสม 

 

ค่าใช้จ่าย ERP ระหว่างซื้อขาดกับ สมาชิกรายปี แบบไหนดีกว่ากัน Read More »

การนำ ERP มาใช้ในโรงงาน ช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร 

ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร เป็นเครื่องมือสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรจัดการกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงงานอุตสาหกรรม การนำ ERP มาใช้จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมและบริหารจัดการกระบวนการผลิต การจัดการคลังสินค้า การบริหารทรัพยากรบุคคล และการเงินได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น 

ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการนำ ERP มาใช้ในโรงงาน

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต:  

  • วางแผนการผลิต: สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำตามความต้องการของลูกค้าและทรัพยากรที่มีอยู่ 
  • ควบคุมคุณภาพ: ติดตามและควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ตลอดกระบวนการผลิต 
  • ลดต้นทุน: ลดต้นทุนการผลิตที่ไม่จำเป็น เช่น การผลิตสินค้าเกินความจำเป็น หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ 

จัดการคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ:  

  • ติดตามสินค้าคงคลัง: รู้จำนวนสินค้าคงคลังที่แน่นอนในทุกขณะ 
  • ลดความผิดพลาด: ลดความผิดพลาดในการจัดเก็บและการนำสินค้าเข้า-ออกคลัง 
  • เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล: ข้อมูลสินค้าคงคลังถูกต้องและเป็นปัจจุบัน 

บริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ:  

  • ติดตามเวลาทำงาน: ติดตามเวลาทำงานของพนักงานแต่ละคน 
  • คำนวณค่าจ้าง: คำนวณค่าจ้างและสวัสดิการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 
  • วางแผนกำลังคน: วางแผนกำลังคนให้เหมาะสมกับปริมาณงาน 

การเงินและบัญชี:  

  • จัดการต้นทุน: ติดตามและวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างรายงานทางการเงิน: สร้างรายงานทางการเงินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 
  • วางแผนงบประมาณ: วางแผนงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น:  

  • ข้อมูลที่ครบถ้วน: มีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบันในการตัดสินใจ 
  • วิเคราะห์ข้อมูล: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาแนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจ 
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน: ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

สรุป 

การนำ ERP มาใช้ในโรงงานจะช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณ ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

การนำ ERP มาใช้ในโรงงาน ช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร  Read More »

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้มากแค่ไหน? 

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างไร? 

วางแผนแม่นยำ: ERP ช่วยให้วางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ โดยพิจารณาจากอุปสงค์ของตลาด วัตถุดิบที่มีอยู่ และกำลังการผลิตของเครื่องจักร ทำให้ลดความสูญเปล่าจากการผลิตเกินความต้องการ หรือขาดแคลนวัตถุดิบ 

จัดการสินค้าคงคลัง: ERP ช่วยให้ควบคุมระดับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจทำให้การผลิตหยุดชะงัก และลดต้นทุนที่เกิดจากการเก็บสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น 

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ERP ช่วยติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตรวจพบจุดอ่อนและปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต 

บูรณาการข้อมูล: ERP ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจเข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มกำลังการผลิต 

ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนจะได้รับประโยชน์จาก ERP มากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก แต่ ERP ก็ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตได้อย่างมั่งคั่งและมั่นคง

การเลือกใช้ระบบ ERP: ระบบ ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากที่สุด เช่นรูปแบบการทำงาน หรือ ฟังก์ชันที่ครอบคุมธุรกิจ

การนำระบบไปใช้งาน: การฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งานระบบ ERP อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ส่งผลให้พนักงานมีความรู้ ความแม่นยำในการใช้ ERP

ปัจจัยภายนอก: ปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการแข่งขันจากคู่แข่ง ก็มีผลต่อกำลังการผลิตเช่นกัน รวมไปถึงสินค้าแต่ละเวนเดอร์ก็ส่งผลให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้ 

ERP ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้มากแค่ไหน?  Read More »

ระบบ ERP ช่วยส่งภาษีให้กรมสรรพากรได้อย่างไร?

ระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planning นั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการจัดการข้อมูลและกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงการจัดการภาษีด้วย โดยระบบ ERP จะช่วยให้การส่งภาษีให้กรมสรรพากรเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วขึ้นได้อย่างไร  

  1. รวบรวมข้อมูลภาษีครบถ้วน
  • บันทึกข้อมูลภาษีซื้อ ภาษีขาย: ระบบ ERP จะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายจากทุกธุรกรรมทางการเงิน ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลภาษีได้อย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน 
  • เชื่อมโยงกับเอกสารหลักฐาน: ระบบ ERP จะเชื่อมโยงข้อมูลภาษีเข้ากับเอกสารหลักฐานต่างๆ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด 
  • คำนวณภาษีอัตโนมัติ: ระบบ ERP สามารถคำนวณภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตามอัตราภาษีที่กำหนด 
  1. สร้างรายงานภาษีได้หลากหลายรูปแบบ
  • รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย: ระบบ ERP สามารถสร้างรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการยื่นภาษีกับกรมสรรพากร 
  • รายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย: สำหรับธุรกิจที่มีการจ่ายเงินให้กับบุคคลภายนอก ระบบ ERP จะสร้างรายงานภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อนำส่งกรมสรรพากร 
  • รายงานภาษีอื่นๆ: ระบบ ERP ยังสามารถสร้างรายงานภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น 
  1. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลภาษี
  • ตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณ: ระบบ ERP จะมีกลไกในการตรวจสอบความถูกต้องของการคำนวณภาษี เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี 
  • ตรวจสอบความสอดคล้องกับกฎหมายภาษี: ระบบ ERP จะถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลภาษีที่นำไปยื่นนั้นถูกต้องตามกฎหมาย 
  1. ยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • เชื่อมต่อกับระบบ e-Filing: ระบบ ERP บางตัวสามารถเชื่อมต่อกับระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้โดยตรง ทำให้สามารถยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว 
  • ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน: การยื่นภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนและลดเวลาในการทำงาน 
  1. การวางแผนภาษี
  • วิเคราะห์ข้อมูลภาษี: ระบบ ERP ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาษีในอดีต เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนภาษีในอนาคต 
  • ลดภาระภาษี: การวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจสามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
  1. สรุป 

    ระบบ ERP จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการเรื่องภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ส่งภาษีให้กับกรมสรรพากรโดยไม่เสียเวลาในการปิดงบบัญชี

ระบบ ERP ช่วยส่งภาษีให้กรมสรรพากรได้อย่างไร? Read More »

ระบบ PlanetOne ERP ที่โรงงานไทยต้องเลือก  

ระบบ PlanetOne ERP หรือก็คือ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานสามารถบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้โรงงานสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน    

ทำไมโรงงานในไทยจึงควรใช้ระบบ ERP?

  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ช่วยวางแผนการผลิต ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร 
  • บริหารจัดการคลังสินค้า: ควบคุมปริมาณสินค้าคงคลัง ลดต้นทุนการจัดเก็บ และป้องกันการขาดแคลนวัตถุดิบ 
  • จัดการข้อมูลลูกค้า: เก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์พฤติกรรม และปรับปรุงการบริการลูกค้า 
  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน: อัตโนมัติกระบวนการทำงาน ลดการใช้เอกสาร และลดข้อผิดพลาด 
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ: ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและขยายระบบตามความต้องการของธุรกิจ 

ระบบ ERP สำหรับโรงงานในไทยมีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันมีระบบ ERP ให้เลือกใช้มากมายในประเทศไทย ซึ่งแต่ละระบบก็มีจุดเด่นและเหมาะสมกับโรงงานประเภทต่างๆ กัน ตัวอย่างเช่น 

  • ระบบ ERP ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย: มักจะมีความเข้าใจในบริบทของธุรกิจในประเทศไทยเป็นอย่างดี สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของโรงงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นระบบ PlanetOne ERP ที่มีผู้ประกอบการเป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมใช้บริการเพราะระบบมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับการทำงานได้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ 
  • ระบบ ERP จากต่างประเทศ: มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและฟังก์ชันที่ครอบคลุม แต่ค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้งานอาจสูงกว่า และยังมีปัยหาในเรื่องระบบภาษีที่ต้องมาปรับเพิ่มเพื่อให้สามารถรองรับระบบภาษีของคนไทย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าระบบไทย 2-10 เท่า เมื่อเทียบกับระบบขนาดเดียวกัน 

ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ระบบ ERP

  • ขนาดและประเภทของโรงงาน: โรงงานขนาดเล็กอาจต้องการระบบที่ใช้งานง่ายและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ต้องการระบบที่มีฟังก์ชันที่ครอบคลุมและสามารถรองรับการทำงานที่ซับซ้อนได้ 
  • งบประมาณ: ราคาของระบบ ERP แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ ฟังก์ชันที่ต้องการ และผู้พัฒนา 
  • ความต้องการเฉพาะ: โรงงานแต่ละแห่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น การผลิตสินค้าประเภทใด การจัดการคลังสินค้าแบบใด หรือการบริหารจัดการลูกค้าแบบใด 
  • การสนับสนุนจากผู้พัฒนา: ผู้พัฒนาควรมีทีมงานที่พร้อมให้บริการหลังการขายและช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา 

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับโรงงานในประเทศไทย ระบบ ERP ที่ดีจะช่วยให้โรงงานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว 

ระบบ PlanetOne ERP เป็นระบบ ERP ที่พัฒนาโดยคนไทยเชี่ยวชาญธุรกิจที่มีอุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ระบบมีความยืดหยุ่นสูง และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ ERP พร้อมให้คำปรึกษาก่อนวางระบบ

ติดต่อ 02 271 4362-3 หรือ 095 294 5693 คุณเจน

ระบบ PlanetOne ERP ที่โรงงานไทยต้องเลือก   Read More »

ERP ขนาดใหญ่ดีกว่า ERP ขนาดเล็กยังไง 

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ในปัจจุบันมีผู้พัฒนาระบบ ERP มากมายเพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจให้กับองค์กร ซึ่งระบบ ERP นอกจากระบบใหญ่ๆ ที่เรารู้จักแล้วก็มีระบบ ERP ขนาดเล็กที่ราคาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับระบบ ERP ขนาดใหญ่  

แล้วระบบ ERP ขนาดเล็กแตกต่างจากระบบ ERP ขนาดใหญ่ยังไงบ้าง

ERP ขนาดใหญ่ (Enterprise Resource Planning) 

ข้อดี:  

  • ครอบคลุมทุกกระบวนการ: สามารถรองรับการทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่การวางแผน การผลิต การจัดการคลังสินค้า การขาย การเงิน และบัญชี 
  • ปรับแต่งได้สูง: สามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับความต้องการของธุรกิจได้อย่างละเอียด 
  • รองรับการเติบโต: สามารถขยายระบบได้ตามขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น 
  • มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย: มาพร้อมกับฟังก์ชันขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการรวมระบบกับเทคโนโลยีอื่นๆ 

ข้อเสีย:  

  • ราคาสูง: มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูง ทั้งค่าซอฟต์แวร์ ค่าฮาร์ดแวร์ และค่าบริการติดตั้ง 
  • ซับซ้อนในการใช้งาน: ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวค่อนข้างนาน 
  • ต้องใช้ทรัพยากรมาก: ต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลและบริหารจัดการระบบ 
  • ระยะเวลาในการนำไปใช้งานนาน: การติดตั้งและปรับใช้ระบบอาจใช้เวลานาน 

ERP ขนาดเล็ก (Small Business ERP) 

ข้อดี:  

  • ราคาถูกกว่า: มีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ต่ำกว่า ERP ขนาดใหญ่ 
  • ใช้งานง่าย: มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP 
  • ปรับใช้ได้รวดเร็ว: สามารถติดตั้งและใช้งานได้อย่างรวดเร็ว 
  • ครอบคลุมพื้นฐาน: รองรับฟังก์ชันการทำงานที่จำเป็นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การจัดการลูกค้า การจัดการสต็อก และการจัดการบัญชี 

ข้อเสีย:  

  • ความสามารถในการปรับแต่งจำกัด: ไม่สามารถปรับแต่งระบบได้มากเท่ากับ ERP ขนาดใหญ่ 
  • รองรับผู้ใช้งานจำนวนจำกัด: เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีขนาดเล็กและจำนวนพนักงานไม่มาก 
  • อาจขาดฟังก์ชันขั้นสูง: อาจไม่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 

แล้วเลือก ERP แบบไหนถึงจะดี?

การเลือก ERP ที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น 

  • ขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ควรเลือกใช้ ERP ขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการในการทำงานที่หลากหลาย ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กอาจเลือกใช้ ERP ขนาดเล็กเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 
  • งบประมาณ: ERP ขนาดใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่สูงกว่า ERP ขนาดเล็ก ดังนั้นควรพิจารณางบประมาณที่มีอยู่ 
  • ความต้องการในการใช้งาน: ควรพิจารณาว่าต้องการฟังก์ชันการทำงานอะไรบ้าง ERP แต่ละระบบจะมีฟังก์ชันที่แตกต่างกันออกไป 
  • การเติบโตในอนาคต: หากธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเติบโตในอนาคต ควรเลือก ERP ที่สามารถขยายระบบได้ 

ระบบ ERP ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้ระบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพของธุรกิจแต่ละแห่ง หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกใช้ระบบใด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำ 

ERP ขนาดใหญ่ดีกว่า ERP ขนาดเล็กยังไง  Read More »

วิธีเลือกซื้อ ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจคนไทย 

การเลือกซื้อระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ไม่ใช่แค่เลือกเพราะแค่ราคาดีที่สุด หรือเลือกเพราะเป็นระบบที่มีชื่อเสียง เพราะการทำงานของคนไทยที่แต่ละองค์กรก็มีลักษณะการทำงานเฉพาะในแบบของตัวเอง

และบางบริษัทก็มีวิธีการทำงานที่ไม่เป็นสากล ทำให้แค่ระบบบัญชีทั่วไปก็ไม่ตอบโจทย์การทำงานมากพอ ซึ่งหากจะเลือกระบบ ERP ที่เหมาะกับคนไทยควรคำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้ 

  1. ทำความเข้าใจธุรกิจของคุณก่อน

ระบุปัญหา: ปัญหาที่คุณต้องการแก้ไขด้วย ERP คืออะไร? เช่น การจัดการสต็อกไม่แม่นยำ การวางแผนการผลิตไม่ตรงเวลา

การบริหารต้นทุนไม่ดี 

กำหนดเป้าหมาย: คุณต้องการให้ ERP ช่วยอะไรบ้าง? เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 

วิเคราะห์กระบวนการทำงาน: วิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานในแต่ละส่วนของธุรกิจ เพื่อให้ทราบว่า ERP จะเข้ามาช่วยปรับปรุงส่วนใดได้บ้าง 

  1. กำหนดงบประมาณ

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น: รวมถึงค่าซื้อระบบ ค่าติดตั้ง ค่าอบรมพนักงาน 

ค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง: ค่าบำรุงรักษา ค่าอัปเดตระบบ ค่าบริการหลังการขาย 

  1. เลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ

ประสบการณ์: ผู้ให้บริการมีประสบการณ์ในการติดตั้ง ERP ให้กับธุรกิจประเภทเดียวกันหรือไม่ 

ความเชี่ยวชาญ: ผู้ให้บริการมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจของคุณหรือไม่ 

การสนับสนุนหลังการขาย: มีบริการให้คำปรึกษา บริการซ่อมแซม และบริการฝึกอบรมหรือไม่ 

  1. เปรียบเทียบฟังก์ชันการทำงานของ ERP

ฟังก์ชันพื้นฐาน: ครอบคลุมการจัดการลูกค้า การจัดการสต็อก การจัดการการผลิต การจัดการการเงิน 

ฟังก์ชันเพิ่มเติม: เช่น ระบบ CRM ระบบ BI ระบบ SCM 

ความสามารถในการปรับแต่ง: สามารถปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้หรือไม่ 

  1. พิจารณาความสามารถในการรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ความยืดหยุ่น: ระบบสามารถขยายขยายได้ตามการเติบโตของธุรกิจหรือไม่ 

เทคโนโลยี: ระบบรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Cloud Computing, Mobile Application หรือไม่ 

  1. ทดลองใช้งาน

ขอทดลองใช้: ขอทดลองใช้ระบบจริง เพื่อดูว่าใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของคุณหรือไม่ 

ขอคำแนะนำ: ขอคำแนะนำจากผู้ใช้งานระบบ ERP รายอื่นๆ 

  1. คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ

ความเข้ากันได้กับระบบเดิม: สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้หรือไม่ 

ความปลอดภัยของข้อมูล: มีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ดีเพียงพอหรือไม่ 

การสนับสนุนจากผู้ใช้: มีชุมชนผู้ใช้ที่สามารถขอคำปรึกษาได้หรือไม่ 

จากบทความที่กล่าวมาข้างตันสรุปได้ว่าระบบ ERP ที่เหมาะกับคนทำงานของคนไทยต้องคำนึงถึง ธุรกิจของคุณให้ถ่องแท้ ตั้งงบประมาณ เลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบฟังก์ชันการทำงานของแต่ละเจ้า มองถึงการเติบโตในอนาคตว่าระบบสามารถรองรับการเติบโตไปได้ตลอดหรือไม่ จากนั้นให้มีการทำลองใช้งาน หรือขอคำแนะนำจากที่ปรึกษา เพราะระบบ ERP ส่วนมากจะไม่มีการทดลองใช้ 

แต่ถ้าท่านต้องการลดการทำงานกับขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมา เพียงเลือกระบบที่รองรับการทำงานของคนไทยได้แบบ ระบบ PlanetOne ERP ที่พัฒนามาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ รองรับระบบภาษี และดูแลธุรกิจในไทยมานานเกือบ 30 ปี

ติดต่อนัดนำเสนอระบบ 

tel. 02 271 4362 -3

Line @bridsystems

วิธีเลือกซื้อ ERP ให้ตอบโจทย์ธุรกิจคนไทย  Read More »

โปรแกรมอีอาร์พีคืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร

โปรแกรมอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือที่เรียกโดยย่อว่า ERP คือระบบที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการองค์กร ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงการจัดการในทุกภาคส่วนขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน โดยยึดหลักการตาม ERP Concept ดังนี้คือ

  1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized Database) ระบบอีอาร์พีจะมีการนำข้อมูลทั้งหมดขององค์กรมารวมศูนย์เพื่อให้พนักงานทุกคนได้เข้าถึงข้อมูลเดียวกัน
  2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce Redundancy) ) ระบบอีอาร์พีจะมีการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานต่อเนื่องโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำในกระบวนการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
  3. ตรวจสอบได้ (Traceability and Accountability) ระบบอีอาร์พีจะสามารถเก็บข้อมูลเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง
  4. แสดงข้อมูลเป็น Real Time (Real Time) ระบบอีอาร์พีจะแสดงข้อมูลที่อัปเดตและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในการดำเนินการทางธุรกิจ

โมดูลหลักในระบบอีอาร์พีจะมีทั้งหมด 8 โมดูลคือ

  1. Sales
  2. Purchase
  3. Account Payable
  4. Account Receivable
  5. General Ledger
  6. Inventory
  7. Material Requirements Planning
  8. Shop Floor Control

เมื่อองค์กรมีการวางระบบอีอาร์พีแล้วประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับมีดังนี้คือ

  • การเพิ่มประสิทธิภาพ: ระบบอีอาร์พีจะช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินการต่างๆ ภายในองค์กร
  • การตัดสินใจที่ดีขึ้น: ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
  • การควบคุมต้นทุน: ระบบอีอาร์พีจะช่วยควบคุมต้นทุนต่างๆ โดยสามารถอ้างอิงจากต้นทุนที่แท้จริง
  • การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง: ระบบอีอาร์พีจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

สรุป

โปรแกรมอีอาร์พี่คือระบบที่เข้ามาบริหารจัดการองค์กร ให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเชื่อมโยงกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในทางธุรกิจขององค์กรนั่นเอง

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

โปรแกรมอีอาร์พี (ERP) คืออะไร Read More »

เชื่อมระบบ e-Tax Invoice ด้วยระบบ PlanetOne ERP

หลายธุรกิจกำลังให้ความสนใจกับระบบ e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่กรมสรรพากรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนในการจัดทำและจัดเก็บเอกสารทางบัญชี แล้ว e-Tax Invoice มีข้อดีข้อเสียยังไง ถ้าจะใช้บริการต้องดำเนินการอย่างไร บทความนี้มีคำตอบแบบเข้าใจง่ายอยู่ค่ะ 

ข้อดีของการใช้ e-Tax Invoice 

  • ลดต้นทุนการใช้กระดาษ ลดมลภาวะ 
  • ได้การทำงานที่สะดวกรวดเร็ว  
  • ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำส่งตรงถึงสรรพากร 
  • ข้อมูลถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย  

ข้อเสียของการใช้ e-Tax Invoice 

  • มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 
  • ต้องมีระบบบัญชีที่รองรับระบบภาษีของสรรพากร 

ถ้าจะใช้งานระบบ e-Tax Invoice ต้องทำอย่างไร

มี 2 วิธีหลัก ๆ ในการขอ e-Tax Invoice:

1. ระบบ e-Tax Invoice / e-Receipt:

สำหรับ: ผู้ประกอบการที่มีระบบบัญชีรองรับ 

  1. เข้าสู่ระบบ https://etax.rd.go.th/ เพื่อลงทะเบียนและยืนยันตัวตน 
  2. เชื่อมต่อระบบบัญชีของธุรกิจเข้ากับระบบ e-Tax Invoice 
  3. เมื่อทำรายการขาย ระบบจะจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และส่งให้ลูกค้าทางอีเมลโดยอัตโนมัติ 

2. e-Tax Invoice by Email:

สำหรับ: ผู้ประกอบการที่ไม่มีระบบบัญชี หรือต้องการวิธีการที่ง่ายกว่า 

  1. ยื่นคำขอ: ยื่นคำขออนุมัติผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/ 
  2. จัดทำใบกำกับภาษี: จัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบไฟล์ PDF หรือ HTML 
  3. ส่งอีเมล: ส่งอีเมลแนบใบกำกับภาษีไปยังอีเมลของลูกค้า และสำเนาไปยังอีเมลของระบบ e-Tax Invoice by Email (csemail@etax.teda.th) 

แล้วระบบ PlanetOne ERP เกี่ยวข้องกับระบบ e-Tax Invoice อย่างไร

ระบบ PlanetOne ERP คือระบบบริหารจัดการองคกรแบบครบวงจร ที่มีทั้งระบบขาย ระบบจัดซื้อ ระบบคลังสินค้า และระบบบัญชี ซึ่งเราจะเป็นเงื่อนไขแรกของผู้ประกอบการที่มีระบบบัญชี เพราะเราคือผู้ประกอบการ ERP ที่สามารถเชื่อมระบบ ERP เข้ากับผู้ให้บริการ e-Tax Invoice ได้โดยตรง 

และมีประโยชน์กับผู้ประกอบการดังนี้ 

  1. ลดขั้นตอนการทำงานได้ตั้งแต่ต้นทางของเอกสารใบกำกับภาษี 
  2. เพิ่มความแม่นยำให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง 
  3. รองรับระบบภาษีส่งข้อมูลให้สรรพากรได้ 
  4. ได้ข้อมูลเรียลไทม์ และแม่นยำ 
  5. เชื่อมโยงการทำงานได้ทั้งระบบ 
  6. ลดต้นทุนจากการทำงานที่ใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น 

ซึ่งระบบ e-Tax Invoice ที่เชื่อมกับ ระบบ planetOne ERP สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยลดขั้นตอนการแมนนวลและไม่ยุ่งยาก ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และลดภาวะสิ่งแวดล้อมจากการใช้กระดาษ ลดต้นทุนจากการใช้กระดาษและเครื่องปริ้นซ์ ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว 

ท่านใดสนใจระบบ PlanetOne ERP สามารถนัดนำเสนอได้ที่ 

Tel. 02 271 4362-3 

Line @bridsystems ,jane-siriwan 

เชื่อมระบบ e-Tax Invoice ด้วยระบบ PlanetOne ERP Read More »

ระบบ ERP ใช้งานยาก จ้างเขียนระบบดีกว่าจริงหรือ? 

หลายคนมักคิดว่าการจ้างเขียนระบบดีกว่าซื้อโปรแกรมสำเร็จรูป เพราะโปรแกรม ERP สำเร็จรูปส่วนใหญ่มักจะมีข้อจำกัดในการทำงาน ทำให้มีแนวคิดว่าหากจ้างโปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรม ERP จะดีกว่า การเลือกผู้ให้บริการของโปรแกรมสำเร็จรูป เพราะได้ระบบตามที่ต้องการ ราคาก็ถูกกว่า และได้ระบบเป็นของตัวเอง แต่ข้อเสียของการเขียนโปรแกรมเองก็มีมากกว่าระบบสำเร็จรูปดังนี้ 
1. เสี่ยงโดนทิ้งงาน  
2. งบประมาณบานปลาย และระบบไม่รองรับระบบภาษี 
3. ระบบไม่เป็นไปตามมารตฐานของ ERP  
4. ไม่มีความรู้มากพอที่จะคิดระบบการทำงานให้สามารถทำงานได้ในระยะยาว 
แต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

  1. เสี่ยงโดนทิ้งงาน เนื่องจากการเขียนระบบอะไรสักอย่างขึ้นมาเองนั้น ก็ต้องมีคนคิดระบบและคนเขียนระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คนเขียนระบบที่มีประสบการณ์สูงก็จะมีค่าแรงที่แพงมากๆ ซึ่งหากผู้ประกอบการมีความต้องการเกินข้อตกลง หรือตัวระบบมีความซับซ้อนเกินไป ก็เสี่ยงที่จะเกิดการทิ้งงานหากทางผู้รับจ้างไม่ประสงค์จะเขียนระบบต่อ หรือบางรายก็ใช้วิธีดองงานจนไม่สามารถเขียนระบบได้สำเร็จ
  2. งบประมาณบานปลาย และระบบไม่รองรับระบบภาษี หากเป็นระบบสำเร็จรูปทาง Implementer จะมีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะมีการทำงานอย่างไร ทำให้ทางผู้ประกอบการสามารถควบคุมงบประมาณได้ แต่หากจ้างเขียนโปรแกรมเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทางผู้ว่าจ้างไม่เชี่ยวชาญในการวางระบบ ERP เน้นทำงานตามใจองค์กร ส่งผลให้ระบบพัฒนาไม่เสร็จ ซึ่งค่าจ้างในการเขียนระบบ ก็จะบานปลายขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน หากเป็นระบบที่เขียนขึ้นเองส่วนใหญ่ก็จะไม่รองรับระบบภาษี หากจะพัฒนาตรงส่วนนี้เพิ่มเติมก็จะยิ่งทำให้งบประมาณไม่คุ้มค่ามากกว่าเดิม
  3. ระบบไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ ERPเนื่องจากระบบ ERP เป็นระบบที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวางระบบ หากผู้ประกอบการไม่มีความรู้มากพอก็จะทำให้ระบบไม่ถูกต้องตามหลักก ERP ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ซีเรียสว่าระบบจะเป็นไปตามหลักของ ERP หรือไม่ ส่งผลให้ระบบที่ท่านจ้างเขียนขึ้นนั้นก็ไม่พ้นต้องแมนนวลเพื่อปิดงบและส่งภาษีไม่ได้ตามมาตรฐานที่ถูกต้อง
  4. ไม่มีความรู้มากพอที่จะคิดระบบการทำงานให้สามารถทำงานได้ในระยะยาว สืบเนื่องมาจากข้อที่ผ่านมา ความรู้การทำระบบ ERP ไม่มากพอส่งผลให้สุดท้ายระบบที่พัฒนาด้วยตัวเองไม่สามารถทำงานได้ตามความเติบโตขององค์กร ก็ไม่พ้นต้องเลือกหาผู้พัฒนา ERP ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาวางระบบในองค์กร  

และการจ้างเขียนระบบ ERP ดีกว่าระบบสำเร็จรูปนั้นสรุปได้ว่ามีข้อเสียกว่าการเลือกผู้ให้บริการ ERP สำเร็จรูป โดยสรุปได้ดังนี้   

  1. เสี่ยงโดนทิ้งงาน
  2. งบประมาณบานปลาย และระบบไม่รองรับระบบภาษี
  3. ระบบไม่เป็นไปตามมารตฐานของ ERP
  4. ไม่มีความรู้มากพอที่จะคิดระบบการทำงานให้สามารถทำงานได้ในระยะยาว
    ซึ่งโปรแกรมสำเร็จรูป จะมาจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจการวางระบบ ทำให้โปรแกรม ERP สำเร็จรูปมักจะวางระบบสำเร็จ มากกว่าระบบที่มีการจ้างเขียน  

ระบบ PlanetOne ERP เป็นระบบ ERP สำเร็จรูปที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับระบบภาษี ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรประเภท มีความเชี่ยวชาญสูง ระบบ ERP ขนาดใหญ่พัฒนาโดยคนไทย รองรับการทำงานได้ทุกขนาดองค์กร ปรับแต่งได้ รองรับการเติบโตสูง

ติดต่อ 02-271-4362-3 

Line @bridsystems

PlanetOne ERP ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในบัญชีบริการดิจิทัล

ระบบ ERP ใช้งานยาก จ้างเขียนระบบดีกว่าจริงหรือ?  Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการข้อมูลในองค์กร

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการข้อมูลในองค์กร

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการข้อมูลในองค์กร

การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจสำหรับการดำเนินธุรกิจเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในองค์กร โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีมีอิทธิพลต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต ความถูกต้อง แม่นยำ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นรากฐานที่สำคัญ เนื่องจากผู้บริหารสามารถประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจในอนาคต

องค์กรที่ประกอบธุรกิจมักมีข้อมูลจำนวนมากที่เชื่อมโยงถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากธุรกรรมต่างๆ รวมถึงเส้นทางของธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกประมวลผลอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงถึงกัน

การนำระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กร เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกรรมต่างๆ ถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัย เชื่อมโยงถึงกัน และมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ

การจัดการข้อมูลของระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีมีการจัดการข้อมูลภายในองค์กรในหลายด้าน ได้แก่

การเชื่อมโยงข้อมูล: ข้อมูลจากทุกส่วนหรือทุกแผนกในองค์กร เช่น บัญชี การเงิน การผลิต การขาย การจัดซื้อ และการจัดการลูกค้า จะถูกเชื่อมโยงถึงกัน การรวมศูนย์ข้อมูลนี้ทำให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเดียวกัน ส่งผลให้การอ้างอิงข้อมูลของทั้งองค์กรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การวิเคราะห์ข้อมูล: ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันในการสร้างรายงานและแดชบอร์ดที่ช่วยนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและตรงประเด็นตามที่ผู้บริหารต้องการ ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจภายในองค์กร

การลดความซ้ำซ้อน: การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานภายในองค์กร โดยกระบวนการต่างๆ จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

สรุป

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กรช่วยให้ข้อมูลในทุกส่วนขององค์กรเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอแก่ผู้บริหาร รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดในองค์กรเข้าด้วยกัน ส่งผลให้องค์กรสามารถใช้เวลาและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการข้อมูลในองค์กร Read More »

การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบ ERP

การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบ ERP

การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบ ERP

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการจัดการทรัพยากรและกระบวนการภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน

มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาผสานเข้ากับระบบ ERP เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีที่สำคัญในการพัฒนาระบบ ERP
  1. คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing)
    การใช้คลาวด์คอมพิวติ้งทำให้ระบบ ERP สามารถเข้าถึงได้จากทุกสถานที่ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ภายในองค์กร นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการอัปเกรดระบบ ทำให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาด
  2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
    การนำ AI มาผสานกับ ERP ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น AI สามารถช่วยในการคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจ วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการซัพพลายเชน ซึ่งส่งผลให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. Internet of Things (IoT)
    IoT คือเทคโนโลยีที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ข้อมูลจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงานถูกส่งตรงไปยังระบบ ERP เพื่อช่วยในการติดตามสถานะการผลิตและการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. บล็อกเชน (Blockchain)
    บล็อกเชนช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัยในการจัดการข้อมูลภายในระบบ ERP โดยเฉพาะในด้านการจัดการซัพพลายเชน การตรวจสอบแหล่งที่มา และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตและเพิ่มความเชื่อมั่นจากลูกค้า
  5. การประมวลผลแบบ Edge Computing
    การประมวลผลแบบ Edge ช่วยลดระยะเวลาในการตอบสนองโดยการประมวลผลข้อมูลใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูล ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่ต้องการการตอบสนองในเวลาจริง เช่น ในโรงงานที่มีการผลิตแบบอัตโนมัติ
  6. ระบบอัตโนมัติ (Robotic Process Automation – RPA)
    RPA ช่วยลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำ โดยการใช้หุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ในการดำเนินการงานที่เป็นกิจวัตร ทำให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและลดความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานด้วยมือ

สรุป

การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบ ERP ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับระบบ ERP Read More »

Scroll to Top