วิเคราะห์ต้นทุน

วิธีประเมิน ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ของระบบ ERP 📊

การลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับองค์กร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและบูรณาการการทำงาน การประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ ROI (Return on Investment) ที่ถูกต้องและครอบคลุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยืนยันว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าและสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ


1. ความเข้าใจพื้นฐานของ ROI

ROI คืออัตราส่วนที่ใช้วัดความคุ้มค่าของการลงทุน โดยเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับกับต้นทุนที่ใช้ไป สูตรพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณคือ:

$$\text{ROI} (\%) = \frac{\text{(ผลประโยชน์ที่ได้รับสุทธิ} – \text{ต้นทุนทั้งหมด)}}{\text{ต้นทุนทั้งหมด}} \times 100$$

ยิ่งค่า ROI สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงถึงความคุ้มค่าและผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนนั้น


2. การระบุและคำนวณ “ต้นทุนทั้งหมด” (Total Cost) 💰

การคำนวณต้นทุนทั้งหมดสำหรับการนำระบบ ERP มาใช้จะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมตลอดช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น 3-5 ปี) ซึ่งรวมถึง:

  • ค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ (Software Costs):
    • ค่าใบอนุญาต (License) หรือค่าสมัครสมาชิก (Subscription)
    • ค่าปรับแต่ง (Customization) และการพัฒนาส่วนเสริม (Add-ons)
  • ค่าใช้จ่ายด้านการติดตั้งและการดำเนินการ (Implementation Costs):
    • ค่าบริการติดตั้งและที่ปรึกษา (Consulting/Implementation Service Fees)
    • ค่าใช้จ่ายในการย้ายข้อมูล (Data Migration)
    • ค่าฝึกอบรมพนักงาน (Training Costs)
  • ค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน (Hardware & Infrastructure Costs):
    • ค่าเซิร์ฟเวอร์, ค่าเครือข่าย (สำหรับระบบ On-Premise) หรือค่าบริการคลาวด์ (สำหรับระบบ Cloud ERP)
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อเนื่อง (Ongoing/Operating Costs):
    • ค่าบำรุงรักษารายปี (Maintenance Fees) และค่าสนับสนุน (Support)
    • ค่าบุคลากรไอทีที่ต้องดูแลระบบใหม่

3. การระบุและคำนวณ “ผลประโยชน์ที่ได้รับ” (Benefits) 📈

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากระบบ ERP สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งต้องมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบ ก่อน และ หลัง การใช้งานระบบอย่างชัดเจน:

3.1. ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ (Tangible Benefits)

คือผลประโยชน์ที่สามารถ วัดและประเมินค่าเป็นตัวเงิน ได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการคำนวณ ROI

  • การลดต้นทุนการดำเนินงาน (Cost Reductions):
    • ลดต้นทุนแรงงาน: ลดเวลาที่ใช้ในการทำงานซ้ำซ้อนหรือการป้อนข้อมูลด้วยมือ
    • ลดระดับสินค้าคงคลัง: การวางแผนวัสดุและสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพขึ้น ช่วยลดต้นทุนการถือครองสินค้าและความล้าสมัย
    • ลดต้นทุนการจัดซื้อ: การรวมอำนาจการซื้อ (Purchasing Power) และการจัดการซัพพลายเออร์ที่ดีขึ้น
    • ลดข้อผิดพลาด: ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความผิดพลาดในการผลิต, การจัดส่ง, หรือการบัญชี
  • การเพิ่มรายได้ (Revenue Increases):
    • การส่งมอบสินค้าตรงเวลา (On-Time Delivery) ที่ดีขึ้น
    • การบริการลูกค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่การรักษาลูกค้าและโอกาสในการขายเพิ่ม
    • การวิเคราะห์ข้อมูลการขายที่ดีขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจด้านราคาสินค้าและการตลาดที่ดีขึ้น

3.2. ผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Benefits)

คือผลประโยชน์ที่ไม่สามารถแปลงเป็นตัวเงินได้โดยง่าย แต่มีความสำคัญต่อการเติบโตและความมั่นคงขององค์กร

  • การเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time: ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
  • การบูรณาการข้อมูล (Data Integration): ข้อมูลมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งองค์กร (Single Source of Truth)
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance): ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมายและการควบคุม
  • ความพึงพอใจของลูกค้าและพนักงาน: การทำงานที่ราบรื่นขึ้นส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน และบริการที่ดีขึ้นต่อลูกค้า

4. ขั้นตอนการประเมิน ROI ของระบบ ERP

  1. กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่ชัดเจน: ก่อนเริ่มโครงการ ให้กำหนดว่าระบบ ERP จะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง และใช้ตัวชี้วัดที่วัดผลได้ เช่น:
    • ลดเวลาในการปิดบัญชี (Month-end Closing Time)
    • ลดอัตราความผิดพลาดในการสั่งซื้อ (Order Error Rate)
    • เพิ่มความแม่นยำของสินค้าคงคลัง (Inventory Accuracy)
    • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Production Throughput)
  2. เก็บข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data): บันทึกตัวชี้วัด (KPIs) ทั้งหมด ก่อน ที่จะติดตั้งระบบ ERP เพื่อใช้เป็นฐานในการเปรียบเทียบ
  3. คำนวณต้นทุน (TCO): รวบรวมและประมาณการต้นทุนทั้งหมดตามที่ระบุในข้อ 2
  4. คำนวณผลประโยชน์ที่จับต้องได้: ประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินของการประหยัดและรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามตัวชี้วัดที่คาดหวัง เช่น หากคาดว่าจะลดเวลาทำงานลง 10% ให้คำนวณเป็นมูลค่าเงินเดือนที่ประหยัดได้
  5. คำนวณ ROI และระยะเวลาคืนทุน (Payback Period): ใช้สูตร ROI ข้างต้น และคำนวณระยะเวลาที่จะใช้ในการคืนทุน (เวลาที่ผลประโยชน์สะสมเท่ากับต้นทุนสะสม)
  6. พิจารณาผลตอบแทนทางอ้อม: นำผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้มาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้เห็นภาพรวมของความคุ้มค่าที่มากขึ้น

สรุป

การประเมิน ROI ของระบบ ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคำนวณตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถ สร้าง Business Case ที่แข็งแกร่ง ก่อนการลงทุน และ ติดตามผลการดำเนินงาน หลังการใช้งาน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบ ERP ที่เลือกมานั้นเป็น “ระบบที่ให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ” อย่างแท้จริง

วิธีประเมิน ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน) ของระบบ ERP 📊 Read More »

PlanetOne ERP: ระบบเดียวจบ ลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ธุรกิจคุณได้อย่างไร?

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้นทุกวัน การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลกำไรสูงสุดคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ PlanetOne ERP คือระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจไทยโดยเฉพาะ ด้วยแนวคิด “ระบบเดียวจบ” ที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการทุกส่วนงานขององค์กรได้อย่างไร้รอยต่อ ลดความซับซ้อน และขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพ ลดต้นทุนที่มองไม่เห็น

หนึ่งในความท้าทายที่ธุรกิจมักเผชิญคือ “ต้นทุนแฝง” ที่เกิดจากการทำงานซ้ำซ้อน การขาดข้อมูลที่แม่นยำ หรือการสื่อสารที่ผิดพลาด PlanetOne ERP เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

  1. รวมศูนย์ข้อมูลแบบเรียลไทม์: PlanetOne ERP รวบรวมข้อมูลจากทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นการขาย บัญชี สต็อก การผลิต หรือทรัพยากรบุคคล มาไว้ในที่เดียว ทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันได้ตลอดเวลา ลดความผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลที่ล้าสมัย และช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  2. ระบบอัตโนมัติ ลดงานซ้ำซ้อน: ด้วยฟังก์ชันการทำงานแบบอัตโนมัติหลายส่วน เช่น การบันทึกรายการ การคำนวณ หรือการสร้างรายงาน PlanetOne ERP ช่วยลดภาระงานแมนนวลที่ซ้ำซ้อนของพนักงาน ทำให้พวกเขามีเวลาไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ไม่เพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน แต่ยังเพิ่มผลิตภาพโดยรวมขององค์กร
  3. ควบคุมการบริหารสต็อกและจัดซื้อ: ระบบช่วยให้คุณบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างแม่นยำ ลดปัญหาการมีสต็อกสินค้ามากเกินไป (ซึ่งหมายถึงต้นทุนจม) หรือน้อยเกินไป (ที่อาจทำให้เสียโอกาสการขาย) การจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นไปอย่างมีระบบ ช่วยให้คุณได้ราคาที่ดีที่สุดจากซัพพลายเออร์

สร้างผลกำไรที่ยั่งยืน ด้วยการตัดสินใจที่ชาญฉลาด

การลดต้นทุนเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ การเพิ่มผลกำไรคืออีกครึ่งที่สำคัญ PlanetOne ERP มีส่วนช่วยในการสร้างผลกำไรให้ธุรกิจของคุณดังนี้:

  1. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: เมื่อข้อมูลเชื่อมโยงกันและกระบวนการทำงานถูกทำให้เป็นอัตโนมัติ ทุกแผนกสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น การไหลเวียนของงานรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วขึ้น นำไปสู่ความพึงพอใจและโอกาสในการซื้อซ้ำ
  2. ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจ: ด้วยรายงานและแดชบอร์ดที่ปรับแต่งได้ คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย กำไร-ขาดทุน ประสิทธิภาพการผลิต หรือแนวโน้มตลาด ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ เพิ่มยอดขาย และขยายธุรกิจอย่างมีทิศทาง
  3. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง: PlanetOne ERP ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของธุรกิจคุณได้ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด หรือมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนเพียงใด ทีมงานมืออาชีพของ BRID SYSTEM CO., LTD. พร้อมให้คำปรึกษาและปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับคุณที่สุด
  4. มาตรฐานและการรับรอง: ด้วยการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 และการอนุมัติจากกรมสรรพากร PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้าและลูกค้าอีกด้วย

ทำไมต้อง PlanetOne ERP?

PlanetOne ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ แต่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้าใจบริบทของตลาดไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในการให้บริการองค์กรหลากหลายขนาดกว่า 100 แห่ง ทำให้เรามั่นใจในความเสถียรและความเชี่ยวชาญ ระบบยังมีบริการสนับสนุนตลอด 24/7 เพื่อให้คุณมั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลือทุกเมื่อที่ต้องการ

หากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณ “ลดต้นทุน” ได้อย่างเป็นรูปธรรม และ “เพิ่มกำไร” ได้อย่างยั่งยืน PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา ด้วยแพ็คเกจที่หลากหลายครอบคลุมทุกขนาดธุรกิจ เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จของคุณ

ติดต่อ BRID SYSTEM CO., LTD. เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพบกับโซลูชันที่จะเปลี่ยนธุรกิจของคุณให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด!

PlanetOne ERP: ระบบเดียวจบ ลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ธุรกิจคุณได้อย่างไร? Read More »

MRP คืออะไรในระบบ ERP?

MRP ย่อมาจาก Material Requirements Planning หรือ การวางแผนความต้องการวัตถุดิบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ช่วยในการบริหารจัดการและวางแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

ทำไม MRP ถึงสำคัญในส่วนของการผลิต ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้ 

1.การวางแผนที่แม่นยำ 

MRP ช่วยคำนวณปริมาณวัตถุดิบที่ต้องการสำหรับการผลิตแต่ละครั้งได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบหรือมีสต็อกคงคลังมากเกินไป เมื่อมีการวางแผนที่ดี ต้นทุนเสียที่เกิดจากการผลิตก็จะน้อยลง 

2.ลดต้นทุน 

 จากหัวข้อที่แล้วมีกล่าวถึงต้นทุนเสียที่น้อยลง ส่งผลให้ต้นทุนที่เกิดจากการผลิตลดลงไปด้วย เคยมีกรณีที่ผู้ประกอบการใช้วิธีแมนนวลในการวางแผนความต้องการวัตถุดิบ นอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้วยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมุลจะไม่แม่นยำและทำให้การทำงานผิดพลาด ก่อให้เกิดของเสียจากการผลิตส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกด้วย 

3.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 

 ช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ลดเวลาในการรอคอยวัตถุดิบ และเพิ่มผลผลิต 

4.การตัดสินใจที่ดีขึ้น 

 ข้อมูลจาก MRP ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิต การจัดซื้อ และการวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

MRP ทำงานอย่างไร? 

กำหนด Bill of Material (BOM): ระบุรายละเอียดของวัตถุดิบและส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตแต่ละผลิตภัณฑ์ 

วางแผนการผลิต: กำหนดปริมาณและกำหนดการผลิตตามความต้องการของลูกค้า 

คำนวณความต้องการวัตถุดิบ: คำนวณปริมาณวัตถุดิบที่ต้องการสำหรับการผลิตในแต่ละช่วงเวลา 

ตรวจสอบสินค้าคงคลัง: ตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ในสต็อก 

สร้างใบสั่งซื้อ: สร้างใบสั่งซื้อวัตถุดิบที่ขาดแคลน 

ประโยชน์ของ MRP 

เพิ่มความแม่นยำ: ลดความผิดพลาดในการวางแผนและการผลิต 

ลดต้นทุน: ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลังและการขาดแคลนวัตถุดิบ 

เพิ่มความยืดหยุ่น: สามารถปรับเปลี่ยนแผนการผลิตได้ตามความต้องการของลูกค้า 

ปรับปรุงคุณภาพ: ช่วยให้ควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น 

รองรับการเติบโตของธุรกิจ: สามารถรองรับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตได้ 

MRP เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว หากธุรกิจของคุณมีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก การนำระบบ MRP มาใช้งานจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

MRP คืออะไรในระบบ ERP? Read More »

Scroll to Top