สต๊อกสินค้า

ปัญหาสต็อกเกิน: แก้ด้วยระบบ PlanetOne ERP

ปัญหา สต็อกเกิน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับธุรกิจ แต่เป็น “ต้นทุนจม” ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินโดยตรง และนี่คือเหตุผลที่ธุรกิจต้องมองหาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพอย่าง PlanetOne ERP ในการจัดการปัญหาดังกล่าว บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าระบบ ERP ของเราจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

ทำความเข้าใจ “ปัญหาต้นทุนจม” จากสต็อกเกิน

สต็อกที่มากเกินความจำเป็นในคลังสินค้าก่อให้เกิดต้นทุนที่มองไม่เห็นหลายด้าน:

  1. ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ: ยิ่งมีสต็อกมากเท่าไหร่ พื้นที่คลังสินค้าที่ต้องใช้ก็มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่า
  2. ความเสี่ยงด้านคุณภาพ: สินค้าที่ค้างสต็อกนานๆ อาจเสื่อมสภาพ หมดอายุ หรือล้าสมัย ทำให้ต้องตัดจำหน่ายเป็นของเสีย
  3. เงินทุนจม: เงินทุนที่ใช้ไปกับการซื้อสินค้ามาสต็อกไว้ ไม่สามารถนำไปใช้ในส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตของธุรกิจได้

กลยุทธ์แก้ปัญหาสต็อกเกินด้วย PlanetOne ERP

PlanetOne ERP ช่วยธุรกิจจัดการปัญหาสต็อกเกินได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพผ่านฟีเจอร์หลักดังนี้:

  1. บริหารจัดการสต็อกแบบเรียลไทม์: ระบบจะอัปเดตข้อมูลจำนวนสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการรับเข้า การเบิกออก หรือการโอนย้าย ทำให้ธุรกิจเห็นภาพรวมที่แท้จริงของสต็อกได้ตลอดเวลา สามารถตรวจสอบปริมาณสินค้าที่ต้องสั่งซื้อใหม่ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำซ้อนหรือมากเกินไป
  2. การพยากรณ์ความต้องการ (Demand Forecasting): ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการขายย้อนหลัง ระบบจะช่วยพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสั่งซื้อและการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการจริง ไม่ต้องสต็อกสินค้าเผื่อมากเกินความจำเป็น
  3. ระบบเตือนสต็อกขั้นต่ำ (Reorder Point Alert): สามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเมื่อสินค้าในคลังถึงระดับที่กำหนด ทำให้สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก และยังช่วยป้องกันปัญหาของขาดสต็อกในเวลาเดียวกันอีกด้วย
  4. ติดตามและวิเคราะห์สินค้าขายดี-ขายช้า: ระบบสามารถสร้างรายงานที่แสดงว่าสินค้าชิ้นไหนขายดี สินค้าชิ้นไหนขายช้า ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาด หรือปรับลดปริมาณสินค้าที่ขายไม่ดีลง เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษา

บทสรุป

PlanetOne ERP ไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์สำหรับบัญชีหรือการเงินเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถ บริหารจัดการสต็อก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหา สต็อกเกิน ที่เป็นต้นทุนแฝง และปลดล็อกเงินทุนให้สามารถนำไปใช้ในการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่ หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้ ลองพิจารณา PlanetOne ERP เพื่อเป็นโซลูชันที่ครบวงจรและตอบโจทย์ธุรกิจคุณอย่างแท้จริง

บทความอื่นๆ

ปัญหาสต็อกเกิน: แก้ด้วยระบบ PlanetOne ERP Read More »

3 เหตุผลที่ธุรกิจซื้อมาขายไปควรมีระบบอีอาร์พี (ERP)

3 เหตุผล ที่ธุรกิจซื้อมาขายไปควรมีระบบอีอาร์พี (ERP)

ธุรกิจซื้อมาขายไป คือ การที่เจ้าของร้านหรือเจ้าของธุรกิจทำการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือตัวแทนรายใหญ่เพื่อมาจำหน่าย

ธุรกิจซื้อมาขายไปคือองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง จะไม่ใช่ร้านค้ารายย่อยที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่จะเป็นระดับขายส่งขึ้นไป

ยกตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ที่มีหลายสาขาทั่วประเทศ ธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบอาหารหรือชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ รวมไปถึงประเภทร้านค้าออนไลน์ที่มักจะรับสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายเพื่อแข่งกันตัดราคาสินค้า

สำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปยิ่งยอดขายเยอะมากเท่าไหร่ ความยุ่งยากในการบริหารก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

บางองค์กรขายดีจนเจ๊งก็มีให้พบเห็นกันไม่น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีระบบบริหารจัดการองค์กร หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อของ “ระบบอีอาร์พี (ERP)” เข้ามาบริหารการทำงานหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บทความนี้จะกล่าวถึง 3 เหตุผล ที่ธุรกิจซื้อมาขายไปควรมีระบบอีอาร์พี (ERP)

ซึ่งจะมี 3 หัวข้อที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้

1. เหตุผลเรื่องการเรียกข้อมูลรายงานแบบเรียลไทม์

2. เหตุผลเรื่องปัญหาการจัดการสินค้าคงคลัง

3. เหตุผลเรื่องการบริหารกำไร-ขาดทุน

โดยมีรายละเอียดแต่ละหัวข้อดังต่อไปนี้

1.เหตุผลเรื่องการเรียกข้อมูลรายงานแบบเรียลไทม์

ในอดีตเมื่อย้อนกลับไปสักช่วง 20-30 ปีที่แล้ว การทำธุรกิจก็คงจะใช้นิยามคำว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ที่หมายถึงคนที่มีทุนก็มักจะได้เปรียบ หรือคนที่ทำก่อนก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้มากกว่า

แต่ในปัจจุบันการทำธุรกิจเริ่มเปลี่ยนไปทุกอย่างล้วนแข่งขันกันด้วยข้อมูล

หากใครสามารถหาข้อมูลได้แม่นยำ และรวดเร็วมากกว่า ก็มักจะได้เปรียบคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

ธุรกิจซื้อมาขายไปส่วนใหญ่ย่อมต้องแข่งขันกันในเรื่องราคา และการที่จะได้ราคาสินค้าดี ๆ ก็มาจากการหาผู้ผลิตหรือตัวแทนรายใหญ่ที่มากพอ

ซึ่งหากไม่มีระบบอีอาร์พี (ERP) ก็ไม่พ้นต้องใช้วิธีแมนนวล(การกรอกข้อมูลด้วยมือ) ในการบันทึกข้อมูลของเวนเดอร์ (ผู้ขายสินค้า)

และเวลาจะทำราคาให้กับลูกค้าก็จะยิ่งล่าช้า เพราะกว่าจะคำนวณสินค้าของแต่ละเวนเดอร์เพื่อดูราคาที่ดีที่สุดและเสนอให้กับลูกค้าก็อาจจะไม่ทันคู่แข่งได้

เพราะฉะนั้นการมีระบบอีอาร์พีก็จะช่วยให้การเรียกข้อมูลและรายงานการขายรวมไปถึงรายงานในส่วนอื่นๆ ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความแม่นยำกว่าระบบแมนนวล

จึงกล่าวได้ว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันนี้เป็นยุคของ “ปลาเร็วกินปลาช้า” ข้อมูลของใครเร็วกว่าก็มักจะได้เปรียบคู่แข่ง (Click เพื่ออ่าน 9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบอีอาร์พี)

2. เหตุผลเรื่องปัญหาการจัดการสินค้าคงคลัง

ที่มาของคำว่า “ขายดีจนเจ๊ง” ก็มักจะมาจากองค์กรที่บริหารจัดการสต๊อกได้ไม่ดี ส่งผลให้มีสต๊อกเกิน หากปล่อยเวลาไว้นาน ๆ ไม่แก้ไข ก็จะทำให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

คำว่าสต๊อกเกิน อธิบายก็คือ บริษัทมีต้นทุนในคลังสินค้า มากกว่ายอดขายหลายเท่า ส่งผลให้บางองค์กรมียอดขายสูง แต่กำไรกลับเหลือน้อยกว่าความเป็นจริง

ส่วนหนึ่งก็มาจากการจัดสต๊อกสินค้าที่ไม่ดี การเก็บที่ไม่เป็นระบบ ของเก่าก็ยังไม่ได้ขายแต่ก็เอาของใหม่เข้ามาแทน

ยิ่งไม่มีระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการสต๊อก ก็ยิ่งทำให้การเรียกดูสินค้าคงคลังไม่เรียลไทม์ ส่งผลกระทบกับธุรกิจในหลาย ๆ

“การบริหารต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้”

ซึ่งธุรกิจซื้อมาขายไปมักจะมีการสั่งสินค้า (Inventory) เข้าออกตลอดเวลาตามยอดขายของบริษัท

หากการจัดการสินค้าคงคลังไม่เป็นระบบ ต่อให้มีระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดี และมีประสิทธิภาพมากแค่ไหนก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาสต๊อกเกินได้ จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบคลังสินค้าให้มีระบบมากยิ่งขึ้น

3. เหตุผลเรื่องการบริหารกำไร-ขาดทุน

การบริหารเรื่องกำไร-ขาดทุน จะไม่ใช่แค่การซื้อขายและดูจากกำไรที่ได้

แต่ในงานบริหารจะมีต้นทุนแฝงหลายอย่าง ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นภายในองค์กร เป็นต้น

จากเนื้อหาที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้น หลายท่านคงคิดว่าใช้แค่ระบบบัญชีก็สามารถช่วยบริหารองค์กรได้อย่างดีแล้ว แต่ข้อมูลบัญชีอาจจะไม่สามารถวิเคราะห์เรื่องต้นทุน จนไปสู่การลดต้นทุน-เพิ่มกำไร ให้มีประสิทธิภาพได้

จำเป็นต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยบริหารจัดการให้ครอบคลุม

ตั้งแต่แผนกขาย จัดซื้อ คลังสินค้า และแผนกบัญชี โดยสามารถเชืื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้บัญชีสามารถปิดงบได้รวดเร็ว และแม่นยำ เพราะข้อมูลอยู่ในระบบเดียวกัน

อีกทั้งทางผู้บริหารสามารถเรียกรายงานมาวิเคราะห์ได้ทันที เพื่อดูผลประกอบการ และวิเคราะห์เกี่ยวกับธุรกิจได้จากข้อมูลในระบบอีอาร์พี (ERP)

เพราะระบบอีอาร์พี (ERP) คือเครื่องมือที่สำคัญของทุกองค์กร

ยิ่งระบบอีอาร์พี (ERP) ของผู้ให้บริการเจ้าไหนมีครบทุกฟังก์ชันของการทำงาน และสามารถเชื่อมโยงหากันได้ในทุกหน่วยงานขององค์กร ยิ่งส่งผลดีกับผู้บริหาร

เพราะจะสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำพาองค์กรไปสู่การเติบโตในวันข้างหน้า

หากท่านใดกำลังมองหาระบบอีอาร์พี (ERP) ที่มีประสิทธิภาพสูง และครอบคลุมทุกฟังก์ชันการทำงาน สามารถตัดสต๊อกและเรียกรายงานได้แบบเรียลไทม์ แนะนำ ระบบ PlanetOne ERP ที่พัฒนาโดยคนไทย หากสนใจสามารถเข้าดู Package ได้ที่นี่

3 เหตุผลที่ธุรกิจซื้อมาขายไปควรมีระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

Scroll to Top