หาระบบอีอาร์พีที่ดี

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจมีความเข้มข้นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำและความเร็วในการดำเนินงาน

ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าระบบอีอาร์พีสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไรบ้าง

1. การวางแผนและการควบคุมการผลิตที่ดีขึ้น

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การวางแผนการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น ความต้องการของลูกค้า, สต็อกวัตถุดิบ, ความสามารถในการผลิต และปริมาณการผลิตที่คาดหวัง

ทำให้สามารถวางแผนการผลิตที่เหมาะสมและสามารถคาดการณ์ความต้องการได้แม่นยำยิ่งขึ้น

2. การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ

การจัดการสินค้าคงคลังเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ระบบอีอาร์พีช่วยได้อย่างมาก ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและควบคุมระดับสินค้าคงคลังในเวลาจริง (Real-Time) ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบหรือสินค้าคงคลังเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและการจัดการสินค้าคงคลัง

3. การเพิ่มประสิทธิภาพในการสั่งซื้อและการจัดการซัพพลายเออร์

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การสั่งซื้อวัตถุดิบและการจัดการซัพพลายเออร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการเก็บข้อมูลและประวัติการซื้อขาย สามารถเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขจากซัพพลายเออร์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

ทำให้สามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่ให้ราคาที่ดีที่สุดและมีคุณภาพเหมาะสม

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและการรายงานที่ดีกว่า

ระบบอีอาร์พีช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถรวบรวมข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ และสร้างรายงานที่ครอบคลุม ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

รวมถึงการตรวจสอบปัญหาหรือโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการผลิต

5. การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

ระบบอีอาร์พีช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตผ่านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนการทำงานและการควบคุมกระบวนการผลิตสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำ ทำให้ลดการสูญเสียเวลาและทรัพยากร

6. การปรับปรุงการสื่อสารและความร่วมมือ

การใช้ระบบอีอาร์พีทำให้การสื่อสารและการร่วมมือระหว่างแผนกต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจและการดำเนินการต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้จากที่เดียว

ลดการพึ่งพาเอกสารและการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งช่วยให้การดำเนินการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในกระบวนการผลิตสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้หลายด้าน ตั้งแต่การวางแผนการผลิตที่แม่นยำ

การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการปรับปรุงกระบวนการผลิต

การใช้ระบบอีอาร์พีจึงไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดที่มีความท้าทายสูงในปัจจุบัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้อย่างไร Read More »

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP

การใช้งานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ทุกระบบล้วนอาจก่อให้เกิดปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่นบั๊กจากการใช้งาน

หรือ อะไรที่เคยทำได้แต่เมื่อมีระบบเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานในแบบเดิมๆ ได้

ซึ่งบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี

โดยมีข้อมูลทั้งหมดดังนี้

1. ปัญหาจากค่าใช้จ่ายสูง

ต้องขออนุญาตแจ้งแบบไม่ปิดบังว่าระบบอีอาร์พีมีราคาที่แพง ทั้งค่าติดตั้ง ค่าวางระบบ และยังมีค่าบริการรายปี ซึ่งถ้าเจ้าไหนไม่มี

คงจะเป็นองค์กรเพื่อการกุศล เพราะระบบอีอาร์พีต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินการวางระบบ

และยังมีเรื่องโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนระบบให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน ทำให้ระบบมีราคาที่แพง

และเป็นต้องจ่ายค่าบริการทุกปี ซึ่งหากไม่ทำการชำระตรงส่วนนี้ก็อาจจะทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ระบบต่อไปได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังสำหรับองค์กรที่ไม่พร้อมเรื่องการเงิน

2. การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางระบบอีอาร์พี เพราะผู้ประกอบการทุกท่านล้วนต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้น

ละสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพนักงานจะต้องทำการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้

แน่นอนว่าปัญหาที่ทุกที่จะเจอคือแรงต่อต้านจากพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานเดิมๆ

3. ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่

ระบบอีอาร์พี มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากกว่าระบบทั่วไป หากองค์กรไม่เตรียมซุปเปอร์ยูสเซอร์หรือก็คือคน

ที่สามารถแนะนำระบบการทำงานให้คนใหม่ได้ เมื่อมีคนใหม่เข้ามา และคนเก่าลาออกไป ต้องมีการจัดเทรนให้กับคนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเทรนให้กับพนักงาน ราคาต่อวันก็เป็นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่น

หากบริษัทมีระบบการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและต้องการเชื่อมโยงระบบอีอาร์พีเข้ากับระบบอื่นเช่นระบบหน้าร้าน

หรือระบบวางแผนการผลิต ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรในการใช้งาน หรือเจอบั๊กบางอย่างที่มาจากระบบ

เพราะฉะนั้นควรเลือกระบบอีอาร์พีที่โมดูลการทำงานที่ครบวงจร แม้จะต้องเปลี่ยนระบบทั้งองค์กรก็ควรต้องเปลี่ยน

เพราะจะทำให้การทำงานสมูทมากกว่าการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน

5. ปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ต้องบอกว่าปัญหาตรงส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะถ้าในองค์กรของท่านไม่มีไอทีที่คอยแบล็คอัพข้อมูล

เพื่อป้องกันการถูกแฮกจากผู้ไม่หวังดีและเข้ามาลบข้อมูลในเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมด

ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ ทำให้ปัจจุบันหลายๆ องค์กรเลือกที่จะใช้บริการคลาวด์

เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงาน และต้องบอกตรงนี้ว่าคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย

และมีความเสถียรมากกว่าการใช้เซอร์เวอร์ในการรันและเก็บข้อมูล

6. ปัญหาทางเทคนิค

อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊ก หรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

แต่ส่วนใหญ่หากระบบเจอบั๊กทางเทคนิคจะรีบแก้ไขให้เป็นกรณีเร่งด่วน

7. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล

การใช้ระบบ ERP อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ควรมีการเงื่อนไขในการซัปพอร์ตว่าอนุญาตให้เขาถึงฐานข้อมูลในระดับไหน

8. การพึ่งพาผู้ให้บริการ

ถือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการอีอาร์พีกับผู้ใช้งานต้องมากระทบกระทั่งกัน เพราะผู้ใช้บริการมักมองว่าทีมซัปพอร์ตระบบอีอาร์พีต้องจัดการทุกอย่างให้ได้

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการเข้าระบบข้อมูลภายในเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่คีย์ผิดได้

ลวร้ายสุดๆ คือไม่แจ้งอะไรแต่จะให้ซัปพอร์ตแก้ไขให้อย่างเดียว

ซึ่งในความเป็นจริงผู้ให้บริการอีอาร์พีไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการได้

ยกเว้นมีเอกสารอนุญาตซึ่งต้องลงนามจากกรรมการหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้ว่าปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีรีโมตเพื่อเข้าไปแก้ไขให้ที่หน้าจอแทน ดังนั้น

ผู้ใช้บริการไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการจนเกินไปเพราะหากการดูแลที่เกินสโคปของเงื่อนไขก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรได้

ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูง การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่ ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่นปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาจากการพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในการวางระบบทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้

Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

ระบบ PlanetOne ERP สำหรับองค์กรไทย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลาก ดังนี้ Packages

  • ระบบบัญชีรายได้รองรับส่วนลดได้หลายระดับ
  • ระบบบัญชีรายจ่าย
  • ระบบภาษี
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งซื้อ
  • ระบบสั่งขาย
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งขาย
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบควบคุมเช็คและเงินฝาก
  • ระบบควบคุมการผลิต
  • ระบบออกแบบสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • ระบบต้นทุนการผลิต
  • ระบบบาร์โค้ด (Handheld)
  • มีบริการ cloud storage (เช่าบริการรายปี)

ติดต่อสอบถามข้อมูล

Tel. 095 294 5693 คุณเจน

Office : 02 271 4362-3

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP Read More »

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก

เนื่องจากระบบอีอาร์พี เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดที่สำคัญขององค์กร

ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการเงิน การผลิต การจัดการบุคลากร และอื่น ๆ

การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กรได้

ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ซึางรายละเอียดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้ใช้แต่ละคนในองค์กร

ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ

2. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

เข้ารหัสข้อมูลทั้งในระหว่างการส่งข้อมูล (In-Transit) และในขณะที่เก็บข้อมูล (At-Rest) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น HTTPS และ SSL/TLS

3. การตรวจสอบและการเฝ้าระวัง (Monitoring and Auditing)

ตั้งค่าระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในระบบอีอาร์พี

บันทึกและวิเคราะห์ล็อกการใช้งานเพื่อการตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การบริหารจัดการแพทช์และการอัปเดต (Patch Management and Updates)

ติดตั้งการอัปเดตและแพทช์ที่สำคัญสำหรับระบบอีอาร์พี และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบและทดสอบการอัปเดตในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมาก่อนนำมาใช้จริง

5. การฝึกอบรมและการให้ความรู้แก่พนักงาน (Employee Training and Awareness)

จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้งานระบบอีอาร์พี อย่างปลอดภัยให้กับพนักงาน

ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การฟิชชิง (Phishing)

6. การสำรองข้อมูล (Data Backup)

สร้างและทดสอบแผนการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

7. การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing):

ทำการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อค้นหาช่องโหว่ในระบบอีอาร์พี และแก้ไขปัญหาที่พบก่อนที่จะถูกเจาะระบบ

ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินและทดสอบระบบอย่างรอบคอบ

8. การจัดการภัยคุกคาม (Threat Management)

มีแผนการจัดการภัยคุกคามและแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ใช้เทคโนโลยีเช่นระบบป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Systems) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) เพื่อป้องกันการโจมตี

การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอีอาร์พี จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำบัญชีขององค์กรเนื่องจากสามารถเพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการทำงาน

รวมถึงลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานบัญชี

องค์กรที่นำระบบอีอาร์พีมาใช้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่ระบบอีอาร์พีมีต่อการทำบัญชีมีดังนี้คือ

1. การบูรณาการข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำให้ข้อมูลจากทุกส่วนขององค์กรถูกบูรณาการมาอยู่ในระบบเดียว

การนำข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกันนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล ทำให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

2. การเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล

การมีข้อมูลอยู่ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทันทีแบบเรียลไทม์

ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วจากข้อมูลในระบบอีอาร์พีที่มีความโปร่งใส ถูกต้อง และเรียลไทม์

3. การปรับปรุงกระบวนการบัญชี

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับปรุงกระบวนการบัญชีโดยอัตโนมัติ เช่น การบันทึกบัญชีรายวัน การจัดทำงบการเงิน และการปิดบัญชี ทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาด

4. การจัดการและควบคุมภายใน

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการจัดการและควบคุมภายใน

เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบการทำงาน และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำบัญชี

5. การวิเคราะห์และรายงานข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันการวิเคราะห์และรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างรายงานทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

6. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการทำงาน ระบบอีอาร์พีช่วยลดต้นทุนทางการบัญชีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

7. การปรับปรุงการวางแผนและการควบคุมงบประมาณ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนงบประมาณและการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เนื่องจากสามารถติดตามค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้แบบเรียลไทม์

ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. การรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนพนักงาน สาขา หรือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ทำให้การทำบัญชีสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

การใช้ระบบอีอาร์พีในการทำบัญชีจึงเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบัญชี

ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร Read More »

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

การใช้งานระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ในธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากลักษณะของกระบวนการธุรกิจและความต้องการในการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีแตกต่างกันดังนี้คือ

ธุรกิจที่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่มีระบบผลิตมักจะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเอง เช่น โรงงานผลิตสินค้า หรือธุรกิจการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมีโมดูลหรือฟังก์ชันที่เน้นในด้านการผลิต เช่น

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

ช่วยในการวางแผนการผลิต กำหนดตารางการผลิตและการจัดการทรัพยากร

2. การจัดการวัสดุ (Material Management)

ช่วยในการควบคุมสต็อกวัสดุ การจัดการวัตถุดิบ และการควบคุมสต็อกสินค้า

3. การควบคุมคุณภาพ (Quality Management)

ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

4. การบำรุงรักษาเครื่องจักร (Maintenance Management)

ช่วยในการจัดการและวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ

5. การบริหารการผลิต (Manufacturing Execution System – MES)

ช่วยในการติดตามและจัดการกระบวนการผลิตในโรงงาน

6. การจัดการโครงการ (Project Management)

ช่วยในการจัดการโครงการใหญ่ๆ เช่น การสร้างโรงงานใหม่หรือการปรับปรุงสายการผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต เช่น ธุรกิจบริการ, การค้าปลีก, การค้าส่ง, หรือบริษัทที่ทำงานด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีการผลิตสินค้าทางกายภาพ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมุ่งเน้นที่การจัดการด้านอื่นๆ เช่น

1. การจัดการการเงิน (Financial Management)

การบัญชี, การจัดการเงินสด, การวางแผนและการควบคุมการเงิน

2. การจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

การจัดการพนักงาน, การสรรหา, การฝึกอบรม, การจ่ายเงินเดือน

3. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management – CRM)

การติดตามและจัดการข้อมูลลูกค้า, การขาย, การตลาด

4. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)

การจัดการคำสั่งซื้อ, การจัดการสต็อก, การจัดการซัพพลายเออร์

5. การจัดการโครงการ (Project Management)

การวางแผนและการติดตามโครงการต่างๆ

6. การวิเคราะห์ข้อมูล (Business Intelligence)

การวิเคราะห์และรายงานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

7. การใช้ระบบอีอาร์พีอย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ความต้องการ

ตรวจสอบความต้องการของธุรกิจและเลือกโมดูล ERP ที่เหมาะสม

8. การปรับแต่งระบบ

ปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้สอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจเฉพาะ

9. การฝึกอบรม

ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานระบบอีอาร์พี

10. การบำรุงรักษาและอัปเดต

ดูแลและอัพเดตระบบอีอาร์พีให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ทั้งนี้ การเลือกใช้และการจัดการระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความซับซ้อน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาด

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีที่อยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งระบบที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการองค์กรได้ดีที่สุดคือระบบอีอาร์พี

ซึ่งระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ และสามารถบริหารจัดการในทุกๆ แผนก และทุกๆ ส่วนขององค์กรได้

แต่ผู้ประกอบการจะทราบได้อย่างไรว่าระบบที่กำลังจะ implement หรือระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นคือระบบอีอาร์พีหรือไม่

การรู้ว่าระบบที่คุณใช้อยู่เป็นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือไม่นั้นสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นหลักของระบบดังกล่าว ดังนี้คือ

  1. การรวมข้อมูล
    ระบบอีอาร์พีจะรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรเป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ เช่น การเงิน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการสินค้าคงคลัง, การจัดซื้อ, การผลิต, และการขาย มารวมไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การจัดการทรัพยากร
    ระบบอีอาร์พีจะมีเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรขององค์กร เช่น การติดตามการใช้ทรัพยากร, การวางแผนการใช้ทรัพยากร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
  3. การปรับแต่งและการขยายตัว
    ระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งและขยายตัวได้ตามความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการทำงานและจำนวนผู้ใช้
  4. การรายงานและการวิเคราะห์
    ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบไปทำการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำงานแบบเรียลไทม์
    ระบบอีอาร์พีจะอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำได้ตลอดเวลา
  6. การบูรณาการ
    ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management), ระบบการจัดการซัพพลายเชน, และระบบ e-commerce

กล่าวโดยสรุปหากระบบที่คุณกำลังจะ implement หรือมีการใช้งานอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี Read More »

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

การตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับระบบของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ มักมีข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ มีดังนี้

1. ความยาวของรหัสผ่าน (Password Length)

รหัสผ่านควรมีความยาวขั้นต่ำที่กำหนด เช่น อย่างน้อย 8 ถึง 12 ตัวอักษร

2. ความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Complexity)

รหัสผ่านต้องประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Uppercase) และพิมพ์เล็ก (Lowercase)

มีตัวเลข (Numbers) รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีอักขระพิเศษ (Special Characters) เช่น !, @, #, $

3. การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password Change Policy)

ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เช่น ทุก 60 หรือ 90 วัน

ไม่สามารถใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ห้ามใช้รหัสผ่าน 5-10 รหัสผ่านล่าสุด

4. การล็อกเอาต์อัตโนมัติ (Automatic Logout)

หากไม่มีการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 15 หรือ 30 นาที ระบบควรทำการล็อกเอาต์อัตโนมัติ

5. การล็อกบัญชี (Account Lockout)

หากมีการพยายามเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านที่ไม่ถูกต้องเกินจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น 3 หรือ 5 ครั้ง ระบบควรล็อกบัญชีและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ

6. การตรวจสอบและบันทึก (Audit Logging and Monitoring)

การล็อกอินและกิจกรรมในระบบต่างๆ ที่มีความสำคัญควรถูกบันทึกเพื่อการตรวจสอบและวิเคราะห์ในภายหลัง

7. การให้สิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบควรเป็นไปตามหลักการของการให้สิทธิ์ตามหน้าที่งาน (Role-Based Access Control: RBAC) รวมถึงจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเท่านั้น

8. การอบรมและความตระหนัก (Training and Awareness)

ผู้ใช้ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับนโยบายการตั้งรหัสผ่านและความปลอดภัยของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มั่นคงและสอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร?

PlanetOne ERP เป็นระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือก็คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กร

ที่ไม่ไช่แค่ระบบบัญชี หรือระบบขาย แต่หมายถึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน อย่างที่ทุกคนเข้าใจก็คือทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์

เพื่อช่วยให้การบริหารธุกิจจัดการได้ง่ายขึ้น มีความถูกต้อง และแม่นยำ

จุดเริ่มต้นของการทำระบบ PlanetOne ERP

จุดเริ่มต้นมาจากทางทีมผู้พัฒนาและผู้บริหาร ได้มีโอกาสทำงานกับระบบอีอาร์พีเจ้าดังระดับโลก

ซึ่งพบว่าระบบขนาดใหญ่จากต่างประเทศทำงานได้ดีมากๆ แต่ก็ยังไม่เหมาะกับคนไทย ทั้งราคา ทั้งรูปแบบการทำงาน

เพราะราคาสูงมากๆ ถ้าจะให้ทำงานได้ตรงตามมาตรฐานของคนไทย

ด้วยสิ่งนี้ทำให้ทางทีมพัฒนาได้ออกแบบระบบอีอาร์พีเพื่อตอบโจทย์กับคนไทยให้มากที่สุด โดยโจทย์มีอยู่ว่า

ต้องเป็นระบบขนาดใหญ่ และครอบคลุมทุกการทำงาน นั่นจึงเหตุผลที่เมื่อเทียบราคาระบบของเรา


กับราคาระบบจากต่างประเทศ ทำให้เรามีราคาที่ย่อมเยาว์มากกว่า แต่ประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกัน

ระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

จากระยะเวลาที่ทางทีมงานได้มีการพัฒนาระบบมาเกือบ 30 ปี ทำให้มีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในไทยมามากกว่า 100 องค์กร

ซึ่ง 80% เป็นธุรกิจที่มีโรงงานการผลิต และ 20% เป็นบริษัทซื้อมาขายไป เรามีตัวอย่างลูกค้า

มากมายที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นระบบ PlanetOne ERP จึงเหมาะกับกับทุกประเภทธุรกิจ

แต่ถ้าถามว่าระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับบริษัทแบบไหน ทางเราขอบอกตรงนี้เลยว่า

เราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้บริษัทของตัวเองเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

เพราะเราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่งคงและยั่งยืน

เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังประสบปัญหาเรื่องกำไรน้อย มีต้นทุนที่สูง

ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำระบบ PlanetOne ERP เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจก้าวพ้นวิกฤติในการแข่งขันที่สูงเช่นนี้

ระบบ PlanetOne ERP ดีกว่าระบบเจ้าอื่นอย่างไร

ต้องกล่าวตามตรงว่าระบบอีอาร์พีทุกเจ้ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการว่าจะรับข้อดีข้อเสียแบบไหนได้

พราะสุดท้ายองค์กรก็มักจะเลือกระบบที่เข้ากับการทำงานของตัวเองมากที่สุด

แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกติดตั้งระบบ PlanetOne ERP จะช่วยธุรกิจของท่านดังต่อไปนี้

1. ลดต้นทุน- เพิ่มกำไร

ระบบ PlanetOne ERP มีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากระบบสามารถเรียกข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์

ในการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ทั้งต้นทุนแฝงที่มาจากการผลิตและต้นทุนที่มาจากการซื้อขาย

2. ระบบมีความยืดหยุ่นสูง

ระบบ PlanetOne ERP มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับทุกองค์กรได้ กล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ

เราสามารถปรับระบบได้ตาม Requiment เนื่องจากเราเป็นผู้พัฒนาและออกแบบระบบเอง


ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้ตรงตามใจผู้ใช้บริการ

Click เพื่อดูลูกค้าของเราOur customers

3. รองรับระบบภาษี ประเภท ข.

PlanetOne ERP รองรับระบบภาษีของไทย ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็ทำให้เราเหนือกว่าระบบจากต่างประเทศบางเจ้าที่ยังไม่รองรับและต้อง customized เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่ม จึงมั่นใจได้ว่าเอกสารหรือทุกการทำงานเป็นไปตามาตรฐานบัญชี

และมีความละเอียด ถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถปิดงบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4. ผ่าน ISO/IEC29110

มั่นใจว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล

5. ที่ปรึกษามืออาชีพ

ทีมงานวางระบบที่มีความชำนาญ เราไม่ใช่แค่วางระบบแต่เราเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ

เช่น ปัญหาสต๊อกเกิน ปัญหาการวิเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือปัญหาข้อมูลรายงานผิดพลาด

เพราะระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP ไม่สามารถแก้ไขได้

เพราะจะมีผลกับการออดิทขององค์กรที่หาที่มาที่ไปของเอกสารไม่ได้ ทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือ

ซึ่งในปัจจุบัน เรามีผู้ใช้บริการที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และกำลังดำเนินการเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย

.

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปได้ว่า ระบบ PlanetOne ERP มีช่วยให้บริษัทของคุณสามารถ ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร

ด้วยตัวระบบที่มความยืดหยุ่นสูงผ่าน และรองรับระบบภาษี ผ่านมาตรฐาน ISO/IEC29110 ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ

ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้บริษัทของท่านสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

และพร้อมจะดูแลธุรกิจของท่านได้อย่างยาวนาน

Click เพื่อดูรายละเอียด Package

ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลระบบ

Office : 02 271 4362-3 ต่อ 24

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน)

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร? Read More »

Scroll to Top