อีอาร์พีไทย

การเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมกับองค์กร (ERP Software Selection)

การเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมกับองค์กร (ERP Software Selection)

ในยุคดิจิทัลที่ธุรกิจต้องแข่งขันกันอย่างรวดเร็ว การนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่เหมาะสมกับองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจขั้นตอนและแนวทางในการเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.วิเคราะห์ความต้องการขององค์กร (Business Needs Analysis)

ก่อนเริ่มเลือกซอฟต์แวร์ ERP สิ่งแรกที่ต้องทำคือการวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรอย่างละเอียด โดยพิจารณาจาก:

• กระบวนการทางธุรกิจปัจจุบัน: องค์กรมีกระบวนการทำงานอย่างไร และมีจุดอ่อนหรือปัญหาอะไรที่ต้องการแก้ไข

• เป้าหมายทางธุรกิจ: ระบบ ERP ควรช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวขององค์กร เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน หรือการขยายตลาด

• ความต้องการเฉพาะทาง: แต่ละองค์กรมีความต้องการเฉพาะทาง เช่น การจัดการคลังสินค้า การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือการวางแผนการผลิต (MRP)

การวิเคราะห์ความต้องการจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าองค์กรต้องการระบบ ERP ที่มีฟังก์ชันการทำงานอะไรบ้าง และสามารถจัดลำดับความสำคัญของฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้

2.กำหนดงบประมาณและทรัพยากร

การลงทุนในระบบ ERP เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดงบประมาณที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้การเลือกซอฟต์แวร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรพิจารณา:

• ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น: ค่าซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และค่าบริการที่ปรึกษา

• ค่าใช้จ่ายระยะยาว: ค่าบำรุงรักษา ค่าอัปเกรดระบบ และค่าฝึกอบรมพนักงาน

• ทรัพยากรภายใน: ทีมงานที่มีความพร้อมในการใช้งานและดูแลระบบ

3.เปรียบเทียบซอฟต์แวร์ ERP ในตลาด

ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ ERP มากมายในตลาด ทั้งแบบ On-Premise และ Cloud-Based ซึ่งแต่ละระบบมีความแตกต่างกันในด้านฟังก์ชันการทำงาน ความยืดหยุ่น และราคา ขั้นตอนการเปรียบเทียบควรพิจารณาจาก:

• ความสามารถของซอฟต์แวร์: ระบบ ERP ควรมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมความต้องการขององค์กร เช่น การจัดการการเงิน การผลิต การจัดซื้อ และการบริหารทรัพยากรบุคคล

• ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization): ระบบควรสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะขององค์กร

• ความเข้ากันได้กับระบบเดิม: ระบบ ERP ใหม่ควรสามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมได้อย่างราบรื่น

• ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ: เลือกผู้ให้บริการที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างซอฟต์แวร์ ERP ที่นิยมใช้ในตลาด ได้แก่ SAP, Oracle, Microsoft Dynamics, และ Odoo

4.ทดลองใช้ระบบ (Demo และ Trial)

การทดลองใช้ระบบเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คุณเห็นภาพจริงของซอฟต์แวร์ ERP ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยควร:

• จัดการสาธิต (Demo) จากผู้ให้บริการเพื่อดูฟีเจอร์และความสามารถของระบบ

• ขอทดลองใช้ระบบ (Trial) เพื่อทดสอบการทำงานจริงในสภาพแวดล้อมขององค์กร

• เก็บรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริงในองค์กร

5.พิจารณาการสนับสนุนและการบำรุงรักษา

ระบบ ERP เป็นระบบที่ต้องใช้งานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสนับสนุนจากผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยควรพิจารณา:

• การสนับสนุนทางเทคนิค: ผู้ให้บริการมีทีมสนับสนุนที่พร้อมช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

• การอัปเดตระบบ: ผู้ให้บริการมีการอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย

• การฝึกอบรม: ผู้ให้บริการมีโปรแกรมฝึกอบรมที่ช่วยให้พนักงานเข้าใจและใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.ประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

การลงทุนในระบบ ERP ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่องค์กรจะได้รับในระยะยาว โดยควรประเมิน:

• การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ระบบ ERP ช่วยลดเวลาและทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการต่าง ๆ

• การลดต้นทุน: การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

• การเพิ่มรายได้: ระบบ ERP ช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

7.ตัดสินใจและดำเนินการ

หลังจากผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ข้างต้น คุณจะสามารถตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่เหมาะสมกับองค์กรได้ หลังจากนั้นควรวางแผนการติดตั้งและการใช้งานอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ระบบ ERP สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้

สรุป

การเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่เหมาะสมกับองค์กรเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ โดยต้องพิจารณาจากความต้องการขององค์กร งบประมาณ ความสามารถของซอฟต์แวร์ และการสนับสนุนจากผู้ให้บริการ การเลือกระบบ ERP ที่ตอบโจทย์จะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

Read More »

การเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)

การเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP

การเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นกระบวนการที่สำคัญเพื่อให้บริษัทสามารถเลือกโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของตนเองได้ ต่อไปนี้คือลำดับขั้นตอนที่ควรพิจารณาในการเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP:

1. ระบุความต้องการขององค์กร

ก่อนที่จะเริ่มต้นเปรียบเทียบราคา จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าองค์กรของคุณต้องการฟังก์ชันใดจากระบบ ERP เช่น การจัดการการเงิน, การจัดการสินค้าคงคลัง, การขายและการตลาด, การผลิต, หรือการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น

ระบบ ERP แบบ Cloud (Software as a Service) หรือ On-Premise (ติดตั้งในองค์กร)

ความสามารถในการรองรับจำนวนผู้ใช้

ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งฟังก์ชันต่างๆ

2. คำนวณต้นทุนทั้งหมด (Total Cost of Ownership – TCO)

เมื่อพิจารณาราคาของระบบ ERP ควรคำนึงถึงต้นทุนทั้งหมดไม่ใช่แค่ราคาซื้อหรือค่าใบอนุญาต ซึ่งประกอบด้วย:

ค่าใบอนุญาต (License fees): ราคาที่ต้องจ่ายในการซื้อระบบ ERP หรือการสมัครใช้บริการ

ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง: รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับแต่งระบบเพื่อให้เหมาะสมกับธุรกิจ

ค่าอบรมและการสนับสนุน: ต้องคำนึงถึงการฝึกอบรมพนักงานและการสนับสนุนหลังการขาย

ค่าบำรุงรักษา: ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบในระยะยาว

3. เปรียบเทียบราคาและฟังก์ชัน

เมื่อได้ทราบความต้องการขององค์กรและต้นทุนทั้งหมดแล้ว ต่อไปคือการเปรียบเทียบราคาของแต่ละผู้ให้บริการ ERP ตามฟังก์ชันที่ต้องการ:

ตรวจสอบฟังก์ชันพื้นฐาน: ว่าระบบที่เสนอมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์หรือไม่ เช่น การจัดการการเงิน, บัญชี, การขาย, การจัดการสินค้าคงคลัง

พิจารณาความยืดหยุ่นและการปรับแต่งได้: ระบบ ERP ที่ดีควรสามารถปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจเฉพาะขององค์กร

เปรียบเทียบความสามารถในการรองรับการขยายตัว: หากองค์กรของคุณเติบโตเร็ว ระบบ ERP ควรสามารถรองรับการขยายตัวได้

4. พิจารณาบริการหลังการขาย

การสนับสนุนหลังการขายมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น:

บริการดูแลซอฟต์แวร์: บริษัทที่จำหน่าย ERP ควรให้บริการอัพเดตและแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

การสนับสนุนทางเทคนิค: ควรมีช่องทางการติดต่อที่สะดวกและตอบสนองเร็ว

การฝึกอบรม: ระบบที่ดีควรมีการฝึกอบรมที่ช่วยให้พนักงานสามารถใช้ระบบได้เต็มประสิทธิภาพ

5. เปรียบเทียบระยะเวลาในการคืนทุน (ROI)

การลงทุนในระบบ ERP ควรพิจารณาถึงระยะเวลาที่จะคืนทุนหรือผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ซึ่งสามารถประเมินได้จาก:

การลดต้นทุนจากการทำงานที่ไม่เป็นระเบียบหรือการใช้เวลานานในการทำงาน

ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจที่ดีขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละแผนก

6. ขอคำแนะนำจากผู้ใช้งานจริง

การศึกษาจากผู้ใช้งานที่เคยใช้ระบบ ERP ที่คุณสนใจมาก่อนจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น ความสะดวกในการใช้งาน การสนับสนุนจากผู้ให้บริการ และประสิทธิภาพการทำงานจริง

7. ทดสอบระบบก่อนการตัดสินใจ

หากเป็นไปได้ ควรขอทดสอบการใช้งานระบบ ERP ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับองค์กรของคุณ

สรุป:

การเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP ไม่ใช่แค่การดูราคาค่าบริการเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงฟังก์ชันการทำงาน, ต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง, การสนับสนุนหลังการขาย และการคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของคุณจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในระบบ ERP ที่เลือก

การเปรียบเทียบราคาของระบบ ERP Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้อง Customized ระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้อง Customized ระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้อง Customized ระบบอีอาร์พี

ในยุคที่ธุรกิจต้องการความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ได้รับความนิยมอย่างมากในการช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถจัดการข้อมูลและทรัพยากรในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ ERP แบบมาตรฐานมักจะมีฟังก์ชันพื้นฐานที่รองรับการทำงานในหลายๆ ด้าน

เช่น การบัญชี การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการคลังสินค้า การขายและการซื้อ

แต่บางครั้งฟังก์ชันที่มีอาจจะไม่เพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานภายในองค์กรดังนั้นการปรับแต่งหรือ Customized ระบบ ERP จึงเป็นทางเลือกที่หลายๆ องค์กรเลือกใช้ เพื่อให้ระบบสามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการที่เฉพาะเจาะจงขององค์กรมากขึ้น

ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าธุรกิจของคุณต้องการการ Customized ระบบ ERP

กระบวนการธุรกิจที่ซับซ้อน หากธุรกิจของคุณมีกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนหรือมีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่สามารถรองรับได้โดยระบบ ERP มาตรฐาน เช่น กระบวนการผลิตที่ต้องการการติดตามหลายขั้นตอน หรือระบบจัดการการขนส่งที่มีความซับซ้อน การปรับแต่งระบบ ERP ให้รองรับกระบวนการเฉพาะของธุรกิจจะช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องการฟังก์ชันที่ไม่รวมอยู่ในระบบ ERP มาตรฐาน บางครั้งระบบ ERP มาตรฐานอาจไม่มีฟังก์ชันบางอย่างที่ธุรกิจต้องการ เช่น การติดตามสินค้าตามขั้นตอนการผลิต หรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนในรูปแบบที่เฉพาะเจาะจง การปรับแต่งระบบ ERP จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มฟังก์ชันเหล่านี้ได้ตามความต้องการ

การรวมระบบ ERP กับระบบอื่น ๆ ในบางธุรกิจอาจมีการใช้งานระบบอื่นๆ ที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP มาตรฐานได้ เช่น ระบบการจัดการคลังสินค้า, ระบบ CRM หรือระบบบัญชีที่มีอยู่แล้ว การปรับแต่งระบบ ERP ให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบเหล่านี้ได้จะช่วยให้การทำงานของธุรกิจเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการทำงานซ้ำซ้อน

ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละแผนก ในบางองค์กรที่มีหลายแผนกที่มีลักษณะการทำงานแตกต่างกัน เช่น แผนกการผลิตที่ต้องการฟังก์ชันการควบคุมการผลิต และแผนกการเงินที่ต้องการฟังก์ชันการจัดการงบประมาณ การปรับแต่งระบบ ERP ให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละแผนกจะช่วยให้การทำงานของทุกแผนกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ขนาดของธุรกิจ ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่หรือกำลังขยายตัวมักต้องการระบบ ERP ที่สามารถปรับขนาดได้ตามการเติบโต หากธุรกิจของคุณมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง เช่น การจัดการหลายสาขาหรือการจัดการทรัพยากรในหลายประเทศ การปรับแต่งระบบ ERP เพื่อให้รองรับความต้องการที่ซับซ้อนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ข้อดีของการปรับแต่งระบบ ERP (Customized ERP)

ตอบโจทย์ธุรกิจได้ดีขึ้น: การปรับแต่งระบบ ERP ให้เหมาะสมกับธุรกิจจะช่วยให้ระบบนั้นตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการขององค์กร และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น

ความยืดหยุ่นสูง: ระบบที่ปรับแต่งจะสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการเติบโตของธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงาน

การรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง: การปรับแต่งระบบ ERP ช่วยให้สามารถรวมข้อมูลจากหลายแหล่งในองค์กร ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น: การปรับแต่งระบบช่วยตัดทอนกระบวนการที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน ลดเวลาในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

ข้อเสียของการปรับแต่งระบบ ERP

ค่าใช้จ่ายสูง: การปรับแต่งระบบ ERP อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการใช้ระบบ ERP มาตรฐาน เนื่องจากต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการพัฒนา

ความซับซ้อนในการบำรุงรักษา: ระบบที่ถูกปรับแต่งมักจะมีความซับซ้อนในการบำรุงรักษามากกว่าระบบมาตรฐาน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาหากต้องการอัปเดตหรือปรับปรุงระบบในอนาคต

ต้องการผู้เชี่ยวชาญ: การปรับแต่งระบบ ERP จำเป็นต้องใช้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและปรับแต่งซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจเป็นภาระในการหาผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม

สรุป

การตัดสินใจว่าคุณต้องการ Customized ERP หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกระบวนการธุรกิจและความต้องการเฉพาะขององค์กร

หากระบบ ERP มาตรฐานไม่สามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรได้

การปรับแต่งระบบ ERP อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งระบบ ERP ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงและต้องการการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน ควรประเมินความคุ้มค่าของการปรับแต่งระบบให้ดีก่อนตัดสินใจ.

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้อง Customized ระบบอีอาร์พี Read More »

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP 

การเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มีข้อดีหลายประการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร โดยเฉพาะในบริษัทที่มีเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่นำ AI เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อลดจำนวนคนทำงาน และนำระบบ ERP เข้ามาเชื่อมเพื่อส่งข้อมูลคำสั่งในการผลิตกับเครื่องจักรเพื่อลดงานและลดข้าผิดพลาดในการวิเคราะห์ต้นทุน 

ซึ่งข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP มีทั้งหมดดังนี้: 

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency) 
  1. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) 
  1. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) 
  1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making) 
  1. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes) 
  1. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality) 
  1. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings) 

ซึ่งทั้ง 7 หัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดเวลาในการทำงานและลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งเมื่อใช้ API เชื่อมข้อมูลทั้ง 2 เข้าด้วยกันทำให้เสริมประสิทธิภาพได้แม่นยำมากขึ้น 

2. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance): AI และ ERP สามารถคาดการณ์การเสื่อมสภาพของเครื่องจักรและเตือนก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ทำให้สามารถบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ก่อนที่จะเกิดปัญหา ลดเวลาการหยุดทำงานของเครื่องจักรและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม 

3. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้วัสดุและการผลิต เพื่อให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนวัสดุหรือการมีวัสดุเกินความต้องการ 

4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making): การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบ ERP สามารถช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจที่มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ 

5. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes): AI และ ERP สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานและการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

6. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality): AI และ ERP สามารถตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ และระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ 

7. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings): การใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ และการจัดการสินค้าคงคลัง สามารถลดต้นทุนในการผลิตและดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ 

การเชื่อมต่อ AI กับระบบ ERP เป็นการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

erp for Thailand

ระบบ PlanetOne ERP ระบบอีอาร์พีของคนไทย สามารถเชื่อมเข้ากับ AI ในเครื่องจักร เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ต้นทุน ลดข้อผิดพลาดและเวลาในการทำงาน Click เพื่อเข้าสู่หน้า Package Review

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP  Read More »

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP

การใช้งานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ทุกระบบล้วนอาจก่อให้เกิดปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่นบั๊กจากการใช้งาน

หรือ อะไรที่เคยทำได้แต่เมื่อมีระบบเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานในแบบเดิมๆ ได้

ซึ่งบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี

โดยมีข้อมูลทั้งหมดดังนี้

1. ปัญหาจากค่าใช้จ่ายสูง

ต้องขออนุญาตแจ้งแบบไม่ปิดบังว่าระบบอีอาร์พีมีราคาที่แพง ทั้งค่าติดตั้ง ค่าวางระบบ และยังมีค่าบริการรายปี ซึ่งถ้าเจ้าไหนไม่มี

คงจะเป็นองค์กรเพื่อการกุศล เพราะระบบอีอาร์พีต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินการวางระบบ

และยังมีเรื่องโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนระบบให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน ทำให้ระบบมีราคาที่แพง

และเป็นต้องจ่ายค่าบริการทุกปี ซึ่งหากไม่ทำการชำระตรงส่วนนี้ก็อาจจะทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ระบบต่อไปได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังสำหรับองค์กรที่ไม่พร้อมเรื่องการเงิน

2. การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางระบบอีอาร์พี เพราะผู้ประกอบการทุกท่านล้วนต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้น

ละสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพนักงานจะต้องทำการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้

แน่นอนว่าปัญหาที่ทุกที่จะเจอคือแรงต่อต้านจากพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานเดิมๆ

3. ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่

ระบบอีอาร์พี มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากกว่าระบบทั่วไป หากองค์กรไม่เตรียมซุปเปอร์ยูสเซอร์หรือก็คือคน

ที่สามารถแนะนำระบบการทำงานให้คนใหม่ได้ เมื่อมีคนใหม่เข้ามา และคนเก่าลาออกไป ต้องมีการจัดเทรนให้กับคนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเทรนให้กับพนักงาน ราคาต่อวันก็เป็นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่น

หากบริษัทมีระบบการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและต้องการเชื่อมโยงระบบอีอาร์พีเข้ากับระบบอื่นเช่นระบบหน้าร้าน

หรือระบบวางแผนการผลิต ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรในการใช้งาน หรือเจอบั๊กบางอย่างที่มาจากระบบ

เพราะฉะนั้นควรเลือกระบบอีอาร์พีที่โมดูลการทำงานที่ครบวงจร แม้จะต้องเปลี่ยนระบบทั้งองค์กรก็ควรต้องเปลี่ยน

เพราะจะทำให้การทำงานสมูทมากกว่าการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน

5. ปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ต้องบอกว่าปัญหาตรงส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะถ้าในองค์กรของท่านไม่มีไอทีที่คอยแบล็คอัพข้อมูล

เพื่อป้องกันการถูกแฮกจากผู้ไม่หวังดีและเข้ามาลบข้อมูลในเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมด

ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ ทำให้ปัจจุบันหลายๆ องค์กรเลือกที่จะใช้บริการคลาวด์

เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงาน และต้องบอกตรงนี้ว่าคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย

และมีความเสถียรมากกว่าการใช้เซอร์เวอร์ในการรันและเก็บข้อมูล

6. ปัญหาทางเทคนิค

อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊ก หรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

แต่ส่วนใหญ่หากระบบเจอบั๊กทางเทคนิคจะรีบแก้ไขให้เป็นกรณีเร่งด่วน

7. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล

การใช้ระบบ ERP อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ควรมีการเงื่อนไขในการซัปพอร์ตว่าอนุญาตให้เขาถึงฐานข้อมูลในระดับไหน

8. การพึ่งพาผู้ให้บริการ

ถือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการอีอาร์พีกับผู้ใช้งานต้องมากระทบกระทั่งกัน เพราะผู้ใช้บริการมักมองว่าทีมซัปพอร์ตระบบอีอาร์พีต้องจัดการทุกอย่างให้ได้

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการเข้าระบบข้อมูลภายในเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่คีย์ผิดได้

ลวร้ายสุดๆ คือไม่แจ้งอะไรแต่จะให้ซัปพอร์ตแก้ไขให้อย่างเดียว

ซึ่งในความเป็นจริงผู้ให้บริการอีอาร์พีไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการได้

ยกเว้นมีเอกสารอนุญาตซึ่งต้องลงนามจากกรรมการหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้ว่าปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีรีโมตเพื่อเข้าไปแก้ไขให้ที่หน้าจอแทน ดังนั้น

ผู้ใช้บริการไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการจนเกินไปเพราะหากการดูแลที่เกินสโคปของเงื่อนไขก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรได้

ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูง การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่ ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่นปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาจากการพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในการวางระบบทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้

Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

ระบบ PlanetOne ERP สำหรับองค์กรไทย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลาก ดังนี้ Packages

  • ระบบบัญชีรายได้รองรับส่วนลดได้หลายระดับ
  • ระบบบัญชีรายจ่าย
  • ระบบภาษี
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งซื้อ
  • ระบบสั่งขาย
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งขาย
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบควบคุมเช็คและเงินฝาก
  • ระบบควบคุมการผลิต
  • ระบบออกแบบสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • ระบบต้นทุนการผลิต
  • ระบบบาร์โค้ด (Handheld)
  • มีบริการ cloud storage (เช่าบริการรายปี)

ติดต่อสอบถามข้อมูล

Tel. 095 294 5693 คุณเจน

Office : 02 271 4362-3

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP Read More »

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการผสานเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรและกระบวนการธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลายด้าน

ซึ่งวิธีที่ระบบอีอาร์พีสามารถช่วยสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนมีดังนี้คือ

1. การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การลดการสิ้นเปลือง

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างละเอียด ทำให้ลดการสิ้นเปลืองและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนทรัพยากร

การวางแผนและจัดการทรัพยากร (เช่น วัตถุดิบ, พนักงาน, เครื่องจักร) อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและลดของเสีย

2. การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

การติดตามและตรวจสอบ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถติดตามการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืนและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการสินค้าคงคลัง

ระบบอีอาร์พีช่วยลดสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นและลดการสูญเสียจากสินค้าที่ล้าสมัย

3. การบริหารจัดการด้านพลังงานและทรัพยากร

การวิเคราะห์การใช้พลังงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถหาวิธีการลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การจัดการข้อมูลและการรายงานความยั่งยืน

การรวบรวมข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ทำให้สามารถสร้างรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

การสร้างรายงาน

ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างรายงานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

5. การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร

การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร

ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการและติดตามการฝึกอบรมพนักงานในเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร

ระบบอีอาร์พีช่วยส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน โดยการสร้างความโปร่งใสและการสื่อสารภายในองค์กร

6. การสนับสนุนการตัดสินใจอย่างยั่งยืน

การวิเคราะห์และคาดการณ์

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและการคาดการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและมีความยั่งยืนเป็นเป้าหมาย

ระบบอีอาร์พีในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี Read More »

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

การทำ Digital Transformation หรือการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล มีความสำคัญและมีประโยชน์มากมายต่อองค์กรและธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้การทำ Digital Transformation มีความสำคัญคือ

1. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้กระบวนการทำงานภายในองค์กรมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการสามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากงานที่ต้องทำด้วยมือ

2. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาด

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

การทำ Digital Transformation ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

3. การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การติดต่อสื่อสารและการให้บริการลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น

4. การสร้างนวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ

การทำ Digital Transformation เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และสร้างรายได้จากธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ

เช่น การทำ E-commerce, การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม

5. การปรับปรุงการตัดสินใจด้วยข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้องค์กรสามารถเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

6. การเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกัน

การทำ Digital Transformation ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ผ่านการใช้เครื่องมือการทำงานร่วมกันออนไลน์

เช่น การประชุมผ่านวิดีโอ, การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

7. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลและการทำ Digital Transformation ช่วยให้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication), การเข้ารหัสข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี Blockchain

การทำ Digital Transformation จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร

แต่เป็นกระบวนการที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กร การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการพัฒนาทักษะของพนักงาน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation Read More »

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร

การเริ่มต้น Digital Transformation มักเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความหลากหลาย

แต่ขั้นตอนหลักๆ ที่สามารถช่วยให้การเริ่มต้น Digital Transformationนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นมีดังนี้คือ

1. วิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการ Digital Transformation ที่ชัดเจน

3. จัดทำแผนการดำเนินงานที่เหมาะสม (Appropriate operational plan)

4. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Infrastructure Preparation)

5. ปรับปรุงหรืออัพเกรดพื้นที่ต่างๆ ตามความต้องการของการ Digital Transformation

6. การเลือกและการใช้เทคโนโลยี (Technology Selection and Implementation)

7. การสร้างศักยภาพทางองค์กร (Organizational Capability Building)

8. การตรวจสอบและการปรับปรุง (Evaluation and Iteration)

รายละเอียดในหัวข้อต่างๆ มีดังนี้

1. วิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)

ทำการทบทวนปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อธุรกิจ เช่น แนวโน้มของตลาด และความสามารถในการแข่งขัน

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการ Digital Transformation ที่ชัดเจน

เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การปรับตัวกับตลาดออนไลน์ เป้าหมายเช่นเพิ่มยอดขายหรือลดค่าใช้จ่าย

3. จัดทำแผนการดำเนินงานที่เหมาะสม

รวมถึงการกำหนดงบประมาณ และกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับโครงการ

4. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Infrastructure Preparation)

ตรวจสอบระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น ระบบ IT และโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย

5. ปรับปรุงหรืออัพเกรดพื้นที่ต่างๆ ตามความต้องการของการ Digital Transformation

จัดหาและปรับปรุงเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) หรือระบบคลังข้อมูล (Data Warehouse) (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบ ERP สามารถทำอะไรได้บ้าง)

6. การเลือกและการใช้เทคโนโลยี (Technology Selection and Implementation)

เลือกและปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาและบรรยากาศธุรกิจ

เช่น Cloud Computing, Big Data Analytics, AI ฯลฯ พัฒนาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้

7. การสร้างศักยภาพทางองค์กร (Organizational Capability Building)

ฝึกอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจและสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม

สร้างทีมงานที่มีความสามารถในการพัฒนาและบริหารจัดการเทคโนโลยี

สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน

8. การตรวจสอบและการปรับปรุง (Evaluation and Iteration)

วัดผลและตรวจสอบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ปรับปรุงแผนการดำเนินงานตามผลการประเมิน และทำการเรียนรู้จากประสบการณ์

การ Digital Transformation ไม่ได้เป็นกระบวนการที่จบเสร็จได้ในขั้นตอนเดียว

แต่เป็นกระบวนการที่ต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในองค์กรตลอดเวลา

เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้ระบบอีอาร์พี

การรู้ว่าธุรกิจต้องการใช้ระบบ Enterprise Resource Planning สามารถดำเนินการได้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

1. วิเคราะห์ความต้องการธุรกิจ

การวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ เช่น ความซับซ้อนในการบริหารจัดการทรัพยากรหลายประเภท การมีการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกต่าง ๆ ภายในองค์กร เป็นต้น

2. การทบทวนกระบวนการธุรกิจ

การตรวจสอบกระบวนการธุรกิจที่มีอยู่และการระบุปัญหาหรือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรในองค์กร

3. การวิเคราะห์ความพร้อมของระบบ

การตรวจสอบว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบันและในอนาคตได้หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมทางทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ ระบบอีอาร์พี

4. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอีอาร์พี

การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอีอาร์พีและการทำงานของมัน เพื่อเข้าใจว่าระบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ

5. การประเมินค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์

การประเมินค่าใช้จ่ายในการนำเข้าระบบอีอาร์พี รวมถึงการประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้ระบบอีอาร์พี ในระยะยาว

6. การเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

การสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี และการเข้าใจการสนับสนุนที่พวกเขาจะให้ รวมถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับความต้องการขององค์กร

7. การวางแผนโครงการ

การวางแผนการนำเข้าระบบอีอาร์พีในองค์กร รวมถึงการกำหนดเป้าหมาย การวางแผนการดำเนินงาน และการจัดทีมงานที่เหมาะสมสำหรับโครงการ

การทำความเข้าใจความต้องการขององค์กรและการวางแผนการนำเข้าระบบอีอาร์พีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้ระบบอีอาร์พี Read More »

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

การหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีที่เชื่อถือได้นั้นเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้โครงการของคุณเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อยและสามารถวางระบบได้สำเร็จ (Click เพื่ออ่านต่อ ผู้ให้บริการอีอาร์พี Support การใช้งานระบบให้ลูกค้าอย่างไร)

5 ขั้นตอนที่คุณสามารถทำเพื่อหาที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้สำหรับการวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. วางแผนและวิเคราะห์ความต้องการ

ทำการวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจของคุณอย่างละเอียด รวมถึงกระบวนการทางธุรกิจที่คุณต้องการปรับปรุงด้วยระบบอีอาร์พี

สร้างขอบเขตของโครงการ เข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการวางระบบอีอาร์พี

2. ค้นหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ

สำรวจที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการวางระบบอีอาร์พี

โดยสามารถตรวจสอบได้จากการอ้างอิงผลงานและรีวิวจากลูกค้าก่อนหน้า

อาจหาข้อมูลรีวิวต่าง ๆ ได้จากบน google หรือที่ปรึกษาของบริษัทคุณเอง

3.จัดทำรายการคุณสมบัติ (Feature List) และเปรียบเทียบ

จัดทำรายการคุณสมบัติที่ต้องการจากระบบอีอาร์พีเปรียบเทียบคุณสมบัติที่ทุกที่ปรึกษาเสนอ

เพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจของคุณ

4. ประชุมและบรรยายโครงการ

จัดการประชุมกับที่ปรึกษาที่เลือก เพื่อบรรยายโครงการและสอบถามคำถาม

คำนึงถึงแผนการปรับปรุง action ของทีมโครงการ และการดำเนินการในระหว่างการวางระบบ

5. ตรวจสอบราคาและข้อตกลง

ขอใบเสนอราคาจากที่ปรึกษาที่เลือก จากนั้นทำการตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไข

รวมถึงความชัดเจนเรื่องการ support ใช้งานระบบให้กับ user การฝึกอบรม และการบริการหลังการขาย

การเลือกที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โครงการวางระบบอีอาร์พีของคุณประสบความสำเร็จ

ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ดังนั้นแนวทางในการหาที่ปรึกษาวางระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมควรปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของธุรกิจของคุณด้วยเช่นกัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมด

เช่น การบัญชี, การเงิน, การผลิต, การคลังสินค้า, การจัดจำหน่าย, และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้ขาย

รายงานที่สร้างขึ้นจากระบบอีอาร์พีมีความสำคัญอย่างมาก

เนื่องจากช่วยให้ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจเข้าใจสถานะและประสิทธิภาพของธุรกิจได้ดีขึ้น

การแสดงรายงานของระบบอีอาร์พีมักจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านต่างๆ ของธุรกิจ (Click เพื่ออ่านต่อ Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง)

เช่น รายงานการขาย, รายงานการเงิน, รายงานการผลิต, รายงานคลังสินค้า เป็นต้น

โดยรายงานเหล่านี้สามารถจัดทำให้เป็นระยะเวลาเฉพาะ (รายเดือน, รายไตรมาส, รายปี) หรือเป็นรายงานเรียลไทม์ทันทีตามความต้องการของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ระบบอีอาร์พียังสามารถสร้างรายงานที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

เช่น การทำนายยอดขายในอนาคต, การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในกระบวนการผลิต เป็นต้น

รูปแบบและเนื้อหาของรายงานของระบบอีอาร์พีจะขึ้นอยู่กับความต้องการและการกำหนดค่าที่ถูกต้องขององค์กรแต่ละราย

โดยมักจะมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละที่ (Click เพื่ออ่านต่อ องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี)

ตัวอย่างรายงานแบบต่าง ๆ ที่ระบบอีอาร์พีสามารถทำได้

ระบบอีอาร์พีมักจะมีความสามารถในการสร้างรายงานในรูปแบบกราฟต่าง ๆ เพื่อช่วยในการแสดงข้อมูลอย่างกระชับและชัดเจน

รูปแบบกราฟต่าง ๆ ที่ระบบอีอาร์พีสามารถทำได้ประกอบไปด้วย

1. กราฟเส้น (Line Graphs)

ใช้แสดงแนวโน้มของข้อมูลตลอดเวลา เช่น ยอดขายประจำเดือนในรอบหลาย ๆ ปี

เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. กราฟแท่ง (Bar Graphs)

ช่วยในการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

เช่น ยอดขายรายสินค้าในปีล่าสุด โดยแยกตามกลุ่มสินค้า

3. กราฟวงกลม (Pie Charts)

แสดงสัดส่วนของข้อมูลในกลุ่ม โดยเน้นการแสดงสัดส่วนของกลุ่มต่าง ๆ

เช่น สัดส่วนของยอดขายแต่ละสินค้าต่อรายได้รวม

4. กราฟเส้นที่แยกสี (Multi-line Graphs)

ช่วยในการเปรียบเทียบแนวโน้มของข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน

เช่น การเปรียบเทียบยอดขายของสินค้า A, B, และ C ในรอบปีล่าสุด

5. กราฟแท่งที่แสดงความผันแปรของข้อมูล (Histograms)

ใช้สำหรับแสดงการกระจายของข้อมูลในกลุ่ม

เช่น การแสดงรายได้ของลูกค้าตามช่วงราคาสินค้า

6. กราฟความสัมพันธ์ (Scatter Plots)

แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองตัวแปร

เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณการขาย

การเลือกใช้กราฟที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้อมูลมีความชัดเจนและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการตัดสินใจและวิเคราะห์ข้อมูลในองค์กร

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง Read More »

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นสิ่งที่สำคัญเนื่องจากสภาวะตลาดและสภาวะธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ซึ่งเหตุผลหลักที่ต้องเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ:

ธุรกิจต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดเพื่อทำให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าและการแข่งขัน การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่าน การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร)

2. การทำงานร่วมกัน:

ในสภาวะที่พนักงานต้องทำงานที่หลากหลายสถานที่ การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพ:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการทำงานและบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยลดการซ้ำซ้อนในกระบวนการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

4.การป้องกันความเสี่ยง:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเพื่อการตรวจสอบและควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น ป้องกันการบุกรุกทางไซเบอร์, การละเมิดข้อมูล, หรือความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดกฎหมาย

5.การปรับตัวต่อเทคโนโลยี:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การนำเข้า Machine Learning หรือการประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อเพิ่มความมั่นคงและประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นการเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวต่อสภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร Read More »

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP)

หากให้พูดถึงการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP ก็มักจะไม่บ่อยนักที่ผู้ประกอบจะทำการเปลี่ยนระบบใหม่ “เพราะการเปลี่ยนระบบใหม่ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายบ้าน” สิ่งที่ต้องเจอคือความยุ่งยากในการเริ่มต้นใหม่และความเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการขึ้นระบบ

ซึ่งสาเหตุหลักๆที่พบได้ส่วนใหญ่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ไม่ว่าจะธุรกิจประเภทอะไรก็ตาม ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เปลี่ยนไปตามนโยบายหรือข้อกฏหมายต่างๆ

แต่หากระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

ที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะเปลี่ยนระบบใหม่ที่สามารถพัฒนาเพื่อให้ทันต่อความต้องการขององค์กรได้

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่หลาย ๆ ธุรกิจ จะทำการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้สอดคล้องกับองค์กรให้มากที่สุด แต่ถ้าระบบอีอาร์พีที่ใช้ในปัจจุบัน

ไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาการทำงานหรือวิธีการให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรได้

ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่

3. การลดค่าใช้จ่าย

มีหลายองค์กรที่ใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เจ้าดังระดับโลกและเลิกการใช้งานเพราะไปต่อกับค่าใช้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างสูงไม่ไหว

และเริ่มมองหาระบบอีอาร์พีเจ้าเล็กๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจแค่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้

เพราะองค์กรก็มีประสบการณ์ในการลงระบบมาบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ในปัจจุบันระบบอีอาร์พี (ERP)

ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทยก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าแต่ระบบการทำงานเทียบเท่ากับเจ้าดังๆ ก็มีให้เห็นได้ไม่น้อย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

หลายองค์กรชอบเข้าใจผิดว่าระบบที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) แต่การทำงานของระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานระดับสากล กล่าวคือ

ทั้งระบบต้องเชื่อมโยงถึงกัน โดยไม่แยกข้อมูลในการทำงาน

เช่น ฝั่งขายจะส่งข้อมูลไปที่คลังเพื่อตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ และคลังเชื่อมข้อมูลไปที่จัดซื้อและฝั่งผลิต เพื่อทำการผลิตหรือสั่งสินค้าตามออเดอร์ที่ขาด

เพราะฉะนั้นหากองค์กรของท่านยังแยกระบบการทำงานอยู่ ก็มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาเช่น

ข้อมูลการทำงานอาจไม่ถูกต้อง เพิ่มงานและยังเสียเวลา อาจะเกิดข้อผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้

พราะฉะนั้นหากธุรกิจของท่านยังแยกระบบการทำงาน ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาระบบใหม่ที่รองรับการทำงานได้ทุกแผนกเพื่อส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

ถึงจะเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) ทุกเจ้า จะมีข้อดีข้อเสียที่เหมือนกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะหากระบบอีอาร์พี (ERP) ไม่สามารถเรียกรายงานได้แบบเรียลไทม์ และสามารถกำหนดข้อมูลที่ปรากฏบนหน้ารายงานได้อยางมีประสิทธิภาพ ก็ส่งผลให้องค์กรเลือกที่จะหาระบบใหม่ มาแทนที่ระบบที่ใช้ปัจจุบัน

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

ระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีการพัฒนาไม่ต่างไปจากพวกระบบปฏิบัติการอื่นๆ ซึ่งก็มีเทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี

จึงเป็นสาเหตุให้องค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในยุคดิจิตอล ตัดสินใจเปลี่ยนระบบใหม่เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้งาน AI, Machine Learning, หรือ Blockchain

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ในองค์กร

จากบทความที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สาเหตุที่องกรณ์ตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) มีทั้งหมด 6 หัวข้อดังต่อไปนี้ click เพื่ออ่าน 3 เหตุผล ที่องค์กรเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

3. การลดค่าใช้จ่าย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

แต่ไม่ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) จะเป็นอะไร ทางผู้เขียนก็ยังคงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP )

เพื่อนำมาใช้งานในองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างประสิทธิภาพ click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

หากต้องการระบบอีอาร์พีที่มีขนาดการทำงานระดับสากล ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร รองรับระบบภาษีของประเทศไทยที่มีความซับซ้อนสูง เข้ามาแวะชม Package ได้ที่นี่

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับระบบ

โทร. 02 271 4362-3 Office

โทร 095 294 5693 คุณเจน (ตำแหน่ง Executive Director)

Line: jane-siriwan

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

ระบบอีอาร์พีมีความสัมพันธ์กับ Green Business อย่างไร

ระบบอีอาร์พีมีความสัมพันธ์กับ Green Business อย่างไร

Green Business หรือธุรกิจเพื่อความยั่งยืน คือ การดำเนินธุรกิจโดยมีการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ

โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและการลดการก่อให้เกิดสิ่งมลพิษและการใช้พลังงานที่ไม่ยั่งยืน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างค่าเพิ่มที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการเงินและการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม

ธุรกิจแบบนี้อาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามธุรกิจแต่ละประเภท

เช่น การใช้วัสดุที่มีการบริโภคพลังงานน้อย เลือกใช้พลังงานที่มีที่มาจากแหล่งที่สามารถต่ออยู่ได้ในระยะยาว เลือกใช้วัสดุที่มีการกำจัดสิ่งสกปรกหรือส่วนที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แนวคิดของ Green Business ยังมีการผสมผสานกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

และการสร้างโอกาสให้กับลูกค้าในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ในส่วนของ Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในธุรกิจเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กร

รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ การเงิน การผลิต คลังสินค้า เป็นต้น โดยการใช้ ERP จะช่วยให้องค์กรมีความเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องการลดค่าใช้จ่าย การเพิ่มผลผลิต และความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อตลาด

ความสัมพันธ์ระหว่างระบบอีอาร์พีกับ Green Business อาจเกิดขึ้นเมื่อองค์กรใช้ระบบ ERP เพื่อจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต

การใช้ระบบอีอาร์พีในธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ธุรกิจลดการใช้พลังงานที่เสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

ดังนั้น การนำระบบอีอาร์พีมาใช้ในธุรกิจ Green Business อาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีมีความสัมพันธ์กับ Green Business อย่างไร Read More »

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการรันธุรกิจและเป็นพื้นฐานสำหรับกระบวนการธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เป็นรากฐานของธุรกิจเพื่อใช้ในการทำงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการช่วยให้ระบบอีอาร์พีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ข้อมูลลูกค้า (Customer Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล์, ประวัติการซื้อสินค้า, รายละเอียดการติดต่อ เป็นต้น

2. ข้อมูลผู้จัดซื้อ (Vendor Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดซื้อหรือผู้ผลิตสินค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, ข้อมูลติดต่อ, เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้น

3. ข้อมูลพนักงาน (Employee Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานภายในองค์กร เช่น ชื่อ, ตำแหน่ง, แผนกงาน, เงินเดือน, ประวัติการทำงาน เป็นต้น

4. ข้อมูลวัตถุดิบและสินค้า (Material and Product Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือสินค้าที่ขาย เช่น รหัสสินค้า, รายละเอียดสินค้า, ราคา, จำนวนคงเหลือ เป็นต้น

5. ข้อมูลบัญชี (Accounting Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินขององค์กร เช่น รายการบัญชี, รายงานการเงิน, บัญชีผู้เจรจา, การบัญชีเงินเดือน เป็นต้น

6. ข้อมูลการผลิต (Production Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น รายการวัตถุดิบที่ใช้, การวางแผนการผลิต, สถานะการผลิต เป็นต้น

7. ข้อมูลการจัดการคลังสินค้า (Inventory Management Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการคลังสินค้า เช่น รายการสินค้าในคลัง, ระดับสินค้าในคลัง, การจัดเก็บสินค้า เป็นต้น

8. ข้อมูลการขนส่ง (Logistics Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการขนส่งสินค้า เช่น ข้อมูลการส่งสินค้า, รายละเอียดการขนส่ง, การติดตามสินค้า เป็นต้น

ดังนั้นการจัดการ Master Data ให้มีความแม่นยำและครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบอีอาร์พี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ดีที่สุด

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง Read More »

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร

การพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและแนวโน้มการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลควรมุ่งเน้นไปที่ด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและข้อกำหนดใหม่ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลมีหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี
  2. การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น
  3. การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)
  4. การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)
  5. การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
  6. การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

โดยรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้คือ

1.การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี

การใช้งานเทคโนโลยีเชิงลึก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การทำงานในรูปแบบคลาวด์ (Cloud), และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของธุรกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

2.การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น

การออกแบบและพัฒนาระบบอีอาร์พีที่สามารถปรับปรุงและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างทันที

Click เพื่ออ่าน 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี

3.การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)

การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถทำงานได้ทุกที่และทุกเวลา

4.การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)

การทำงานที่ตอบสนองต่อข้อมูลและกระบวนการการทำงานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติงาน

Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน

5.การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

การใช้งานข้อมูลในรูปแบบ Big Data Analytics เพื่อทำนายแนวโน้มและตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐาน

6.การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

การพัฒนาและดูแลระบบ ERP ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพตลอดเวลาเพื่อให้กับผู้ใช้งาน

การพัฒนาระบบ ERP ในยุคดิจิทัลต้องการการร่วมมือระหว่างทีมพัฒนาและผู้ใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร Read More »

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีสำคัญอย่างไร

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พี สำคัญอย่างไร

ในการเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี ผู้ใช้งานระบบหรือยูสเซอร์มีความจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานระบบที่ถูกต้อง เพื่อให้ยูสเซอร์สามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้นการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากในการนำระบบอีอาร์พี เข้าสู่การใช้งานในองค์กร โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงหากมีการฝึกอบรมและไม่มีการฝึกอบรมใช้งานระบบอีอาร์พี จะเกิดผลอย่างไรบ้างต่อองค์กร (Click เพื่ออ่านต่อ สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี)

โดยมีหัวข้อดังนี้คือ

หัวข้อที่ 1. หากมีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

หัวข้อที่ 2. หากไม่มีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของหัวข้อที่ 1 และหัวข้อที่ 2 ตามลำดับดังนี้คือ

หัวข้อที่1. หากมีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร จะมีทั้งหมด 5 หัวข้อย่อยคือ

1.1 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

1.2 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยลดความผิดพลาด

1.3 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยนำเสนอเทคโนโลยีใหม่

1.4 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งาน

1.5 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจ

โดยแต่ละหัวข้อย่อยมีรายละเอียดดังนี้คือ

1.1 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

การฝึกอบรมช่วยให้ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเข้าใจวิธีการใช้งานระบบอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้พวกเขาสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลิตภาพในการทำงานขององค์กร

1.2 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยลดความผิดพลาด

การฝึกอบรมช่วยลดความผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พีโดยเพิ่มความเข้าใจและความชำนาญในการใช้งาน ซึ่งจะลดการกระทำผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการธุรกิจ

1.3 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยนำเสนอเทคโนโลยีใหม่

การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้ระบบได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงและเทคโนโลยีใหม่ในระบบอีอาร์พีที่อาจมีอยู่ เช่น การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือการใช้งานคลาวด์

1.4 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งาน

การฝึกอบรมช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งานระบบอีอาร์พีโดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รู้จักกับฟีเจอร์และฟังก์ชันต่างๆ ของระบบ ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะใช้งานเมื่อระบบเริ่มใช้งานจริงในองค์กร

1.5 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจ

การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่าพวกเขาสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการทำงานในระบบนั้น

ดังนั้น การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลกระทบมากต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จของการนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่การใช้งานในองค์กร

หัวข้อที่ 2. หากไม่มีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

หากไม่มีการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีก่อนการใช้งานหรือการนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่องค์กร อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานได้ตามหัวข้อดังนี้คือ

2.1 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการใช้งาน

2.2 องค์กรเกิดความสูญเสียในการลงทุน

2.3 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีใช้งานระบบอีอาร์พีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

2.4 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีมีความเสี่ยงในการทำงาน

2.5 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเกิดความไม่พอใจในตัวระบบ

โดยแต่ละหัวข้อย่อยมีรายละเอียดดังนี้คือ

2.1 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการใช้งาน

ผู้ใช้ระบบอาจไม่มีความมั่นใจในการใช้งานระบบอีอาร์พีที่ไม่ได้รับการฝึกอบรม ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้งานระบบไม่เต็มประสิทธิภาพหรือมีปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

2.2 องค์กรเกิดความสูญเสียในการลงทุน

การลงทุนในระบบอีอาร์พีอาจไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ได้ผล เนื่องจากผู้ใช้ไม่มีความรู้และทักษะในการใช้งาน ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียทรัพยากรและเงินทุนในการลงทุน

2.3 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีใช้งานระบบอีอาร์พีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ผู้ใช้อาจไม่เข้าใจฟังก์ชันและความสามารถของระบบอีอาร์พีอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้ใช้งานระบบในทางที่เต็มประสิทธิภาพ

2.4 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีมีความเสี่ยงในการทำงาน

ความไม่รู้เรื่องระบบอีอาร์พีอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการทำงาน เช่น การกระทำผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือการสื่อสารที่ไม่เป็นระบบ

2.5 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเกิดความไม่พอใจในตัวระบบ

ผู้ใช้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบอีอาร์พีอาจทำให้การบริการลูกค้าไม่ได้รับความพอใจ เนื่องจากมีปัญหาในการจัดการข้อมูลและการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผู้ใช้มีความพร้อมและเข้าใจในการใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างถูกต้องและเต็มที่ และเพื่อให้การนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่องค์กรมีประสิทธิภาพและสำเร็จในระยะยาว (Click เพื่ออ่านต่อ วางระบบอีอาร์พีแล้วองค์กรจะได้อะไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีสำคัญอย่างไร Read More »

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พีมีประโยชน์กับองค์กรมากมาย ซึ่งระบบอีอาร์พีสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีช่วยบริหารจัดการต้นทุนองค์กรอย่างไร)

การตัดสินใจวางระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาด้านหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าและเหมาะสมสำหรับองค์กรของคุณ ซึ่งสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่าองค์กรของคุณมีความพร้อมหรือไม่ที่จะวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. วิเคราะห์ความต้องการ

ทำการวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจของคุณอย่างละเอียดเพื่อทราบว่าระบบอีอาร์พีจะช่วยแก้ปัญหาหรือรองรับความต้องการในที่สุด

2. เลือกและทดสอบระบบ

ตรวจสอบและเปรียบเทียบระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรของคุณ และทดสอบระบบเพื่อตรวจสอบความสามารถและประสิทธิภาพของระบบอีอาร์พี

3. วางแผนการดำเนินการ

สร้างแผนการดำเนินการที่รวมถึงการเตรียมพร้อมระบบ, การนำเสนอ, การฝึกอบรม, และการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่จำเป็น

4. การนำเสนอและการฝึกอบรม

ทำการนำเสนอระบบอีอาร์พีแก่ยูสเซอร์และทำการฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การนำเข้าข้อมูล

วางแผนและดำเนินการนำเข้าข้อมูลจากระบบเก่าหรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งานในระบบใหม่

6. การดูแลและการรักษา

สร้างแผนการดูแลรักษาระบบอีอาร์พีเพื่อให้ระบบสามารถทำงานอย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพตลอดเวลา

7. การประเมินและการปรับปรุง

ประเมินประสิทธิภาพของระบบอีอาร์พีและทำการปรับปรุงตามความต้องการเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวางระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการวางแผนอย่างรอบคอบ แต่เมื่อทำได้อย่างถูกต้อง มันสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จขององค์กรของคุณได้ในอนาคต (Click เพื่ออ่านต่อ วางระบบอีอาร์พีแล้วองค์กรจะได้อะไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี Read More »

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความสำคัญในองค์กร เพื่อให้การวางระบบอีอาร์พีประสบความสำเร็จมีเรื่องที่ผู้ประกอบการควรจะต้องรู้ก่อนที่จะวางระบบอีอาร์พีดังนี้คือ

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ซึ่งรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

ราคาของระบบอีอาร์พีอาจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของระบบและความสามารถของระบบอีอาร์พีที่องค์กรต้องการ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ คือ ระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านอาจมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารขนาดใหญ่

ทั้งนี้ราคายังขึ้นอยู่กับคุณลักษณะและความสามารถของระบบ

เช่น การรองรับอุปกรณ์มากขึ้น การมีฟังก์ชันการควบคุมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

ดังนั้น การพิจารณาว่าราคาระบบอีอาร์พีควรเป็นราคาถูกหรือราคาแพงนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของโครงการขององค์กร (Click เพื่ออ่าน ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง)

รวมถึงการมี requirement ที่เหมาะสม สามารถช่วยให้คุณได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการขององค์กรได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูงเกินไป

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

การเลือกระบบอีอาร์พีนั้นควรพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมสำหรับความต้องการขององค์กร

ซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้คือ

2.1 วัตถุประสงค์: กำหนดวัตถุประสงค์หลักของระบบอีอาร์พีว่าคุณต้องการใช้งานเพื่ออะไร เช่น ระบบผลิต ระบบจัดซื้อ เป็นต้น

2.2 ความสามารถที่ต้องการ: กำหนดความสามารถที่คุณต้องการให้ระบบอีอาร์พีมี เช่น บริหารจัดการโดยทุกสาขาขององค์กรใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นต้น

2.3 ความปลอดภัย: ควรพิจารณาถึงระดับความปลอดภัยของระบบ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล, การรักษาความเป็นส่วนตัว, และการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

การพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

การพิจารณาราคาเป็นส่วนสำคัญในการเลือกระบบอีอาร์พีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใช้ระบบอีอาร์พีควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

เช่น ความสามารถ, ประสิทธิภาพ, ความเชื่อถือได้ของผู้ผลิต, ความเข้ากันได้กับระบบอื่น, และการสนับสนุนหลังการขาย

เพื่อให้คุณได้ระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด และยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรพิจารณาเช่นกันว่าระบบที่มีราคาต่ำกว่าอาจมีคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่า และอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือการดูแลที่มากขึ้นในระยะยาว

ดังนั้น การเลือกแบบอีอาร์พีที่มีราคาที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณและยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ (Click เพื่ออ่านต่อ 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

การวางระบบอีอาร์พีสามารถใช้เวลาต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและขอบเขตของการติดตั้ง ดังนั้น ระยะเวลาที่ใช้จะแตกต่างกันไปโดยมีปัจจัยต่อไปนี้

4.1 ขนาดและความซับซ้อนของโครงการ: โครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมักจะใช้เวลาในการวางระบบนานขึ้น

4.2 การสนับสนุนและบริการ: การรับบริการจากผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีอาจมีผลต่อเวลาในการวางระบบ การสนับสนุนที่ดีอาจช่วยให้การติดตั้งเป็นไปได้ด้วยระยะเวลาที่สั้นลง

4.3 การฝึกอบรมและการประสานงาน: การฝึกอบรมผู้ใช้งานและการประสานงานระหว่างทีมต่างๆ ก็สามารถมีผลต่อเวลาในการวางระบบได้

สรุปได้ว่า ระยะเวลาในการวางระบบอีอาร์พีมีความแตกต่างกันไปและมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลา การวางแผนและการประเมินเวลาที่เป็นไปได้อย่างรอบคอบจะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามความซับซ้อนและขอบเขตของโครงการ ต่อไปนี้คือบางประเภทของค่าใช้จ่ายที่คุณควรพิจารณา:

5.1 ซอฟต์แวร์และการให้บริการ: ราคาของซอฟต์แวร์อีอาร์พีและบริการเสริม เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมระบบ หรือบริการคลาวด์สำหรับการจัดการข้อมูล

5.2 การฝึกอบรมและการสนับสนุน: ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมผู้ใช้งานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริการสนับสนุนหลังการขาย เพื่อให้ระบบอีอาร์พีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

5.3 ค่าบำรุงรักษา: ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและดูแลระบบต่อเนื่อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบในระยะยาว

การประมาณค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีควรพิจารณาตามความต้องการและขอบเขตของโครงการของคุณ เพื่อให้ได้การปรับปรุงที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจหรือโครงการของคุณ (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ได้อย่างไร)

การรู้เรื่องทั้ง 5 เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง, ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร, เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม, ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม, ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

จะช่วยให้คุณมีความเตรียมพร้อมในการวางระบบอีอาร์พีของคุณให้สำเร็จได้ดียิ่งขึ้น โดยลดความเสี่ยงในการดำเนินโครงการและเพิ่มโอกาสในการสร้างความสำเร็จในองค์กรของคุณ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี Read More »

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง และระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานรวมถึงปรับแต่งให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้

การไม่ปรับแต่งระบบอีอาร์พีอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

การรักษาและพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อให้ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญในองค์กร

ซึ่งมีสัญญาณหลายอย่างที่ช่วยให้รู้ว่าเวลาที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณแล้ว (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี)

สัญญาณต่างๆ ที่บอกว่าถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีจะสามารถสังเกตได้ดังนี้คือ

1. ความยุ่งเหยิงในกระบวนการธุรกิจ

หากกระบวนการธุรกิจของคุณเริ่มมีความยุ่งเหยิงมากขึ้นหรือมีปัญหาในการสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ อาจเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับความต้องการในการจัดการข้อมูลและกระบวนการได้อย่างเหมาะสม

2. ความช้าหรือประสิทธิภาพที่ลดลง

หากเริ่มมีการช้าลงในการประมวลผลข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลที่ช้าลง หรือประสิทธิภาพที่ลดลงในการทำงานรวมกันนั้น อาจจะเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเติบโตและความต้องการใหม่ๆ ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

3. ความต้องการใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ

หากธุรกิจของคุณมีความต้องการใหม่ เช่น การเพิ่มโมดูลใหม่ เปิดสาขาใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางธุรกิจ ระบบอีอาร์พีปัจจุบันอาจจะไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์

หากมีปัญหาในความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลในระบบอีอาร์พีอาจจะเป็นสัญญาณว่าต้องการระบบอีอาร์พีที่มีการควบคุมข้อมูลที่ดีขึ้นหรือมีความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูล

5. ความสามารถในการทำงานร่วมกันกับแอปพลิเคชันอื่นๆ

หากคุณต้องการรวมระบบอีอาร์พีกับแอปพลิเคชันอื่นๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถทำได้ อาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณต้องการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (Click เพื่ออ่านต่อ 3 ข้อต้องรู้หากต้องการ Customized ระบบอีอาร์พี)

หากคุณเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณ

ด้วยเหตุผลที่ว่าการรักษาระบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงคือสิ่งสำคัญในการให้คุณเติบโตและเจริญเติบโตในธุรกิจของคุณต่อไป

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี Read More »

Scroll to Top