ERP จัดการสต็อก

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หลายองค์กรอาจกำลังเผชิญกับปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แผนกบัญชีใช้ซอฟต์แวร์หนึ่ง ทำให้การทำงานซ้ำซ้อนและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย นี่คือเหตุผลที่ ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็น “สมองกลาง” ของธุรกิจ

ERP คืออะไร? ทำความรู้จักกับหัวใจขององค์กร

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงและบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดภายในองค์กรเข้าด้วยกันในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี (Finance), การผลิต (Manufacturing), การบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain), การขาย (Sales) และทรัพยากรบุคคล (HR)

จุดเด่นที่สุดของ ERP คือการมี ฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ซึ่งหมายความว่าทุกแผนกจะมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time ลดความขัดแย้งของข้อมูลและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน


ทำไมธุรกิจในปี 2025 ถึง “ขาด ERP ไม่ได้”?

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เทคโนโลยีมีการก้าวกระโดดอย่างมาก การมีระบบ ERP ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องมือเพื่อความอยู่รอด” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การบูรณาการ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูง (AI & Analytics)

ระบบ ERP ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่มี AI (Artificial Intelligence) ฝังอยู่ภายใน ช่วยพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้า แจ้งเตือนเมื่อสต็อกสินค้าใกล้หมด หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

2. การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

ในยุคที่ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว การรอรายงานสรุปตอนสิ้นเดือนนั้น “สายเกินไป” ERP ช่วยให้ผู้บริหารเห็น Dashboard ผลประกอบการได้ทันที (Real-time) ทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาหรือคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันท่วงที

3. รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Work

ด้วยระบบ Cloud ERP พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและอนุมัติงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในออฟฟิศ

4. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Operational Efficiency)

การทำงานอัตโนมัติ (Automation) ใน ERP ช่วยลดภาระงานรูทีนของพนักงาน ลดข้อผิดพลาดจากคน (Human Error) และช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป: ก้าวแรกสู่ Digital Transformation

การติดตั้งระบบ ERP คือก้าวสำคัญที่สุดของการทำ Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2025 และปีต่อๆ ไป การเลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ จะช่วยสร้างความพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดิมๆ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การเลือก ERP ไม่ใช่การเลือกตัวที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์กระบวนการทำงาน” ของคุณมากที่สุด และสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจคุณได้ในอนาคต

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025 Read More »

คุม Dead Stock ให้อยู่หมัด: เทคนิคบริหารคลังสินค้าฉบับโรงงานยุคใหม่

ในวงการอุตสาหกรรมการผลิต มี “ภัยเงียบ” อย่างหนึ่งที่คอยกัดกินกำไรของโรงงานโดยที่เจ้าของกิจการหลายคนอาจไม่ทันรู้ตัว นั่นคือ “Dead Stock” (สินค้าตาย) หรือสินค้าที่นอนนิ่งอยู่ในโกดังเป็นเวลานานจนเสื่อมสภาพ ตกรุ่น หรือขายไม่ออก

สำหรับโรงงานยุคใหม่ การปล่อยให้มี Dead Stock ไม่ใช่แค่เรื่องของพื้นที่จัดเก็บที่เสียไป แต่มันหมายถึง “เงินทุนจม” (Sunk Cost) ที่ควรจะนำไปหมุนเวียนเพื่อสร้างกำไร บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเทคนิคการบริหารคลังสินค้า เพื่อขจัด Dead Stock ให้อยู่หมัด และเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น Smart Factory อย่างเต็มตัว

Dead Stock คืออะไร? ทำไมโรงงานต้องกลัว?

Dead Stock คือ วัตถุดิบ (Raw Materials), งานระหว่างผลิต (WIP), หรือสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการเบิกใช้ หรือขายไม่ได้เป็นเวลานาน (โดยปกติมักเกิน 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ)

ผลกระทบร้ายแรงจาก Dead Stock:

  • ขาดสภาพคล่องทางการเงิน: เงินทุนถูกแช่แข็งอยู่ในรูปของสินค้าที่เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้
  • ต้นทุนแฝงพุ่ง (Carrying Cost): ต้องเสียค่าเช่าที่ ค่าไฟ ค่าคนดูแล และค่าเสียโอกาส
  • สินค้าเสื่อมสภาพ: ยิ่งเก็บนาน สินค้าอาจหมดอายุ สนิมขึ้น หรือล้าสมัยจนต้องทิ้งเป็นขยะ (Write-off)

5 เทคนิคบริหารจัดการ Dead Stock ฉบับโรงงานยุคใหม่

เพื่อป้องกันไม่ให้โรงงานของคุณกลายเป็นสุสานเก็บของเก่า นี่คือกลยุทธ์การบริหารจัดการที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที:

1. ใช้หลักการ ABC Analysis แยกเกรดสินค้าให้ชัดเจน

อย่าดูแลสินค้าทุกตัวเท่ากัน! หลักการ ABC Analysis จะช่วยแบ่งประเภทสินค้าตามมูลค่าและความสำคัญ:

  • กลุ่ม A (High Value): สินค้าที่มีมูลค่าสูงแต่ปริมาณน้อย ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบสต็อกถี่ที่สุด เพื่อไม่ให้จมทุน
  • กลุ่ม B (Medium Value): สินค้ามูลค่าปานกลาง ตรวจสอบตามรอบปกติ
  • กลุ่ม C (Low Value): สินค้ามูลค่าต่ำแต่ปริมาณมาก (เช่น น็อต สกรู) กลุ่มนี้มักกลายเป็น Dead Stock ได้ง่ายเพราะคนมักละเลย

2. แม่นยำเรื่อง Demand Forecasting (การพยากรณ์ความต้องการ)

โรงงานยุคเก่ามักผลิตตามความรู้สึก (Gut Feeling) แต่โรงงานยุคใหม่ต้องผลิตตาม Data

  • วิเคราะห์ประวัติการขายย้อนหลัง (Historical Data) เทียบกับช่วงเวลา (Seasonality)
  • คุยกับทีมขายและการตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการผลิตให้ตรงกับยอดคำสั่งซื้อจริง
  • การพยากรณ์ที่แม่นยำจะช่วยลดการสั่งซื้อวัตถุดิบเกินความจำเป็น (Overstocking) ตั้งแต่ต้นทาง

3. ใช้ระบบ First-In, First-Out (FIFO) อย่างเคร่งครัด

กฎเหล็กของการบริหารคลังสินค้าคือ “เข้าก่อน ออกก่อน”

  • ตรวจสอบการจัดวางสินค้าในโกดัง ให้สินค้าล็อตเก่าอยู่ด้านหน้าพร้อมหยิบใช้
  • สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ (Shelf Life) หรือสินค้าเทคโนโลยีที่ตกรุ่นเร็ว วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิด Dead Stock ได้ดีที่สุด

4. กำหนดจุด Reorder Point และ Safety Stock ให้เหมาะสม

การมีของเยอะเกินไปคือต้นเหตุของ Dead Stock แต่การมีของน้อยไปก็ทำให้เสียโอกาสขาย ดังนั้นต้องหาจุดสมดุล:

  • Reorder Point: จุดสั่งซื้อเพิ่มเมื่อสต็อกลดลงถึงระดับที่กำหนด
  • Safety Stock: สินค้าสำรองเผื่อฉุกเฉิน
  • เคล็ดลับ: อย่าตั้ง Safety Stock สูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะกับสินค้ากลุ่ม Slow Moving

5. เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี ERP บริหารจัดการ

การใช้ Excel หรือการจดบันทึกด้วยมือ (Manual) มีโอกาสผิดพลาดสูงและไม่เป็น Real-time ทำให้คุณไม่รู้ตัวว่ามี Dead Stock สะสมอยู่เท่าไหร่

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ:

  • Real-time Tracking: เห็นยอดสต็อกทันทีที่มียอดขายหรือการเบิกผลิต
  • Auto Alert: ระบบแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้วันหมดอายุ หรือสินค้าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวนานเกินกำหนด
  • Report Analysis: ดึงรายงานวิเคราะห์อายุสินค้า (Inventory Aging Report) ได้ในคลิกเดียว ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจระบายของได้ทันท่วงที

วิธีจัดการเมื่อเกิด Dead Stock ขึ้นแล้ว?

หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีสินค้าตายอยู่ในโกดัง อย่าเก็บไว้ดูเล่น ให้รีบจัดการดังนี้:

  1. จัดโปรโมชั่นลดราคา: ขายในราคาต้นทุนหรือขาดทุนเล็กน้อย เพื่อดึงเงินสดกลับมา (Cash is King)
  2. Bundle Sale: นำไปจับคู่ขายพ่วงกับสินค้าที่ขายดี (Fast Moving)
  3. ส่งคืนผู้ผลิต (Return to Supplier): เจรจาขอคืนหรือเปลี่ยนเป็นสินค้าตัวอื่น (ถ้าทำได้)
  4. บริจาคหรือรีไซเคิล: ดีกว่าเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่และเสียภาษีสินค้าคงคลัง

สรุป

การคุม Dead Stock ไม่ใช่แค่การเคลียร์โกดัง แต่คือการ “บริหารเงินทุน” ของโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การนำเทคโนโลยีและ Data เข้ามาช่วยวิเคราะห์ จะทำให้คุณมองเห็นปัญหาได้ก่อนที่มันจะบานปลาย เปลี่ยนจากโรงงานที่เต็มไปด้วยของค้างสต็อก ให้กลายเป็นโรงงานที่คล่องตัว ลดต้นทุน และทำกำไรได้อย่างยั่งยืน

“อย่าปล่อยให้สต็อกจม กลายเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจคุณ เริ่มต้นสำรวจคลังสินค้าและวางระบบใหม่ตั้งแต่วันนี้”

คุม Dead Stock ให้อยู่หมัด: เทคนิคบริหารคลังสินค้าฉบับโรงงานยุคใหม่ Read More »

BRID Systems ได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเว็บไซต์ ichi-media

จากประสบการณ์วางระบบ ERP ในโรงงานมามากกว่า 30 ปี บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้รับเชิญจากนิตยสารเว็บไซต์ https://ichi-media.com ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับศักยภาพที่แท้จริงของการนำระบบ ERP เข้ามาใช้งาน โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้

💡 พบศักยภาพที่แท้จริงของระบบ ERP: บทสัมภาษณ์พิเศษจาก BRID Systems
บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด (BRID Systems) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สัญชาติไทย ซึ่งให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ได้มีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพที่แท้จริงของการนำระบบ ERP มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแวดวงโรงงานอุตสาหกรรม

คุณเจน – จิรฐา ติรเลิศ Executive Director บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวงการ พร้อมเปิดเผยแนวคิดสำคัญและเคล็ดลับในการ Implement ระบบ ERP ให้ประสบความสำเร็จ

หัวใจสำคัญของระบบ ERP
คุณจิรฐา อธิบายว่า ERP ซึ่งย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือการวางแผนการใช้ทรัพยากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญ 4 ประการ หรือ “Four Pillars of ERP Implementation” ได้แก่

Centralized essential database for the entire organization: การเก็บข้อมูลรวมศูนย์ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันในแต่ละฝ่าย

No more redundant work: การลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนขององค์กร

Traceability and Accountability: การใช้ทรัพยากร (เวลา, เงินทุน, บุคลากร) อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบย้อนหลังได้

Real-time information: การได้รับข้อมูลที่ทันต่อเวลาและเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อใช้ในการวางแผน

องค์ประกอบหลักในการ Implement ระบบ ERP
การ Implement ระบบ ERP ไม่ได้มีเพียงแค่การติดตั้งซอฟต์แวร์ แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ที่ต้องมีความพร้อมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

Get the “System” Ready: เช่น การใช้โซลูชั่น PlanetOne ERP ของ BRID Systems

ระบบ PlanetOne ERP ให้บริการครอบคลุมงานบริหารจัดการในทุกส่วนขององค์กร เช่น งานขายและการตลาด, จัดซื้อ, บริหารจัดการคลังสินค้า, บัญชี, และระบบที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น MRP, Shop Floor Control/Capacity Planning

BRIDS Systems เป็นบริษัทสัญชาติไทยที่ให้บริการ ERP แบบครบวงจร ทั้งให้คำปรึกษาและเทคโนโลยี

Get the “Data” Ready: ข้อมูลต้องสะอาดและใช้งานได้ (Data Cleansing) เพื่อป้องกันปัญหา เช่น รหัสสินค้าซ้ำ ทำให้เกิด Over Stock หรือการกำหนด Credit Limit ที่ผิดพลาด

Get the “People” Ready: บุคลากรต้องมีความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนการทำงาน โดยเฉพาะการมีทีม Super User ที่เชี่ยวชาญภายในองค์กรเพื่อประสานงานและควบคุมการใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนจากภาครัฐและศักยภาพของ ERP ไทย
ปัจจุบันภาครัฐมีการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ที่สนใจใช้ระบบ ERP 2 ทาง คือ

ทุนจาก สวทช.: ผู้ประกอบการสามารถขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

สิทธิ์ลดหย่อนภาษี: เนื่องจาก BRID Systems เป็น Digital Provider ที่ขึ้นทะเบียนกับ Depa ลูกค้าที่ใช้บริการจึงสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้

คุณจิรฐา ยังยืนยันในศักยภาพของเทคโนโลยี ERP สัญชาติไทยจาก BRID Systems ว่ามีความเป็น Standard และสามารถใช้ได้ในระดับ Global ได้ โดยมีลูกค้ารายหนึ่งที่ขยายตลาดไปถึง 6 ประเทศโดยใช้ระบบของ BRID Systems

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
กุญแจสำคัญในการนำระบบ ERP มาใช้ให้ประสบความสำเร็จคือ:

ค้นหา Pain Point และ Objective: ต้องทราบปัญหาที่แท้จริงขององค์กรก่อน เพื่อแปลงเป็นวัตถุประสงค์ให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความพร้อมในการปรับเปลี่ยน (Change Management): องค์กรต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับระบบ

การสนับสนุนที่ต่อเนื่อง: BRID Systems เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของ ERP คือการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การติดตั้งและสอนใช้งาน

มุ่งเน้นงานเพิ่มคุณค่า: ERP จะช่วยลดงาน Routine ที่ซ้ำซ้อนให้ระบบทำแทน เพื่อให้บุคลากรไปทำงานที่สามารถเพิ่มคุณค่าได้ เช่น การติดต่อลูกค้าหรืองาน QC

BRID Systems มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำ AI เข้ามาเพิ่มศักยภาพในการพยากรณ์ข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้การวางแผนธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ PlanetOne ERP และบริการของ BRID Systems ได้ที่:

Mobile: 095-294-5693 (คุณจิรฐา)

Line@: @bridsystems

Email: siriwan@bridsystems.com

หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด หรือโซลูชั่น PlanetOne ERP ของเรา สามารถสอบถามได้เลยนะคะ

BRID Systems ได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเว็บไซต์ ichi-media Read More »

Scroll to Top