erp ดียังไง

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หลายองค์กรอาจกำลังเผชิญกับปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แผนกบัญชีใช้ซอฟต์แวร์หนึ่ง ทำให้การทำงานซ้ำซ้อนและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย นี่คือเหตุผลที่ ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็น “สมองกลาง” ของธุรกิจ

ERP คืออะไร? ทำความรู้จักกับหัวใจขององค์กร

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงและบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดภายในองค์กรเข้าด้วยกันในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี (Finance), การผลิต (Manufacturing), การบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain), การขาย (Sales) และทรัพยากรบุคคล (HR)

จุดเด่นที่สุดของ ERP คือการมี ฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ซึ่งหมายความว่าทุกแผนกจะมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time ลดความขัดแย้งของข้อมูลและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน


ทำไมธุรกิจในปี 2025 ถึง “ขาด ERP ไม่ได้”?

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เทคโนโลยีมีการก้าวกระโดดอย่างมาก การมีระบบ ERP ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องมือเพื่อความอยู่รอด” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การบูรณาการ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูง (AI & Analytics)

ระบบ ERP ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่มี AI (Artificial Intelligence) ฝังอยู่ภายใน ช่วยพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้า แจ้งเตือนเมื่อสต็อกสินค้าใกล้หมด หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

2. การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

ในยุคที่ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว การรอรายงานสรุปตอนสิ้นเดือนนั้น “สายเกินไป” ERP ช่วยให้ผู้บริหารเห็น Dashboard ผลประกอบการได้ทันที (Real-time) ทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาหรือคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันท่วงที

3. รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Work

ด้วยระบบ Cloud ERP พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและอนุมัติงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในออฟฟิศ

4. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Operational Efficiency)

การทำงานอัตโนมัติ (Automation) ใน ERP ช่วยลดภาระงานรูทีนของพนักงาน ลดข้อผิดพลาดจากคน (Human Error) และช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป: ก้าวแรกสู่ Digital Transformation

การติดตั้งระบบ ERP คือก้าวสำคัญที่สุดของการทำ Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2025 และปีต่อๆ ไป การเลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ จะช่วยสร้างความพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดิมๆ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การเลือก ERP ไม่ใช่การเลือกตัวที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์กระบวนการทำงาน” ของคุณมากที่สุด และสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจคุณได้ในอนาคต

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025 Read More »

ต้นทุนบานปลาย? วิธีคำนวณ ‘ต้นทุนการผลิต’ ให้แม่นยำเพื่อกู้กำไรคืนมา

เคยไหม? ยอดขายพุ่งกระฉูด ออเดอร์ล้นมือ แต่พอปิดงบสิ้นเดือนกลับพบว่า “กำไรบางเฉียบ” หรือเผลอๆ อาจถึงขั้นขาดทุน ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากการขายไม่ดี แต่เกิดจาก “การคำนวณต้นทุนการผลิต” (Production Cost) ที่ไม่ครอบคลุมและไม่แม่นยำ ทำให้เกิดภาวะต้นทุนบานปลายโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้จะพาผู้ประกอบการและโรงงานไปเจาะลึกวิธีคำนวณต้นทุนที่ถูกต้อง เพื่ออุดรอยรั่วทางการเงินและกู้กำไรคืนมาให้ธุรกิจของคุณ

ทำไม “ต้นทุนการผลิต” ถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด?

การรู้ตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องทางบัญชี แต่คือ “หัวใจของการตั้งราคาขาย” หากคุณคำนวณต้นทุนต่ำกว่าความเป็นจริง คุณจะตั้งราคาขายถูกเกินไป ทำให้ยิ่งขายยิ่งเข้าเนื้อ ในทางกลับกัน หากคำนวณสูงเกินไป คุณจะเสียความสามารถในการแข่งขัน

องค์ประกอบหลัก 3 ส่วนของต้นทุนการผลิต (Cost Components)

เพื่อให้คำนวณได้แม่นยำ คุณต้องแยกแยะโครงสร้างต้นทุนให้ออก โดยหลักการสากลจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ:

1. วัตถุดิบทางตรง (Direct Material – DM)

คือ วัสดุทุกอย่างที่เป็นส่วนประกอบหลักของสินค้าที่สามารถระบุและวัดปริมาณได้ชัดเจน

  • ตัวอย่าง: ไม้สำหรับทำโต๊ะ, ผ้าสำหรับตัดเย็บเสื้อ, เม็ดพลาสติกสำหรับขึ้นรูปชิ้นงาน
  • จุดที่มักพลาด: ลืมคำนวณส่วนสูญเสีย (Waste) หรือเศษวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดจากการผลิต

2. ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor – DL)

คือ ค่าจ้างของพนักงานที่มีส่วนร่วมโดยตรงในการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้า

  • ตัวอย่าง: เงินเดือนพนักงานฝ่ายผลิต, ค่าจ้างคนคุมเครื่องจักร, ค่าล่วงเวลา (OT) ของฝ่ายผลิต
  • จุดที่มักพลาด: นำเงินเดือนของผู้จัดการโรงงาน หรือ รปภ. มารวมในส่วนนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้วควรไปอยู่ในข้อ 3)

3. ค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือ โสหุ้ย (Manufacturing Overhead – OH)

นี่คือ “ตัวการสำคัญ” ที่ทำให้ต้นทุนบานปลาย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ได้ติดไปกับตัวสินค้าโดยตรง แต่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้โรงงานดำเนินต่อไปได้

  • ตัวอย่าง: ค่าไฟฟ้าโรงงาน, ค่าน้ำมันเครื่องจักร, ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร, เงินเดือนหัวหน้างาน, ค่าเช่าโรงงาน
  • จุดที่มักพลาด: มักถูกประเมินต่ำเกินไป หรือลืมนำมาหารเฉลี่ยต่อหน่วยสินค้า

สูตรคำนวณต้นทุนการผลิต (แบบเข้าใจง่าย)

เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้ง 3 ส่วนได้แล้ว ให้นำมาเข้าสูตรดังนี้:

ต้นทุนการผลิตรวม = วัตถุดิบทางตรง (DM) + ค่าแรงทางตรง (DL) + ค่าใช้จ่ายในการผลิต (OH)

และหากต้องการหาต้นทุนต่อชิ้น เพื่อนำไปตั้งราคาขาย:

ต้นทุนต่อหน่วย = ต้นทุนการผลิตรวม ÷ จำนวนสินค้าที่ผลิตได้

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติคุณผลิตเก้าอี้ 1,000 ตัว

  • ค่าไม้และน็อต (DM): 100,000 บาท
  • ค่าแรงช่างไม้ (DL): 50,000 บาท
  • ค่าไฟ+ค่าเช่า+ค่าเสื่อม (OH): 30,000 บาท

ต้นทุนรวม = 100,000 + 50,000 + 30,000 = 180,000 บาท ต้นทุนต่อตัว = 180,000 ÷ 1,000 = 180 บาท/ตัว

(หมายเหตุ: หากคุณตั้งราคาขายที่ 200 บาท คุณจะได้กำไรขั้นต้น 20 บาท/ตัว แต่ถ้าคุณลืมคิดค่าโสหุ้ย 30,000 บาท คุณอาจเข้าใจผิดว่าต้นทุนคือ 150 บาท และเผลอไปลดราคาขายแข่งกับคู่แข่งจนขาดทุนได้)


3 กลยุทธ์แก้ปัญหา “ต้นทุนบานปลาย” อย่างยั่งยืน

เมื่อรู้วิธีคำนวณแล้ว ขั้นต่อไปคือการควบคุม:

  1. ลดของเสีย (Reduce Waste): ทุกครั้งที่มีการผลิตเสีย (Defect) คือการทิ้งเงินต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงไปฟรีๆ การนำระบบ QC หรือ Lean Manufacturing มาใช้จะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ได้มหาศาล
  2. จัดการสต็อกวัตถุดิบ (Inventory Management): อย่าตุนของมากเกินความจำเป็น (Overstock) เพราะจะมีต้นทุนจม (Sunk Cost) และค่าดูแลรักษา
  3. ใช้เทคโนโลยีช่วยคำนวณ: การใช้โปรแกรมบัญชี หรือระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จะช่วยให้คุณเห็นตัวเลขต้นทุนแบบ Real-time แม่นยำกว่าการจดใส่กระดาษหรือ Excel และช่วยปันส่วนค่าใช้จ่าย (Overhead Allocation) ได้อย่างถูกต้อง

สรุป

การคำนวณ ต้นทุนการผลิต ที่แม่นยำ คือก้าวแรกของการสร้างกำไรที่ยั่งยืน อย่าปล่อยให้ค่าใช้จ่ายแฝงหรือการคำนวณแบบกะประมาณมาเป็นตัวฉุดรั้งธุรกิจของคุณ เริ่มต้นตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนวันนี้ เพื่อให้คุณสามารถตั้งราคาได้อย่างมั่นใจและแข่งขันได้ในตลาด

ต้นทุนบานปลาย? วิธีคำนวณ ‘ต้นทุนการผลิต’ ให้แม่นยำเพื่อกู้กำไรคืนมา Read More »

5 สัญญาณเตือน! โรงงานคุณกำลัง “สูญเสียกำไร” เพราะบริหารสต็อกผิดพลาด

ในยุคที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมการผลิตรุนแรงขึ้นทุกวัน “กำไร” ไม่ได้มาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการ “ลดต้นทุน” ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหัวใจสำคัญอย่าง “การบริหารสต็อก” (Stock Management)

หลายโรงงานมักมองข้ามปัญหาเล็กๆ ในคลังสินค้า แต่รู้หรือไม่ว่า ปัญหาเหล่านี้คือ “รูรั่ว” ขนาดใหญ่ที่ทำให้กำไรของคุณหายไปปีละหลายล้านบาท หากคุณไม่แน่ใจว่าโรงงานของคุณกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่หรือไม่ นี่คือ 5 สัญญาณเตือนอันตรายที่คุณต้องรีบเช็คก่อนจะสายเกินไป!


1. สินค้าคงคลังไม่ตรงกับบัญชี (Stock Discrepancy)

สัญญาณแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ “ยอดของจริง ไม่ตรงกับในระบบ” เมื่อฝ่ายขายรับออเดอร์มาแล้ว แต่พอไปเบิกของกลับไม่มีสินค้า หรือในทางกลับกัน ระบบแจ้งว่าของหมด แต่เดินไปดูที่ชั้นวางกลับมีของเต็มไปหมด

  • ผลกระทบ: เสียโอกาสในการขาย ลูกค้าขาดความเชื่อถือ และเสียเวลาพนักงานในการตรวจนับซ้ำซาก
  • ทางแก้: นำระบบ Barcode หรือ QR Code มาใช้ในการตัดสต็อกแบบ Real-time แทนการจดด้วยมือ

2. วัตถุดิบขาดมือ จนไลน์ผลิตต้องหยุดชะงัก (Shortage of Raw Materials)

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่เครื่องจักรพร้อม คนงานพร้อม แต่วัตถุดิบไม่พอ! การที่ฝ่ายจัดซื้อไม่รู้ว่าของใกล้หมด หรือสั่งของไม่ทันตาม Lead Time ทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงัก (Downtime)

  • ผลกระทบ: ต้นทุนจมไปกับค่าแรงและค่าเครื่องจักรที่ไม่ได้ทำงาน ส่งสินค้าล่าช้า และอาจโดนค่าปรับจากลูกค้า
  • ทางแก้: กำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point) และ Safety Stock ให้แม่นยำ หรือใช้ Software ที่มีการเตือนอัตโนมัติเมื่อของใกล้หมด

3. พื้นที่คลังสินค้าเต็มไปด้วย “Dead Stock”

ลองเดินสำรวจโกดังของคุณดูสิครับ มีสินค้าหรือวัตถุดิบตัวไหนที่วางอยู่มุมเดิมมานานกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปีไหม? นี่คือสัญญาณของ Dead Stock หรือสินค้าตายซาก ที่เกิดจากการพยากรณ์ความต้องการผิดพลาด หรือผลิตเกินความจำเป็น (Overproduction)

  • ผลกระทบ: เงินจมไปกับของที่ขายไม่ได้ เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และต้องเสียค่ากำจัดทิ้งในภายหลัง
  • ทางแก้: วิเคราะห์ข้อมูลการขายย้อนหลังเพื่อวางแผนการผลิตให้แม่นยำ และรีบจัดโปรโมชั่นระบายสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า (Slow-moving)

4. หาของไม่เจอ ใช้เวลาหยิบสินค้านานเกินไป

ถ้าพนักงานของคุณต้องใช้เวลาเดินหาของนานกว่า 5-10 นาทีต่อรายการ หรือต้องถามกันไปมาว่า “ของชิ้นนี้เก็บไว้ไหน?” แสดงว่าระบบการจัดเก็บของคุณไร้ประสิทธิภาพ

  • ผลกระทบ: ประสิทธิภาพการทำงานลดลง (Productivity Drop) ค่าล่วงเวลา (OT) พุ่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ทางแก้: จัดวางสินค้าตามความถี่ในการหยิบ (ABC Analysis) สินค้าขายดีควรอยู่ใกล้จุดจ่ายของ และมีการระบุ Location ชัดเจนในระบบ

5. ต้นทุนการจัดเก็บสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

ค่าเช่าโกดังเพิ่มขึ้น ค่าไฟเพิ่มขึ้น ค่าแรงพนักงานคลังสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเท่าเดิมหรือลดลง นี่คือสัญญาณว่าคุณกำลังแบกรับต้นทุนแฝง (Hidden Cost) จากการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ

  • ผลกระทบ: กำไรสุทธิ (Net Profit) บางลงจนน่าตกใจ ทั้งที่ยอดขายอาจจะดูดี
  • ทางแก้: ตรวจสอบกระบวนการทำงาน (Process Audit) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และนำเทคโนโลยีมาช่วยลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

บทสรุป: ปิดรอยรั่ววันนี้ เพื่อกำไรที่ยั่งยืน

หากโรงงานของคุณมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่ต้อง “สังคายนาระบบบริหารสต็อก” ครั้งใหญ่ การลงทุนในระบบจัดการที่ดี ไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่คือการ “อุดรอยรั่ว” ที่จะช่วยกู้คืนกำไรที่หายไปกลับคืนมา

5 สัญญาณเตือน! โรงงานคุณกำลัง “สูญเสียกำไร” เพราะบริหารสต็อกผิดพลาด Read More »

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป vs ระบบ ERP ต่างกันอย่างไร? ธุรกิจคุณเหมาะกับแบบไหนที่สุด

ในยุคดิจิทัล การเลือกซอฟต์แวร์มาช่วยบริหารจัดการธุรกิจคือ “ทางรอด” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คำถามยอดฮิตที่เจ้าของธุรกิจหลายคนยังสงสัยคือ “เราควรใช้แค่โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป หรือขยับไปใช้ระบบ ERP เลยดี?” เพราะทั้งสองอย่างดูคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วมีความลึกซึ้งและการใช้งานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง โปรแกรมบัญชี vs ระบบ ERP แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุนครับ

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป คืออะไร?

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Accounting Software) คือซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการงานด้านการเงินและบัญชีโดยเฉพาะ โฟกัสหลักอยู่ที่การบันทึกรายรับ-รายจ่าย, การทำงบการเงิน, ภาษีซื้อ-ภาษีขาย และการออกเอกสารทางบัญชีต่างๆ

จุดเด่นของโปรแกรมบัญชี

  • ใช้งานง่าย: มักออกแบบมาให้ User Friendly ไม่ต้องมีความรู้ไอทีลึกซึ้งก็ใช้ได้
  • ราคาประหยัด: มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ หรือบางเจ้าเป็นแบบรายเดือน (Subscription) ที่ราคาหลักร้อยถึงหลักพัน
  • ติดตั้งรวดเร็ว: ซื้อมาแล้วสามารถเริ่มใช้งานได้ทันที (Ready to use)

ระบบ ERP คืออะไร?

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรแบบองค์รวม มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูลของ “ทุกแผนก” เข้าด้วยกันในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็น บัญชี, การขาย, คลังสินค้า (Inventory), การจัดซื้อ, การผลิต (Production), ไปจนถึง HR

จุดเด่นของระบบ ERP

  • ข้อมูลเชื่อมถึงกัน (Integration): เมื่อฝ่ายขายเปิดบิล ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อก และบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ลดความซ้ำซ้อน
  • เห็นภาพรวมธุรกิจ (Real-time Data): ผู้บริหารดู Dashboard ได้ทันทีว่าสถานะบริษัทเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน
  • ปรับแต่งได้ (Customization): สามารถปรับระบบให้เข้ากับ Flow การทำงานที่ซับซ้อนของแต่ละธุรกิจได้

เช็กลิสต์: ธุรกิจของคุณเหมาะกับแบบไหนที่สุด?

การเลือกผิดอาจทำให้เสียทั้งเงินและเวลา นี่คือแนวทางในการเลือกให้เหมาะกับสเตจของธุรกิจคุณครับ

1. คุณเหมาะกับ “โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป” ถ้า…

  • ✅ ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น (Startup) หรือเป็น SME ขนาดเล็ก
  • ✅ มีพนักงานไม่เยอะ หรือมีทีมบัญชีแค่ 1-2 คน
  • ✅ Transaction (รายการค้า) ต่อวันไม่มาก
  • ✅ ต้องการความรวดเร็ว ราคาถูก และเน้นแค่การส่งงบภาษีให้ถูกต้อง
  • ✅ ไม่ได้มีกระบวนการผลิต (Production) หรือสต็อกสินค้าที่ซับซ้อน

2. คุณเหมาะกับ “ระบบ ERP” ถ้า…

  • ✅ ธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว (Scale Up) หรือเป็นองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่
  • ✅ มีปัญหาเรื่องข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างแผนก (เช่น บัญชีบอกของหมด แต่ฝ่ายขายบอกมีของ)
  • ✅ ต้องการลดการทำงานซ้ำซ้อน (Double Entry) ของพนักงาน
  • ✅ มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน, มีหลายสาขา, หรือมีคลังสินค้าหลายแห่ง
  • ✅ ผู้บริหารต้องการดูรายงานวิเคราะห์ (Business Intelligence) เพื่อตัดสินใจกลยุทธ์

บทสรุป: เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ปัจจุบันและรองรับอนาคต

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับ “ความพร้อม” และ “ความต้องการ” ของธุรกิจคุณในขณะนั้น

  • หากคุณเพิ่งเริ่ม โปรแกรมบัญชี คือจุดเริ่มต้นที่ดีและประหยัด
  • หากคุณเริ่มติดขัดเรื่องการจัดการข้อมูล ระบบ ERP คือการลงทุนเพื่อปลดล็อกศักยภาพให้ธุรกิจโตไปได้ไกลกว่าเดิม

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป vs ระบบ ERP ต่างกันอย่างไร? ธุรกิจคุณเหมาะกับแบบไหนที่สุด Read More »

ERP ไทย: เชี่ยวชาญสต็อกไม่แพ้ชาติใดในโลก

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การบริหารจัดการสต็อกสินค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่การมีระบบที่ช่วยควบคุมสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว

ที่ผ่านมา หลายองค์กรมักมองหาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จากต่างประเทศ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงและข้อจำกัดในการปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของธุรกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ ERP ของไทยได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทำไม ERP ไทยจึงเชี่ยวชาญด้านสต็อก?

  1. เข้าใจบริบทธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง: ผู้พัฒนา ERP ไทยเข้าใจถึงความซับซ้อนและความหลากหลายของธุรกิจไทยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี การขนส่ง รูปแบบการซื้อขาย หรือแม้แต่พฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ถูกนำมาถอดรหัสและพัฒนาเป็นฟังก์ชันการทำงานที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด
  2. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง (Customization): ERP ไทยมักมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับแต่งฟังก์ชันต่างๆ ให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดเก็บ การกำหนดหน่วยนับที่หลากหลาย หรือการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นๆ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการสต็อกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ: การใช้งานระบบ ERP เป็นภาษาไทย ช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้และใช้งาน ทำให้พนักงานสามารถทำความเข้าใจและใช้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานโดยรวมขององค์กร

จุดเด่นของ ERP ไทยในการบริหารจัดการสต็อก

  • การติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์: ระบบ ERP ไทยช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบสถานะสต็อกสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • การจัดการคลังสินค้าที่ซับซ้อน: รองรับการจัดการคลังสินค้าที่มีหลายสาขา หลายตำแหน่งการจัดเก็บ รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลังตามล็อต (Lot) และวันหมดอายุ (Expiry Date) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ยา หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งาน
  • การวางแผนและพยากรณ์ความต้องการ: ERP ไทยมีเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลการขายในอดีต เพื่อพยากรณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสั่งซื้อและผลิตได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาการมีสินค้ามากเกินไป (Overstock) หรือน้อยเกินไป (Understock)
  • การกระทบยอดสต็อก (Stock Reconciliation): ช่วยให้การตรวจสอบและกระทบยอดสต็อกเป็นไปอย่างง่ายดาย ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการนับสต็อกด้วยมือ ทำให้ข้อมูลสต็อกมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • การจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่หมุนเวียน (Slow-moving & Obsolete Stock): ระบบสามารถระบุสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวหรือล้าสมัย เพื่อให้ธุรกิจสามารถหาวิธีจัดการได้อย่างเหมาะสม เช่น การจัดโปรโมชั่น หรือการจำหน่ายทิ้ง เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บและเพิ่มพื้นที่สำหรับสินค้าที่ขายดี

บทสรุป

ซอฟต์แวร์ ERP ของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ที่สามารถแข่งขันกับระบบจากต่างประเทศได้อย่างทัดเทียม ด้วยความเข้าใจในบริบทธุรกิจไทย ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง และฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุม ทำให้ ERP ไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสต็อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และก้าวสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล

ERP ไทย: เชี่ยวชาญสต็อกไม่แพ้ชาติใดในโลก Read More »

ERP ไทย: เจาะลึกเหตุผลทำไมถึงบูมในปี 2025 และแนวโน้มอนาคต 2026

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงและทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) การปรับตัวสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” สำหรับองค์กรทุกขนาด โดยเฉพาะในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลที่เชื่อมโยบทุกแผนกเข้าด้วยกัน แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม “ERP ไทย” ถึงกลายเป็นคำค้นหายอดฮิตและเป็นที่ต้องการสูงมากในปี 2025?


🚀 5 เหตุผลหลัก: ทำไม “ERP ไทย” ถึงเป็นที่ต้องการสูงในปี 2025

ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดกลาง (Mid-market) ตระหนักว่าการใช้ระบบที่ “แค่ทำงานได้” นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาหันมาหา ERP ที่พัฒนาโดยคนไทย

1. การปฏิบัติตามกฎหมายและภาษีไทย (Localization & Compliance)

นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ERP สัญชาติต่างชาติ (International ERP) แม้จะดีเลิศแค่ไหน แต่ก็มักมีปัญหาในการปรับให้เข้ากับกฎระเบียบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงบ่อยของไทย เช่น:

  • ระบบภาษี: การหัก ณ ที่จ่าย (WHT), ภ.พ. 30, ภ.ง.ด. 1, 3, 53
  • e-Tax Invoice & e-Receipt: การเชื่อมต่อตรงกับกรมสรรพากร ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ภาครัฐผลักดัน
  • ข้อกำหนดบัญชีไทย: ผังบัญชี (Chart of Accounts) และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
  • PDPA: การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ERP ไทย ถูกออกแบบมาเพื่อ “ปิด” ช่องว่างเหล่านี้โดยเฉพาะ ช่วยลดความผิดพลาด ลดงานเอกสาร และความเสี่ยงที่จะถูกปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

2. ความคุ้มค่าและต้นทุนที่จับต้องได้ (Cost-Effectiveness)

ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย งบประมาณ (Budget) คือปัจจัยสำคัญ ERP ระดับโลกมักมาพร้อมกับค่า License และค่า Implement (การวางระบบ) ที่สูงมาก

ERP ไทย มักเสนอโมเดลราคาที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะ Cloud ERP (ระบบ ERP บนคลาวด์) ที่จ่ายเป็นรายเดือน/รายปี (Subscription) ทำให้ธุรกิจ SME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับ Enterprise ได้โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ในคราวเดียว

3. การบริการและการสนับสนุนที่ “เข้าใจกัน” (Local Support)

“ซื้อระบบแล้วติดต่อคนทำไม่ได้” หรือ “รอ Support ข้ามวันข้ามโซนเวลา” คือฝันร้ายของคนทำงาน การเลือกใช้ ERP ไทย หมายถึงการได้รับบริการจากทีมงานที่พูดภาษาเดียวกัน อยู่ในโซนเวลาเดียวกัน (Same Time Zone) และที่สำคัญคือ เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย (Thai Business Culture) ทำให้การแก้ปัญหาและการสื่อสารรวดเร็วกว่ามาก

4. ความยืดหยุ่นและการปรับแต่ง (Flexibility & Customization)

ธุรกิจไทยมีกระบวนการทำงาน (Workflow) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ระบบ ERP ต่างชาติมักจะเป็นกล่องสำเร็จรูปที่ปรับแต่งได้ยาก (Rigid) หรือมีค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งที่สูงลิ่ว

ผู้พัฒนา ERP ไทย มักจะยืดหยุ่นกว่า สามารถปรับฟังก์ชันให้เข้ากับ Flow การอนุมัติ การผลิต หรือการบริการที่ซับซ้อนของธุรกิจไทยได้ตรงจุดมากกว่า

5. การตื่นตัวเรื่อง Data และ AI

ปี 2025 เป็นปีที่ธุรกิจไทยเริ่มมอง “ข้อมูล” เป็นสินทรัพย์ ระบบ ERP คือแหล่งกักเก็บข้อมูลชั้นดี (Single Source of Truth) องค์กรต้องการดึงข้อมูลจากระบบบัญชี, สต็อก, การขาย, และ HR มาวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น การมี ERP ที่ดีคือรากฐานแรกก่อนจะต่อยอดไปสู่ Business Intelligence (BI) หรือ AI ต่อไป


🔮 อนาคตปี 2026: ความต้องการ ERP ไทย จะยังคงอยู่หรือไม่?

คำตอบคือ: ยังคงต้องการสูง และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

หากปี 2025 คือ “ปีแห่งการวางรากฐาน” ปี 2026 จะเป็น “ปีแห่งการต่อยอด” ความต้องการจะไม่ได้หยุดแค่การบันทึกข้อมูล แต่จะมุ่งเน้นไปที่:

  1. AI และ Automation: ธุรกิจจะมองหา ERP ที่ฉลาดขึ้น สามารถช่วยงาน Routine อัตโนมัติ (เช่น การกระทบยอดธนาคาร, การเปิด PR/PO) และเริ่มใช้ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ (Predictive Analytics) เช่น พยากรณ์ยอดขาย หรือพยากรณ์สต็อกที่ควรสั่งซื้อ
  2. Cloud-First: ธุรกิจที่ยังใช้ระบบ On-Premise (ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง) จะเริ่มถูกกดดันให้ย้ายขึ้น Cloud ERP มากขึ้น เพื่อความปลอดภัย, การเข้าถึงได้จากทุกที่ (Remote Work) และการอัปเดตที่ง่ายกว่า
  3. Connectivity (การเชื่อมต่อ): ERP จะไม่ได้อยู่แบบเดี่ยวๆ อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่น (Ecosystem) ได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น เชื่อมกับ Shopee/Lazada, เชื่อมกับระบบธนาคาร (e-Payment), หรือเชื่อมกับระบบ HR

ดังนั้น ERP ไทย ที่สามารถตอบโจทย์การเชื่อมต่อเหล่านี้และมีราคาที่เหมาะสม จะยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของธุรกิจไทยต่อไปอย่างแน่นอน


สรุป: เหตุผลที่ธุรกิจไทยหันมาสนใจ “ระบบ ERP ไทย”

โดยสรุป เหตุผลที่ธุรกิจไทยยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ ระบบ ERP สัญชาติไทย นั้น ชัดเจนและตรงไปตรงมา:

  • ตอบโจทย์กฎหมายไทย 100%: โดยเฉพาะเรื่องภาษีและ e-Tax Invoice
  • ต้นทุนคุ้มค่า: เข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับ SME
  • บริการรวดเร็ว: “คนไทยทำ คนไทยเข้าใจ”
  • ยืดหยุ่น: ปรับแต่งให้เข้ากับกระบวนการทำงานจริงได้ง่ายกว่า

การเลือกลงทุนใน ERP ไทย ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการซื้อ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันกฎหมาย ลดต้นทุนแฝง และสร้างรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันในอนาคตทั้งในปี 2026 และปีต่อๆ ไปCloud Service  & On Premise กับข้อสงสัยว่าเลือกแบบไหนดีกว่ากัน 

ERP ไทย: เจาะลึกเหตุผลทำไมถึงบูมในปี 2025 และแนวโน้มอนาคต 2026 Read More »

PlanetOne ERP โดดเด่น! ในเรื่องระบบการผลิต

จุดแข็งสำหรับโรงงานที่ต้องการลดต้นทุน !

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โรงงานต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าแรง และความต้องการของลูกค้าที่ซับซ้อนขึ้น การบริหารจัดการที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงกำไรที่หายไปมหาศาล

ปัญหาใหญ่ที่โรงงานส่วนใหญ่ต้องเจอคือ “ต้นทุนแฝง” (Hidden Costs) ที่มองไม่เห็น เช่น:

  • สต็อกจม (Dead Stock): การสั่งวัตถุดิบมาเกินความจำเป็น ทำให้เงินทุนจมอยู่กับของที่ไม่ได้ใช้
  • งานเสีย (Scrap/Rework): กระบวนการผลิตที่ผิดพลาด ทำให้ต้องทิ้งสินค้าหรือเสียเวลาแก้ไข
  • การรอคอย (Waiting Time): เครื่องจักรหยุดทำงานเพราะวัตถุดิบไม่มาส่ง หรือแผนกหนึ่งต้องรออีกแผนกหนึ่งทำงาน
  • การทำงานซ้ำซ้อน: ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกันระหว่างฝ่ายขาย วางแผน จัดซื้อ และผลิต

นี่คือจุดที่ PlanetOne ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญ และสร้างความโดดเด่นเหนือระบบ ERP ทั่วไป โดยเฉพาะใน “ระบบการผลิต” (Manufacturing Module) ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้ และเปลี่ยนต้นทุนแฝงให้กลายเป็นกำไร


🏭 เจาะลึกระบบการผลิต… หัวใจของ PlanetOne ERP

ความแข็งแกร่งของ PlanetOne ERP ไม่ได้อยู่ที่โมดูลใดโมดูลหนึ่ง แต่คือการ “เชื่อมโยง” ทุกส่วนงานของโรงงานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่คำสั่งซื้อของลูกค้า (Sales Order) ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า โดยมีระบบการผลิตเป็นศูนย์กลาง

กระบวนการทำงานที่ไร้รอยต่อนี้เริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อฝ่ายขายรับออเดอร์ ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปยังฝ่ายวางแผนการผลิตเพื่อคำนวณผ่านระบบ MRP (Material Requirements Planning) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดต้นทุน

MRP คืออะไร? มันคือสมองกลที่ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า:

  1. ต้องผลิตอะไร? จำนวนเท่าไหร่? (จาก Sales Order)
  2. ต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง? (อ้างอิงจากสูตรการผลิต หรือ BOM – Bill of Materials)
  3. มีของในสต็อกเท่าไหร่? (ดึงข้อมูลสต็อกจริง Real-time)
  4. ต้องสั่งซื้อเพิ่มเท่าไหร่? และต้องสั่งเมื่อไหร่?

เพียงแค่ระบบ MRP ทำงานได้อย่างแม่นยำ โรงงานก็สามารถตัดปัญหาการสั่งของ “เผื่อ” หรือการสั่งของ “ขาด” ไปได้ทันที ซึ่งนี่คือการลดต้นทุนก้อนแรกที่เห็นผลชัดเจนที่สุด


💰 3 จุดแข็งหลักของ PlanetOne ERP ที่ช่วย “ลดต้นทุน” โรงงาน

PlanetOne ERP ถูกออกแบบมาโดยคนไทย เพื่อเข้าใจปัญหาของโรงงานไทย (โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ OEM หรือรับจ้างผลิต) ทำให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การลดต้นทุนโดยตรง ดังนี้

1. การควบคุมสต็อกที่แม่นยำ (Accurate Inventory Control)

นอกเหนือจาก MRP ที่ช่วยวางแผนการสั่งซื้อแล้ว ระบบยังเชื่อมโยงกับการจัดการคลังสินค้า (Inventory Control) แบบเรียลไทม์ ทำให้โรงงานรู้สถานะของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่แท้จริงตลอดเวลา

  • ลดปัญหาสต็อกจม: ไม่ต้องสต็อกของที่ไม่จำเป็น ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัท
  • ลดการสูญเสีย: ติดตามวัตถุดิบที่มีวันหมดอายุ (Expiry Date) หรือการเบิกจ่ายตาม Lot. No. ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการเสื่อมสภาพคาคลัง

2. การมองเห็นต้นทุนจริง (Visibility of Actual Costs)

โรงงานหลายแห่งรู้ “ต้นทุนมาตรฐาน” (Standard Cost) ที่ตั้งไว้ แต่ไม่เคยรู้ “ต้นทุนจริง” (Actual Cost) ที่เกิดขึ้นในแต่ละใบสั่งผลิต (Production Order)

PlanetOne ERP จะช่วยบันทึกต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ทั้งค่าวัตถุดิบที่เบิกใช้, ค่าแรงงานที่ลงไปในกระบวนการนั้นๆ (Shop Floor Control) และค่าใช้จ่ายในการผลิต (Overhead)

  • ประโยชน์: ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่าสินค้าตัวไหน “กำไรจริง” หรือ “ขาดทุน” ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม และรู้ว่าควรจะปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่จุดไหน

3. การลดของเสียและงานซ้ำซ้อน (Reducing Waste and Redundancy)

การเชื่อมโยงข้อมูลคืออาวุธสำคัญในการลดความผิดพลาด

  • โมดูลควบคุมคุณภาพ (QC): ระบบสามารถบังคับให้มีการตรวจสอบคุณภาพในขั้นตอนต่างๆ (เช่น IQC – ตรวจรับวัตถุดิบ, IPQC – ระหว่างผลิต) หากไม่ผ่าน QC ระบบจะไม่อนุญาตให้ไปขั้นตอนถัดไป ช่วยสกัดปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดการผลิตของเสียจำนวนมาก
  • ข้อมูลชุดเดียว (Single Source of Truth): ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ และบัญชี ทำงานบนข้อมูลเดียวกัน ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดจาก Human Error และลดเวลาการทำงานที่ไม่จำเป็น

🚀 สรุป: ไม่ใช่แค่ ERP แต่คือ “เครื่องมือ” ลดต้นทุนของโรงงาน

PlanetOne ERP พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบ ERP ที่ดีสำหรับโรงงาน ไม่ใช่แค่โปรแกรมบัญชีที่พ่วงระบบอื่นเข้ามา แต่ต้องเป็นระบบที่ “เกิดมาเพื่อการผลิต”

ด้วยการออกแบบที่เข้าใจกระบวนการผลิตอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การวางแผนวัตถุดิบ (MRP) การคุมสูตรการผลิต (BOM) ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ (QC) และการคำนวณต้นทุนจริง (Actual Cost) ทำให้ PlanetOne ERP เป็นจุดแข็งสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องการ “ลดต้นทุน” อย่างจริงจังและยั่งยืน โดยการเปลี่ยนข้อมูลที่เคยมองไม่เห็น ให้กลายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจที่เฉียบคม

PlanetOne ERP โดดเด่น! ในเรื่องระบบการผลิต Read More »

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  ไม่ใช่เรื่องยากจัดการด้วยระบบ API 

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  

ไม่ใช่เรื่องยาก จัดการด้วยระบบ API 

 ระบบ ERP หรือ ระบบ Enterprise Resource Planning  เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับโรงงานผลิตที่ต้องการความแม่นยำและ เรียลไทม์ และปัจจุบัน ระบบ ERP ได้มีการพัฒนาจนสามารถเชื่อมข้อมูลจากเครื่องจักรมายัง ERP เพื่อเป็นการวิเคราะห์ทั้งต้นทุน ความเสี่ยงที่เกิดจากการผลิตได้ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลด้วย API โดยมีข้อดีดังนี้ 

เข้าใจถึงประโยชน์ของการเชื่อมต่อ 

การเชื่อมต่อระบบ ERP กับเครื่องจักรผ่าน API (Application Programming Interface) นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  

ส่งข้อมูลการผลิตได้อัตโนมัติ: ข้อมูลการผลิต เช่น จำนวนชิ้นงานที่ผลิต เสร็จสิ้นเมื่อใด ใช้วัตถุดิบไปเท่าไหร่ จะถูกส่งไปยังระบบ ERP โดยอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ 

ติดตามและควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์: สามารถตรวจสอบสถานะการผลิตได้ตลอดเวลา ทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดเวลาในการบันทึกข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานอื่นๆ ที่สำคัญกว่า 

เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล: ข้อมูลที่ได้จากเครื่องจักรโดยตรงมีความแม่นยำสูงกว่าข้อมูลที่บันทึกด้วยมือ ทำให้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น 

ขั้นตอนการเชื่อมต่อ……

เลือก API ที่เหมาะสม

เลือก API ที่รองรับทั้งระบบ ERP และเครื่องจักรของคุณ ซึ่งอาจเป็น API ที่มาพร้อมกับระบบ ERP หรือ API ที่พัฒนาขึ้นเอง แต่แนะนำว่าควรเป็น API ที่มาจากระบบ ERP จะดีที่สุด เพราะไม่ต้องมาแมนนวลหรือเสียเวลามาหาทางเชื่อม API กับ ERP  

ออกแบบโครงสร้างข้อมูล

กำหนดรูปแบบข้อมูลที่จะส่งผ่าน API ทั้งข้อมูลที่จะส่งจาก ERP ไปยังเครื่องจักร และข้อมูลที่จะส่งจากเครื่องจักรกลับมายัง ERP ในช่วงนี้ทางผู้ให้บริการต้องประเมินทั้งเครื่องจักรและระบบ ERP เพื่อหาแนวทางในการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด โดยส่วนมากผู้ให้บริการ ERP ที่มีประสบการณ์ก็จะมีระบบ API ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ Click อ่าน ทำไมโรงงานผลิตต้องมีระบบ ERP?

พัฒนาโปรแกรมเชื่อมต่อ

พัฒนาโปรแกรมหรือสคริปต์เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง API กับระบบ ERP และเครื่องจักร โดยอาจใช้ภาษาโปรแกรม เช่น Python, C#, Java ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาว่าใช้โปรแกรมอะไรในการพัฒนา

ทดสอบระบบ

ต้องมีทีมงานทดสอบระบบการเชื่อมต่ออย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถูกรับส่งอย่างถูกต้อง ทั้งฝั่งผู้ให้บริการ ERP และฝั่งผู้ใช้บริการจากโรงงาน เพื่อให้ได้ระบบที่เสถียรและมีประสิทธิภาพ

ปรับปรุงระบบ

ระบบ ERP ควรเลือกระบบที่ยืดหยุ่นสูง กล่าวคือเลือกระบบที่สามารถปรับแต่งได้มากที่สุด ส่วนใหญาจะเป็นระบบคนไทยที่มีขนาดใหญ่ เพราะสามารถรองรับการทำงานที่เชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักรของโรงงานได้เป็นอย่างดี และการเชื่อมระบบเข้าไปในเครื่องจักรของโรงงานด้วย API จะไม่ใช่ระบบมาตรฐานที่ทุกผู้ให้บริการจะมีให้ แต่ทางผู้ประกอบการต้องยอมลงทุนในการปรับแต่งระบบให้เข้ากับการทำงานมากที่สุด

สรุป

หากทางผู้ประกอบการต้องการระบบ ERP ที่เชื่อมเข้ากับเครื่องจักรในโรงงานได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ให้บริการระบบ ERP มี API ระบบเชื่อมโยงข้อมูลก็สามารถทำได้โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.เลือก API ที่เหมาะสม แนะนำเลือกเจ้า ERP ที่มีระบบ API 2. ออกแบบโครงสร้างข้อมูล 3. พัฒนาโปรแกรมเชื่อมต่อ 4. ทดสอบระบบ 5. ปรับปรุงระบบ

erp for Thailand

PlanetOne ERP ของคนไทย เราคือผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการผลิต เหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อลดต้นทุน มีความยืดหยุ่นสูง มีระบบ API ที่สามารถนำไปเชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักร เข้าไปดู Package ได้ที่นี่

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  ไม่ใช่เรื่องยากจัดการด้วยระบบ API  Read More »

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP

การใช้งานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ทุกระบบล้วนอาจก่อให้เกิดปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่นบั๊กจากการใช้งาน

หรือ อะไรที่เคยทำได้แต่เมื่อมีระบบเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานในแบบเดิมๆ ได้

ซึ่งบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี

โดยมีข้อมูลทั้งหมดดังนี้

1. ปัญหาจากค่าใช้จ่ายสูง

ต้องขออนุญาตแจ้งแบบไม่ปิดบังว่าระบบอีอาร์พีมีราคาที่แพง ทั้งค่าติดตั้ง ค่าวางระบบ และยังมีค่าบริการรายปี ซึ่งถ้าเจ้าไหนไม่มี

คงจะเป็นองค์กรเพื่อการกุศล เพราะระบบอีอาร์พีต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินการวางระบบ

และยังมีเรื่องโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนระบบให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน ทำให้ระบบมีราคาที่แพง

และเป็นต้องจ่ายค่าบริการทุกปี ซึ่งหากไม่ทำการชำระตรงส่วนนี้ก็อาจจะทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ระบบต่อไปได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังสำหรับองค์กรที่ไม่พร้อมเรื่องการเงิน

2. การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางระบบอีอาร์พี เพราะผู้ประกอบการทุกท่านล้วนต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้น

ละสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพนักงานจะต้องทำการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้

แน่นอนว่าปัญหาที่ทุกที่จะเจอคือแรงต่อต้านจากพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานเดิมๆ

3. ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่

ระบบอีอาร์พี มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากกว่าระบบทั่วไป หากองค์กรไม่เตรียมซุปเปอร์ยูสเซอร์หรือก็คือคน

ที่สามารถแนะนำระบบการทำงานให้คนใหม่ได้ เมื่อมีคนใหม่เข้ามา และคนเก่าลาออกไป ต้องมีการจัดเทรนให้กับคนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเทรนให้กับพนักงาน ราคาต่อวันก็เป็นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่น

หากบริษัทมีระบบการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและต้องการเชื่อมโยงระบบอีอาร์พีเข้ากับระบบอื่นเช่นระบบหน้าร้าน

หรือระบบวางแผนการผลิต ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรในการใช้งาน หรือเจอบั๊กบางอย่างที่มาจากระบบ

เพราะฉะนั้นควรเลือกระบบอีอาร์พีที่โมดูลการทำงานที่ครบวงจร แม้จะต้องเปลี่ยนระบบทั้งองค์กรก็ควรต้องเปลี่ยน

เพราะจะทำให้การทำงานสมูทมากกว่าการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน

5. ปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ต้องบอกว่าปัญหาตรงส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะถ้าในองค์กรของท่านไม่มีไอทีที่คอยแบล็คอัพข้อมูล

เพื่อป้องกันการถูกแฮกจากผู้ไม่หวังดีและเข้ามาลบข้อมูลในเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมด

ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ ทำให้ปัจจุบันหลายๆ องค์กรเลือกที่จะใช้บริการคลาวด์

เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงาน และต้องบอกตรงนี้ว่าคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย

และมีความเสถียรมากกว่าการใช้เซอร์เวอร์ในการรันและเก็บข้อมูล

6. ปัญหาทางเทคนิค

อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊ก หรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

แต่ส่วนใหญ่หากระบบเจอบั๊กทางเทคนิคจะรีบแก้ไขให้เป็นกรณีเร่งด่วน

7. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล

การใช้ระบบ ERP อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ควรมีการเงื่อนไขในการซัปพอร์ตว่าอนุญาตให้เขาถึงฐานข้อมูลในระดับไหน

8. การพึ่งพาผู้ให้บริการ

ถือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการอีอาร์พีกับผู้ใช้งานต้องมากระทบกระทั่งกัน เพราะผู้ใช้บริการมักมองว่าทีมซัปพอร์ตระบบอีอาร์พีต้องจัดการทุกอย่างให้ได้

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการเข้าระบบข้อมูลภายในเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่คีย์ผิดได้

ลวร้ายสุดๆ คือไม่แจ้งอะไรแต่จะให้ซัปพอร์ตแก้ไขให้อย่างเดียว

ซึ่งในความเป็นจริงผู้ให้บริการอีอาร์พีไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการได้

ยกเว้นมีเอกสารอนุญาตซึ่งต้องลงนามจากกรรมการหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้ว่าปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีรีโมตเพื่อเข้าไปแก้ไขให้ที่หน้าจอแทน ดังนั้น

ผู้ใช้บริการไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการจนเกินไปเพราะหากการดูแลที่เกินสโคปของเงื่อนไขก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรได้

ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูง การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่ ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่นปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาจากการพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในการวางระบบทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้

Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

ระบบ PlanetOne ERP สำหรับองค์กรไทย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลาก ดังนี้ Packages

  • ระบบบัญชีรายได้รองรับส่วนลดได้หลายระดับ
  • ระบบบัญชีรายจ่าย
  • ระบบภาษี
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งซื้อ
  • ระบบสั่งขาย
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งขาย
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบควบคุมเช็คและเงินฝาก
  • ระบบควบคุมการผลิต
  • ระบบออกแบบสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • ระบบต้นทุนการผลิต
  • ระบบบาร์โค้ด (Handheld)
  • มีบริการ cloud storage (เช่าบริการรายปี)

ติดต่อสอบถามข้อมูล

Tel. 095 294 5693 คุณเจน

Office : 02 271 4362-3

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP Read More »

Scroll to Top