ERP สำหรับโรงงาน

ขายดีแต่เจ๊ง? เพราะคุณอาจกำลัง ‘คำนวณต้นทุนการผลิต’ ผิดโดยไม่รู้ตัว! (เช็กด่วน 3จุดบอด)

เคยเจอปัญหานี้ไหมครับ? ปิดงบปลายเดือนทีไร ตัวเลขกำไรสุทธิมันน้อยกว่าที่คิดไว้จนน่าใจหาย ทั้งที่ออเดอร์ก็เข้าตลอด เครื่องจักรก็เดินเต็มกำลัง แต่ทำไมกระแสเงินสดกลับฝืดเคือง?

ถ้าคุณกำลังพยักหน้า… สาเหตุอาจไม่ได้อยู่ที่ “ยอดขาย” แต่อยู่ที่ “วิธีคำนวณต้นทุน” ครับ

ผู้ประกอบการโรงงานหลายท่าน (โดยเฉพาะ SMEs) ยังคงใช้สูตรคำนวณต้นทุนแบบ “กะประมาณ” หรือใช้ Excel บวก-ลบแบบพื้นฐาน ซึ่งวิธีเหล่านี้อาจใช้ได้ในวันที่เราผลิตสินค้าน้อยๆ แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น ความซับซ้อนของการผลิตจะทำให้ตัวเลขเหล่านั้นกลายเป็น “กับดัก” ที่พาคุณขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึก 3 ความผิดพลาดเรื่องต้นทุน ที่ทำให้โรงงานส่วนใหญ่ “ขายดีจนเจ๊ง”


1. มองข้าม “ต้นทุนแฝง” (Hidden Overhead Costs)

นี่คือหลุมพรางที่ใหญ่ที่สุดครับ หลายคนคิดต้นทุนสินค้าโดยดูแค่:

  • ค่าวัตถุดิบ (Direct Material)
  • ค่าแรงคนงาน (Direct Labor)

แล้วจบแค่นั้น! แต่ในความเป็นจริง โรงงานมี “ค่าโสหุ้ย” (Overhead) อีกมหาศาลที่ต้องถูกนำมาหารเป็นต้นทุนต่อชิ้นด้วย เช่น:

  • ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร: ทุกครั้งที่เครื่องเดิน มันมีความสึกหรอ
  • ค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำ: ในกระบวนการผลิต
  • ค่าเสียเวลา (Downtime/Setup Time): เวลาที่ช่างใช้ตั้งเครื่องจักร 30 นาทีก่อนผลิต นั่นคือต้นทุนค่าแรงที่ไม่ได้เนื้องาน

✅ ผลกระทบ: คุณอาจตั้งราคาขายที่ 100 บาท เพราะคิดว่าทุนคือ 80 บาท แต่ถ้ารวมต้นทุนแฝงจริงๆ ทุนอาจจะปาไป 95 บาทแล้ว เท่ากับว่าคุณเหนื่อยแทบตายเพื่อกำไรแค่ 5 บาท (หรืออาจขาดทุนถ้าเจอของเสีย)


2. กับดักของการ “คำนวณต้นทุนย้อนหลัง” (Actual Costing Trap)

โรงงานที่ใช้ระบบบัญชีแบบดั้งเดิม มักจะรู้ต้นทุนจริงก็ต่อเมื่อ “สิ้นเดือน” (เมื่อบิลค่าไฟมา หรือเมื่อปิดรอบบัญชี)

ลองจินตนาการดูนะครับ… สมมติว่าวันที่ 5 วัตถุดิบราคาขึ้น หรือเครื่องจักรเสียจนต้องเดินเครื่องล่วงเวลา (OT) แต่คุณไม่รู้ตัวเลขนี้ทันที คุณยังคงขายสินค้าในราคาเดิมไปจนถึงวันที่ 30

✅ ผลกระทบ: กว่าจะรู้ตัวว่าต้นทุนพุ่งสูงขึ้น คุณก็ขายของขาดทุนไปแล้วถึง 25 วันเต็มๆ! นี่คือเหตุผลที่โรงงานยุคใหม่ต้องรู้ต้นทุนแบบ Real-time ครับ

💡 Tip: ถ้าไม่อยากรอปิดงบสิ้นเดือน ลองดูตัวช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตแบบ Real-time จาก [PlanetOne ระบบ ERP สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต] ที่ช่วยให้คุณเห็นกำไร-ขาดทุนได้ทันทีที่จบ Job ครับ


3. เหมารวมต้นทุนแบบ “หารยาว” (Average Costing Mistake)

ถ้าโรงงานของคุณรับงานแบบ Made to Order (ผลิตตามสั่ง) แต่ดันใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบหารเฉลี่ยเท่ากันหมด คุณกำลังทำผิดมหันต์ครับ!

  • งาน A: สั่งผลิตเยอะ แบบมาตรฐาน ใช้เวลาตั้งเครื่องน้อย = ต้นทุนต่ำ
  • งาน B: สั่งผลิตน้อย แบบพิเศษ ใช้เวลาตั้งเครื่องนาน = ต้นทุนสูง

ถ้าคุณเอาต้นทุนมารวมกันแล้วหารสอง… คุณจะตั้งราคางาน B ต่ำเกินจริง (ขาดทุน) และตั้งราคางาน A แพงเกินจริง (จนลูกค้าหนีไปหาคู่แข่ง)

✅ ผลกระทบ: คุณจะดึงดูดแต่ลูกค้าที่ให้งานยากๆ (แต่กำไรน้อย) เข้ามาในโรงงาน ส่วนงานง่ายๆ ที่กำไรดีจะหลุดมือไปหมด

บทสรุป

การรู้ต้นทุนที่แม่นยำ 100% ไม่ใช่แค่เรื่องทางบัญชี แต่คือ “อาวุธ” ในการแข่งขันครับ หากคุณรู้ต้นทุนจริง คุณจะกล้าลดราคาเพื่อสู้คู่แข่งในสินค้าที่ต้นทุนต่ำ และกล้าปฏิเสธงานที่ทำแล้วไม่คุ้มค่าเหนื่อย

อย่าปล่อยให้ “ความไม่รู้” กัดกินกำไรของคุณอีกต่อไปครับ

ขายดีแต่เจ๊ง? เพราะคุณอาจกำลัง ‘คำนวณต้นทุนการผลิต’ ผิดโดยไม่รู้ตัว! (เช็กด่วน 3จุดบอด) Read More »

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หลายองค์กรอาจกำลังเผชิญกับปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แผนกบัญชีใช้ซอฟต์แวร์หนึ่ง ทำให้การทำงานซ้ำซ้อนและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย นี่คือเหตุผลที่ ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็น “สมองกลาง” ของธุรกิจ

ERP คืออะไร? ทำความรู้จักกับหัวใจขององค์กร

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงและบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดภายในองค์กรเข้าด้วยกันในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี (Finance), การผลิต (Manufacturing), การบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain), การขาย (Sales) และทรัพยากรบุคคล (HR)

จุดเด่นที่สุดของ ERP คือการมี ฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ซึ่งหมายความว่าทุกแผนกจะมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time ลดความขัดแย้งของข้อมูลและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน


ทำไมธุรกิจในปี 2025 ถึง “ขาด ERP ไม่ได้”?

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เทคโนโลยีมีการก้าวกระโดดอย่างมาก การมีระบบ ERP ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องมือเพื่อความอยู่รอด” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การบูรณาการ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูง (AI & Analytics)

ระบบ ERP ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่มี AI (Artificial Intelligence) ฝังอยู่ภายใน ช่วยพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้า แจ้งเตือนเมื่อสต็อกสินค้าใกล้หมด หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

2. การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

ในยุคที่ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว การรอรายงานสรุปตอนสิ้นเดือนนั้น “สายเกินไป” ERP ช่วยให้ผู้บริหารเห็น Dashboard ผลประกอบการได้ทันที (Real-time) ทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาหรือคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันท่วงที

3. รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Work

ด้วยระบบ Cloud ERP พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและอนุมัติงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในออฟฟิศ

4. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Operational Efficiency)

การทำงานอัตโนมัติ (Automation) ใน ERP ช่วยลดภาระงานรูทีนของพนักงาน ลดข้อผิดพลาดจากคน (Human Error) และช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป: ก้าวแรกสู่ Digital Transformation

การติดตั้งระบบ ERP คือก้าวสำคัญที่สุดของการทำ Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2025 และปีต่อๆ ไป การเลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ จะช่วยสร้างความพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดิมๆ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การเลือก ERP ไม่ใช่การเลือกตัวที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์กระบวนการทำงาน” ของคุณมากที่สุด และสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจคุณได้ในอนาคต

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025 Read More »

BRID Systems ได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเว็บไซต์ ichi-media

จากประสบการณ์วางระบบ ERP ในโรงงานมามากกว่า 30 ปี บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้รับเชิญจากนิตยสารเว็บไซต์ https://ichi-media.com ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับศักยภาพที่แท้จริงของการนำระบบ ERP เข้ามาใช้งาน โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้

💡 พบศักยภาพที่แท้จริงของระบบ ERP: บทสัมภาษณ์พิเศษจาก BRID Systems
บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด (BRID Systems) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สัญชาติไทย ซึ่งให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ได้มีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพที่แท้จริงของการนำระบบ ERP มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแวดวงโรงงานอุตสาหกรรม

คุณเจน – จิรฐา ติรเลิศ Executive Director บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในวงการ พร้อมเปิดเผยแนวคิดสำคัญและเคล็ดลับในการ Implement ระบบ ERP ให้ประสบความสำเร็จ

หัวใจสำคัญของระบบ ERP
คุณจิรฐา อธิบายว่า ERP ซึ่งย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือการวางแผนการใช้ทรัพยากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญ 4 ประการ หรือ “Four Pillars of ERP Implementation” ได้แก่

Centralized essential database for the entire organization: การเก็บข้อมูลรวมศูนย์ เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ตรงกันในแต่ละฝ่าย

No more redundant work: การลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนขององค์กร

Traceability and Accountability: การใช้ทรัพยากร (เวลา, เงินทุน, บุคลากร) อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบย้อนหลังได้

Real-time information: การได้รับข้อมูลที่ทันต่อเวลาและเป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อใช้ในการวางแผน

องค์ประกอบหลักในการ Implement ระบบ ERP
การ Implement ระบบ ERP ไม่ได้มีเพียงแค่การติดตั้งซอฟต์แวร์ แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ที่ต้องมีความพร้อมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

Get the “System” Ready: เช่น การใช้โซลูชั่น PlanetOne ERP ของ BRID Systems

ระบบ PlanetOne ERP ให้บริการครอบคลุมงานบริหารจัดการในทุกส่วนขององค์กร เช่น งานขายและการตลาด, จัดซื้อ, บริหารจัดการคลังสินค้า, บัญชี, และระบบที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เช่น MRP, Shop Floor Control/Capacity Planning

BRIDS Systems เป็นบริษัทสัญชาติไทยที่ให้บริการ ERP แบบครบวงจร ทั้งให้คำปรึกษาและเทคโนโลยี

Get the “Data” Ready: ข้อมูลต้องสะอาดและใช้งานได้ (Data Cleansing) เพื่อป้องกันปัญหา เช่น รหัสสินค้าซ้ำ ทำให้เกิด Over Stock หรือการกำหนด Credit Limit ที่ผิดพลาด

Get the “People” Ready: บุคลากรต้องมีความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนการทำงาน โดยเฉพาะการมีทีม Super User ที่เชี่ยวชาญภายในองค์กรเพื่อประสานงานและควบคุมการใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสนับสนุนจากภาครัฐและศักยภาพของ ERP ไทย
ปัจจุบันภาครัฐมีการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ที่สนใจใช้ระบบ ERP 2 ทาง คือ

ทุนจาก สวทช.: ผู้ประกอบการสามารถขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

สิทธิ์ลดหย่อนภาษี: เนื่องจาก BRID Systems เป็น Digital Provider ที่ขึ้นทะเบียนกับ Depa ลูกค้าที่ใช้บริการจึงสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้

คุณจิรฐา ยังยืนยันในศักยภาพของเทคโนโลยี ERP สัญชาติไทยจาก BRID Systems ว่ามีความเป็น Standard และสามารถใช้ได้ในระดับ Global ได้ โดยมีลูกค้ารายหนึ่งที่ขยายตลาดไปถึง 6 ประเทศโดยใช้ระบบของ BRID Systems

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
กุญแจสำคัญในการนำระบบ ERP มาใช้ให้ประสบความสำเร็จคือ:

ค้นหา Pain Point และ Objective: ต้องทราบปัญหาที่แท้จริงขององค์กรก่อน เพื่อแปลงเป็นวัตถุประสงค์ให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความพร้อมในการปรับเปลี่ยน (Change Management): องค์กรต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับระบบ

การสนับสนุนที่ต่อเนื่อง: BRID Systems เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของ ERP คือการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การติดตั้งและสอนใช้งาน

มุ่งเน้นงานเพิ่มคุณค่า: ERP จะช่วยลดงาน Routine ที่ซ้ำซ้อนให้ระบบทำแทน เพื่อให้บุคลากรไปทำงานที่สามารถเพิ่มคุณค่าได้ เช่น การติดต่อลูกค้าหรืองาน QC

BRID Systems มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำ AI เข้ามาเพิ่มศักยภาพในการพยากรณ์ข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้การวางแผนธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ PlanetOne ERP และบริการของ BRID Systems ได้ที่:

Mobile: 095-294-5693 (คุณจิรฐา)

Line@: @bridsystems

Email: siriwan@bridsystems.com

หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด หรือโซลูชั่น PlanetOne ERP ของเรา สามารถสอบถามได้เลยนะคะ

BRID Systems ได้รับเชิญให้สัมภาษณ์ในนิตยสารเว็บไซต์ ichi-media Read More »

5 สัญญาณเตือน! โรงงานคุณกำลัง “สูญเสียกำไร” เพราะบริหารสต็อกผิดพลาด

ในยุคที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมการผลิตรุนแรงขึ้นทุกวัน “กำไร” ไม่ได้มาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการ “ลดต้นทุน” ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหัวใจสำคัญอย่าง “การบริหารสต็อก” (Stock Management)

หลายโรงงานมักมองข้ามปัญหาเล็กๆ ในคลังสินค้า แต่รู้หรือไม่ว่า ปัญหาเหล่านี้คือ “รูรั่ว” ขนาดใหญ่ที่ทำให้กำไรของคุณหายไปปีละหลายล้านบาท หากคุณไม่แน่ใจว่าโรงงานของคุณกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่หรือไม่ นี่คือ 5 สัญญาณเตือนอันตรายที่คุณต้องรีบเช็คก่อนจะสายเกินไป!


1. สินค้าคงคลังไม่ตรงกับบัญชี (Stock Discrepancy)

สัญญาณแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ “ยอดของจริง ไม่ตรงกับในระบบ” เมื่อฝ่ายขายรับออเดอร์มาแล้ว แต่พอไปเบิกของกลับไม่มีสินค้า หรือในทางกลับกัน ระบบแจ้งว่าของหมด แต่เดินไปดูที่ชั้นวางกลับมีของเต็มไปหมด

  • ผลกระทบ: เสียโอกาสในการขาย ลูกค้าขาดความเชื่อถือ และเสียเวลาพนักงานในการตรวจนับซ้ำซาก
  • ทางแก้: นำระบบ Barcode หรือ QR Code มาใช้ในการตัดสต็อกแบบ Real-time แทนการจดด้วยมือ

2. วัตถุดิบขาดมือ จนไลน์ผลิตต้องหยุดชะงัก (Shortage of Raw Materials)

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่เครื่องจักรพร้อม คนงานพร้อม แต่วัตถุดิบไม่พอ! การที่ฝ่ายจัดซื้อไม่รู้ว่าของใกล้หมด หรือสั่งของไม่ทันตาม Lead Time ทำให้กระบวนการผลิตต้องหยุดชะงัก (Downtime)

  • ผลกระทบ: ต้นทุนจมไปกับค่าแรงและค่าเครื่องจักรที่ไม่ได้ทำงาน ส่งสินค้าล่าช้า และอาจโดนค่าปรับจากลูกค้า
  • ทางแก้: กำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point) และ Safety Stock ให้แม่นยำ หรือใช้ Software ที่มีการเตือนอัตโนมัติเมื่อของใกล้หมด

3. พื้นที่คลังสินค้าเต็มไปด้วย “Dead Stock”

ลองเดินสำรวจโกดังของคุณดูสิครับ มีสินค้าหรือวัตถุดิบตัวไหนที่วางอยู่มุมเดิมมานานกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปีไหม? นี่คือสัญญาณของ Dead Stock หรือสินค้าตายซาก ที่เกิดจากการพยากรณ์ความต้องการผิดพลาด หรือผลิตเกินความจำเป็น (Overproduction)

  • ผลกระทบ: เงินจมไปกับของที่ขายไม่ได้ เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และต้องเสียค่ากำจัดทิ้งในภายหลัง
  • ทางแก้: วิเคราะห์ข้อมูลการขายย้อนหลังเพื่อวางแผนการผลิตให้แม่นยำ และรีบจัดโปรโมชั่นระบายสินค้าที่เคลื่อนไหวช้า (Slow-moving)

4. หาของไม่เจอ ใช้เวลาหยิบสินค้านานเกินไป

ถ้าพนักงานของคุณต้องใช้เวลาเดินหาของนานกว่า 5-10 นาทีต่อรายการ หรือต้องถามกันไปมาว่า “ของชิ้นนี้เก็บไว้ไหน?” แสดงว่าระบบการจัดเก็บของคุณไร้ประสิทธิภาพ

  • ผลกระทบ: ประสิทธิภาพการทำงานลดลง (Productivity Drop) ค่าล่วงเวลา (OT) พุ่งสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ทางแก้: จัดวางสินค้าตามความถี่ในการหยิบ (ABC Analysis) สินค้าขายดีควรอยู่ใกล้จุดจ่ายของ และมีการระบุ Location ชัดเจนในระบบ

5. ต้นทุนการจัดเก็บสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

ค่าเช่าโกดังเพิ่มขึ้น ค่าไฟเพิ่มขึ้น ค่าแรงพนักงานคลังสินค้าเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเท่าเดิมหรือลดลง นี่คือสัญญาณว่าคุณกำลังแบกรับต้นทุนแฝง (Hidden Cost) จากการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอ

  • ผลกระทบ: กำไรสุทธิ (Net Profit) บางลงจนน่าตกใจ ทั้งที่ยอดขายอาจจะดูดี
  • ทางแก้: ตรวจสอบกระบวนการทำงาน (Process Audit) เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และนำเทคโนโลยีมาช่วยลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

บทสรุป: ปิดรอยรั่ววันนี้ เพื่อกำไรที่ยั่งยืน

หากโรงงานของคุณมีสัญญาณเตือนเหล่านี้ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่ต้อง “สังคายนาระบบบริหารสต็อก” ครั้งใหญ่ การลงทุนในระบบจัดการที่ดี ไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่คือการ “อุดรอยรั่ว” ที่จะช่วยกู้คืนกำไรที่หายไปกลับคืนมา

5 สัญญาณเตือน! โรงงานคุณกำลัง “สูญเสียกำไร” เพราะบริหารสต็อกผิดพลาด Read More »

🏭 โมดูล ERP ที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระบวนการผลิตในโรงงาน (MRP)

ทำไม ERP จึงสำคัญต่อการผลิตยุคใหม่?

ในโลกของการผลิตที่มีการแข่งขันสูง การพึ่งพาระบบเอกสารหรือสเปรดชีตแบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป ระบบ ERP ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานสามารถรวมศูนย์ข้อมูล, ควบคุมต้นทุน, วางแผนกำลังการผลิต, และส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา หัวใจหลักของ ERP ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินงานในโรงงานคือชุดของ “โมดูลการผลิต” ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ

5 โมดูล ERP หลักที่ช่วยบริหารกระบวนการผลิต (Manufacturing Module)

โมดูลเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเห็นภาพรวมที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว:

1. โมดูลการวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning – MRP)

MRP คือเสาหลักของการผลิต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณและวางแผนความต้องการวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อหรือพยากรณ์การขาย

  • หน้าที่หลัก:
    • วิเคราะห์ใบสั่งผลิต (Production Orders)
    • ตรวจสอบระดับสินค้าคงคลัง (Inventory Levels) และ BOM (Bill of Materials)
    • กำหนดเวลาและปริมาณที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบ (Purchase Orders)
    • กำหนดเวลาในการเริ่มและจบใบสั่งผลิต
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ลดปัญหาของขาดสต็อก (Stock-out) และ วัตถุดิบล้นสต็อก (Overstock) ช่วยให้สายการผลิตไม่หยุดชะงักและลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง
2. โมดูลการบริหารจัดการการผลิต (Production Management / Manufacturing Execution System – MES)

โมดูลนี้คือศูนย์กลางการควบคุมการดำเนินงานจริงบนพื้นโรงงาน (Shop Floor) ช่วยแปลงแผนการผลิตที่ได้จาก MRP ให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง

  • หน้าที่หลัก:
    • การออกใบสั่งผลิต (Production Order Generation)
    • การจัดสรรเครื่องจักรและกำลังคน
    • การบันทึกข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์ (Real-time Data Collection) เช่น จำนวนที่ผลิตได้, ของเสีย (Scrap), และเวลาในการทำงาน
    • การควบคุมคุณภาพ (Quality Control)
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ทำให้ผู้บริหารสามารถ ติดตามสถานะการผลิต (Production Status) ได้วินาทีต่อวินาที ทราบถึงคอขวด (Bottlenecks) ในกระบวนการได้ทันที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
3. โมดูลการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)

แม้จะเป็นโมดูลพื้นฐาน แต่มีผลอย่างยิ่งต่อการผลิต เพราะวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคือหัวใจของโรงงาน โมดูลนี้ไม่เพียงแค่นับจำนวน แต่ยังติดตามมูลค่าและสถานที่จัดเก็บ

  • หน้าที่หลัก:
    • การจัดการตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุดิบ (Bin/Location Management)
    • การติดตามล็อต/แบทช์ (Lot/Batch Tracking) และวันหมดอายุ
    • การทำ Cycle Count และการตรวจนับประจำปี
    • การเบิก-รับวัตถุดิบและสินค้า
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: เพิ่มความแม่นยำของสต็อก (Stock Accuracy) ลดการสูญหาย และทำให้การเบิกใช้วัตถุดิบเป็นไปตามหลัก First-In, First-Out (FIFO)
4. โมดูลการวางแผนกำลังการผลิต (Capacity Planning / Scheduling)

เป็นโมดูลขั้นสูงที่ช่วยให้โรงงานสามารถจัดตารางการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร (เช่น เครื่องจักรและบุคลากร)

  • หน้าที่หลัก:
    • การจำลองตารางการผลิต (Scheduling Simulation)
    • การโหลดงาน (Workload Balancing) เพื่อไม่ให้เครื่องจักรใดทำงานหนักเกินไป
    • การคำนวณระยะเวลาการผลิตที่แม่นยำ
    • การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Priority Sequencing)
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักร (Machine Utilization) และช่วยให้สามารถให้คำมั่นสัญญาวันส่งมอบ (Delivery Dates) กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
5. โมดูลการบัญชีต้นทุนการผลิต (Cost Accounting / Production Costing)

โมดูลนี้ผสานงานระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายบัญชี เพื่อคำนวณ ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ของสินค้าที่ผลิตได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม

  • หน้าที่หลัก:
    • การรวบรวมต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost)
    • การคำนวณต้นทุนแรงงานโดยตรง (Direct Labor Cost)
    • การปันส่วนค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead Allocation)
    • การเปรียบเทียบต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริง
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าผลิตภัณฑ์ใดทำกำไรได้มากที่สุด และสามารถ ควบคุมและลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างมีกลักการ

🎯 สรุปและข้อเสนอแนะ: ก้าวสู่การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่มี โมดูลการผลิต (Manufacturing Module) ที่แข็งแกร่งและครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์ แต่คือการลงทุนใน ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของโรงงานของคุณ

การผสานรวมของ MRP, Production, และ Inventory เข้าด้วยกันภายใต้ร่มเงาของ ERP จะช่วยให้โรงงานเปลี่ยนจากการผลิตแบบตามสั่ง (Reactive) ไปสู่การผลิตเชิงกลยุทธ์ (Proactive) ที่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้อย่างรวดเร็ว

🏭 โมดูล ERP ที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระบวนการผลิตในโรงงาน (MRP) Read More »

กระแส ERP ในไทย: ยังคงเป็นที่ต้องการ หรือเป็นตัวเลือกสุดท้ายในการใช้งานระบบ?

ในยุคที่เทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน SaaS (Software-as-a-Service) เฉพาะทางผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทั้งระบบ CRM (Customer Relationship Management) สำหรับฝ่ายขาย, ระบบ HRM (Human Resource Management) สำหรับฝ่ายบุคคล หรือแพลตฟอร์ม Marketing Automation สำหรับการตลาด คำถามหนึ่งที่ผู้บริหารหลายคนเริ่มสงสัยคือ:

“ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ใหญ่และซับซ้อน ยังจำเป็นอยู่จริงหรือ? หรือมันกลายเป็น ‘ตัวเลือกสุดท้าย’ ที่องค์กรจะนึกถึง เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยระบบเล็กๆ ได้แล้ว?”

คำตอบสั้นๆ คือ: ERP ไม่เพียงแต่ยังคงเป็นที่ต้องการ แต่ยังเป็น “ที่ต้องการอย่างยิ่ง” เพียงแต่บทบาทและรูปแบบของมันได้เปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมกระแส ERP ในไทยจึงไม่เคยหายไป แต่กลับกำลังปรับตัวและทวีความสำคัญมากขึ้นในยุค Digital Transformation

ทำไม ERP ถึงถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกสุดท้าย”?

ก่อนจะไปถึงคำตอบ เราต้องยอมรับว่าความกังวลนี้มีที่มา:

  1. ความซับซ้อนและต้นทุน: ในอดีต การติดตั้ง ERP (On-Premise) หมายถึงโครงการขนาดยักษ์ที่ใช้เวลาเป็นปีและใช้งบประมาณมหาศาล ทำให้หลายองค์กร โดยเฉพาะ SME รู้สึกว่า “เกินตัว”
  2. ความยืดหยุ่นต่ำ: ERP แบบดั้งเดิมมักถูกมองว่าแข็งทื่อ (Rigid) การปรับแก้ฟังก์ชันใดๆ ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
  3. การเติบโตของ “Best-of-Breed”: องค์กรยุคใหม่หันไปนิยมใช้ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน (Best-of-Breed) เช่น ใช้ Salesforce สำหรับ CRM, ใช้ Workday สำหรับ HR แล้วนำมาเชื่อมต่อกันเอง เพราะได้ฟังก์ชันที่ลึกกว่าและใช้งานง่ายกว่า

จากเหตุผลเหล่านี้ ทำให้หลายคนมองว่า ERP คือระบบ “ใหญ่ เทอะทะ และล้าสมัย” ที่ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็นจริงๆ


ความจริงที่สวนทาง: ทำไม ERP ยัง “เป็นที่ต้องการ” สูงสุด

แม้แอปพลิเคชันเฉพาะทางจะใช้งานง่าย แต่ปัญหาที่ตามมาคือ “ไซโลข้อมูล” (Data Silos)

ลองนึกภาพว่า… ฝ่ายขายมีข้อมูลลูกค้าในระบบ CRM, ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลการเงินในระบบบัญชี, ฝ่ายคลังมีข้อมูลสต็อกในระบบ WMS เมื่อข้อมูลอยู่กระจัดกระจาย องค์กรจะไม่สามารถมองเห็นภาพรวมที่แท้จริงได้เลย

นี่คือจุดที่ ERP กลับมามีบทบาทสำคัญ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมมันยังเป็นที่ต้องการ:

1. เป็น “กระดูกสันหลัง” ขององค์กร (The Single Source of Truth)

ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล (Centralized Database) ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกแผนกมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น บัญชี, การเงิน, การผลิต, ซื้อจ้าง, คลังสินค้า และทรัพยากรบุคคล เมื่อทุกคนทำงานบน “ข้อมูลชุดเดียวกัน” ความผิดพลาดจะลดลง การตัดสินใจจะแม่นยำขึ้น

คุณไม่สามารถทำ Digital Transformation ได้เลย หาก Back-End (ระบบหลังบ้าน) ของคุณยังยุ่งเหยิง ERP คือรากฐานที่ทำให้ Front-End (แอปฯ มือถือ, E-Commerce, CRM) ทำงานได้อย่างราบรื่น

2. สร้างมาตรฐานและประสิทธิภาพ (Standardization & Efficiency)

ERP “บังคับ” ให้องค์กรต้องมีกระบวนการทำงาน (Business Process) ที่เป็นมาตรฐาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มการทำงานอัตโนมัติ (Automation) เช่น เมื่อฝ่ายขายเปิดออเดอร์ ระบบสามารถตัดสต็อก, สร้างใบแจ้งหนี้ และบันทึกบัญชีได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอคนคีย์ข้อมูลซ้ำ

3. การกำกับดูแลและความโปร่งใส (Compliance & Governance)

สำหรับธุรกิจที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การมี ERP เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในการตรวจสอบ (Audit) สร้างความโปร่งใสทางการเงิน และลดความเสี่ยงจากการทุจริต


“โฉมใหม่” ของ ERP ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ ERP กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมาก ไม่ใช่เพราะตัวตนดั้งเดิมของมัน แต่เพราะ “วิวัฒนาการ” ของมันต่างหาก:

1. การมาถึงของ Cloud ERP

นี่คือตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญที่สุด Cloud ERP (เช่น SAP S/4HANA Cloud, Oracle Cloud ERP, Microsoft Dynamics 365, NetSuite) ทำให้:

  • ต้นทุนเริ่มต้นต่ำลง: เปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) ก้อนโต ไปเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ (OPEX) หรือค่าเช่ารายเดือน/รายปี
  • ติดตั้งเร็วขึ้น: ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ สามารถเริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน
  • เข้าถึงง่าย: ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต
  • SME เข้าถึงได้: Cloud ERP เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) สามารถใช้เทคโนโลยีระดับโลกได้ในราคาที่จับต้องได้

2. ไม่ใช่ “All-in-One” แต่เป็น “Core-for-All”

ERP ยุคใหม่ไม่ได้พยายามจะทำทุกอย่าง แต่จะทำหน้าที่เป็น “แกนกลาง (Core)” ที่แข็งแกร่ง (โดยเฉพาะด้านการเงิน บัญชี และซัพพลายเชน) และเปิดให้เชื่อมต่อ (Integrate) กับระบบอื่นผ่าน API (Application Programming Interface)

องค์กรสามารถเลือกใช้ ERP เป็นแกนหลัก และยังคงใช้ระบบ Best-of-Breed ที่ดีที่สุดในด้านอื่นๆ ร่วมด้วยได้ นี่คือกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ที่สุดในปัจจุบัน

3. ความฉลาดที่เพิ่มขึ้น (AI & Analytics)

ERP สมัยใหม่ฝังเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามา เพื่อช่วยพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecasting), วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, แนะนำการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือตรวจจับความผิดปกติทางการเงิน

บทสรุป: ไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้าย แต่คือ “แกนหลัก” ที่ขาดไม่ได้

กลับมาที่คำถามตั้งต้น… กระแส ERP ในไทยไม่เคยหายไป และไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้ายอย่างแน่นอน

แต่ความต้องการได้เปลี่ยนรูปแบบไป จากการมองหา “ระบบเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง” (Monolithic System) ไปสู่การมองหา “แพลตฟอร์มกลางที่ยืดหยุ่น” (Flexible Core Platform) ที่สามารถเชื่อมต่อกับนวัตกรรมอื่น ๆ ได้

ในวันนี้ องค์กรที่ไม่มีระบบ ERP ที่ดี ก็เปรียบเหมือนการพยายามสร้างตึกสูงบนรากฐานที่ไม่มั่นคง ธุรกิจอาจจะเดินหน้าได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถขยายตัว (Scale) หรือแข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

คำถามที่ถูกต้องในวันนี้จึงไม่ใช่ “เราควรมี ERP หรือไม่?” แต่ควรเป็น “เราจะเลือก ERP รูปแบบไหน (Cloud vs. On-Premise) และจะเชื่อมต่อมันเข้ากับ Digital Ecosystem ของเราอย่างไร?” ต่างหาก

กระแส ERP ในไทย: ยังคงเป็นที่ต้องการ หรือเป็นตัวเลือกสุดท้ายในการใช้งานระบบ? Read More »

ธุรกิจที่ไม่มีระบบ ERP ส่งผลเสียอย่างไรในอนาคต

การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันที่เน้นความเร็ว ประสิทธิภาพ และการตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง ระบบการวางแผนทรัพยากรขององค์กร (Enterprise Resource Planning – ERP) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดได้อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ 📊

สำหรับธุรกิจที่ยังคงพึ่งพาระบบแยกส่วน หรือการทำงานแบบแมนนวล (Manual) อาจมองไม่เห็นผลกระทบในระยะสั้น แต่ในอนาคต ผลเสียที่ตามมาอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน


1. ข้อมูลที่กระจัดกระจายและขาดความน่าเชื่อถือ

ในองค์กรที่ไม่มีระบบ ERP แต่ละแผนกมักจะเก็บข้อมูลในระบบของตัวเอง ทำให้เกิด ข้อมูลที่ซ้ำซ้อน (Data Redundancy) และ ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล (Inconsistency) การรวมข้อมูลเพื่อสร้างรายงานหรือวิเคราะห์สถานการณ์จึงเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน

  • ผลเสียในอนาคต: ผู้บริหารจะไม่สามารถเข้าถึง ข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real-time Data) ที่ถูกต้องเพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที ทำให้การวางแผนและการปรับตัวเข้ากับตลาดเป็นไปอย่างล่าช้าและผิดพลาด

2. กระบวนการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อแผนกต่าง ๆ ทำงานบนระบบที่แยกจากกัน การส่งต่อข้อมูลและกระบวนการ (เช่น การสั่งซื้อ การผลิต หรือการออกใบแจ้งหนี้) ต้องอาศัยการสื่อสารและการป้อนข้อมูลซ้ำ ๆ ซึ่งนอกจากจะ เสียเวลา แล้ว ยังเพิ่มโอกาสเกิด ข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error) อีกด้วย 🤦

  • ผลเสียในอนาคต: ต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพ (Inefficiency) และความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าหรือบริการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) และความสามารถในการขยายธุรกิจ

3. ขาดความยืดหยุ่นและการปรับขนาด

ธุรกิจที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการความสามารถในการ ปรับขนาด (Scalability) ของระบบเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มบุคลากรหรือขยายตลาดในขณะที่ใช้ระบบเดิมที่ไม่มีการเชื่อมโยงกันจะยิ่งทำให้การบริหารจัดการซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • ผลเสียในอนาคต: ธุรกิจจะเผชิญกับ คอขวด (Bottleneck) ในการดำเนินงานอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ พลาดโอกาสทางธุรกิจ (Missed Business Opportunities) และไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่มีระบบที่ทันสมัยกว่าได้

4. ความเสี่ยงด้านการตรวจสอบและการปฏิบัติตามข้อกำหนด

ระบบที่ขาดการควบคุมและบันทึกข้อมูลแบบรวมศูนย์ ทำให้การ ตรวจสอบการเงิน (Audit Trail) และการปฏิบัติตาม ข้อกำหนดทางกฎหมาย (Regulatory Compliance) เป็นไปได้ยาก 🚫

  • ผลเสียในอนาคต: ธุรกิจมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับ บทลงโทษทางกฎหมาย หรือ ปัญหาทางการเงิน เนื่องจากไม่สามารถแสดงความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับของธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง

ในระยะยาว ระบบ ERP เป็นสิ่งที่คู่แข่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อสร้าง ความได้เปรียบเชิงปฏิบัติการ (Operational Advantage) การที่ธุรกิจไม่มีระบบนี้เท่ากับว่ากำลังใช้เครื่องมือที่ด้อยกว่าในการต่อสู้ในตลาด

  • ผลเสียในอนาคต: ธุรกิจจะไม่สามารถทำ การวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Analytics) เช่น การคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting) หรือการเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชนได้ ซึ่งส่งผลให้ ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) และ ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุป

การลงทุนในระบบ ERP ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (Investment in Future Infrastructure) องค์กรที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้จะพบว่าตัวเองล้าหลัง คู่แข่งจะสามารถดำเนินการได้เร็วกว่า มีข้อมูลที่ดีกว่า และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล 🚀

ธุรกิจที่ไม่มีระบบ ERP ส่งผลเสียอย่างไรในอนาคต Read More »

ERP ช่วยโรงงานลดอัตราของเสียได้อย่างไร⛑️🕹️

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสำคัญที่โรงงานอุตสาหกรรมสามารถนำมาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและลดอัตราของเสีย (Defect Rate) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลดของเสียไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน แต่ยังเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจของลูกค้าด้วย นี่คือบทบาทหลัก ๆ ของ ERP ในการจัดการและลดของเสีย:


1. การจัดการข้อมูลและการวางแผนการผลิตที่แม่นยำ 🎯

ERP รวบรวมข้อมูลทั้งหมดจากทุกหน่วยงาน ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพไว้ในฐานข้อมูลเดียว ข้อมูลนี้ช่วยให้การวางแผนการผลิตมีความแม่นยำมากขึ้น:

  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): ERP คำนวณความต้องการวัตถุดิบและส่วนประกอบที่แม่นยำตามคำสั่งซื้อจริง ช่วยป้องกันปัญหาการสั่งซื้อวัตถุดิบที่มากเกินไปจนเสื่อมสภาพ (กรณีวัตถุดิบที่มีอายุจำกัด) หรือการขาดแคลนที่ทำให้ต้องเร่งผลิตหรือหยุดชะงัก
  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials): ERP ทำให้แน่ใจว่าพนักงานใช้สูตรและปริมาณวัตถุดิบที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดในการผลิตแต่ละครั้ง ลดข้อผิดพลาดจากการใช้สูตรเก่าหรือส่วนผสมที่ไม่ถูกต้อง

2. การควบคุมคุณภาพและการติดตามแบบเรียลไทม์ 📊

ความสามารถในการติดตามและตรวจสอบแบบเรียลไทม์คือหัวใจสำคัญของการป้องกันของเสีย:

  • การตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control): ERP สามารถบูรณาการกับระบบตรวจสอบคุณภาพ ทำให้มีการบันทึกผลการตรวจสอบในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต หากพบค่าที่ผิดปกติหรือมีแนวโน้มจะเกิดของเสีย ระบบจะแจ้งเตือนทันที (Alerts) ช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ก่อนที่จะผลิตของเสียจำนวนมาก
  • การติดตามย้อนกลับ (Traceability): ระบบ ERP ช่วยให้สามารถติดตามย้อนกลับ (Track and Trace) ที่มาของผลิตภัณฑ์ที่บกพร่องได้อย่างรวดเร็ว เช่น สามารถระบุได้ว่าของเสียเกิดจากวัตถุดิบล็อตใด เครื่องจักรเครื่องใด หรือพนักงานคนใดในกะเวลาใด เมื่อทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน การหาสาเหตุและการปรับปรุงแก้ไขก็ทำได้ตรงจุดมากขึ้น

3. การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) 🛠️

เครื่องจักรที่ชำรุดหรือทำงานผิดปกติเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดของเสียในโรงงาน:

  • การจัดการสินทรัพย์ของโรงงาน (EAM/CMMS): โมดูลของ ERP สามารถช่วยจัดการตารางการบำรุงรักษาเชิงป้องกันตามระยะเวลาการใช้งานหรือสภาพของเครื่องจักร (Condition-based Maintenance) การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอช่วยลดโอกาสที่เครื่องจักรจะเกิดความขัดข้องระหว่างการผลิต ซึ่งเป็นสาเหตุของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือการผลิตที่ต้องหยุดชะงักและเกิดของเสีย

4. การวิเคราะห์ข้อมูลและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 📈

ERP ไม่ได้มีเพียงแค่การจัดการ แต่ยังเป็นเครื่องมือวิเคราะห์อันทรงพลัง:

  • การวิเคราะห์อัตราของเสีย: ระบบสามารถสร้างรายงานและแดชบอร์ดที่แสดงอัตราของเสียแยกตามผลิตภัณฑ์ สายการผลิต กะการทำงาน หรือสาเหตุ (เช่น ของเสียจากการตั้งค่าเครื่องจักร, ของเสียจากวัตถุดิบ) การวิเคราะห์นี้ทำให้โรงงานทราบว่า “ของเสียส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ใดและเพราะเหตุใด”
  • การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา (Root Cause Analysis): ด้วยข้อมูลเชิงลึกจาก ERP ทีมงานสามารถระบุรากเหง้าของปัญหาได้อย่างถูกต้อง และนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement) หรือการฝึกอบรมพนักงานได้อย่างมีเป้าหมาย นำไปสู่การลดของเสียอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว ERP ช่วยให้โรงงานเปลี่ยนจากการ “แก้ไขเมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา” ผ่านการจัดการข้อมูลที่ครอบคลุม การควบคุมกระบวนการที่เข้มงวด และการวิเคราะห์เชิงลึก ส่งผลให้โรงงานมีอัตราของเสียที่ลดลง ต้นทุนการผลิตต่ำลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ในที่สุด

ERP ช่วยโรงงานลดอัตราของเสียได้อย่างไร⛑️🕹️ Read More »

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ  Read More »

ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ

ในยุคที่การแข่งขันทางอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตในประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความล่าช้าในการผลิตและส่งมอบสินค้า
ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โรงงานไทย “ก้าวข้ามปัญหา” เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับสู่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) อย่างแท้จริง


ปัญหาหลักที่โรงงานไทยกำลังเผชิญ

  1. ข้อมูลกระจัดกระจาย
    • หลายโรงงานยังคงใช้ Excel หรือระบบแยกส่วนในการบริหาร ทำให้ข้อมูลไม่สัมพันธ์กันและเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ
  2. ต้นทุนการผลิตที่ควบคุมยาก
    • ไม่มีภาพรวมของวัตถุดิบ แรงงาน และต้นทุนที่ใช้จริง ทำให้ยากต่อการวางแผนต้นทุนและการกำหนดราคาขาย
  3. การบริหารสต๊อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    • สต๊อกขาดเกิน เก็บของล้นคลัง หรือขาดวัตถุดิบในช่วงสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการผลิตโดยตรง
  4. การติดตามการผลิตที่ไม่แม่นยำ
    • ขาดระบบติดตามสถานะการผลิตแบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดความล่าช้าและควบคุมคุณภาพได้ยาก

ERP ช่วยแก้ปัญหาอย่างไร?

ระบบ ERP รวมทุกกระบวนการสำคัญของโรงงานเข้าไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การวางแผนการผลิต จัดซื้อ คลังสินค้า ไปจนถึงบัญชีและการเงิน
ข้อดีที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

  • ข้อมูลรวมศูนย์ เห็นภาพรวมทั้งองค์กรในระบบเดียว
  • ลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์
  • บริหารวัตถุดิบแม่นยำ ลดของเสีย ลดปัญหาสต๊อกขาดเกิน
  • วางแผนการผลิตอัตโนมัติ (MRP) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดสรรทรัพยากร
  • สนับสนุนการเติบโตสู่ Smart Factory ด้วยการเชื่อมต่อ IoT, Barcode, RFID และระบบอัตโนมัติอื่นๆ

ก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ได้อย่างไร?

ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ระบบจัดการหลังบ้าน” อีกต่อไป แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ โรงงานยุคใหม่
โดยการผสานกับเทคโนโลยี เช่น:

  • Internet of Things (IoT) – เก็บข้อมูลจากเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ
  • Machine Learning / AI – วิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อคาดการณ์และปรับปรุงกระบวนการ
  • Automation Integration – ควบคุมเครื่องจักรจากระบบ ERP โดยตรง

สรุป

ระบบ ERP ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือโอกาส สำหรับโรงงานไทยที่ต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคอุตสาหกรรม 4.0
การเริ่มต้นอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเดินหน้าแล้ว โรงงานจะมีเครื่องมือที่ช่วยบริหารธุรกิจอย่างชาญฉลาด และพร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างแท้จริง

พร้อมหรือยังที่จะยกระดับโรงงานของคุณให้กลายเป็น Smart Factory?
ติดต่อ BRID Systems เพื่อขอคำปรึกษาฟรีวันนี้!


ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ Read More »

ระบบ ERP ในไทย น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ?

คำถามที่ว่าระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ของไทยมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับระบบจากต่างประเทศ เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร การตัดสินใจเลือกใช้ ERP ไม่ได้จบที่ฟังก์ชันการทำงานหรือราคา แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจ

คำตอบสั้นๆ คือ ระบบ ERP ของไทยมีความน่าเชื่อถือสูง หากเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ แต่ความน่าเชื่อถือนี้มีมิติที่แตกต่างจากระบบของต่างประเทศ การจะเลือกระบบใดขึ้นอยู่กับบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร

ระบบ ERP ในไทย: น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ?

คำถามที่ว่าระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ของไทยมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับระบบจากต่างประเทศ เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร การตัดสินใจเลือกใช้ ERP ไม่ได้จบที่ฟังก์ชันการทำงานหรือราคา แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจ

คำตอบสั้นๆ คือ ระบบ ERP ของไทยมีความน่าเชื่อถือสูง หากเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ แต่ความน่าเชื่อถือนี้มีมิติที่แตกต่างจากระบบของต่างประเทศ การจะเลือกระบบใดขึ้นอยู่กับบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร


เจาะลึกความน่าเชื่อถือ: ไทย vs. ต่างประเทศ

ความน่าเชื่อถือของระบบ ERP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติของซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งทั้งระบบของไทยและต่างประเทศมีจุดแข็งและจุดที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันไป

1. มาตรฐานความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ

  • ERP ต่างประเทศ: แบรนด์ระดับโลกอย่างที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี มักมีข้อได้เปรียบด้านการลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทำให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ISO 27001, GDPR และมีการรับประกันความเสถียรของระบบ (Uptime) ที่สูง เนื่องจากมีประสบการณ์ในการจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่หลากหลายกว่า
  • ERP ไทย: ผู้ให้บริการ ERP ชั้นนำของไทยตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยเช่นกัน และมีการนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ มีการเข้ารหัสข้อมูล การสำรองข้อมูล และการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือด้านนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ บริษัทที่มีชื่อเสียงและดำเนินธุรกิจมานานย่อมมีแนวโน้มที่จะมีระบบที่เสถียรและปลอดภัยกว่าผู้เล่นรายใหม่

2. ความถูกต้องและสอดคล้องกับกฎระเบียบในไทย (Localization)

  • ERP ต่างประเทศ: แม้จะปรับให้เข้ากับบริบทของไทยได้ แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมหรือรวดเร็วเท่าระบบที่พัฒนาโดยคนไทย การปรับระบบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษี หรือรูปแบบเอกสารของกรมสรรพากรที่ซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายในการปรับแก้ (Customization) ที่สูง
  • ERP ไทย: นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด ระบบ ERP ของไทยถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในกฎระเบียบและวัฒนธรรมทางธุรกิจของไทยโดยเฉพาะ ฟังก์ชันต่างๆ เช่น การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภ.ง.ด. 3, 53, และรายงานภาษีซื้อ-ขาย จะถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องและพร้อมใช้งานทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดด้านเอกสารและข้อกฎหมายได้อย่างมาก

3. การบริการและการสนับสนุน (Customer Support)

  • ERP ต่างประเทศ: การบริการมักจะผ่านบริษัทคู่ค้า (Partner) ในประเทศไทย ซึ่งคุณภาพการบริการอาจแตกต่างกันไป และการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศอาจมีความล่าช้า
  • ERP ไทย: ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกับทีมผู้พัฒนาได้โดยตรง การแก้ปัญหาจึงมักจะรวดเร็วและตรงจุดมากกว่า ทีมงานคนไทยย่อมเข้าใจปัญหาและบริบทของธุรกิจไทยได้ดีกว่า ทำให้การให้คำปรึกษาและการสนับสนุนมีประสิทธิภาพสูง

4. ความสำเร็จในการนำไปใช้งาน (Implementation Success)

งานวิจัยและกรณีศึกษาหลายชิ้นในประเทศไทยชี้ตรงกันว่า ความล้มเหลวในการนำ ERP มาใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์นั้นเป็นของไทยหรือต่างชาติ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่:

  • การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
  • การบริหารจัดการโครงการที่ดี
  • การให้พนักงานมีส่วนร่วมและได้รับการฝึกอบรมที่เพียงพอ
  • การปรับกระบวนการทำงานขององค์กรให้เข้ากับระบบ

ไม่ว่าจะเลือกระบบใด หากขาดปัจจัยเหล่านี้ โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูงพอๆ กัน

สรุป: แล้วจะเลือกอะไรดี?

ความน่าเชื่อถือของระบบ ERP ไม่ใช่ “ต่างชาติ ดีกว่า ไทย” หรือ “ไทย ดีกว่า ต่างชาติ” แต่คือการเลือกระบบที่ “เหมาะสม” กับองค์กรของคุณที่สุด

  • เลือก ERP ต่างประเทศ หากคุณเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีการทำธุรกิจในหลายประเทศ ต้องการฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนตามมาตรฐานโลก และมีงบประมาณที่สูงพอสำหรับค่าลิขสิทธิ์และการปรับแก้ระบบ
  • เลือก ERP ไทย หากคุณเป็นธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (SMEs-Large Enterprise) ที่การดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย และให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกฎระเบียบด้านบัญชีและภาษีของไทย การบริการที่รวดเร็วเข้าถึงง่าย และต้องการควบคุมงบประมาณอย่างคุ้มค่า

ท้ายที่สุดแล้ว ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ (Vendor) สำคัญกว่าสัญชาติของซอฟต์แวร์ ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบประวัติและผลงานของผู้ให้บริการ พูดคุยกับลูกค้ารายอื่นที่เคยใช้งาน และเลือกพันธมิตรที่จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของคุณได้ในระยะยาว

ระบบ ERP ในไทย น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ? Read More »

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  ไม่ใช่เรื่องยากจัดการด้วยระบบ API 

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  

ไม่ใช่เรื่องยาก จัดการด้วยระบบ API 

 ระบบ ERP หรือ ระบบ Enterprise Resource Planning  เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับโรงงานผลิตที่ต้องการความแม่นยำและ เรียลไทม์ และปัจจุบัน ระบบ ERP ได้มีการพัฒนาจนสามารถเชื่อมข้อมูลจากเครื่องจักรมายัง ERP เพื่อเป็นการวิเคราะห์ทั้งต้นทุน ความเสี่ยงที่เกิดจากการผลิตได้ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลด้วย API โดยมีข้อดีดังนี้ 

เข้าใจถึงประโยชน์ของการเชื่อมต่อ 

การเชื่อมต่อระบบ ERP กับเครื่องจักรผ่าน API (Application Programming Interface) นั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  

ส่งข้อมูลการผลิตได้อัตโนมัติ: ข้อมูลการผลิต เช่น จำนวนชิ้นงานที่ผลิต เสร็จสิ้นเมื่อใด ใช้วัตถุดิบไปเท่าไหร่ จะถูกส่งไปยังระบบ ERP โดยอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ 

ติดตามและควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์: สามารถตรวจสอบสถานะการผลิตได้ตลอดเวลา ทำให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ลดเวลาในการบันทึกข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานอื่นๆ ที่สำคัญกว่า 

เพิ่มความแม่นยำของข้อมูล: ข้อมูลที่ได้จากเครื่องจักรโดยตรงมีความแม่นยำสูงกว่าข้อมูลที่บันทึกด้วยมือ ทำให้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น 

ขั้นตอนการเชื่อมต่อ……

เลือก API ที่เหมาะสม

เลือก API ที่รองรับทั้งระบบ ERP และเครื่องจักรของคุณ ซึ่งอาจเป็น API ที่มาพร้อมกับระบบ ERP หรือ API ที่พัฒนาขึ้นเอง แต่แนะนำว่าควรเป็น API ที่มาจากระบบ ERP จะดีที่สุด เพราะไม่ต้องมาแมนนวลหรือเสียเวลามาหาทางเชื่อม API กับ ERP  

ออกแบบโครงสร้างข้อมูล

กำหนดรูปแบบข้อมูลที่จะส่งผ่าน API ทั้งข้อมูลที่จะส่งจาก ERP ไปยังเครื่องจักร และข้อมูลที่จะส่งจากเครื่องจักรกลับมายัง ERP ในช่วงนี้ทางผู้ให้บริการต้องประเมินทั้งเครื่องจักรและระบบ ERP เพื่อหาแนวทางในการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด โดยส่วนมากผู้ให้บริการ ERP ที่มีประสบการณ์ก็จะมีระบบ API ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ Click อ่าน ทำไมโรงงานผลิตต้องมีระบบ ERP?

พัฒนาโปรแกรมเชื่อมต่อ

พัฒนาโปรแกรมหรือสคริปต์เพื่อเชื่อมต่อระหว่าง API กับระบบ ERP และเครื่องจักร โดยอาจใช้ภาษาโปรแกรม เช่น Python, C#, Java ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาว่าใช้โปรแกรมอะไรในการพัฒนา

ทดสอบระบบ

ต้องมีทีมงานทดสอบระบบการเชื่อมต่ออย่างละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถูกรับส่งอย่างถูกต้อง ทั้งฝั่งผู้ให้บริการ ERP และฝั่งผู้ใช้บริการจากโรงงาน เพื่อให้ได้ระบบที่เสถียรและมีประสิทธิภาพ

ปรับปรุงระบบ

ระบบ ERP ควรเลือกระบบที่ยืดหยุ่นสูง กล่าวคือเลือกระบบที่สามารถปรับแต่งได้มากที่สุด ส่วนใหญาจะเป็นระบบคนไทยที่มีขนาดใหญ่ เพราะสามารถรองรับการทำงานที่เชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักรของโรงงานได้เป็นอย่างดี และการเชื่อมระบบเข้าไปในเครื่องจักรของโรงงานด้วย API จะไม่ใช่ระบบมาตรฐานที่ทุกผู้ให้บริการจะมีให้ แต่ทางผู้ประกอบการต้องยอมลงทุนในการปรับแต่งระบบให้เข้ากับการทำงานมากที่สุด

สรุป

หากทางผู้ประกอบการต้องการระบบ ERP ที่เชื่อมเข้ากับเครื่องจักรในโรงงานได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากผู้ให้บริการระบบ ERP มี API ระบบเชื่อมโยงข้อมูลก็สามารถทำได้โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.เลือก API ที่เหมาะสม แนะนำเลือกเจ้า ERP ที่มีระบบ API 2. ออกแบบโครงสร้างข้อมูล 3. พัฒนาโปรแกรมเชื่อมต่อ 4. ทดสอบระบบ 5. ปรับปรุงระบบ

erp for Thailand

PlanetOne ERP ของคนไทย เราคือผู้เชี่ยวชาญในกระบวนการผลิต เหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อลดต้นทุน มีความยืดหยุ่นสูง มีระบบ API ที่สามารถนำไปเชื่อมระบบ ERP เข้ากับเครื่องจักร เข้าไปดู Package ได้ที่นี่

อยากเชื่อมระบบ ERP กับเครื่องจักร  ไม่ใช่เรื่องยากจัดการด้วยระบบ API  Read More »

Scroll to Top