ERP ไทย

ERP ไทย: เจาะลึกเหตุผลทำไมถึงบูมในปี 2025 และแนวโน้มอนาคต 2026

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงและทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) การปรับตัวสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” สำหรับองค์กรทุกขนาด โดยเฉพาะในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลที่เชื่อมโยบทุกแผนกเข้าด้วยกัน แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม “ERP ไทย” ถึงกลายเป็นคำค้นหายอดฮิตและเป็นที่ต้องการสูงมากในปี 2025?


🚀 5 เหตุผลหลัก: ทำไม “ERP ไทย” ถึงเป็นที่ต้องการสูงในปี 2025

ปี 2025 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดกลาง (Mid-market) ตระหนักว่าการใช้ระบบที่ “แค่ทำงานได้” นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาหันมาหา ERP ที่พัฒนาโดยคนไทย

1. การปฏิบัติตามกฎหมายและภาษีไทย (Localization & Compliance)

นี่คือเหตุผลที่สำคัญที่สุด ERP สัญชาติต่างชาติ (International ERP) แม้จะดีเลิศแค่ไหน แต่ก็มักมีปัญหาในการปรับให้เข้ากับกฎระเบียบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงบ่อยของไทย เช่น:

  • ระบบภาษี: การหัก ณ ที่จ่าย (WHT), ภ.พ. 30, ภ.ง.ด. 1, 3, 53
  • e-Tax Invoice & e-Receipt: การเชื่อมต่อตรงกับกรมสรรพากร ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ภาครัฐผลักดัน
  • ข้อกำหนดบัญชีไทย: ผังบัญชี (Chart of Accounts) และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
  • PDPA: การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ERP ไทย ถูกออกแบบมาเพื่อ “ปิด” ช่องว่างเหล่านี้โดยเฉพาะ ช่วยลดความผิดพลาด ลดงานเอกสาร และความเสี่ยงที่จะถูกปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

2. ความคุ้มค่าและต้นทุนที่จับต้องได้ (Cost-Effectiveness)

ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย งบประมาณ (Budget) คือปัจจัยสำคัญ ERP ระดับโลกมักมาพร้อมกับค่า License และค่า Implement (การวางระบบ) ที่สูงมาก

ERP ไทย มักเสนอโมเดลราคาที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเฉพาะ Cloud ERP (ระบบ ERP บนคลาวด์) ที่จ่ายเป็นรายเดือน/รายปี (Subscription) ทำให้ธุรกิจ SME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับ Enterprise ได้โดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ในคราวเดียว

3. การบริการและการสนับสนุนที่ “เข้าใจกัน” (Local Support)

“ซื้อระบบแล้วติดต่อคนทำไม่ได้” หรือ “รอ Support ข้ามวันข้ามโซนเวลา” คือฝันร้ายของคนทำงาน การเลือกใช้ ERP ไทย หมายถึงการได้รับบริการจากทีมงานที่พูดภาษาเดียวกัน อยู่ในโซนเวลาเดียวกัน (Same Time Zone) และที่สำคัญคือ เข้าใจวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย (Thai Business Culture) ทำให้การแก้ปัญหาและการสื่อสารรวดเร็วกว่ามาก

4. ความยืดหยุ่นและการปรับแต่ง (Flexibility & Customization)

ธุรกิจไทยมีกระบวนการทำงาน (Workflow) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ระบบ ERP ต่างชาติมักจะเป็นกล่องสำเร็จรูปที่ปรับแต่งได้ยาก (Rigid) หรือมีค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งที่สูงลิ่ว

ผู้พัฒนา ERP ไทย มักจะยืดหยุ่นกว่า สามารถปรับฟังก์ชันให้เข้ากับ Flow การอนุมัติ การผลิต หรือการบริการที่ซับซ้อนของธุรกิจไทยได้ตรงจุดมากกว่า

5. การตื่นตัวเรื่อง Data และ AI

ปี 2025 เป็นปีที่ธุรกิจไทยเริ่มมอง “ข้อมูล” เป็นสินทรัพย์ ระบบ ERP คือแหล่งกักเก็บข้อมูลชั้นดี (Single Source of Truth) องค์กรต้องการดึงข้อมูลจากระบบบัญชี, สต็อก, การขาย, และ HR มาวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น การมี ERP ที่ดีคือรากฐานแรกก่อนจะต่อยอดไปสู่ Business Intelligence (BI) หรือ AI ต่อไป


🔮 อนาคตปี 2026: ความต้องการ ERP ไทย จะยังคงอยู่หรือไม่?

คำตอบคือ: ยังคงต้องการสูง และจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

หากปี 2025 คือ “ปีแห่งการวางรากฐาน” ปี 2026 จะเป็น “ปีแห่งการต่อยอด” ความต้องการจะไม่ได้หยุดแค่การบันทึกข้อมูล แต่จะมุ่งเน้นไปที่:

  1. AI และ Automation: ธุรกิจจะมองหา ERP ที่ฉลาดขึ้น สามารถช่วยงาน Routine อัตโนมัติ (เช่น การกระทบยอดธนาคาร, การเปิด PR/PO) และเริ่มใช้ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ (Predictive Analytics) เช่น พยากรณ์ยอดขาย หรือพยากรณ์สต็อกที่ควรสั่งซื้อ
  2. Cloud-First: ธุรกิจที่ยังใช้ระบบ On-Premise (ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง) จะเริ่มถูกกดดันให้ย้ายขึ้น Cloud ERP มากขึ้น เพื่อความปลอดภัย, การเข้าถึงได้จากทุกที่ (Remote Work) และการอัปเดตที่ง่ายกว่า
  3. Connectivity (การเชื่อมต่อ): ERP จะไม่ได้อยู่แบบเดี่ยวๆ อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่น (Ecosystem) ได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น เชื่อมกับ Shopee/Lazada, เชื่อมกับระบบธนาคาร (e-Payment), หรือเชื่อมกับระบบ HR

ดังนั้น ERP ไทย ที่สามารถตอบโจทย์การเชื่อมต่อเหล่านี้และมีราคาที่เหมาะสม จะยังคงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของธุรกิจไทยต่อไปอย่างแน่นอน


สรุป: เหตุผลที่ธุรกิจไทยหันมาสนใจ “ระบบ ERP ไทย”

โดยสรุป เหตุผลที่ธุรกิจไทยยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ ระบบ ERP สัญชาติไทย นั้น ชัดเจนและตรงไปตรงมา:

  • ตอบโจทย์กฎหมายไทย 100%: โดยเฉพาะเรื่องภาษีและ e-Tax Invoice
  • ต้นทุนคุ้มค่า: เข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับ SME
  • บริการรวดเร็ว: “คนไทยทำ คนไทยเข้าใจ”
  • ยืดหยุ่น: ปรับแต่งให้เข้ากับกระบวนการทำงานจริงได้ง่ายกว่า

การเลือกลงทุนใน ERP ไทย ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการซื้อ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันกฎหมาย ลดต้นทุนแฝง และสร้างรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันในอนาคตทั้งในปี 2026 และปีต่อๆ ไปCloud Service  & On Premise กับข้อสงสัยว่าเลือกแบบไหนดีกว่ากัน 

ERP ไทย: เจาะลึกเหตุผลทำไมถึงบูมในปี 2025 และแนวโน้มอนาคต 2026 Read More »

ERP ไทย: ไม่แพ้ใครในตลาดที่มีการแข่งขันสูง!

ในยุคดิจิทัลที่ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมองหาโซลูชันที่เหมาะสม ERP ไทย คือตัวเลือกที่โดดเด่นและพร้อมแข่งขันในตลาดโลก ด้วยจุดแข็งที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการชาวไทยได้อย่างลงตัว


✅ จุดเด่นสำคัญ: ERP ไทยเหนือกว่าอย่างไร?

แม้ในตลาดจะมี ERP จากต่างประเทศมากมาย แต่ ERP ที่พัฒนาโดยคนไทยนั้นมีข้อดีที่ทำให้ไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะในบริบทของธุรกิจไทย

1. ออกแบบมาเพื่อ “คนไทย” โดยเฉพาะ (Localization)

  • เข้าใจบริบททางธุรกิจและกฎหมาย: ERP ไทยถูกออกแบบโดยคำนึงถึง มาตรฐานบัญชี ภาษี และข้อกำหนดทางกฎหมายของไทย โดยเฉพาะ (เช่น ภ.พ.30, ภ.ง.ด.ต่าง ๆ) ทำให้การทำงานของฝ่ายบัญชีและการเงินเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายในทันที
  • ภาษาและวัฒนธรรมการทำงาน: ระบบรองรับ ภาษาไทย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในส่วนของเมนู คู่มือ และการออกเอกสารต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการสื่อสาร และทำให้พนักงานทุกระดับสามารถเรียนรู้และใช้งานระบบได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ
  • รูปแบบเอกสารมาตรฐานไทย: ระบบสามารถออก ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารอื่น ๆ ในรูปแบบที่คนไทยคุ้นเคยและเป็นที่ยอมรับในทางธุรกิจ

2. ต้นทุนคุ้มค่า: “ราคาถูกกว่า” แต่ประสิทธิภาพไม่ลดลง

  • ราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า: โดยทั่วไปแล้ว ERP ไทยมักมี โครงสร้างราคาที่ยืดหยุ่นและต่ำกว่า เมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์จากต่างประเทศที่มีค่าลิขสิทธิ์และค่าบำรุงรักษาสูง
  • ลดค่าใช้จ่ายแฝง: การเลือกใช้ ERP ไทยช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาหรือนักพัฒนาที่มีราคาสูงเพื่อมาทำการ ปรับแต่ง (Customization) ระบบให้เข้ากับกฎระเบียบไทย เนื่องจากฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ได้ถูกติดตั้งมาเรียบร้อยแล้ว
  • การสนับสนุนหลังการขาย: ค่าบริการและค่าสนับสนุนหลังการขาย (Support Service) มักอยู่ในอัตราที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศ ทำให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

3. ระบบเสถียรและเข้าถึงง่าย (Stability & Accessibility)

  • ความเสถียรที่ไว้ใจได้: ERP ไทยที่ผ่านการใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศ มีความ เสถียรและเชื่อถือได้ ในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและต่อเนื่อง
  • การเข้าถึงและความยืดหยุ่น: ระบบ ERP ไทยหลายตัวพัฒนาขึ้นบน เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Cloud-based หรือ Web-based ทำให้สามารถ เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เพียงแค่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งตอบโจทย์การทำงานแบบ Hybrid Work ในปัจจุบัน
  • บริการสนับสนุนที่รวดเร็ว: เมื่อเกิดปัญหา องค์กรสามารถเข้าถึง ทีมสนับสนุนและผู้เชี่ยวชาญชาวไทย ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและทันท่วงที

💡 สรุป: เหตุผลที่ ERP ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ

ERP ไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่คือ โซลูชันที่ชาญฉลาด สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยคุณสมบัติที่ ทำมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ การันตีความถูกต้องตามกฎหมาย และมาพร้อมกับ ราคาที่คุ้มค่า รวมถึง ระบบที่มีความเสถียรและใช้งานง่าย ทำให้ ERP ไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้อย่างเต็มภาคภูมิในตลาดซอฟต์แวร์ระดับโลก

ERP ไทย: ไม่แพ้ใครในตลาดที่มีการแข่งขันสูง! Read More »

PlanetOne ERP ช่วยแก้ปัญหาการตามงาน ที่ง่ายเพียงคลิก

ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ คุณอาจเคยประสบกับความรู้สึกเหล่านี้

  • “งานนี้ไปถึงไหนแล้วนะ?”
  • “ทำไมต้องคอยตามงานตลอดเวลา?”
  • “ข้อมูลสำคัญอยู่ในอีเมลและแชทเต็มไปหมด หาไม่เจอเลย”

ถ้าคำถามเหล่านี้คุ้นหู นั่นแสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังขาด “ระบบหลังบ้านที่ดี” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมีทิศทาง


ปัญหาที่ซ่อนอยู่: ทำไมการตามงานถึงเป็นเรื่องยาก?

การตามงานที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากพนักงานขาดความรับผิดชอบเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มาจากปัญหาเชิงระบบที่มองข้ามไม่ได้:

  • ข้อมูลกระจัดกระจาย: ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจกต์และงานสำคัญถูกเก็บไว้ในหลายที่ ทั้งใน Excel, Google Sheets, อีเมล และแอปพลิเคชันแชท ทำให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อดูภาพรวมทำได้ยากและใช้เวลานาน
  • การสื่อสารที่ไม่เป็นระบบ: การสื่อสารที่ขาดศูนย์กลาง ทำให้เกิดความสับสนและงานตกหล่นได้ง่าย
  • ขาดความโปร่งใส: เมื่อไม่มีเครื่องมือที่แสดงสถานะงานอย่างชัดเจน ผู้บริหารจึงไม่สามารถทราบได้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการและประเมินผล

ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเสียเวลา แต่ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมและทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจล่าช้าอีกด้วย


โซลูชันที่เหนือกว่า: ให้ PlanetOne ERP เป็นคำตอบของทุกปัญหา

ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนความวุ่นวายให้เป็นระบบด้วย PlanetOne ERP ซึ่งเป็นมากกว่าแค่ระบบบัญชี แต่ยังเป็นระบบหลังบ้านแบบครบวงจรที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ

PlanetOne ERP จะช่วยให้คุณ:

  1. เห็นภาพรวมทั้งหมดในหน้าเดียว: ไม่ว่าจะเป็นสถานะโปรเจกต์ ยอดขาย หรือข้อมูลการเงิน ทุกอย่างจะถูกรวมไว้ใน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ทำให้คุณสามารถติดตามและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. จัดการงานอย่างเป็นระบบ: มอบหมายงาน กำหนดผู้รับผิดชอบ และติดตามความคืบหน้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
  3. ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ: ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้จาก PlanetOne ERP คุณจะสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจ

การลงทุนใน PlanetOne ERP คือการลงทุนในอนาคตของธุรกิจ คุณจะสามารถปลดล็อกศักยภาพของทีมงาน และเปลี่ยนจากการ “ตามงาน” มาเป็นการ “บริหารงานเชิงรุก” ได้อย่างแท้จริง

หากคุณพร้อมที่จะก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปอีกขั้น PlanetOne ERP คือทางออกที่คุณกำลังมองหาอยู่ ติดต่อเราวันนี้เพื่อขอคำปรึกษาและดูว่าระบบของเราจะช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร

PlanetOne ERP ช่วยแก้ปัญหาการตามงาน ที่ง่ายเพียงคลิก Read More »

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP 

การเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มีข้อดีหลายประการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร โดยเฉพาะในบริษัทที่มีเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่นำ AI เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อลดจำนวนคนทำงาน และนำระบบ ERP เข้ามาเชื่อมเพื่อส่งข้อมูลคำสั่งในการผลิตกับเครื่องจักรเพื่อลดงานและลดข้าผิดพลาดในการวิเคราะห์ต้นทุน 

ซึ่งข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP มีทั้งหมดดังนี้: 

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency) 
  1. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) 
  1. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) 
  1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making) 
  1. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes) 
  1. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality) 
  1. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings) 

ซึ่งทั้ง 7 หัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดเวลาในการทำงานและลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งเมื่อใช้ API เชื่อมข้อมูลทั้ง 2 เข้าด้วยกันทำให้เสริมประสิทธิภาพได้แม่นยำมากขึ้น 

2. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance): AI และ ERP สามารถคาดการณ์การเสื่อมสภาพของเครื่องจักรและเตือนก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ทำให้สามารถบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ก่อนที่จะเกิดปัญหา ลดเวลาการหยุดทำงานของเครื่องจักรและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม 

3. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้วัสดุและการผลิต เพื่อให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนวัสดุหรือการมีวัสดุเกินความต้องการ 

4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making): การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบ ERP สามารถช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจที่มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ 

5. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes): AI และ ERP สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานและการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

6. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality): AI และ ERP สามารถตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ และระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ 

7. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings): การใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ และการจัดการสินค้าคงคลัง สามารถลดต้นทุนในการผลิตและดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ 

การเชื่อมต่อ AI กับระบบ ERP เป็นการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

erp for Thailand

ระบบ PlanetOne ERP ระบบอีอาร์พีของคนไทย สามารถเชื่อมเข้ากับ AI ในเครื่องจักร เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ต้นทุน ลดข้อผิดพลาดและเวลาในการทำงาน Click เพื่อเข้าสู่หน้า Package Review

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP  Read More »

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง

การ Implement ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หมายถึงการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กรหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าการวางระบบ

เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน รวมถึงการวางแผน การพัฒนา การทดสอบ การฝึกอบรม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบมักมีราคาสูง จนผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน มีข้อสงสัยว่าการ Implement มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ทำไมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึงแพงมากๆ เมื่อเทียบกับค่า License บทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงบทบาทหน้าหน้าที่ของ Implementer

ซึ่งมีกระบวนการดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

3. การออกแบบระบบ (System Design)

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

5. การทดสอบระบบ (Testing)

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลและรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

เป็นการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้บริการว่าต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาสำคัญ

ที่ทางผู้ใช้บริการต้องเตรียมความต้องการไว้ให้พร้อม และผู้ให้บริการมืออาชีพจะไม่ทำอะไรตามใจผู้ใช้บริการ

เพราะบางทีความต้องการของผู้ใช้งาน ก็ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทาง Implementer มีหน้าที่ให้คำแนะนำและเสนอแนวทางที่ดีที่สุด

และตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากที่สุด

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

การวางแผนสำหรับวางระบบอีอาร์พีของทีม Implementer ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบที่มีการเก็บค่าแมนเดย์หรือค่า Implement

เพราะผู้ที่จะวางแผนการวางระบบตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์มาไม่น้อยกว่า 3 ปี

และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นพิเศษ ระบบอีอาร์พีก็เช่นกัน หากผู้ใช้บริการเจ้าใดไม่มีการส่งแผนสำหรับวางระบบ

รือไม่มีการวางแผนและจัดทำตารางให้กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจน ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้

3. การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบระบบอีอาร์พี ก็คือการนำ Requirements มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ

และออกแบบระบบให้สามารถรองรับการทำงานได้ ซึ่งบางครั้งระบบมาตรฐานอาจจะรองรับการทำงานอยู่แล้ว

แต่ Implementer ก็ต้องนำข้อมูลของบริษัทผู้ใช้บริการมาออกแบบขั้นตอนการใช้งานระบบให้ถูกต้องตามหลักการ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานด้วย

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

ต่อเนื่องมาจากการออกแบบระบบ (System Design) เพราะหาก Requirements มีความซับซ้อนเกินมาตรฐานระบบทั่วไป

หรือมีความเฉพาะทามากๆ ก็ต้องมีการปรับระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานตรงส่วนนั้น

ซึ่ง Implementer มีหน้าที่นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับทางผู้ประกอบการและทางผู้ใช้บริการเพื่อสรุปความต้องการทั้งหมด

และนำมาออกแบบระบบ โดยการนำข้อมูลส่งให้ทางทีม Development เป็นผู้พัฒนา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกระบบจะสามารถปรับได้ ต้องเลือกระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นสูงและเป็นเจ้าของระบบเอง

จะทำให้สามารถปรับแต่งได้อิสระและง่ายกว่าระบบใหญ่ๆจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง

5. การทดสอบระบบ (Testing)

เมื่อออกแบบระบบ และปรับแต่งสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การทดสอบระบบว่าสามารถทำงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่

งการทดสอบนอกจากทีม Implementer จะเป็นผู้ทำการทดสอบแล้ว ควรมีการส่งให้ทางผู้ใช้งานมาทำการทดสอบร่วมด้วย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบอีอาร์พีที่มีการปรับมา สามารถใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

ต่อให้ผู้ใช้บริการจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบอีอาร์พีมามากขนาดไหน แต่ถ้ามีการวางระบบกับอีอาร์พีเจ้าใหม่

ก็ต้องมีการอบรมก่อนการใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการ Training มากกว่า 6 เดือน

เพื่อเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ซึ่ง Implmenter จะทำหน้าที่อบรม และจัดตารางอบรมให้ทางผู้ใช้บริการ

เพื่อให้มีเวลาจัดคิวนัดอบรมได้ ซึ่ง Implementer จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในบริบทของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

ทุกกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นการนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง ถึงจะผ่านมาทั้งหมดแล้ว

การขึ้นระบบได้สำเร็จ และทางบริษัทสามารถปิดงบในระบบได้ ก็ล้วนมาจากการทำงานของทีม Implementer ทั้งสิ้น

ซึ่งทุกการทำงานล้วนต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่ต่อให้ทีมวางระบบจะดีหรือเก่งแค่ไหน ถ้าทางผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จ

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

นอกจากจะมีหน้าที่วางระบบจนสามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงจนสำเร็จแล้ว Implementer ยังมีหน้าที่ให้บริการหลังการขายอีกด้วย

ซึ่งบางเจ้าอาจจะแยกเป็นทีมซัปพอร์ตต่างหาก บางเจ้าก็จะใช้วิธีแบ่งไซต์บริษัทให้เป็นความรับผิดชอบของ Implementer คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย

..

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ค่าวางระบบ Implement มีราคาแพงสาเหตุมาจากกระบวนการการทำงานทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ, การวางแผนการทำงานของทีม Implementer, การออกแบบระบบ (System Design),

การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization), การทดสอบระบบ (Testing), การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training),

การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)และ บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

กกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และระบบอีอาร์พีที่มีศักยภาพ

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ Implement มีราคาสูงมากกว่าค่าโมดูลหลายเท่า

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 30 ปี ทางเราแนะนำระบบ PlanetOne ERP

ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเจ้าของระบบโดยคนไทยสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับองค์กรได้

และยังมีความเป็นมืออาชีพพร้อมเสียงการันตีจากผู้ประกอบการ Click เพื่อดูรีวิวจากผู้ประกอบการ

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel . 095 294 5693 (คุณเจน)

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง Read More »

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP)

หากให้พูดถึงการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP ก็มักจะไม่บ่อยนักที่ผู้ประกอบจะทำการเปลี่ยนระบบใหม่ “เพราะการเปลี่ยนระบบใหม่ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายบ้าน” สิ่งที่ต้องเจอคือความยุ่งยากในการเริ่มต้นใหม่และความเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการขึ้นระบบ

ซึ่งสาเหตุหลักๆที่พบได้ส่วนใหญ่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ไม่ว่าจะธุรกิจประเภทอะไรก็ตาม ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เปลี่ยนไปตามนโยบายหรือข้อกฏหมายต่างๆ

แต่หากระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

ที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะเปลี่ยนระบบใหม่ที่สามารถพัฒนาเพื่อให้ทันต่อความต้องการขององค์กรได้

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่หลาย ๆ ธุรกิจ จะทำการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้สอดคล้องกับองค์กรให้มากที่สุด แต่ถ้าระบบอีอาร์พีที่ใช้ในปัจจุบัน

ไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาการทำงานหรือวิธีการให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรได้

ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่

3. การลดค่าใช้จ่าย

มีหลายองค์กรที่ใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เจ้าดังระดับโลกและเลิกการใช้งานเพราะไปต่อกับค่าใช้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างสูงไม่ไหว

และเริ่มมองหาระบบอีอาร์พีเจ้าเล็กๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจแค่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้

เพราะองค์กรก็มีประสบการณ์ในการลงระบบมาบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ในปัจจุบันระบบอีอาร์พี (ERP)

ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทยก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าแต่ระบบการทำงานเทียบเท่ากับเจ้าดังๆ ก็มีให้เห็นได้ไม่น้อย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

หลายองค์กรชอบเข้าใจผิดว่าระบบที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) แต่การทำงานของระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานระดับสากล กล่าวคือ

ทั้งระบบต้องเชื่อมโยงถึงกัน โดยไม่แยกข้อมูลในการทำงาน

เช่น ฝั่งขายจะส่งข้อมูลไปที่คลังเพื่อตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ และคลังเชื่อมข้อมูลไปที่จัดซื้อและฝั่งผลิต เพื่อทำการผลิตหรือสั่งสินค้าตามออเดอร์ที่ขาด

เพราะฉะนั้นหากองค์กรของท่านยังแยกระบบการทำงานอยู่ ก็มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาเช่น

ข้อมูลการทำงานอาจไม่ถูกต้อง เพิ่มงานและยังเสียเวลา อาจะเกิดข้อผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้

พราะฉะนั้นหากธุรกิจของท่านยังแยกระบบการทำงาน ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาระบบใหม่ที่รองรับการทำงานได้ทุกแผนกเพื่อส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

ถึงจะเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) ทุกเจ้า จะมีข้อดีข้อเสียที่เหมือนกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะหากระบบอีอาร์พี (ERP) ไม่สามารถเรียกรายงานได้แบบเรียลไทม์ และสามารถกำหนดข้อมูลที่ปรากฏบนหน้ารายงานได้อยางมีประสิทธิภาพ ก็ส่งผลให้องค์กรเลือกที่จะหาระบบใหม่ มาแทนที่ระบบที่ใช้ปัจจุบัน

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

ระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีการพัฒนาไม่ต่างไปจากพวกระบบปฏิบัติการอื่นๆ ซึ่งก็มีเทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี

จึงเป็นสาเหตุให้องค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในยุคดิจิตอล ตัดสินใจเปลี่ยนระบบใหม่เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้งาน AI, Machine Learning, หรือ Blockchain

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ในองค์กร

จากบทความที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สาเหตุที่องกรณ์ตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) มีทั้งหมด 6 หัวข้อดังต่อไปนี้ click เพื่ออ่าน 3 เหตุผล ที่องค์กรเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

3. การลดค่าใช้จ่าย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

แต่ไม่ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) จะเป็นอะไร ทางผู้เขียนก็ยังคงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP )

เพื่อนำมาใช้งานในองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างประสิทธิภาพ click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

หากต้องการระบบอีอาร์พีที่มีขนาดการทำงานระดับสากล ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร รองรับระบบภาษีของประเทศไทยที่มีความซับซ้อนสูง เข้ามาแวะชม Package ได้ที่นี่

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับระบบ

โทร. 02 271 4362-3 Office

โทร 095 294 5693 คุณเจน (ตำแหน่ง Executive Director)

Line: jane-siriwan

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) คือเอกสารทางธุรกิจที่ใช้เป็นการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายหรือผู้ผลิต เพื่อให้มีการยืนยันรายละเอียดของการซื้อ-ขายระหว่างฝ่ายซื้อและฝ่ายขาย

เอกสาร PO จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ต้องการซื้อ เช่น จำนวนสินค้าที่ต้องการ, ราคาต่อหน่วย, วันที่ส่งมอบ, เงื่อนไขการชำระเงิน และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมนั้น ๆ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ

ทำให้กระบวนการการซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบง่ายขึ้น

โดยเอกสาร PO จะถูกสร้างขึ้นในระบบอีอาร์พีแล้วส่งไปยังผู้ขายหรือผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อในกระบวนการซื้อขาย

การใช้ PO ยังช่วยให้มีการติดตามและควบคุมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การขาดสินค้าหรือความไม่เหมาะสมในการชำระเงิน

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) จะต้องมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกระบวนการซื้อขายและการบัญชีขององค์กร ข้อมูลที่สำคัญที่จะปรากฏใน PO ได้แก่:

รายละเอียดของผู้ซื้อ: เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

รายละเอียดของผู้ขาย: เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ: เช่น ชื่อสินค้าหรือบริการ, รายละเอียดเฉพาะ เช่น จำนวน, ราคาต่อหน่วย, หน่วยนับ, รหัสสินค้า

วันที่ระบุใน PO: เป็นวันที่สร้าง PO และกำหนดส่งมอบสินค้า

เงื่อนไขการชำระเงิน: เช่น วันที่ครบกำหนดชำระ, เงื่อนไขการชำระเงิน (เช่น 30 วันหลังวันออก PO)

รายละเอียดการจัดส่ง: เช่น ที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้า, วิธีการจัดส่ง

เงื่อนไขอื่น ๆ: เช่น เงื่อนไขการยกเลิก, เงื่อนไขการคืนสินค้า

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการการซื้อขายเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพในองค์กร

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี Read More »

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการรันธุรกิจและเป็นพื้นฐานสำหรับกระบวนการธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เป็นรากฐานของธุรกิจเพื่อใช้ในการทำงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการช่วยให้ระบบอีอาร์พีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ข้อมูลลูกค้า (Customer Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล์, ประวัติการซื้อสินค้า, รายละเอียดการติดต่อ เป็นต้น

2. ข้อมูลผู้จัดซื้อ (Vendor Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดซื้อหรือผู้ผลิตสินค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, ข้อมูลติดต่อ, เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้น

3. ข้อมูลพนักงาน (Employee Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานภายในองค์กร เช่น ชื่อ, ตำแหน่ง, แผนกงาน, เงินเดือน, ประวัติการทำงาน เป็นต้น

4. ข้อมูลวัตถุดิบและสินค้า (Material and Product Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือสินค้าที่ขาย เช่น รหัสสินค้า, รายละเอียดสินค้า, ราคา, จำนวนคงเหลือ เป็นต้น

5. ข้อมูลบัญชี (Accounting Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินขององค์กร เช่น รายการบัญชี, รายงานการเงิน, บัญชีผู้เจรจา, การบัญชีเงินเดือน เป็นต้น

6. ข้อมูลการผลิต (Production Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น รายการวัตถุดิบที่ใช้, การวางแผนการผลิต, สถานะการผลิต เป็นต้น

7. ข้อมูลการจัดการคลังสินค้า (Inventory Management Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการคลังสินค้า เช่น รายการสินค้าในคลัง, ระดับสินค้าในคลัง, การจัดเก็บสินค้า เป็นต้น

8. ข้อมูลการขนส่ง (Logistics Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการขนส่งสินค้า เช่น ข้อมูลการส่งสินค้า, รายละเอียดการขนส่ง, การติดตามสินค้า เป็นต้น

ดังนั้นการจัดการ Master Data ให้มีความแม่นยำและครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบอีอาร์พี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ดีที่สุด

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง Read More »

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร

การพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและแนวโน้มการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลควรมุ่งเน้นไปที่ด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและข้อกำหนดใหม่ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลมีหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี
  2. การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น
  3. การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)
  4. การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)
  5. การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
  6. การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

โดยรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้คือ

1.การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี

การใช้งานเทคโนโลยีเชิงลึก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การทำงานในรูปแบบคลาวด์ (Cloud), และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของธุรกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

2.การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น

การออกแบบและพัฒนาระบบอีอาร์พีที่สามารถปรับปรุงและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างทันที

Click เพื่ออ่าน 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี

3.การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)

การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถทำงานได้ทุกที่และทุกเวลา

4.การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)

การทำงานที่ตอบสนองต่อข้อมูลและกระบวนการการทำงานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติงาน

Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน

5.การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

การใช้งานข้อมูลในรูปแบบ Big Data Analytics เพื่อทำนายแนวโน้มและตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐาน

6.การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

การพัฒนาและดูแลระบบ ERP ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพตลอดเวลาเพื่อให้กับผู้ใช้งาน

การพัฒนาระบบ ERP ในยุคดิจิทัลต้องการการร่วมมือระหว่างทีมพัฒนาและผู้ใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร Read More »

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พีมีประโยชน์กับองค์กรมากมาย ซึ่งระบบอีอาร์พีสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีช่วยบริหารจัดการต้นทุนองค์กรอย่างไร)

การตัดสินใจวางระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาด้านหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่าและเหมาะสมสำหรับองค์กรของคุณ ซึ่งสิ่งที่ควรจะพิจารณาว่าองค์กรของคุณมีความพร้อมหรือไม่ที่จะวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. วิเคราะห์ความต้องการ

ทำการวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจของคุณอย่างละเอียดเพื่อทราบว่าระบบอีอาร์พีจะช่วยแก้ปัญหาหรือรองรับความต้องการในที่สุด

2. เลือกและทดสอบระบบ

ตรวจสอบและเปรียบเทียบระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรของคุณ และทดสอบระบบเพื่อตรวจสอบความสามารถและประสิทธิภาพของระบบอีอาร์พี

3. วางแผนการดำเนินการ

สร้างแผนการดำเนินการที่รวมถึงการเตรียมพร้อมระบบ, การนำเสนอ, การฝึกอบรม, และการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่จำเป็น

4. การนำเสนอและการฝึกอบรม

ทำการนำเสนอระบบอีอาร์พีแก่ยูสเซอร์และทำการฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานเข้าใจและสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การนำเข้าข้อมูล

วางแผนและดำเนินการนำเข้าข้อมูลจากระบบเก่าหรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งานในระบบใหม่

6. การดูแลและการรักษา

สร้างแผนการดูแลรักษาระบบอีอาร์พีเพื่อให้ระบบสามารถทำงานอย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพตลอดเวลา

7. การประเมินและการปรับปรุง

ประเมินประสิทธิภาพของระบบอีอาร์พีและทำการปรับปรุงตามความต้องการเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวางระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการวางแผนอย่างรอบคอบ แต่เมื่อทำได้อย่างถูกต้อง มันสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จขององค์กรของคุณได้ในอนาคต (Click เพื่ออ่านต่อ วางระบบอีอาร์พีแล้วองค์กรจะได้อะไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี Read More »

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความสำคัญในองค์กร เพื่อให้การวางระบบอีอาร์พีประสบความสำเร็จมีเรื่องที่ผู้ประกอบการควรจะต้องรู้ก่อนที่จะวางระบบอีอาร์พีดังนี้คือ

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ซึ่งรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

ราคาของระบบอีอาร์พีอาจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของระบบและความสามารถของระบบอีอาร์พีที่องค์กรต้องการ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ คือ ระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านอาจมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารขนาดใหญ่

ทั้งนี้ราคายังขึ้นอยู่กับคุณลักษณะและความสามารถของระบบ

เช่น การรองรับอุปกรณ์มากขึ้น การมีฟังก์ชันการควบคุมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

ดังนั้น การพิจารณาว่าราคาระบบอีอาร์พีควรเป็นราคาถูกหรือราคาแพงนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของโครงการขององค์กร (Click เพื่ออ่าน ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง)

รวมถึงการมี requirement ที่เหมาะสม สามารถช่วยให้คุณได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการขององค์กรได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูงเกินไป

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

การเลือกระบบอีอาร์พีนั้นควรพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมสำหรับความต้องการขององค์กร

ซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้คือ

2.1 วัตถุประสงค์: กำหนดวัตถุประสงค์หลักของระบบอีอาร์พีว่าคุณต้องการใช้งานเพื่ออะไร เช่น ระบบผลิต ระบบจัดซื้อ เป็นต้น

2.2 ความสามารถที่ต้องการ: กำหนดความสามารถที่คุณต้องการให้ระบบอีอาร์พีมี เช่น บริหารจัดการโดยทุกสาขาขององค์กรใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นต้น

2.3 ความปลอดภัย: ควรพิจารณาถึงระดับความปลอดภัยของระบบ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล, การรักษาความเป็นส่วนตัว, และการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

การพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

การพิจารณาราคาเป็นส่วนสำคัญในการเลือกระบบอีอาร์พีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใช้ระบบอีอาร์พีควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

เช่น ความสามารถ, ประสิทธิภาพ, ความเชื่อถือได้ของผู้ผลิต, ความเข้ากันได้กับระบบอื่น, และการสนับสนุนหลังการขาย

เพื่อให้คุณได้ระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด และยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรพิจารณาเช่นกันว่าระบบที่มีราคาต่ำกว่าอาจมีคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่า และอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือการดูแลที่มากขึ้นในระยะยาว

ดังนั้น การเลือกแบบอีอาร์พีที่มีราคาที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณและยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ (Click เพื่ออ่านต่อ 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

การวางระบบอีอาร์พีสามารถใช้เวลาต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและขอบเขตของการติดตั้ง ดังนั้น ระยะเวลาที่ใช้จะแตกต่างกันไปโดยมีปัจจัยต่อไปนี้

4.1 ขนาดและความซับซ้อนของโครงการ: โครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมักจะใช้เวลาในการวางระบบนานขึ้น

4.2 การสนับสนุนและบริการ: การรับบริการจากผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีอาจมีผลต่อเวลาในการวางระบบ การสนับสนุนที่ดีอาจช่วยให้การติดตั้งเป็นไปได้ด้วยระยะเวลาที่สั้นลง

4.3 การฝึกอบรมและการประสานงาน: การฝึกอบรมผู้ใช้งานและการประสานงานระหว่างทีมต่างๆ ก็สามารถมีผลต่อเวลาในการวางระบบได้

สรุปได้ว่า ระยะเวลาในการวางระบบอีอาร์พีมีความแตกต่างกันไปและมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลา การวางแผนและการประเมินเวลาที่เป็นไปได้อย่างรอบคอบจะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามความซับซ้อนและขอบเขตของโครงการ ต่อไปนี้คือบางประเภทของค่าใช้จ่ายที่คุณควรพิจารณา:

5.1 ซอฟต์แวร์และการให้บริการ: ราคาของซอฟต์แวร์อีอาร์พีและบริการเสริม เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมระบบ หรือบริการคลาวด์สำหรับการจัดการข้อมูล

5.2 การฝึกอบรมและการสนับสนุน: ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมผู้ใช้งานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริการสนับสนุนหลังการขาย เพื่อให้ระบบอีอาร์พีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

5.3 ค่าบำรุงรักษา: ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและดูแลระบบต่อเนื่อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบในระยะยาว

การประมาณค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีควรพิจารณาตามความต้องการและขอบเขตของโครงการของคุณ เพื่อให้ได้การปรับปรุงที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจหรือโครงการของคุณ (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ได้อย่างไร)

การรู้เรื่องทั้ง 5 เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง, ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร, เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม, ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม, ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

จะช่วยให้คุณมีความเตรียมพร้อมในการวางระบบอีอาร์พีของคุณให้สำเร็จได้ดียิ่งขึ้น โดยลดความเสี่ยงในการดำเนินโครงการและเพิ่มโอกาสในการสร้างความสำเร็จในองค์กรของคุณ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี Read More »

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง และระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานรวมถึงปรับแต่งให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้

การไม่ปรับแต่งระบบอีอาร์พีอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

การรักษาและพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อให้ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญในองค์กร

ซึ่งมีสัญญาณหลายอย่างที่ช่วยให้รู้ว่าเวลาที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณแล้ว (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี)

สัญญาณต่างๆ ที่บอกว่าถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีจะสามารถสังเกตได้ดังนี้คือ

1. ความยุ่งเหยิงในกระบวนการธุรกิจ

หากกระบวนการธุรกิจของคุณเริ่มมีความยุ่งเหยิงมากขึ้นหรือมีปัญหาในการสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ อาจเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับความต้องการในการจัดการข้อมูลและกระบวนการได้อย่างเหมาะสม

2. ความช้าหรือประสิทธิภาพที่ลดลง

หากเริ่มมีการช้าลงในการประมวลผลข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลที่ช้าลง หรือประสิทธิภาพที่ลดลงในการทำงานรวมกันนั้น อาจจะเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเติบโตและความต้องการใหม่ๆ ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

3. ความต้องการใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ

หากธุรกิจของคุณมีความต้องการใหม่ เช่น การเพิ่มโมดูลใหม่ เปิดสาขาใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางธุรกิจ ระบบอีอาร์พีปัจจุบันอาจจะไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์

หากมีปัญหาในความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลในระบบอีอาร์พีอาจจะเป็นสัญญาณว่าต้องการระบบอีอาร์พีที่มีการควบคุมข้อมูลที่ดีขึ้นหรือมีความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูล

5. ความสามารถในการทำงานร่วมกันกับแอปพลิเคชันอื่นๆ

หากคุณต้องการรวมระบบอีอาร์พีกับแอปพลิเคชันอื่นๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถทำได้ อาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณต้องการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (Click เพื่ออ่านต่อ 3 ข้อต้องรู้หากต้องการ Customized ระบบอีอาร์พี)

หากคุณเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณ

ด้วยเหตุผลที่ว่าการรักษาระบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงคือสิ่งสำคัญในการให้คุณเติบโตและเจริญเติบโตในธุรกิจของคุณต่อไป

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการทำ Traceability

ระบบอีอาร์พีกับการทำ Traceability

การทำ traceability ด้วยระบบอีอาร์พีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับองค์กรซึ่งเหตุผลที่ต้องทำ traceability ด้วยระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. ความสะดวกและความถูกต้อง

การใช้รระบบอีอาร์พีเพื่อทำ traceability ช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการบันทึกข้อมูลด้วยวิธีที่ไม่เป็นระบบ หรือด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน 

ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตและการจัดจำหน่ายมีความถูกต้องมากขึ้น

2. การตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

บางครั้งลูกค้าอาจต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบหรือสินค้าที่ซื้อมา เช่น วันที่ผลิต วันหมดอายุ หรือประวัติการผลิต การมีระบบ traceability ในระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้โดยง่ายและรวดเร็ว (Click เพื่ออ่าน ข้อดีของการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

3. การจัดการความเสี่ยง

การทำ traceability ในระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบได้ว่าสินค้ามาจากแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้หรือไม่

และสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีปัญหาได้ เช่น การถูกเรียกคืนหรือการแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

4. การเป็นไปตามกฎระเบียบ

ในบางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมอาหารหรือยา มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการติดตามและระบุตำแหน่งของวัตถุดิบและสินค้า การใช้ระบบอีอาร์พีเพื่อทำ traceability ช่วยให้องค์กรสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้นการทำ traceability ด้วยระบบ ERP เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมีการจัดการข้อมูลและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องในระดับสูงสุด

ต่อมาเรามาเข้าประเด็นในส่วนของความสามารถของระบบอีอาร์พีในการทำ traceability กันต่อค่ะ

ระบบอีอาร์พีจะมีการติดตามขั้นตอนและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการจำหน่าย (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการวางแผนการผลิต)

วิธีการทำ Traceability ในระบบอีอาร์พีสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนได้ดังต่อไปนี้

1. ระบุรายละเอียด

เมื่อมีการรับวัตถุดิบหรือวัตถุดิบเข้าสู่ระบบ ระบบอีอาร์พีจะบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รหัสสินค้า วันที่ผลิต ผู้ผลิต เป็นต้น

2. การบันทึกข้อมูลการผลิต

ระบบอีอาร์พีจะบันทึกข้อมูลขั้นตอนการผลิตของผลิตภัณฑ์ เช่น ขั้นตอนการผลิต ช่วงเวลา วันที่ และเวลาที่ผ่านไป และข้อมูลความเชื่อมโยงกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

3. การตรวจสอบคุณภาพ

ระบบอีอาร์พีอาจมีการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมา เช่น ผลการตรวจสอบคุณภาพ วันที่และเวลาของการตรวจสอบ เป็นต้น

4. การบันทึกการจัดเก็บและการจัดส่ง

ระบบอีอาร์พีจะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเก็บสินค้าและการจัดส่ง รวมถึงวันที่และเวลาที่สินค้าถูกส่งออกไปยังลูกค้า (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการข้อมูลปริมาณมากได้อย่างไร)

5. การติดตาม

ด้วยข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระบบอีอาร์พีผู้ใช้สามารถทำการติดตามได้โดยตรงว่าวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์นั้นมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร และได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพหรือไม่

ผลของการทำ Traceability ด้วยระบบอีอาร์พีช่วยทำให้องค์กรสามารถติดตามและทำความเข้าใจได้ถึงสถานะและประวัติของสินค้าหรือวัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งสามารถช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาหรือการปรับปรุงกระบวนการการผลิตและการจัดจำหน่ายได้ในอนาคต

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการทำ Traceability Read More »

ระบบอีอาร์พีควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ภายในองค์กร เช่น ระบบบัญชี ระบบการเงิน ระบบจัดซื้อ ระบบผลิต ระบบคลังสินค้า และฟังก์ชันทางธุรกิจอื่นๆ

โดยทั่วไปแล้วระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรมีข้อมูลเชิงรุกที่ชัดเจน ซึ่งข้อมูลนี้องค์กรจะสามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการควบคุมและรับรองว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ออกมามีคุณภาพตามที่กำหนดไว้หรือไม่

โดยมุ่งเน้นที่การตรวจสอบและประเมินคุณภาพของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลลัพธ์สุดท้าย

เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าหรือบริการที่จะได้รับจากองค์กรมีคุณภาพที่ดีและตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี)

การรวมกันระหว่างระบบอีอาร์พีและการควบคุมคุณภาพการผลิตช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน

ระบบอีอาร์พีมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพการผลิตได้ด้วยหลายวิธีดังนี้คือ

1. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการจัดเก็บข้อมูล

2. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการวางแผนและตรวจสอบคุณภาพ

3. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการควบคุมกระบวนการ

4. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการตรวจสอบและการรายงาน

5. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการทำงานร่วมกัน

วิธีที่ระบบอีอาร์พีช่วยในการควบคุมคุณภาพการผลิตมีรายละเอียดดังนี้คือ

1. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการจัดเก็บข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทั้งหมดในระบบฐานข้อมูลเดียว ซึ่งรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ใช้ กระบวนการการผลิต และผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้น

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่เดียว ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงและการวิเคราะห์

2. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการวางแผนและตรวจสอบคุณภาพ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนการผลิตที่มีคุณภาพโดยอาศัยข้อมูลประวัติการผลิตที่มีอยู่

เช่น ข้อมูลการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพในการกำหนดเป้าหมายและข้อกำหนดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ

3. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการควบคุมกระบวนการ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการควบคุมกระบวนการการผลิตเพื่อให้มั่นใจว่ามีการดำเนินการตามแผนและข้อกำหนดในการผลิต

ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างและปรับปรุงกระบวนการการผลิตในเวลาที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด

4. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการตรวจสอบและการรายงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น

โดยการเก็บข้อมูลและการสร้างรายงานที่สามารถจัดเรียงตามข้อกำหนดและมาตรฐานคุณภาพต่าง ๆ เพื่อให้งานตรวจสอบและประเมินคุณภาพเป็นไปอย่างเต็มที่

5. ควบคุมคุณภาพการผลิตด้วยการทำงานร่วมกัน

ระบบอีอาร์พีช่วยให้ทุกฝ่ายในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งทำให้สามารถปรับปรุงกระบวนการการผลิตและควบคุมคุณภาพในเวลาที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Click เพื่ออ่านต่อ ธุรกิจของท่านเหมาะกับระบบอีอาร์พีแบบไหน)

ดังนั้น การรวมระบบอีอาร์พีช่วยให้การควบคุมคุณภาพการผลิตเป็นไปอย่างเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตได้อย่างมั่นใจ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

ระบบอีอาร์พีมีกระบวนการรวบรวมข้อมูลที่รวมรวมข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ในองค์กรเพื่อให้สามารถดำเนินการตัดสินใจและบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการรวบรวมข้อมูลของระบบอีอาร์พีประกอบด้วยขั้นตอนหลายขั้นตอนที่สำคัญดังนี้คือ (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการข้อมูลปริมาณมากได้อย่างไร)

1. การสแกนและรวบรวมข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำการสแกนและรวบรวมข้อมูลจากระบบต่าง ๆ ในองค์กร เช่น การเงิน, การผลิต, การคลังสินค้า, การขาย, และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2. การทำข้อมูลเข้าระบบ

ข้อมูลที่รวบรวมมาถูกนำเข้าระบบอีอาร์พีโดยใช้เทคโนโลยีการนำเข้าข้อมูลที่มีความปลอดภัยและความเร็ว

3. การแปลงข้อมูล

ข้อมูลที่นำเข้าระบบอีอาร์พีอาจต้องถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้งานได้ในระบบอีอาร์พีนั้น ๆ

4. การตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วน

ระบบอีอาร์พีจะทำการตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลที่นำเข้าเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

5. การเชื่อมโยงข้อมูล

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาจะถูกเชื่อมโยงกันในระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถทำการวิเคราะห์และรายงานได้อย่างสมบูรณ์

6. การทำให้ข้อมูลสอดคล้องกัน

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมจะถูกปรับแต่งเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างของระบบอีอาร์พีและให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม

7. การบันทึกข้อมูล

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมและปรับแต่งจะถูกบันทึกในฐานข้อมูลของระบบอีอาร์พี เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ตลอดเวลา

8. การสร้างรายงานและการวิเคราะห์

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมและบันทึกไว้ในระบบอีอาร์พีสามารถนำมาสร้างรายงานและทำการวิเคราะห์เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการรวบรวมข้อมูลในระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรมีมุมมองรวมที่สมบูรณ์ของข้อมูลทรัพยากรองค์กร ทำให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี (Click เพื่ออ่าน ระบบ ERP เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร Read More »

การปิดงบในระบบอีอาร์พี

การปิดงบในระบบอีอาร์พี

การปิดงบในระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการสิ้นสุดปีงบประมาณทางการเงินขององค์กร ซึ่งมีขั้นตอนหลายขั้นตอนเพื่อให้การปิดงบเป็นไปอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี )

ซึ่งขั้นตอนหลักสำหรับการปิดงบด้วยระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. ประเมินรายการบัญชี

ตรวจสอบและประเมินรายการบัญชีทั้งหมดที่ได้ทำการบันทึกในระบบอีอาร์พีตลอดปีงบประมาณ เช่น บัญชีรายรับ, บัญชีรายจ่าย, และบัญชีที่เกี่ยวข้อง

2. ปรับปรุงรายการบัญชี

ทำการปรับปรุงรายการบัญชีเพื่อให้เป็นไปตามหลักการบัญชีที่ถูกต้อง และปรับปรุงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือขาดหาย

3. การทำรายการประจำปี

ทำการปิดบัญชีรายรับ-รายจ่าย, ประจำปี, และทำการสร้างรายการประจำปีที่จำเป็น เช่น การบันทึกรับ-จ่ายภาษี

4. ทำรายงานการปิดงบ

สร้างรายงานที่แสดงผลการปิดงบทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจถึงผลการทำงานทางการเงินขององค์กร

5. การตรวจสอบความถูกต้อง

ทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการเงินทั้งหมด และตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีหรือไม่

6. ปิดงบประมาณ

ทำการปิดงบประมาณในระบบอีอาร์พี จะทำให้ข้อมูลทางการเงินไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป

7. สร้างรายงานสรุปปี

สร้างรายงานสรุปปีที่ให้ข้อมูลภาพรวมเกี่ยวกับสถานะการเงินขององค์กรหลังจากการปิดงบ

8. การจัดเก็บข้อมูล

จัดเก็บข้อมูลการปิดงบและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ในอนาคตตามความจำเป็น

กล่าวโดยสรุป การปิดงบด้วยระบบอีอาร์พีนี้เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้องค์กรมีข้อมูลการเงินที่ถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ สามารถนำส่งงบให้กับกรมสรรพากรได้นั่นเอง (Click เพื่ออ่านต่อ 5 สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบอีอาร์พี)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การปิดงบในระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างไร

ระบบอีอาร์พีปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างไร

ในการทำธุรกิจนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่องค์กรจะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย

อาทิเช่น ความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายทางภาษี ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น

หลาย ๆ องค์กรอาจกังวลว่าเมื่อได้ลงระบบอีอาร์พีแล้ว ระบบอีอาร์พีจะสามารถยืดหยุ่นหรือเราจะสามารถปรับระบบอีอาร์พีเพื่อให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน

ในความเป็นจริงระบบอีอาร์พีนั้นสามารถปรับโครงสร้างระบบ หรือแม้แต่ปรับแแต่งให้สามารถเข้ากันกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้

ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง “ระบบอีอาร์พีปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างไร” มีหัวข้อดังต่อไปนี้คือ

1. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลได้

2. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้

3. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อได้

โดยรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังต่อไปนี้

1. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลได้

ระบบ ERP สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลเพื่อให้เข้ากับความต้องการในการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลอาทิเช่น การเพิ่มหรือลดฟิลด์ข้อมูลใหม่

การปรับโครงสร้างนี้ช่วยให้ระบบสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้เป็นอย่างดี (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี)

2. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้

ระบบอีอาร์พีนั้นเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นและมีความอิสระต่อการปรับเปลี่ยนค่อนข้างสูง

ซึ่งการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของอีอาร์พีสามารถทำได้โดย การปรับแต่ง (Customization) ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานที่มีรูปแบบเฉพาะขององค์กร หรือแม้แต่การปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

การปรับแต่ง (Customization) นี้จะทำให้ระบบอีอาร์พีทันยุคทันสมัย และสามารถรองรับกระบวนการทางธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี (Click เพื่ออ่านต่อ 3 ข้อต้องรู้หากต้องการ Customized ระบบอีอาร์พี)

3. ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนการเชื่อมต่อได้

การทำงานร่วมกันของระบบอีอาร์พีกับระบบภายนอกและการเชื่อมต่อระบบอีอาร์พีกับแหล่งข้อมูลภายนอกอื่น ๆ นั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้

เพื่อให้ระบบอีอาร์พีรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมธุรกิจ (Click เพื่ออ่านต่อ 5 สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบอีอาร์พี)

นักพัฒนาระบบหรือผู้ดูแลระบบอีอาร์พีสามารถใช้ API (Application Programming Interface) เป็นเครื่องมือที่จะทำให้การเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันของแอปพลิเคชันต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานในทางธุรกิจ

กล่าวโดยสรุป ระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งได้ทั้งในรูปแบบการปรับแต่งให้เข้ากับการทำงานขององค์กร และการปรับแต่งให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ อีกทั้งการเชื่อมโยงกับข้อมูลต่าง ๆ จากแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ดังนั้นองค์กรจึงสามารถมั่นใจได้ว่าระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันยุคทันสมัยและรองรับการใช้งานขององค์กร ถึงแม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ตาม

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างไร Read More »

ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง

สำหรับองค์กรที่ต้องการวางระบบอีอาร์พี (ERP) อาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการวางระบบ ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และเมื่อจ่ายแล้วทางองค์กรจะได้รับอะไร หรือทางองค์กรควรจะเตรียมจัดสรรงบประมาณในการวางระบบอีอาร์พี (ERP)อย่างไร (Click เพื่ออ่าน 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

ในบทความนี้ผู้เขียนจะนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในเบื้องต้นสำหรับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) โดยมีทั้งหมด 3 ส่วนดังนี้คือ

1. ค่าใช้จ่าย License การใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

2. ค่าใช้จ่ายในการฝึกพนักงานในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

3. ค่าใช้จ่ายในการรับบริการด้านอื่น ๆ จากผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP)

โดยทั้งสามข้อที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้นมีรายละเอียดดังนี้

1. ค่าใช้จ่าย License การใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

สำหรับค่าใช้จ่าย License การใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นจะเป็นค่าใบอนุญาตให้สิทธิในการเข้าใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ซึ่งในแต่ละผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) ก็จะมีการคิดอัตราค่า License ที่แตกต่างกัน อาทิเช่น
  • คิดค่า License ครั้งเดียวแล้วผู้ใช้งานระบบสามารถใช้งานระบบได้ตลอดไป
  • คิดค่า License เป็นรายปีคือทางผู้ใช้บริการจะทำสัญญาจ่ายค่า License เป็นรายปีกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี
  • คิดค่า License โดยอ้างอิงจากจำนวนผู้เข้าใช้งานระบบ เป็นต้น

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซื้อ License นี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ให้บริการอีอาร์พีเอง ดังนั้นในแต่ละบริษัทของผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีจึงมีแนวทางการคิดค่า License ของระบบอีอาร์พีที่แตกต่างกันออกไป

2. ค่าใช้จ่ายในการฝึกพนักงานในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฝึกพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นทางผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีจะมีการคิดค่าใช้จ่ายในการเทรนการใช้งานระบบเป็นแมนเดย์ 

ตัวอย่าง สมมติว่าอัตราค่าใช้จ่าย 1 แมนเดย์มีค่าเท่ากับ 15,000 บาท ทางผู้ใช้บริการระบบอีอาร์พีต้องการเทรนการใช้งานระบบโดยผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีคิดค่าใช้จ่ายที่ 2 แมนเดย์

ดังนั้นค่าบริการในการเทรนการใช้งานระบบอีอาร์พี จะคิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 30,000 บาท เป็นต้น

โดยในส่วนของค่าบริการที่คิดเป็นแมนเดย์ก็อาจมีการเจรจาต่อรองกันกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) ได้บ้างตามความเหมาะสม (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) )

3. ค่าใช้จ่ายในการรับบริการด้านอื่น ๆ จากผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาทิเช่น

  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการวางระบบอีอาร์พี (ERP)
  • ค่าบริการดูแลระบบ (maintenance)
  • ค่าใช้จ่ายด้านการสนับสนุนทางเทคนิคในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)
ค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวข้างต้นนี้มักจะมีการทำเป็นสัญญาบริการระหว่างผู้ใช้งานระบบอีอาร์พีกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี ซึ่งในสัญญาบริการจะระบุชัดเจนว่าทางผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีจะต้อง Support ผู้ใช้บริการในด้านใดบ้าง อาทิเช่น
  • วางระบบอีอาร์พีให้เป็นผลสำเร็จ
  • มีการอัปเดตระบบให้ผู้ใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ
  • มีการดูแลให้คำปรึกษาปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้งานระบบอีอาร์พี
  • มีการดูแลการสำรองข้อมูลให้กับผู้ใช้บริการระบบอีอาร์พี เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีนั้นจะมีค่า License ค่าเทรนการใช้งานระบบ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการได้รับการ Support ทางเทคนิคต่าง ๆ จากผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่ในทางกลับกันค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือการลงทุนเพื่อใช้งานระบบอีอาร์พี โดยที่ผลตอบแทนของการลงทุนจะมาในรูปแบบของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรที่สูงขึ้นนั่นเอง

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง Read More »

ระบบอีอาร์พีคืออะไร

ระบบอีอาร์พีคืออะไร

หลาย ๆ องค์กรอาจเคยได้ยินถึงคำว่าระบบอีอาร์พีกันมาบ้างแล้ว บางองค์กรอาจกำลังมองหาระบบอีอาร์พีอยู่ ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงความหมายของระบบอีอาร์พีโดยสังเขปว่าระบบอีอาร์พีคืออะไร และจะมีวิธีการวางระบบให้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นได้อย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลในเบื้องต้น สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาระบบอีอาร์พีหรือผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

โดยเนื้อหาในบทความจะประกอบด้วย 2 ส่วนดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีคืออะไร

2. การวางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นต้องทำอย่างไร

ในแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีคืออะไร

Enterprise Resource Planning (ERP) หรือระบบอีอาร์พี คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กรหรือกิจการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยระบบอีอาร์พีจะรวบรวมทรัพยากรทั้งหมดภายในองค์กรได้แก่ บุคคลากรทั้งภายในและภายนอก, วัสดุ, เงินทุน, การผลิต, การขาย, การบริการ, และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เข้ามาไว้ในระบบเดียวกัน และทุกคนในองค์กรใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลเดียวกัน (Click เพื่ออ่าน 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP))

ระบบอีอาร์พีช่วยในการทำให้ข้อมูลและกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดเป็นเชิงระบบ ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความรอบคอบและรวดเร็วมากขึ้น

ระบบอีอาร์พีสามารถรวมข้อมูลจากระบบที่แตกต่างกันภายในองค์กร แล้วเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเป็นระบบเดียว ทำให้ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่าย และช่วยลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล

ระบบอีอาร์พีจะมีโมดูลที่หลากหลาย เช่น การบัญชีและการเงิน, การจัดการคลังสินค้า, การผลิต, การจัดการโครงการ, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, การขายและการตลาด

นอกจากนี้ระบบอีอาร์พียังมีโมดูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ระบบบริหารงานบุคคล (HR), ระบบ CRM และ Asset Management เป็นต้น (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการบริหารงานบุคคล (HR))

การใช้ระบบ ERP ทำให้องค์กรสามารถให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมธุรกิจได้รวดเร็ว อาทิเช่น ตอบสนองต่อการผลิตสินค้าได้ทันท่วงทีตามความต้องการของลูกค้า เป็นต้น

อีกทั้งระบบอีอาร์พียังมีความยืดหยุ่น และทำให้ผู้บริหารสามารถเห็นภาพรวมของกระบวนการทำงานภายในองค์กรทั้งหมดได้เป็นอย่างดี

2. การวางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นต้องทำอย่างไร

ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จในเบื้องต้นจะมีขั้นตอนต่าง ๆ ที่ควรดำเนินการดังนี้

2.1 วางแผนและกำหนดเป้าหมาย

2.2 จัดอบรมให้กับพนักงานหรือผู้เข้าใช้งานระบบ

2.3 มีทีม Super User ที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน

โดยรายละเอียดในแต่ละข้อมีดังนี้คือ

2.1 วางแผนและกำหนดเป้าหมาย

องค์กรจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการวางระบบอีอาร์พีว่าองค์กรต้องการอะไร เช่น

เป็นองค์กรทางธุรกิจที่มีระบบผลิตโดยเป็นการผลิตที่รายละเอียดของ bill of material แตกต่างกันและไม่ซ้ำกันเลยทำให้บริหารจัดการการผลิตได้ยาก จึงต้องการระบบอีอาร์พีที่มีโมดูลการผลิตมารองรับในส่วนนี้

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เป็นธุรกิจที่มีหลายสาขา ซึ่งผู้บริหารต้องการให้ข้อมูลการทำงานของแต่ละสาขาสามารถเชื่อมโยงกันได้ และพนักงานทุกคนในทุกสาขาสามารถใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นต้น

ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการวางระบบอีอาร์พีขององค์กรจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากในการค้นหาผู้ให้บริการอีอาร์พีที่เหมาะสม

2.2 จัดอบรมให้กับพนักงานหรือผู้เข้าใช้งานระบบ

ในการวางระบบอีอาร์พี การจัดเทรนให้กับผู้เข้าใช้งานระบบถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ซึ่งในการเทรนควรให้ผู้ใช้งานระบบได้ทดลองคีย์ข้อมูล รวมถึงเลือกเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ระบบกำหนดไว้ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ผู้ใช้งานระบบสามารถรันระบบได้อย่างสมบูรณ์

2.3 มีทีม Super User ที่สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน

Super user เป็นตัวแทนหลักที่ช่วยสนับสนุนและบริหารระบบอีอาร์พีในองค์กร เป็นกลุ่ม userที่มีความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการใช้งานและการจัดการข้อมูลในระบบอีอาร์พี

Super user ถือเป็นบุคคลากรที่สนับสนุนให้เพื่อนร่วมงานในองค์กรได้ใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างเต็มประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่าน Super User คือใครในระบบอีอาร์พี)

ในบางครั้ง super user จะมีหน้าที่ดัดแปลงและปรับแต่งระบบอีอาร์พีตามความต้องการขององค์กร รวมถึงการตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึง, การกำหนดค่าต่างๆ และการจัดการข้อมูลที่จำเป็น

กล่าวโดยสรุป ระบบอีอาร์พีคือระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการกระบวนการภายในองค์กรให้ทำงานอย่างมีระเบียบ ไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พีนั้น เบื้องต้นองค์กรต้องมัวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการอะไร รวมถึงมีการจัดเทรนการใช้ระบบอีอาร์พีให้กับพนักงานในองค์กร ให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มศักยภาพของตัวระบบ อีกทั้งยังควรมีกลุ่ม Super user มาคอยดูแลการใช้งานระบบอีอาร์พีของเพื่อนร่วมงานในองค์กร และดูแลระบบอีอาร์พีขององค์กรตามที่จำเป็น

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีคืออะไร Read More »

Scroll to Top