ERP data

PlanetOne ERP ช่วยแก้ปัญหาการตามงาน ที่ง่ายเพียงคลิก

ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ คุณอาจเคยประสบกับความรู้สึกเหล่านี้

  • “งานนี้ไปถึงไหนแล้วนะ?”
  • “ทำไมต้องคอยตามงานตลอดเวลา?”
  • “ข้อมูลสำคัญอยู่ในอีเมลและแชทเต็มไปหมด หาไม่เจอเลย”

ถ้าคำถามเหล่านี้คุ้นหู นั่นแสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังขาด “ระบบหลังบ้านที่ดี” ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมีทิศทาง


ปัญหาที่ซ่อนอยู่: ทำไมการตามงานถึงเป็นเรื่องยาก?

การตามงานที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ได้เกิดจากพนักงานขาดความรับผิดชอบเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มาจากปัญหาเชิงระบบที่มองข้ามไม่ได้:

  • ข้อมูลกระจัดกระจาย: ข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจกต์และงานสำคัญถูกเก็บไว้ในหลายที่ ทั้งใน Excel, Google Sheets, อีเมล และแอปพลิเคชันแชท ทำให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อดูภาพรวมทำได้ยากและใช้เวลานาน
  • การสื่อสารที่ไม่เป็นระบบ: การสื่อสารที่ขาดศูนย์กลาง ทำให้เกิดความสับสนและงานตกหล่นได้ง่าย
  • ขาดความโปร่งใส: เมื่อไม่มีเครื่องมือที่แสดงสถานะงานอย่างชัดเจน ผู้บริหารจึงไม่สามารถทราบได้ว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการและประเมินผล

ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเสียเวลา แต่ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของทีมและทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจล่าช้าอีกด้วย


โซลูชันที่เหนือกว่า: ให้ PlanetOne ERP เป็นคำตอบของทุกปัญหา

ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนความวุ่นวายให้เป็นระบบด้วย PlanetOne ERP ซึ่งเป็นมากกว่าแค่ระบบบัญชี แต่ยังเป็นระบบหลังบ้านแบบครบวงจรที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ

PlanetOne ERP จะช่วยให้คุณ:

  1. เห็นภาพรวมทั้งหมดในหน้าเดียว: ไม่ว่าจะเป็นสถานะโปรเจกต์ ยอดขาย หรือข้อมูลการเงิน ทุกอย่างจะถูกรวมไว้ใน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ทำให้คุณสามารถติดตามและบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. จัดการงานอย่างเป็นระบบ: มอบหมายงาน กำหนดผู้รับผิดชอบ และติดตามความคืบหน้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
  3. ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ: ด้วยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้จาก PlanetOne ERP คุณจะสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจ

การลงทุนใน PlanetOne ERP คือการลงทุนในอนาคตของธุรกิจ คุณจะสามารถปลดล็อกศักยภาพของทีมงาน และเปลี่ยนจากการ “ตามงาน” มาเป็นการ “บริหารงานเชิงรุก” ได้อย่างแท้จริง

หากคุณพร้อมที่จะก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปอีกขั้น PlanetOne ERP คือทางออกที่คุณกำลังมองหาอยู่ ติดต่อเราวันนี้เพื่อขอคำปรึกษาและดูว่าระบบของเราจะช่วยธุรกิจของคุณได้อย่างไร

PlanetOne ERP ช่วยแก้ปัญหาการตามงาน ที่ง่ายเพียงคลิก Read More »

จัดการปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็นระบบด้วย PlanetOne ERP

ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจด้วย PlanetOne ERP: จัดการปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็นระบบ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ การจัดการข้อมูลอย่างไม่มีประสิทธิภาพสามารถกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตขององค์กรได้ ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บในหลายรูปแบบและหลายแพลตฟอร์ม เช่น Excel, Google Sheets, หรือแม้กระทั่งในอีเมล ทำให้เกิดความล่าช้าในการเข้าถึง การวิเคราะห์ และยังมีความเสี่ยงสูงที่ข้อมูลจะผิดพลาดหรือสูญหาย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ ผู้เขียนขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยการนำ ระบบ PlanetOne ERP เข้ามาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิวัติการจัดการข้อมูลขององค์กรคุณ


ต้นตอของปัญหา: ข้อมูลกระจัดกระจาย ส่งผลเสียอย่างไรต่อองค์กร?

การที่ข้อมูลสำคัญขององค์กรถูกเก็บไว้ในหลายแหล่งที่มาและไม่มีศูนย์กลาง (Centralized Database) สร้างปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานในหลายด้าน:

  • เสียเวลาในการค้นหาและวิเคราะห์: เมื่อต้องการข้อมูลย้อนหลังเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มหรือประกอบการตัดสินใจ ผู้ปฏิบัติงานต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการรวบรวมข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ ทำให้กระบวนการทำงานล่าช้าและขาดความคล่องตัว
  • ความเสี่ยงของข้อมูลผิดพลาด: การคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนหรือการอัปเดตข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรายงานและข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ
  • โอกาสในการสูญหายของข้อมูล: ไฟล์ Excel หรือ Google Sheets อาจถูกลบ ทับซ้อน หรือเสียหายได้ง่ายกว่าฐานข้อมูลที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย ทำให้ข้อมูลสำคัญของบริษัทเสี่ยงต่อการสูญหายอย่างถาวร
  • ขาดมุมมองแบบองค์รวม: การไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้บริหารขาดข้อมูลที่แม่นยำในการวางแผนกลยุทธ์และการตัดสินใจเชิงรุก

PlanetOne ERP: โซลูชันที่ครบวงจรเพื่อการจัดการข้อมูลที่เป็นเลิศ

ระบบ PlanetOne ERP (Enterprise Resource Planning) คือคำตอบที่ครอบคลุมสำหรับทุกปัญหาข้างต้น โดยทำหน้าที่เป็น แหล่งข้อมูลกลาง (Single Source of Truth) ที่รวบรวมข้อมูลสำคัญทั้งหมดขององค์กรไว้ในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการขาย การบัญชี การจัดการคลังสินค้า หรือการบริหารทรัพยากรบุคคล

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการนำ PlanetOne ERP มาใช้:

  1. รวมข้อมูลเป็นหนึ่งเดียว (Data Consolidation): PlanetOne ERP จะดึงข้อมูลจากทุกส่วนงานมาไว้ที่เดียว ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งอีกต่อไป ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลล่าสุดได้แบบเรียลไทม์
  2. เพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาด: ระบบจะช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและลดโอกาสในการคีย์ข้อมูลผิดพลาด ทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น
  3. วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้ง่ายดาย: ด้วยการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ PlanetOne ERP มีเครื่องมือในการสร้างรายงานและวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงพลัง ช่วยให้คุณสามารถสร้าง Dashboard และ รายงานแบบเรียลไทม์ เพื่อดูภาพรวมของธุรกิจได้อย่างชัดเจน
  4. ความปลอดภัยของข้อมูลที่เหนือกว่า: ระบบ ERP ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลโดยเฉพาะ มีการสำรองข้อมูลเป็นระยะและมีระบบการเข้าถึงที่กำหนดสิทธิ์ได้อย่างละเอียด ทำให้ข้อมูลขององค์กรปลอดภัยจากการสูญหายหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

สรุป: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย PlanetOne ERP

การลงทุนในระบบ PlanetOne ERP ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนเครื่องมือทำงาน แต่คือการลงทุนในอนาคตขององค์กรของคุณ ด้วยการจัดการข้อมูลที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ องค์กรจะสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นขึ้น ลดความผิดพลาด ประหยัดเวลา และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการ ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวข้ามปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน PlanetOne ERP คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม

บทความอื่นๆ

จัดการปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็นระบบด้วย PlanetOne ERP Read More »

ระบบ ERP ในไทย น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ?

คำถามที่ว่าระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ของไทยมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับระบบจากต่างประเทศ เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร การตัดสินใจเลือกใช้ ERP ไม่ได้จบที่ฟังก์ชันการทำงานหรือราคา แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจ

คำตอบสั้นๆ คือ ระบบ ERP ของไทยมีความน่าเชื่อถือสูง หากเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ แต่ความน่าเชื่อถือนี้มีมิติที่แตกต่างจากระบบของต่างประเทศ การจะเลือกระบบใดขึ้นอยู่กับบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร

ระบบ ERP ในไทย: น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ?

คำถามที่ว่าระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ของไทยมีความน่าเชื่อถือเพียงใดเมื่อเทียบกับระบบจากต่างประเทศ เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร การตัดสินใจเลือกใช้ ERP ไม่ได้จบที่ฟังก์ชันการทำงานหรือราคา แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของธุรกิจ

คำตอบสั้นๆ คือ ระบบ ERP ของไทยมีความน่าเชื่อถือสูง หากเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมและมีประสบการณ์ แต่ความน่าเชื่อถือนี้มีมิติที่แตกต่างจากระบบของต่างประเทศ การจะเลือกระบบใดขึ้นอยู่กับบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร


เจาะลึกความน่าเชื่อถือ: ไทย vs. ต่างประเทศ

ความน่าเชื่อถือของระบบ ERP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติของซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งทั้งระบบของไทยและต่างประเทศมีจุดแข็งและจุดที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันไป

1. มาตรฐานความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบ

  • ERP ต่างประเทศ: แบรนด์ระดับโลกอย่างที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี มักมีข้อได้เปรียบด้านการลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทำให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ISO 27001, GDPR และมีการรับประกันความเสถียรของระบบ (Uptime) ที่สูง เนื่องจากมีประสบการณ์ในการจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่หลากหลายกว่า
  • ERP ไทย: ผู้ให้บริการ ERP ชั้นนำของไทยตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยเช่นกัน และมีการนำมาตรฐานสากลมาปรับใช้ มีการเข้ารหัสข้อมูล การสำรองข้อมูล และการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือด้านนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการ บริษัทที่มีชื่อเสียงและดำเนินธุรกิจมานานย่อมมีแนวโน้มที่จะมีระบบที่เสถียรและปลอดภัยกว่าผู้เล่นรายใหม่

2. ความถูกต้องและสอดคล้องกับกฎระเบียบในไทย (Localization)

  • ERP ต่างประเทศ: แม้จะปรับให้เข้ากับบริบทของไทยได้ แต่ก็อาจไม่ครอบคลุมหรือรวดเร็วเท่าระบบที่พัฒนาโดยคนไทย การปรับระบบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษี หรือรูปแบบเอกสารของกรมสรรพากรที่ซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายในการปรับแก้ (Customization) ที่สูง
  • ERP ไทย: นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด ระบบ ERP ของไทยถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในกฎระเบียบและวัฒนธรรมทางธุรกิจของไทยโดยเฉพาะ ฟังก์ชันต่างๆ เช่น การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย, ภ.ง.ด. 3, 53, และรายงานภาษีซื้อ-ขาย จะถูกออกแบบมาอย่างถูกต้องและพร้อมใช้งานทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดด้านเอกสารและข้อกฎหมายได้อย่างมาก

3. การบริการและการสนับสนุน (Customer Support)

  • ERP ต่างประเทศ: การบริการมักจะผ่านบริษัทคู่ค้า (Partner) ในประเทศไทย ซึ่งคุณภาพการบริการอาจแตกต่างกันไป และการสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศอาจมีความล่าช้า
  • ERP ไทย: ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกับทีมผู้พัฒนาได้โดยตรง การแก้ปัญหาจึงมักจะรวดเร็วและตรงจุดมากกว่า ทีมงานคนไทยย่อมเข้าใจปัญหาและบริบทของธุรกิจไทยได้ดีกว่า ทำให้การให้คำปรึกษาและการสนับสนุนมีประสิทธิภาพสูง

4. ความสำเร็จในการนำไปใช้งาน (Implementation Success)

งานวิจัยและกรณีศึกษาหลายชิ้นในประเทศไทยชี้ตรงกันว่า ความล้มเหลวในการนำ ERP มาใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์นั้นเป็นของไทยหรือต่างชาติ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่:

  • การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
  • การบริหารจัดการโครงการที่ดี
  • การให้พนักงานมีส่วนร่วมและได้รับการฝึกอบรมที่เพียงพอ
  • การปรับกระบวนการทำงานขององค์กรให้เข้ากับระบบ

ไม่ว่าจะเลือกระบบใด หากขาดปัจจัยเหล่านี้ โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูงพอๆ กัน

สรุป: แล้วจะเลือกอะไรดี?

ความน่าเชื่อถือของระบบ ERP ไม่ใช่ “ต่างชาติ ดีกว่า ไทย” หรือ “ไทย ดีกว่า ต่างชาติ” แต่คือการเลือกระบบที่ “เหมาะสม” กับองค์กรของคุณที่สุด

  • เลือก ERP ต่างประเทศ หากคุณเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีการทำธุรกิจในหลายประเทศ ต้องการฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อนตามมาตรฐานโลก และมีงบประมาณที่สูงพอสำหรับค่าลิขสิทธิ์และการปรับแก้ระบบ
  • เลือก ERP ไทย หากคุณเป็นธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (SMEs-Large Enterprise) ที่การดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย และให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกฎระเบียบด้านบัญชีและภาษีของไทย การบริการที่รวดเร็วเข้าถึงง่าย และต้องการควบคุมงบประมาณอย่างคุ้มค่า

ท้ายที่สุดแล้ว ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ (Vendor) สำคัญกว่าสัญชาติของซอฟต์แวร์ ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบประวัติและผลงานของผู้ให้บริการ พูดคุยกับลูกค้ารายอื่นที่เคยใช้งาน และเลือกพันธมิตรที่จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของคุณได้ในระยะยาว

ระบบ ERP ในไทย น่าเชื่อถือแค่ไหนเมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติ? Read More »

Cloud Service  & On Premise กับข้อสงสัยว่าเลือกแบบไหนดีกว่ากัน 

การตัดสินใจเลือกใช้ On Cloud หรือ On-Premise นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน ก็ต้องมาการเปรียบเทียบทั้งสองระบบจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการขององค์กร 

On Cloud (ระบบคลาวด์) 

ระบบคลาวด์ (On Cloud) คือ การใช้บริการทางคอมพิวเตอร์โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซอร์เวอร์วางไว้ที่องค์กร หรือที่บ้าน แต่เป็นการเช่าบริการเก็บข้อมูลกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียดังนี้  

ข้อดี 

  • ความยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามความต้องการของธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา 
  • ลดต้นทุน: ไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากรในการดูแลระบบ 
  • เข้าถึงได้จากทุกที่: สามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต 
  • อัปเดตเทคโนโลยีได้ง่าย: ผู้ให้บริการคลาวด์จะทำการอัปเดตระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอ 
  • ความปลอดภัยสูง: ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด 
  • ไม่ต้องมีไอทีก็สามารถใช้งานได้ลดต้นทุนจากการจ้างงาน 

ข้อเสีย 

  • การพึ่งพาผู้ให้บริการ: ข้อมูลและแอปพลิเคชันจะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล 
  • ค่าใช้จ่ายอาจสูงในระยะยาว: ค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้บริการคลาวด์อาจเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งาน 
  • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: การใช้งานคลาวด์จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร 

ออน-พรีไมส์ (On-Premise) 

คือ เครื่องฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้งานต้องซื้อและติดตั้งด้วยตนเองหรือที่เรียกว่า Server ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียดังนี้นี้ 

ข้อดี 

  • การควบคุม: องค์กรสามารถควบคุมระบบได้ทั้งหมด 
  • ความปลอดภัย: สามารถกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยได้เอง 
  • ประสิทธิภาพ: สามารถปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับงานเฉพาะทางได้  
  • ระยะยาวจะคุ้มกว่าระบบคลาวด์ เช่นลงทุนครั้งแรก 2-3 แสน แต่ใช้ได้นาน 7 ปี ในทางกลับกันราคาคลาวด์จะเริ่มต้นที่ปีละ แสนเป็นต้นไป ระยะยาวก็จะแพงกว่าแบบ On premise 

ข้อเสีย 

  • ต้นทุนสูง: ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากรในการดูแลระบบ 
  • ความยืดหยุ่นต่ำ: การปรับขนาดระบบต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง 
  • การบำรุงรักษา: ต้องมีทีมงานไอทีคอยดูแลและบำรุงรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อไหร่ควรเลือกใช้แบบไหน? 

เลือกใช้คลาวด์เซอร์วิสเมื่อ 

  • ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับขนาดทรัพยากรโดยไม่ต้องลงทุนฮาร์ดแวร์เพิ่ม 
  • ต้องการลดต้นทุนด้านไอที ทั้งพนักงานและอุปกรณ์ 
  • ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด  
  • ไม่ต้องการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ 

เลือกใช้ออน-พรีไมส์เมื่อ 

  • มีข้อมูลที่สำคัญและต้องการควบคุมความปลอดภัยสูง 
  • ต้องการประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง และเป็นความลับเฉพาะขององค์กร 
  • มีทีมงานไอทีที่พร้อมดูแลระบบ 
  • ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแต่งระบบ 

ระบบ ERP กับการเลือก On Cloud   & On Premise 

ระบบ ERP เองก็ต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลระบบที่ใช้ในองค์กร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กรว่าต้องการเก็บข้อมูลในลักษณะไหน เพราะไม่ว่าจะเป็น On Cloud   & On Premise การใช้งานก็ต่างมีประสิทธิภาพที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก และต่างมีข้อดีและข้อเสียในแบบของตัวเอง  

การเลือกใช้ Cloud Service หรือ On-Premise ขึ้นอยู่กับความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละองค์กร การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ เช่น งบประมาณ ขนาดขององค์กร ประเภทของข้อมูล และความสำคัญของความปลอดภัย จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง 

 

ระบบ PlanetOne ERP เป็นระบบ ERP ที่มีความสามารถในการดูแลธุรกิจของคนไทยให้เติบโตได้มั่นคงและยั่งยืน ปิดจุดบอดที่เป็นกังวลของคุณ ยืดหยุ่นสูงปรับระบบให้เข้ากับธุรกิจของท่านได้ รองรับได้ทั้ง On Cloud   & On Premise อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าไม่ใช่ระบบที่ตามหาให้ลองนัดนำเสนอดูก่อน 

ติดต่อนัดนำเสนอโทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน) 

Cloud Service  & On Premise กับข้อสงสัยว่าเลือกแบบไหนดีกว่ากัน  Read More »

ERPเปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณได้อย่างไร

ERP เปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณได้อย่างไร

ERP เปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณได้อย่างไร

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้น การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ระบบบริหารจัดการองค์กรERP ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ระบบ ERP นอกจากจะช่วยบริหารจัดการองค์กรแล้ว ยังช่วยให้ผู้บริหารมีการตัดสินใจที่แม่นยำ รวดเร็ว ด้วยฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งการตัดสินใจของผู้บริหารนี้ จะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการเปลี่ยนเกมธุรกิจที่ท้าทาย

ซึ่งระบบ ERP จะช่วยเปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณได้ ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้คือ

1. การรวมข้อมูลในที่เดียว

ระบบ ERP เป็นการรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการขาย การเงิน การผลิต หรือการจัดซื้อ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความถูกต้อง ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

2. การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ด้วยการทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างราบรื่นระหว่างแผนกต่างๆ ระบบ ERP ช่วยลดความซ้ำซ้อนและการทำงานที่ไม่จำเป็น

ส่งผลให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าให้กับองค์กรมากขึ้น

3. การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ วัสดุ หรือการเงิน

การวางแผนการใช้ทรัพยากรที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลกำไรให้กับองค์กร

4. การปรับตัวตามความต้องการของตลาด

ในยุคที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ระบบ ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามแนวโน้มและความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ทำให้สามารถปรับกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด

5. การเพิ่มความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ERP ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงานและการดำเนินการทางการเงิน

ทำให้ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังช่วยในการตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินงานได้ง่ายขึ้น

6. การสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ระบบ ERP มักมีฟีเจอร์การวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐาน ทำให้ธุรกิจสามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นใจ

สรุป

การนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในธุรกิจไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

แต่ยังเป็นการเปลี่ยนเกมที่ทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน

หากธุรกิจของคุณยังไม่มีระบบ ERP ก็ถึงเวลาแล้วที่จะพิจารณาเพื่อยกระดับการดำเนินงานและความสำเร็จในอนาคต

ERP เปลี่ยนเกมธุรกิจของคุณได้อย่างไร Read More »

Scroll to Top