ERP Support

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หลายองค์กรอาจกำลังเผชิญกับปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย แผนกบัญชีใช้ซอฟต์แวร์หนึ่ง ทำให้การทำงานซ้ำซ้อนและเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย นี่คือเหตุผลที่ ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็น “สมองกลาง” ของธุรกิจ

ERP คืออะไร? ทำความรู้จักกับหัวใจขององค์กร

ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงและบริหารจัดการกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดภายในองค์กรเข้าด้วยกันในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี (Finance), การผลิต (Manufacturing), การบริหารจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain), การขาย (Sales) และทรัพยากรบุคคล (HR)

จุดเด่นที่สุดของ ERP คือการมี ฐานข้อมูลกลาง (Centralized Database) ซึ่งหมายความว่าทุกแผนกจะมองเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบ Real-time ลดความขัดแย้งของข้อมูลและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน


ทำไมธุรกิจในปี 2025 ถึง “ขาด ERP ไม่ได้”?

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2025 เทคโนโลยีมีการก้าวกระโดดอย่างมาก การมีระบบ ERP ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องมือเพื่อความอยู่รอด” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การบูรณาการ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูง (AI & Analytics)

ระบบ ERP ในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่มี AI (Artificial Intelligence) ฝังอยู่ภายใน ช่วยพยากรณ์ยอดขายล่วงหน้า แจ้งเตือนเมื่อสต็อกสินค้าใกล้หมด หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

2. การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

ในยุคที่ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว การรอรายงานสรุปตอนสิ้นเดือนนั้น “สายเกินไป” ERP ช่วยให้ผู้บริหารเห็น Dashboard ผลประกอบการได้ทันที (Real-time) ทำให้ตัดสินใจแก้ปัญหาหรือคว้าโอกาสทางธุรกิจได้ทันท่วงที

3. รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Remote Work

ด้วยระบบ Cloud ERP พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและอนุมัติงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในออฟฟิศ

4. ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Operational Efficiency)

การทำงานอัตโนมัติ (Automation) ใน ERP ช่วยลดภาระงานรูทีนของพนักงาน ลดข้อผิดพลาดจากคน (Human Error) และช่วยให้องค์กรบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุป: ก้าวแรกสู่ Digital Transformation

การติดตั้งระบบ ERP คือก้าวสำคัญที่สุดของการทำ Digital Transformation สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2025 และปีต่อๆ ไป การเลือกระบบที่เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจของคุณ จะช่วยสร้างความพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่ยังใช้ระบบการทำงานแบบเดิมๆ

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: การเลือก ERP ไม่ใช่การเลือกตัวที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกตัวที่ “ตอบโจทย์กระบวนการทำงาน” ของคุณมากที่สุด และสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจคุณได้ในอนาคต

ERP คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงขาดไม่ได้ในปี 2025 Read More »

ERP ไทย: เชี่ยวชาญสต็อกไม่แพ้ชาติใดในโลก

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน การบริหารจัดการสต็อกสินค้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่การมีระบบที่ช่วยควบคุมสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว

ที่ผ่านมา หลายองค์กรมักมองหาระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จากต่างประเทศ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงและข้อจำกัดในการปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของธุรกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ ERP ของไทยได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทำไม ERP ไทยจึงเชี่ยวชาญด้านสต็อก?

  1. เข้าใจบริบทธุรกิจไทยอย่างลึกซึ้ง: ผู้พัฒนา ERP ไทยเข้าใจถึงความซับซ้อนและความหลากหลายของธุรกิจไทยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี การขนส่ง รูปแบบการซื้อขาย หรือแม้แต่พฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้ถูกนำมาถอดรหัสและพัฒนาเป็นฟังก์ชันการทำงานที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด
  2. ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง (Customization): ERP ไทยมักมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับแต่งฟังก์ชันต่างๆ ให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดเก็บ การกำหนดหน่วยนับที่หลากหลาย หรือการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นๆ ซึ่งช่วยให้การบริหารจัดการสต็อกเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
  3. รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ: การใช้งานระบบ ERP เป็นภาษาไทย ช่วยลดอุปสรรคในการเรียนรู้และใช้งาน ทำให้พนักงานสามารถทำความเข้าใจและใช้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานโดยรวมขององค์กร

จุดเด่นของ ERP ไทยในการบริหารจัดการสต็อก

  • การติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์: ระบบ ERP ไทยช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบสถานะสต็อกสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม ทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • การจัดการคลังสินค้าที่ซับซ้อน: รองรับการจัดการคลังสินค้าที่มีหลายสาขา หลายตำแหน่งการจัดเก็บ รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลังตามล็อต (Lot) และวันหมดอายุ (Expiry Date) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ยา หรือสินค้าที่มีอายุการใช้งาน
  • การวางแผนและพยากรณ์ความต้องการ: ERP ไทยมีเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลการขายในอดีต เพื่อพยากรณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการสั่งซื้อและผลิตได้อย่างเหมาะสม ลดปัญหาการมีสินค้ามากเกินไป (Overstock) หรือน้อยเกินไป (Understock)
  • การกระทบยอดสต็อก (Stock Reconciliation): ช่วยให้การตรวจสอบและกระทบยอดสต็อกเป็นไปอย่างง่ายดาย ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการนับสต็อกด้วยมือ ทำให้ข้อมูลสต็อกมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
  • การจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่หมุนเวียน (Slow-moving & Obsolete Stock): ระบบสามารถระบุสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวหรือล้าสมัย เพื่อให้ธุรกิจสามารถหาวิธีจัดการได้อย่างเหมาะสม เช่น การจัดโปรโมชั่น หรือการจำหน่ายทิ้ง เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บและเพิ่มพื้นที่สำหรับสินค้าที่ขายดี

บทสรุป

ซอฟต์แวร์ ERP ของไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ที่สามารถแข่งขันกับระบบจากต่างประเทศได้อย่างทัดเทียม ด้วยความเข้าใจในบริบทธุรกิจไทย ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง และฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุม ทำให้ ERP ไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสต็อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และก้าวสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล

ERP ไทย: เชี่ยวชาญสต็อกไม่แพ้ชาติใดในโลก Read More »

กระแส ERP ในไทย: ยังคงเป็นที่ต้องการ หรือเป็นตัวเลือกสุดท้ายในการใช้งานระบบ?

ในยุคที่เทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน SaaS (Software-as-a-Service) เฉพาะทางผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทั้งระบบ CRM (Customer Relationship Management) สำหรับฝ่ายขาย, ระบบ HRM (Human Resource Management) สำหรับฝ่ายบุคคล หรือแพลตฟอร์ม Marketing Automation สำหรับการตลาด คำถามหนึ่งที่ผู้บริหารหลายคนเริ่มสงสัยคือ:

“ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ใหญ่และซับซ้อน ยังจำเป็นอยู่จริงหรือ? หรือมันกลายเป็น ‘ตัวเลือกสุดท้าย’ ที่องค์กรจะนึกถึง เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยระบบเล็กๆ ได้แล้ว?”

คำตอบสั้นๆ คือ: ERP ไม่เพียงแต่ยังคงเป็นที่ต้องการ แต่ยังเป็น “ที่ต้องการอย่างยิ่ง” เพียงแต่บทบาทและรูปแบบของมันได้เปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมกระแส ERP ในไทยจึงไม่เคยหายไป แต่กลับกำลังปรับตัวและทวีความสำคัญมากขึ้นในยุค Digital Transformation

ทำไม ERP ถึงถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือกสุดท้าย”?

ก่อนจะไปถึงคำตอบ เราต้องยอมรับว่าความกังวลนี้มีที่มา:

  1. ความซับซ้อนและต้นทุน: ในอดีต การติดตั้ง ERP (On-Premise) หมายถึงโครงการขนาดยักษ์ที่ใช้เวลาเป็นปีและใช้งบประมาณมหาศาล ทำให้หลายองค์กร โดยเฉพาะ SME รู้สึกว่า “เกินตัว”
  2. ความยืดหยุ่นต่ำ: ERP แบบดั้งเดิมมักถูกมองว่าแข็งทื่อ (Rigid) การปรับแก้ฟังก์ชันใดๆ ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
  3. การเติบโตของ “Best-of-Breed”: องค์กรยุคใหม่หันไปนิยมใช้ซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน (Best-of-Breed) เช่น ใช้ Salesforce สำหรับ CRM, ใช้ Workday สำหรับ HR แล้วนำมาเชื่อมต่อกันเอง เพราะได้ฟังก์ชันที่ลึกกว่าและใช้งานง่ายกว่า

จากเหตุผลเหล่านี้ ทำให้หลายคนมองว่า ERP คือระบบ “ใหญ่ เทอะทะ และล้าสมัย” ที่ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็นจริงๆ


ความจริงที่สวนทาง: ทำไม ERP ยัง “เป็นที่ต้องการ” สูงสุด

แม้แอปพลิเคชันเฉพาะทางจะใช้งานง่าย แต่ปัญหาที่ตามมาคือ “ไซโลข้อมูล” (Data Silos)

ลองนึกภาพว่า… ฝ่ายขายมีข้อมูลลูกค้าในระบบ CRM, ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลการเงินในระบบบัญชี, ฝ่ายคลังมีข้อมูลสต็อกในระบบ WMS เมื่อข้อมูลอยู่กระจัดกระจาย องค์กรจะไม่สามารถมองเห็นภาพรวมที่แท้จริงได้เลย

นี่คือจุดที่ ERP กลับมามีบทบาทสำคัญ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมมันยังเป็นที่ต้องการ:

1. เป็น “กระดูกสันหลัง” ขององค์กร (The Single Source of Truth)

ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล (Centralized Database) ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกแผนกมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น บัญชี, การเงิน, การผลิต, ซื้อจ้าง, คลังสินค้า และทรัพยากรบุคคล เมื่อทุกคนทำงานบน “ข้อมูลชุดเดียวกัน” ความผิดพลาดจะลดลง การตัดสินใจจะแม่นยำขึ้น

คุณไม่สามารถทำ Digital Transformation ได้เลย หาก Back-End (ระบบหลังบ้าน) ของคุณยังยุ่งเหยิง ERP คือรากฐานที่ทำให้ Front-End (แอปฯ มือถือ, E-Commerce, CRM) ทำงานได้อย่างราบรื่น

2. สร้างมาตรฐานและประสิทธิภาพ (Standardization & Efficiency)

ERP “บังคับ” ให้องค์กรต้องมีกระบวนการทำงาน (Business Process) ที่เป็นมาตรฐาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มการทำงานอัตโนมัติ (Automation) เช่น เมื่อฝ่ายขายเปิดออเดอร์ ระบบสามารถตัดสต็อก, สร้างใบแจ้งหนี้ และบันทึกบัญชีได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องรอคนคีย์ข้อมูลซ้ำ

3. การกำกับดูแลและความโปร่งใส (Compliance & Governance)

สำหรับธุรกิจที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การมี ERP เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยในการตรวจสอบ (Audit) สร้างความโปร่งใสทางการเงิน และลดความเสี่ยงจากการทุจริต


“โฉมใหม่” ของ ERP ที่ตอบโจทย์ตลาดยุคปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ ERP กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมาก ไม่ใช่เพราะตัวตนดั้งเดิมของมัน แต่เพราะ “วิวัฒนาการ” ของมันต่างหาก:

1. การมาถึงของ Cloud ERP

นี่คือตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญที่สุด Cloud ERP (เช่น SAP S/4HANA Cloud, Oracle Cloud ERP, Microsoft Dynamics 365, NetSuite) ทำให้:

  • ต้นทุนเริ่มต้นต่ำลง: เปลี่ยนจากค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) ก้อนโต ไปเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการ (OPEX) หรือค่าเช่ารายเดือน/รายปี
  • ติดตั้งเร็วขึ้น: ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ สามารถเริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน
  • เข้าถึงง่าย: ใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต
  • SME เข้าถึงได้: Cloud ERP เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME) สามารถใช้เทคโนโลยีระดับโลกได้ในราคาที่จับต้องได้

2. ไม่ใช่ “All-in-One” แต่เป็น “Core-for-All”

ERP ยุคใหม่ไม่ได้พยายามจะทำทุกอย่าง แต่จะทำหน้าที่เป็น “แกนกลาง (Core)” ที่แข็งแกร่ง (โดยเฉพาะด้านการเงิน บัญชี และซัพพลายเชน) และเปิดให้เชื่อมต่อ (Integrate) กับระบบอื่นผ่าน API (Application Programming Interface)

องค์กรสามารถเลือกใช้ ERP เป็นแกนหลัก และยังคงใช้ระบบ Best-of-Breed ที่ดีที่สุดในด้านอื่นๆ ร่วมด้วยได้ นี่คือกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ที่สุดในปัจจุบัน

3. ความฉลาดที่เพิ่มขึ้น (AI & Analytics)

ERP สมัยใหม่ฝังเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามา เพื่อช่วยพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecasting), วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า, แนะนำการสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือตรวจจับความผิดปกติทางการเงิน

บทสรุป: ไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้าย แต่คือ “แกนหลัก” ที่ขาดไม่ได้

กลับมาที่คำถามตั้งต้น… กระแส ERP ในไทยไม่เคยหายไป และไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้ายอย่างแน่นอน

แต่ความต้องการได้เปลี่ยนรูปแบบไป จากการมองหา “ระบบเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง” (Monolithic System) ไปสู่การมองหา “แพลตฟอร์มกลางที่ยืดหยุ่น” (Flexible Core Platform) ที่สามารถเชื่อมต่อกับนวัตกรรมอื่น ๆ ได้

ในวันนี้ องค์กรที่ไม่มีระบบ ERP ที่ดี ก็เปรียบเหมือนการพยายามสร้างตึกสูงบนรากฐานที่ไม่มั่นคง ธุรกิจอาจจะเดินหน้าได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถขยายตัว (Scale) หรือแข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

คำถามที่ถูกต้องในวันนี้จึงไม่ใช่ “เราควรมี ERP หรือไม่?” แต่ควรเป็น “เราจะเลือก ERP รูปแบบไหน (Cloud vs. On-Premise) และจะเชื่อมต่อมันเข้ากับ Digital Ecosystem ของเราอย่างไร?” ต่างหาก

กระแส ERP ในไทย: ยังคงเป็นที่ต้องการ หรือเป็นตัวเลือกสุดท้ายในการใช้งานระบบ? Read More »

PlanetOne ERP โดดเด่น! ในเรื่องระบบการผลิต

จุดแข็งสำหรับโรงงานที่ต้องการลดต้นทุน !

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โรงงานต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าแรง และความต้องการของลูกค้าที่ซับซ้อนขึ้น การบริหารจัดการที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงกำไรที่หายไปมหาศาล

ปัญหาใหญ่ที่โรงงานส่วนใหญ่ต้องเจอคือ “ต้นทุนแฝง” (Hidden Costs) ที่มองไม่เห็น เช่น:

  • สต็อกจม (Dead Stock): การสั่งวัตถุดิบมาเกินความจำเป็น ทำให้เงินทุนจมอยู่กับของที่ไม่ได้ใช้
  • งานเสีย (Scrap/Rework): กระบวนการผลิตที่ผิดพลาด ทำให้ต้องทิ้งสินค้าหรือเสียเวลาแก้ไข
  • การรอคอย (Waiting Time): เครื่องจักรหยุดทำงานเพราะวัตถุดิบไม่มาส่ง หรือแผนกหนึ่งต้องรออีกแผนกหนึ่งทำงาน
  • การทำงานซ้ำซ้อน: ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกันระหว่างฝ่ายขาย วางแผน จัดซื้อ และผลิต

นี่คือจุดที่ PlanetOne ERP เข้ามามีบทบาทสำคัญ และสร้างความโดดเด่นเหนือระบบ ERP ทั่วไป โดยเฉพาะใน “ระบบการผลิต” (Manufacturing Module) ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้ และเปลี่ยนต้นทุนแฝงให้กลายเป็นกำไร


🏭 เจาะลึกระบบการผลิต… หัวใจของ PlanetOne ERP

ความแข็งแกร่งของ PlanetOne ERP ไม่ได้อยู่ที่โมดูลใดโมดูลหนึ่ง แต่คือการ “เชื่อมโยง” ทุกส่วนงานของโรงงานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่คำสั่งซื้อของลูกค้า (Sales Order) ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า โดยมีระบบการผลิตเป็นศูนย์กลาง

กระบวนการทำงานที่ไร้รอยต่อนี้เริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อฝ่ายขายรับออเดอร์ ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปยังฝ่ายวางแผนการผลิตเพื่อคำนวณผ่านระบบ MRP (Material Requirements Planning) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยลดต้นทุน

MRP คืออะไร? มันคือสมองกลที่ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า:

  1. ต้องผลิตอะไร? จำนวนเท่าไหร่? (จาก Sales Order)
  2. ต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง? (อ้างอิงจากสูตรการผลิต หรือ BOM – Bill of Materials)
  3. มีของในสต็อกเท่าไหร่? (ดึงข้อมูลสต็อกจริง Real-time)
  4. ต้องสั่งซื้อเพิ่มเท่าไหร่? และต้องสั่งเมื่อไหร่?

เพียงแค่ระบบ MRP ทำงานได้อย่างแม่นยำ โรงงานก็สามารถตัดปัญหาการสั่งของ “เผื่อ” หรือการสั่งของ “ขาด” ไปได้ทันที ซึ่งนี่คือการลดต้นทุนก้อนแรกที่เห็นผลชัดเจนที่สุด


💰 3 จุดแข็งหลักของ PlanetOne ERP ที่ช่วย “ลดต้นทุน” โรงงาน

PlanetOne ERP ถูกออกแบบมาโดยคนไทย เพื่อเข้าใจปัญหาของโรงงานไทย (โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ OEM หรือรับจ้างผลิต) ทำให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การลดต้นทุนโดยตรง ดังนี้

1. การควบคุมสต็อกที่แม่นยำ (Accurate Inventory Control)

นอกเหนือจาก MRP ที่ช่วยวางแผนการสั่งซื้อแล้ว ระบบยังเชื่อมโยงกับการจัดการคลังสินค้า (Inventory Control) แบบเรียลไทม์ ทำให้โรงงานรู้สถานะของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่แท้จริงตลอดเวลา

  • ลดปัญหาสต็อกจม: ไม่ต้องสต็อกของที่ไม่จำเป็น ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัท
  • ลดการสูญเสีย: ติดตามวัตถุดิบที่มีวันหมดอายุ (Expiry Date) หรือการเบิกจ่ายตาม Lot. No. ได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการเสื่อมสภาพคาคลัง

2. การมองเห็นต้นทุนจริง (Visibility of Actual Costs)

โรงงานหลายแห่งรู้ “ต้นทุนมาตรฐาน” (Standard Cost) ที่ตั้งไว้ แต่ไม่เคยรู้ “ต้นทุนจริง” (Actual Cost) ที่เกิดขึ้นในแต่ละใบสั่งผลิต (Production Order)

PlanetOne ERP จะช่วยบันทึกต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ทั้งค่าวัตถุดิบที่เบิกใช้, ค่าแรงงานที่ลงไปในกระบวนการนั้นๆ (Shop Floor Control) และค่าใช้จ่ายในการผลิต (Overhead)

  • ประโยชน์: ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ได้ทันทีว่าสินค้าตัวไหน “กำไรจริง” หรือ “ขาดทุน” ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม และรู้ว่าควรจะปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตที่จุดไหน

3. การลดของเสียและงานซ้ำซ้อน (Reducing Waste and Redundancy)

การเชื่อมโยงข้อมูลคืออาวุธสำคัญในการลดความผิดพลาด

  • โมดูลควบคุมคุณภาพ (QC): ระบบสามารถบังคับให้มีการตรวจสอบคุณภาพในขั้นตอนต่างๆ (เช่น IQC – ตรวจรับวัตถุดิบ, IPQC – ระหว่างผลิต) หากไม่ผ่าน QC ระบบจะไม่อนุญาตให้ไปขั้นตอนถัดไป ช่วยสกัดปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดการผลิตของเสียจำนวนมาก
  • ข้อมูลชุดเดียว (Single Source of Truth): ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ และบัญชี ทำงานบนข้อมูลเดียวกัน ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดจาก Human Error และลดเวลาการทำงานที่ไม่จำเป็น

🚀 สรุป: ไม่ใช่แค่ ERP แต่คือ “เครื่องมือ” ลดต้นทุนของโรงงาน

PlanetOne ERP พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบ ERP ที่ดีสำหรับโรงงาน ไม่ใช่แค่โปรแกรมบัญชีที่พ่วงระบบอื่นเข้ามา แต่ต้องเป็นระบบที่ “เกิดมาเพื่อการผลิต”

ด้วยการออกแบบที่เข้าใจกระบวนการผลิตอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การวางแผนวัตถุดิบ (MRP) การคุมสูตรการผลิต (BOM) ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ (QC) และการคำนวณต้นทุนจริง (Actual Cost) ทำให้ PlanetOne ERP เป็นจุดแข็งสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องการ “ลดต้นทุน” อย่างจริงจังและยั่งยืน โดยการเปลี่ยนข้อมูลที่เคยมองไม่เห็น ให้กลายเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจที่เฉียบคม

PlanetOne ERP โดดเด่น! ในเรื่องระบบการผลิต Read More »

ความแตกต่างระหว่าง ERP Consulting และ ERP Support (บริการหลังการขาย)

ในโลกของการวางแผนทรัพยากรองค์กร หรือ ERP (Enterprise Resource Planning) นั้น คำว่า ที่ปรึกษา (Consulting) และ บริการหลังการขาย (Support) เป็นสองบทบาทสำคัญที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่หลายคนมักสับสน บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจและชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างหลักของทั้งสองฟังก์ชัน เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสม


💡 ที่ปรึกษา ERP (ERP Consulting) คืออะไร?

ที่ปรึกษา ERP หรือ ERP Consultant คือผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ ช่วงเริ่มต้นโครงการ (Pre-implementation) หรือเมื่อองค์กรต้องการ ปรับปรุง/ขยายระบบครั้งใหญ่ (Major Enhancement)

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก:

  • วิเคราะห์และออกแบบ (Analysis & Design): ทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน (Business Process) ปัจจุบันขององค์กร (As-Is) และออกแบบวิธีการทำงานใหม่ที่เหมาะสมกับระบบ ERP (To-Be) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • การกำหนดค่าและติดตั้ง (Configuration & Implementation): ตั้งค่าระบบ ERP ให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ รวมถึงการปรับแต่ง (Customization) หรือพัฒนารายงานเพิ่มเติมตามความจำเป็น
  • การถ่ายโอนความรู้และฝึกอบรม (Knowledge Transfer & Training): ให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานหลัก (Key Users) และผู้ใช้งานทั่วไป เพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างถูกต้องและเข้าใจกระบวนการใหม่
  • การบริหารจัดการโครงการ (Project Management): วางแผน ควบคุม และติดตามความก้าวหน้าของโครงการให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดเวลาและงบประมาณ

สรุปโดยย่อ: ที่ปรึกษาคือ ผู้สร้าง และ ผู้วางรากฐาน ระบบ โดยมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาในระดับโครงสร้างและกระบวนการทางธุรกิจ


🛠️ บริการหลังการขาย ERP (ERP Support) คืออะไร?

บริการหลังการขาย ERP หรือ ERP Support คือทีมงานที่รับผิดชอบ ดูแลรักษาระบบ (Maintenance) และ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้งานจริง (Post Go-Live)

บทบาทและความรับผิดชอบหลัก:

  • การแก้ไขปัญหาประจำวัน (Daily Troubleshooting): ให้ความช่วยเหลือผู้ใช้งานในการแก้ไขข้อผิดพลาด (Error), ปัญหาการเข้าถึง (Access Issues), หรือปัญหาการทำงานที่ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
  • การปรับปรุงเล็กน้อย (Minor Enhancements): ดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงการตั้งค่าเล็กๆ น้อยๆ ตามความต้องการที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน เช่น การเพิ่มบัญชีใหม่, การปรับฟอร์มเอกสาร
  • การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Proactive Maintenance): ติดตามประสิทธิภาพของระบบ, การอัปเดตแพตช์ (Patch Updates) หรือเวอร์ชันใหม่ (Version Upgrades) เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย
  • การให้คำแนะนำการใช้งาน (Usage Guidance): ให้คำแนะนำวิธีการใช้งานที่ถูกต้องสำหรับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หรือปัญหาที่ผู้ใช้งานไม่คุ้นเคย

สรุปโดยย่อ: บริการหลังการขายคือ ผู้ดูแล และ ผู้ซ่อมบำรุง ระบบ โดยมุ่งเน้นที่ความเสถียรและความต่อเนื่องของการดำเนินงานในชีวิตประจำวัน

ลักษณะเปรียบเทียบERP Consulting (ที่ปรึกษา)ERP Support (บริการหลังการขาย)
ช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มใช้งานจริง (Pre Go-Live) และโครงการใหญ่หลังเริ่มใช้งานจริง (Post Go-Live) และการใช้งานประจำวัน
วัตถุประสงค์หลักสร้าง / ปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจดูแล / แก้ไขปัญหา เพื่อให้ระบบทำงานต่อเนื่อง
ขอบเขตงานวิเคราะห์กระบวนการ, ออกแบบ, ติดตั้ง, ปรับแต่งครั้งใหญ่แก้ไขข้อผิดพลาด, ตอบคำถามการใช้งาน, บำรุงรักษา, อัปเดตเล็กน้อย
ความถี่เป็นโครงการ (Project-Based) มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเป็นบริการต่อเนื่อง (On-going Service) รายวัน/รายเดือน/รายปี
ทักษะที่เน้นความรู้ทางธุรกิจ (Business Acumen), การจัดการโครงการ (Project Mgmt), การวิเคราะห์ระบบความรู้ทางเทคนิคเชิงลึก (Technical Expertise), การแก้ไขปัญหา (Troubleshooting), การสื่อสาร

🎯 สรุป: เลือกใช้บริการไหนเมื่อไหร่?

  • จ้าง ERP Consultant: เมื่อคุณกำลังจะ ติดตั้งระบบใหม่ หรือต้องการ เปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ หรือ เพิ่มโมดูลใหม่ เข้ามาในระบบ
  • ใช้ ERP Support: เมื่อระบบ เริ่มใช้งานจริงแล้ว และคุณต้องการให้มีการ ดูแลรักษา และ แก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในการใช้งานประจำวัน

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ERP Consulting และ ERP Support จะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การลงทุนในระบบ ERP นั้นส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

ความแตกต่างระหว่าง ERP Consulting และ ERP Support (บริการหลังการขาย) Read More »

Scroll to Top