ERP

ระบบอีอาร์พีสำหรับธุรกิจบริการ

ระบบอีอาร์พีสำหรับธุรกิจบริการ

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มีประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายด้าน ดังนี้

1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

ลดความซ้ำซ้อน

-ระบบ ERP สามารถรวมการทำงานที่ซ้ำซ้อนจากหลายระบบเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อมูลถูกจัดการในที่เดียวและลดเวลาการทำงาน

เพิ่มความแม่นยำ

-การจัดการข้อมูลในที่เดียวช่วยลดข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูลและการสื่อสาร

2. การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ

การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HRM)

-ระบบ ERP สามารถจัดการข้อมูลพนักงาน การประเมินผล การฝึกอบรม และการจ่ายเงินเดือน

การจัดการวัสดุและอุปกรณ์

-ระบบช่วยในการติดตามและควบคุมการใช้วัสดุและอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการลูกค้า

การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)

-ระบบช่วยในการจัดการข้อมูลลูกค้า การติดตามการสื่อสารกับลูกค้า และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า

-ระบบสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงการให้บริการและการทำตลาด

4. การจัดการการเงินและบัญชี

การติดตามการเงินแบบเรียลไทม์

-ระบบช่วยในการติดตามรายรับ รายจ่าย และกำไรของธุรกิจแบบเรียลไทม์

การทำบัญชีอัตโนมัติ

-ระบบช่วยในการทำบัญชีอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดและลดเวลาในการทำงาน

5. การจัดการโครงการ

การติดตามสถานะโครงการ

-ระบบช่วยในการติดตามสถานะและความคืบหน้าของโครงการต่างๆ

การบริหารจัดการทรัพยากรโครงการ

-ระบบช่วยในการจัดการทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ เช่น พนักงาน วัสดุ และเวลา

6. การวิเคราะห์และรายงาน

การวิเคราะห์ข้อมูล

-ระบบสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

การรายงานแบบเรียลไทม์

-ระบบสามารถสร้างรายงานแบบเรียลไทม์ที่ช่วยในการติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของธุรกิจ

7. การบูรณาการกับระบบอื่นๆ

การเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ

-ระบบ ERP สามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์และระบบอื่นๆ ที่ธุรกิจใช้อยู่ ทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น

การใช้ API

-การใช้ API เพื่อบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

การใช้งานระบบ ERP ช่วยให้ธุรกิจบริการสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีสำหรับธุรกิจบริการ Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก

การใช้ระบบอีอาร์พีสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก

การใช้ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กมีข้อดีหลายประการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการธุรกิจและการทำงานประจำวันดังนี้

ข้อดีของการใช้ระบบอีอาร์พีสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก

1. การบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลทั้งหมดขององค์กรอยู่ในที่เดียว ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

2. การปรับปรุงกระบวนการทำงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยให้กระบวนการทำงานภายในองค์กรเป็นอัตโนมัติ ลดการทำงานด้วยมือและความผิดพลาดจากมนุษย์

3. การวางแผนและการควบคุมที่ดีขึ้น

ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันในการตัดสินใจ

5. การปรับตัวและการเติบโต

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของธุรกิจและช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง

ข้อควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้ระบบอีอาร์พี

1. ความต้องการของธุรกิจ

ควรพิจารณาว่าธุรกิจของคุณต้องการฟังก์ชันอะไรบ้างจากระบบอีอาร์พี และเลือกระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้

2. งบประมาณ

ระบบอีอาร์พีมีหลากหลายราคา ตั้งแต่ราคาถูกจนถึงราคาแพง ควรเลือกระบบที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณ

3. ความยากง่ายในการใช้งาน

ระบบอีอาร์พีควรใช้งานง่ายและสามารถฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

4. การสนับสนุนและบริการหลังการขาย

ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีการสนับสนุนและบริการหลังการขายที่ดี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก Read More »

การวิเคราะห์และการจัดการคลังสินค้าด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

การวิเคราะห์และการจัดการคลังสินค้าด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นกระบวนการที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าคงคลังและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง โดยมีขั้นตอนและแนวทางดังนี้

ขั้นตอนการวิเคราะห์และการจัดการคลังสินค้าด้วยระบบอีอาร์พี

1. การเก็บรวบรวมข้อมูล

รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง เช่น ปริมาณสินค้า การหมุนเวียนสินค้า ประวัติการขาย และข้อมูลการจัดส่ง

ใช้ระบบอีอาร์พีเพื่อเก็บรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ในฐานข้อมูลเดียว

2. การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ในระบบอีอาร์พีเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการขายและการใช้สินค้าคงคลัง

วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าและสินค้าที่ขายดี

3. การคาดการณ์ความต้องการ

ใช้ฟังก์ชันการพยากรณ์ในระบบอีอาร์พีเพื่อคาดการณ์ความต้องการสินค้าในอนาคต

พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ฤดูกาล โปรโมชั่น และแนวโน้มตลาดในการคาดการณ์

4. การจัดการสินค้าคงคลัง

ใช้ระบบอีอาร์พีในการติดตามปริมาณสินค้าคงคลังและสถานะของสินค้าในคลัง

กำหนดระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการขาดสต็อกและการเกินสต็อก

5. การวางแผนการจัดซื้อ

ใช้ระบบอีอาร์พีในการวางแผนการจัดซื้อสินค้าเพื่อให้แน่ใจว่ามีสินค้าพร้อมจำหน่ายตามความต้องการ

ติดตามการสั่งซื้อและการรับสินค้าเพื่อลดเวลาในการจัดหาสินค้า

6. การจัดการการจัดส่งและการจัดเก็บ

ใช้ระบบอีอาร์พีในการจัดการกระบวนการจัดส่งสินค้าและการจัดเก็บสินค้าในคลัง

จัดระเบียบพื้นที่เก็บสินค้าให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและค้นหาสินค้า

7.การติดตามและรายงาน

ใช้ระบบอีอาร์พีในการติดตามสถานะของสินค้าคงคลังและการจัดการการเคลื่อนไหวของสินค้า

สร้างรายงานที่ละเอียดเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการจัดการคลังสินค้า

ประโยชน์ของการใช้ระบบอีอาร์พีในการจัดการคลังสินค้า

การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ระบบอีอาร์พีช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพใน

8.การจัดการคลังสินค้า

การจัดการสินค้าคงคลังที่ดีช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและการจัดส่ง

มีสินค้าพร้อมจำหน่ายตามความต้องการ ช่วยปรับปรุงการบริการลูกค้า

การใช้ระบบอีอาร์พีในการวิเคราะห์และการจัดการคลังสินค้าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การวิเคราะห์และการจัดการคลังสินค้าด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) Read More »

ระบบ ERP มีส่วนสำคัญในการนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร

การนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering หรือ IPO) ซึ่งเปลี่ยนสถานะจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน)

ถือว่าเป็นการวัดความสำเร็จของธุรกิจในหลายๆ องค์กรเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะธุรกิจ Startup และธุรกิจ SME   

การที่จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้มองแค่งบกำไรขาดทุน แต่มองไปถึงโครงสร้างทั้งหมดของธุรกิจ ความโปร่งใสของ ระบบบัญชีการเงิน รวมไประบบภายใน  

ดังนั้น ระบบอีอาร์พีจึงมีบทบาทสำคัญในการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ดังนี้ 

  1. การรายงานทางการเงินที่แม่นยำและครบถ้วน 
  1. การควบคุมภายในและการตรวจสอบ 
  1. การจัดการกระแสเงินสด 
  1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน 
  1. ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง 
  1. การบริหารจัดการความเสี่ยง 
  1. ความโปร่งใสและความเชื่อมั่น 

1. การรายงานทางการเงินที่แม่นยำและครบถ้วน 

 ระบบ ERP ช่วยให้การจัดการและการรายงานทางการเงินเป็นไปอย่างแม่นยำและครบถ้วน

ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งระบบ ERP ที่มีคุณภาพ

ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร ยิ่งส่งผลให้การเงินมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

2. การควบคุมภายในและการตรวจสอบ  

ระบบ ERP มีการควบคุมภายในที่เข้มงวด และมีการบันทึกข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

เมื่อคีย์ข้อมูลผิดและกดอนุมัติข้อมุลทางบัญชีบางอย่างจะไม่อนุญาตให้แก้ไข

ถือเป็นข้อดีที่ระบบ ERP สามารถตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กรได้ง่ายขึ้น 

3. การจัดการกระแสเงินสด 

ระบบ ERP ช่วยในการจัดการกระแสเงินสดขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจสามารถวางแผนและบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น 

4. การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน 

ระบบ ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานในทุกแผนกอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ส่งผลให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ทันที 

5. ความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง 

ระบบ ERP ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ในสังคม เช่น

การที่รัฐบาลส่งเสริมการทำ e-tax invoice เพื่อลดกระดาษ หรือกฏหมายเกี่ยวกับภาษี

ซึ่งระบบ ERP จะมีการพัฒนาเพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ 

6. การบริหารจัดการความเสี่ยง 

 ระบบ ERP ช่วยในการระบุและประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจ และวางแผนการจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

(Click เพื่ออ่าน 7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP )

7. ความโปร่งใสและความเชื่อมั่น 

 การมีระบบ ERP ที่มีการบันทึกและรายงานข้อมูลอย่างถูกต้องและโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้น 

การนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นกระบวนการที่ต้องมีการจัดการและควบคุมข้อมูลอย่างดีเยี่ยม

ระบบ ERP จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ธุรกิจมีความพร้อมและสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างครบถ้วน 

erp for Thailand

ติดต่อ 02 271 4362-3

โทร.095 294 5693 คุณเจน

บทความอื่นอื่นๆ

ระบบ ERP มีส่วนสำคัญในการนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร Read More »

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP 

การเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มีข้อดีหลายประการที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร โดยเฉพาะในบริษัทที่มีเครื่องจักรในกระบวนการผลิต ที่นำ AI เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อลดจำนวนคนทำงาน และนำระบบ ERP เข้ามาเชื่อมเพื่อส่งข้อมูลคำสั่งในการผลิตกับเครื่องจักรเพื่อลดงานและลดข้าผิดพลาดในการวิเคราะห์ต้นทุน 

ซึ่งข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP มีทั้งหมดดังนี้: 

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency) 
  1. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) 
  1. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) 
  1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making) 
  1. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes) 
  1. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality) 
  1. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings) 

ซึ่งทั้ง 7 หัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Improved Production Efficiency): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่องจักรและกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดเวลาในการทำงานและลดการใช้ทรัพยากร ซึ่งเมื่อใช้ API เชื่อมข้อมูลทั้ง 2 เข้าด้วยกันทำให้เสริมประสิทธิภาพได้แม่นยำมากขึ้น 

2. การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance): AI และ ERP สามารถคาดการณ์การเสื่อมสภาพของเครื่องจักรและเตือนก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ทำให้สามารถบำรุงรักษาเครื่องจักรได้ก่อนที่จะเกิดปัญหา ลดเวลาการหยุดทำงานของเครื่องจักรและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม 

3. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management): AI และ ERP สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้วัสดุและการผลิต เพื่อให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนวัสดุหรือการมีวัสดุเกินความต้องการ 

4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ (Enhanced Decision Making): การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบ ERP สามารถช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจที่มีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและมีความสมบูรณ์ 

5. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง (Adaptability to Changes): AI และ ERP สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานและการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดหรือสภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

6. การเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ (Improved Product Quality): AI และ ERP สามารถตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ และระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันทีและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ 

7. การประหยัดต้นทุน (Cost Savings): การใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ และการจัดการสินค้าคงคลัง สามารถลดต้นทุนในการผลิตและดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ 

การเชื่อมต่อ AI กับระบบ ERP เป็นการลงทุนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

erp for Thailand

ระบบ PlanetOne ERP ระบบอีอาร์พีของคนไทย สามารถเชื่อมเข้ากับ AI ในเครื่องจักร เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ต้นทุน ลดข้อผิดพลาดและเวลาในการทำงาน Click เพื่อเข้าสู่หน้า Package Review

7 ข้อดีของการเชื่อม AI ในเครื่องจักร เข้ากับระบบ ERP  Read More »

ระบบอีอาร์พีที่ดีควรเป็นยังไง 

หลายๆ องค์กรเมื่อมาถึงจุดที่ข้อมูลมีจำนวนมหาศาลและไม่สามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้

ก็มักจะมองหาระบบอีอาร์พี ERP เพื่อมาช่วยบริหารจัดการให้กับธุรกิจของตัวเอง เพื่อนำมาจัดการสต็อก หรือกระบวนการผลิตในองค์กร 

แต่ก็ต้องมองหาระบบอีอาร์พีที่ดีมาใช้งาน ซึ่งระบบอีอาร์พีที่ดีควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 

1. ความครอบคลุมในการบริหารจัดการทรัพยากร 

2. การใช้งานที่เข้าใจง่าย 

3. การปรับเปลี่ยนและการปรับปรุง 

4. ความปลอดภัย 

5. การรองรับและการบริการ 

6. การทำงานร่วมกับระบบอื่น 

7. การวิเคราะห์และรายงาน 

8. การให้บริการหลังการขาย 

ซึ่งทั้งหมดมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

1. ความครอบคลุมในการบริหารจัดการทรัพยากร:  

ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรทางธุรกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการการเงินและบัญชี,

การบริหารจัดการพาณิชย์, การบริหารจัดการการผลิตและคลังสินค้า, การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์,

และอื่น ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

2. การใช้งานที่เข้าใจง่าย 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนในองค์กรสามารถใช้งานได้โดยไม่ยากลำบาก

หลังจากที่มีการอบรมการใช้เรียบร้อยแล้ว 

3. การปรับเปลี่ยนและการปรับปรุง 

ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนและปรับปรุงตามความต้องการของธุรกิจ

สามารถทำการปรับปรุงซอฟต์แวร์หรือเพิ่มโมดูลใหม่ได้ง่าย  

4. ความปลอดภัย 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีมาตรการความปลอดภัยที่ทันสมัย เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ละเมิด

โดยรวมถึงการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นประจำ 

5. การรองรับและการบริการ 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีการรองรับที่ดีจากผู้ให้บริการ และมีการสนับสนุนทางเทคนิคที่เป็นมาตรฐาน

เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำในการใช้งาน 

6. การทำงานร่วมกับระบบอื่น 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรสามารถทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ในองค์กรได้โดยไม่มีปัญหา เช่น การเชื่อมต่อกับระบบ CRM,

ระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้า, ระบบการขายหรือการบริการ 

7. การวิเคราะห์และรายงาน 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีความสามารถในการสร้างรายงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้ผู้บริหารสามารถทำการวิเคราะห์และตัดสินใจได้ตรงจุด 

8. การให้บริการหลังการขาย 

 ระบบอีอาร์พี ERP ควรมีการให้บริการหลังการขายที่มีมาตรฐาน

เพื่อช่วยในการซ่อมบำรุงและการอัปเกรดซอฟต์แวร์ตามความต้องการ 

( Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP)

เพราะฉะนั้นระบบอีอาร์พีที่ดีควรมีคุณสมบัติในการ ความครอบคลุมในการบริหารจัดการทรัพยากร, การใช้งานที่เข้าใจง่าย, การปรับเปลี่ยนและการปรับปรุง, ความปลอดภัย, การรองรับและการบริการ, การทำงานร่วมกับระบบอื่น, การวิเคราะห์และรายงาน และการให้บริการหลังการขาย 

ระบบ PlanetOne ERP เป็นโปรแกรมที่ครอบคลุมการทำงานได้กับทุกองค์กร ยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนการทำงานได้

บริหารสต็อก เรียกรายงานแบบเรียลไทม์ และข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ (Click เพื่อดูหน้า Packages )

ติดต่อ 02 271 4362-3

ระบบอีอาร์พีที่ดีควรเป็นยังไง  Read More »

ระบบอีอาร์พีกับธุรกิจบริการ

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) มีประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายด้าน ดังนี้

  1. การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน
  2. ลดความซ้ำซ้อน: ระบบอีอาร์พี สามารถรวมการทำงานที่ซ้ำซ้อนจากหลายระบบเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อมูลถูกจัดการในที่เดียวและลดเวลาการทำงาน
  1. เพิ่มความแม่นยำ: การจัดการข้อมูลในทีเดียวช่วยลดข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูลและการสื่อสาร
  2. การจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ
  3. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HRM): ระบบอีอาร์พี สามารถจัดการข้อมูลพนักงาน การประเมินผล การฝึกอบรม และการจ่ายเงินเดือน
  4. การจัดการวัสดุและอุปกรณ์: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและควบคุมการใช้วัสดุและอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการลูกค้า
  6. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM): ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลลูกค้า การติดตามการสื่อสารกับลูกค้า และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
  7. การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า: ระบบอีอาร์พีสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงการให้บริการและการทำตลาด
  8. การจัดการการเงินและบัญชี
  9. การติดตามการเงินแบบเรียลไทม์: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามรายรับ รายจ่าย และกำไรของธุรกิจแบบเรียลไทม์
  10. การทำบัญชีอัตโนมัติ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการทำบัญชีอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดและลดเวลาในการทำงาน
  11. การจัดการโครงการ
  12. การติดตามสถานะโครงการ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามสถานะและความคืบหน้าของโครงการต่างๆ
  13. การบริหารจัดการทรัพยากรโครงการ: ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ เช่น พนักงาน วัสดุ และเวลา
  14. การวิเคราะห์และรายงาน
  15. การวิเคราะห์ข้อมูล: ระบบอีอาร์พีสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกส่วนของธุรกิจเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
  16. การรายงานแบบเรียลไทม์: ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างรายงานแบบเรียลไทม์ที่ช่วยในการติดตามและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของธุรกิจ
  17. การบูรณาการกับระบบอื่นๆ
  18. การเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่นๆ : ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์และระบบอื่นๆ ที่ธุรกิจใช้อยู่ ทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น
  19. การใช้ API: การใช้ API เพื่อบูรณาการระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน

การใช้งานระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจบริการสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน

เพิ่มประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับธุรกิจบริการ Read More »

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM – Human Resource Management) ได้หลายด้าน โดยหลักๆ มีดังนี้

1. การบริหารจัดการข้อมูลพนักงาน

ระบบอีอาร์พีรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลพนักงานทั้งหมดไว้ในที่เดียว

ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงและอัพเดทข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยในการคำนวณค่าจ้าง เงินเดือน และผลประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

เช่น ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการทำงาน การฝึกอบรม และข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน (click เพื่ออ่าน ใช้ระบบอีอาร์พีแล้วได้เปรียบในการทำธุรกิจอย่างไร)

2. การจัดการค่าตอบแทนและผลประโยชน์

รวมถึงการคำนวณภาษี การหักค่าใช้จ่าย และการจัดการการจ่ายเงินเดือนแบบอัตโนมัติ

3. การจัดการเวลาการทำงาน

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามเวลาเข้า-ออกงาน การลาหยุด และการทำงานล่วงเวลา

ทำให้การคำนวณค่าล่วงเวลาและการจัดการการทำงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การฝึกอบรมและพัฒนา

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการและติดตามการฝึกอบรมพนักงาน

การประเมินผลการฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะของพนักงาน

5. การประเมินผลการทำงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและประเมินผลการทำงานของพนักงาน

รวมถึงการตั้งเป้าหมายและการให้ฟีดแบ็ก ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้

6. การสรรหาและคัดเลือก

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการกระบวนการสรรหาและคัดเลือกพนักงานใหม่

ตั้งแต่การประกาศรับสมัคร การเก็บรวบรวมและประเมินผลใบสมัคร จนถึงการสัมภาษณ์และการว่าจ้าง

7. การจัดการความสัมพันธ์พนักงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและจัดการปัญหาความสัมพันธ์ภายในองค์กร

เช่น การร้องเรียน การจัดการข้อพิพาท และการสื่อสารภายในองค์กร

การใช้ระบบอีอาร์พี ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร

อีกทั้งยังช่วยให้ข้อมูลและกระบวนการต่างๆ มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลได้อย่างไร Read More »

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ในองค์กรนั้นมีความท้าทายหลากหลายที่ต้องเผชิญ

ประเด็นหลักที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การวางแผนและการเตรียมการไม่เพียงพอ

ขาดการวิเคราะห์ความต้องการที่ชัดเจนรวมถึงไม่วางแผนทรัพยากรและเวลาที่เหมาะสม

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการทำงานภายในองค์กร

2. การต่อต้านการเปลี่ยนมาใช้ระบบอีอาร์พีจากพนักงาน

พนักงานไม่ต้องการการปรับตัวและไม่ให้ความร่วมมือในการทำความเข้าใจระบบใหม่

3. การเลือกผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

การมีข้อมูลไม่มากพอทำให้เลือกผู้ให้บริการที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

4. ความไม่เข้าใจรายละเอียดในสัญญาให้บริการ

ความซับซ้อนในการเจรจาสัญญาและการกำหนดข้อตกลงการบริการ

รวมถึงการซัปพอร์ตปัญหาทางเทคนิคและการบูรณาการระบบจากผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

5. การบูรณาการระบบอีอาร์พีกับระบบเดิมที่ใช้อยู่

อาจพบปัญหาด้านความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์

การจัดการข้อมูลและความปลอดภัย

6. การย้ายข้อมูลจากระบบเดิมไปยังระบบใหม่

ควรมีแนวทางในการป้องกันข้อมูลและความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ

และมีการฝึกอบรมให้พนักงานมีทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีในระดับเชี่ยวชาญ

7. การควบคุมงบประมาณและเวลา

การวางระบบอีอาร์พีควรมีการบริหารจัดการโครงการให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด และมีการควบคุมงบประมาณให้อยู่ในระดับที่องค์กรสามารถจัดการได้ อย่าให้บานปลาย นอกจากนี้ควรมี

การติดตามและการปรับปรุงระบบหลังการวางระบบด้วยเช่นกัน

อีกทั้งควรมีการปรับปรุงและการอัปเดตระบบให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ในการทำธุรกิจในปัจจุบัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญเมื่อวางระบบอีอาร์พี Read More »

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร หรือระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning: ERP) มีบทบาทสำคัญในองค์กรสมัยใหม่ และมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้:

ประโยชน์ของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

  1. การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้การจัดการทรัพยากร เช่น วัตถุดิบ, สินค้าคงคลัง, และแรงงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดความซ้ำซ้อนและการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น
  2. การปรับปรุงกระบวนการทำงาน:
    • การรวมข้อมูลและกระบวนการทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ทำให้การทำงานภายในองค์กรเป็นระบบระเบียบ และลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความเร็วและความถูกต้องของกระบวนการทำงานต่าง ๆ
  3. การสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นฐาน:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ซึ่งช่วยในการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นฐานและเป็นการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วทั้งองค์กร:
    • การรวมข้อมูลจากทุกแผนกและกระบวนการในองค์กรทำให้มีข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน
  5. การปรับปรุงการสื่อสารภายในองค์กร:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้การสื่อสารระหว่างแผนกและพนักงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้อย่างรวดเร็ว

ความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่

  1. การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน:
    • การมีระบบอีอาร์พีที่มีประสิทธิภาพช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วขึ้นและมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้องค์กรสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น
  2. การปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ:
    • ระบบอีอาร์พีมักมีการอัปเดตเทคโนโลยีและฟังก์ชันใหม่ๆ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการปรับปรุงการทำงานและกระบวนการต่างๆ
  3. การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ:
    • ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล การรายงานทางการเงิน และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ
  4. การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ:
    • ผู้บริหารสามารถใช้ระบบอีอาร์พีในการติดตามและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม และสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. การสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจ:
    • ระบบอีอาร์พีที่ดีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่

โดยรวมแล้ว ระบบอีอาร์พีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรสมัยใหม่ ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ประโยชน์และความสำคัญของระบบอีอาร์พีในองค์กรสมัยใหม่ Read More »

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP

การใช้งานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้การจัดการธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่ทุกระบบล้วนอาจก่อให้เกิดปัญหาที่พบได้บ่อยครั้ง เช่นบั๊กจากการใช้งาน

หรือ อะไรที่เคยทำได้แต่เมื่อมีระบบเข้ามาก็ไม่สามารถทำงานในแบบเดิมๆ ได้

ซึ่งบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงปัญหาที่ต้องเจอเมื่อบริษัทเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี

โดยมีข้อมูลทั้งหมดดังนี้

1. ปัญหาจากค่าใช้จ่ายสูง

ต้องขออนุญาตแจ้งแบบไม่ปิดบังว่าระบบอีอาร์พีมีราคาที่แพง ทั้งค่าติดตั้ง ค่าวางระบบ และยังมีค่าบริการรายปี ซึ่งถ้าเจ้าไหนไม่มี

คงจะเป็นองค์กรเพื่อการกุศล เพราะระบบอีอาร์พีต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดำเนินการวางระบบ

และยังมีเรื่องโปรแกรมเมอร์ที่สามารถเขียนระบบให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน ทำให้ระบบมีราคาที่แพง

และเป็นต้องจ่ายค่าบริการทุกปี ซึ่งหากไม่ทำการชำระตรงส่วนนี้ก็อาจจะทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ระบบต่อไปได้

กลายเป็นปัญหาใหญ่เรื้อรังสำหรับองค์กรที่ไม่พร้อมเรื่องการเงิน

2. การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

สิ่งนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการวางระบบอีอาร์พี เพราะผู้ประกอบการทุกท่านล้วนต้องการให้องค์กรพัฒนาขึ้น

ละสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งพนักงานจะต้องทำการปรับตัวเพื่อให้ตัวเองสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้

แน่นอนว่าปัญหาที่ทุกที่จะเจอคือแรงต่อต้านจากพนักงานโดยเฉพาะกลุ่มที่เคยชินกับการทำงานเดิมๆ

3. ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่

ระบบอีอาร์พี มีความซับซ้อน ยุ่งยากมากกว่าระบบทั่วไป หากองค์กรไม่เตรียมซุปเปอร์ยูสเซอร์หรือก็คือคน

ที่สามารถแนะนำระบบการทำงานให้คนใหม่ได้ เมื่อมีคนใหม่เข้ามา และคนเก่าลาออกไป ต้องมีการจัดเทรนให้กับคนใหม่อีกครั้ง

ซึ่งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดเทรนให้กับพนักงาน ราคาต่อวันก็เป็นหลักหมื่นกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่น

หากบริษัทมีระบบการทำงานที่ค่อนข้างหลากหลายและต้องการเชื่อมโยงระบบอีอาร์พีเข้ากับระบบอื่นเช่นระบบหน้าร้าน

หรือระบบวางแผนการผลิต ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่เสถียรในการใช้งาน หรือเจอบั๊กบางอย่างที่มาจากระบบ

เพราะฉะนั้นควรเลือกระบบอีอาร์พีที่โมดูลการทำงานที่ครบวงจร แม้จะต้องเปลี่ยนระบบทั้งองค์กรก็ควรต้องเปลี่ยน

เพราะจะทำให้การทำงานสมูทมากกว่าการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน

5. ปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ต้องบอกว่าปัญหาตรงส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้น้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นเพราะถ้าในองค์กรของท่านไม่มีไอทีที่คอยแบล็คอัพข้อมูล

เพื่อป้องกันการถูกแฮกจากผู้ไม่หวังดีและเข้ามาลบข้อมูลในเครื่องเซอร์เวอร์ทั้งหมด

ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลได้ ทำให้ปัจจุบันหลายๆ องค์กรเลือกที่จะใช้บริการคลาวด์

เพื่อเก็บข้อมูลในการทำงาน และต้องบอกตรงนี้ว่าคลาวด์นั้นมีความปลอดภัย

และมีความเสถียรมากกว่าการใช้เซอร์เวอร์ในการรันและเก็บข้อมูล

6. ปัญหาทางเทคนิค

อาจมีปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊ก หรือข้อบกพร่องในซอฟต์แวร์ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

แต่ส่วนใหญ่หากระบบเจอบั๊กทางเทคนิคจะรีบแก้ไขให้เป็นกรณีเร่งด่วน

7. ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล

การใช้ระบบ ERP อาจทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ควรมีการเงื่อนไขในการซัปพอร์ตว่าอนุญาตให้เขาถึงฐานข้อมูลในระดับไหน

8. การพึ่งพาผู้ให้บริการ

ถือเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการอีอาร์พีกับผู้ใช้งานต้องมากระทบกระทั่งกัน เพราะผู้ใช้บริการมักมองว่าทีมซัปพอร์ตระบบอีอาร์พีต้องจัดการทุกอย่างให้ได้

เช่นการเข้าถึงฐานข้อมูล หรือการเข้าระบบข้อมูลภายในเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่คีย์ผิดได้

ลวร้ายสุดๆ คือไม่แจ้งอะไรแต่จะให้ซัปพอร์ตแก้ไขให้อย่างเดียว

ซึ่งในความเป็นจริงผู้ให้บริการอีอาร์พีไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการได้

ยกเว้นมีเอกสารอนุญาตซึ่งต้องลงนามจากกรรมการหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถรับรู้ว่าปัญหาของผู้ใช้บริการคืออะไร

ส่วนใหญ่จะใช้วิธีรีโมตเพื่อเข้าไปแก้ไขให้ที่หน้าจอแทน ดังนั้น

ผู้ใช้บริการไม่ควรพึ่งพาผู้ให้บริการจนเกินไปเพราะหากการดูแลที่เกินสโคปของเงื่อนไขก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายกับองค์กรได้

ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการใช้งานระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่ก็จะเจอปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูง การปรับตัวของพนักงานในการใช้ระบบอีอาร์พี

ปัญหาเวลามีพนักงานเข้าใหม่ ปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลอีอาร์พีกับระบบอื่นปัญหาจากการสูญเสียข้อมูล

ปัญหาทางเทคนิค ปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาจากการพึ่งพาผู้ให้บริการมากเกินไป

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมีส่วนร่วมในการวางระบบทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจ และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาได้

Click เพื่ออ่าน จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

ระบบ PlanetOne ERP สำหรับองค์กรไทย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลาก ดังนี้ Packages

  • ระบบบัญชีรายได้รองรับส่วนลดได้หลายระดับ
  • ระบบบัญชีรายจ่าย
  • ระบบภาษี
  • ระบบจัดซื้อ
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งซื้อ
  • ระบบสั่งขาย
  • ระบบวิเคราะห์การสั่งขาย
  • ระบบคลังสินค้า
  • ระบบควบคุมเช็คและเงินฝาก
  • ระบบควบคุมการผลิต
  • ระบบออกแบบสูตรการผลิตเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • ระบบต้นทุนการผลิต
  • ระบบบาร์โค้ด (Handheld)
  • มีบริการ cloud storage (เช่าบริการรายปี)

ติดต่อสอบถามข้อมูล

Tel. 095 294 5693 คุณเจน

Office : 02 271 4362-3

8 ปัญหาที่ต้องเจอหากตัดสินใจวางระบบอีอาร์พี ERP Read More »

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

คือใบกำกับภาษีที่ถูกจัดทำและส่งมอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการภาษี ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูล

โดย e-Tax Invoice มีลักษณะเด่นและข้อดีหลายประการดังนี้

ลักษณะเด่นของ e-Tax Invoice

1. รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

สามารถจัดทำและส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ PDF หรือ XML ที่มีมาตรฐานกำหนดไว้

2. ความปลอดภัย

มีการใช้ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อรับรองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

3. การเก็บรักษา

สามารถจัดเก็บและเรียกดูได้อย่างง่ายดายผ่านระบบคอมพิวเตอร์

4. มาตรฐาน

มีการกำหนดมาตรฐานโดยกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดทำและการส่งมอบข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อดีของ e-Tax Invoice

1. ลดการใช้กระดาษ

ช่วยลดการใช้กระดาษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. เพิ่มประสิทธิภาพ

ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

3. ความสะดวกสบาย

สามารถจัดการและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

4. ความโปร่งใส

เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี ลดการเกิดการทุจริต

5. การเก็บรักษาที่ดีขึ้น

สามารถเก็บรักษาข้อมูลได้ในระยะยาวโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสื่อมสภาพ

ขั้นตอนการใช้งาน e-Tax Invoice

1. ลงทะเบียน

ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ

2. จัดทำใบกำกับภาษี

ใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่ได้รับการรับรองเพื่อจัดทำใบกำกับภาษี

3. ลงลายเซ็นดิจิทัล

ใส่ลายเซ็นดิจิทัลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

4. ส่งมอบ

ส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

5. เก็บรักษา

เก็บรักษาใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

e-Tax Invoice เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานทางภาษีสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การผสานการทำงานระหว่าง e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) กับระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งทั้งสองระบบมีข้อดีและความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้:

ความสัมพันธ์ระหว่าง e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด เช่น การขาย การซื้อ สต็อกสินค้า การบัญชี และการเงิน

e-Tax Invoice ช่วยในการจัดการและส่งมอบใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถรวมเข้ากับข้อมูลการขายในระบบอีอาร์พีได้

2. การบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูล

ระบบอีอาร์พีสามารถบูรณาการกับ e-Tax Invoice เพื่อให้การจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีอัตโนมัติ

ลดความซ้ำซ้อนในการป้อนข้อมูลและความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. ความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล

การใช้ e-Tax Invoice ร่วมกับระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและถูกต้องมากขึ้น

ระบบสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนการส่งมอบใบกำกับภาษี

4. การติดตามและรายงานผล

ระบบอีอาร์พีสามารถจัดทำรายงานและติดตามสถานะการส่งมอบใบกำกับภาษีได้

ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลและวิเคราะห์การดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการรวม e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

2. ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. สามารถจัดการข้อมูลและเรียกดูรายงานได้อย่างง่ายดาย

4. การจัดส่งใบกำกับภาษีอย่างรวดเร็วและถูกต้องช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

5. ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสช่วยสนับสนุนการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบจากภายนอก

ขั้นตอนการรวม e-Tax Invoice กับระบบ ERP

1.เลือกใช้ซอฟต์แวร์ ERP ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax Invoice ได้

2. ตั้งค่าระบบอีอาร์พีให้สามารถสร้างและจัดส่ง e-Tax Invoice ได้อัตโนมัติ

3. ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและใช้งานระบบอีอาร์พีและ e-Tax Invoice ได้อย่างถูกต้อง

4. ทดสอบการทำงานของระบบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการใช้งานจริง

5. ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปรับปรุงตามความต้องการทางธุรกิจ

การผสาน e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พีเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี Read More »

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก

เนื่องจากระบบอีอาร์พี เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดที่สำคัญขององค์กร

ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการเงิน การผลิต การจัดการบุคลากร และอื่น ๆ

การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กรได้

ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ซึางรายละเอียดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้ใช้แต่ละคนในองค์กร

ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ

2. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

เข้ารหัสข้อมูลทั้งในระหว่างการส่งข้อมูล (In-Transit) และในขณะที่เก็บข้อมูล (At-Rest) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น HTTPS และ SSL/TLS

3. การตรวจสอบและการเฝ้าระวัง (Monitoring and Auditing)

ตั้งค่าระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในระบบอีอาร์พี

บันทึกและวิเคราะห์ล็อกการใช้งานเพื่อการตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การบริหารจัดการแพทช์และการอัปเดต (Patch Management and Updates)

ติดตั้งการอัปเดตและแพทช์ที่สำคัญสำหรับระบบอีอาร์พี และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบและทดสอบการอัปเดตในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมาก่อนนำมาใช้จริง

5. การฝึกอบรมและการให้ความรู้แก่พนักงาน (Employee Training and Awareness)

จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้งานระบบอีอาร์พี อย่างปลอดภัยให้กับพนักงาน

ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การฟิชชิง (Phishing)

6. การสำรองข้อมูล (Data Backup)

สร้างและทดสอบแผนการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

7. การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing):

ทำการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อค้นหาช่องโหว่ในระบบอีอาร์พี และแก้ไขปัญหาที่พบก่อนที่จะถูกเจาะระบบ

ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินและทดสอบระบบอย่างรอบคอบ

8. การจัดการภัยคุกคาม (Threat Management)

มีแผนการจัดการภัยคุกคามและแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ใช้เทคโนโลยีเช่นระบบป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Systems) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) เพื่อป้องกันการโจมตี

การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอีอาร์พี จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

อนาคตของระบบอีอาร์พี (ERP Systems) มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมากตามเทคโนโลยีและความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งแนวโน้มและทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับระบบอีอาร์พีในอนาคตมีดังนี้คือ

1. การใช้คลาวด์ (Cloud-based ERP)

ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยลดต้นทุนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถปรับขยายได้ง่ายตามความต้องการของธุรกิจ

การปรับใช้ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์ยังช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน

2. การรวม AI และ Machine Learning

การใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำนายแนวโน้ม และการปรับปรุงการตัดสินใจในกระบวนการธุรกิจต่างๆ

3. การใช้ AI ในการทำงานอัตโนมัติ

เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การคาดการณ์ยอดขาย และการจัดการสินค้าคงคลัง

4. การบูรณาการกับ IoT (Internet of Things)

การรวมระบบอีอาร์พีกับ IoT จะช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจัดการทรัพยากร

5. การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้

การใช้เทคโนโลยี Blockchain ในระบบอีอาร์พีช่วยในการเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม และการปรับปรุงความโปร่งใสในกระบวนการธุรกิจ

6. การพัฒนาโมดูลเฉพาะทางและปรับแต่งได้ง่าย

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรได้มากขึ้น

7. การเพิ่มโมดูลเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ

เช่น การผลิต การบริการ การค้า และการดูแลสุขภาพ การเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันและการสื่อสาร

8. เน้นการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันได้ง่าย

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารระหว่างทีมงาน

9. การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience – UX)

ระบบอีอาร์พีจะมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น มีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ และสามารถปรับเปลี่ยนตามบทบาทและความต้องการของผู้ใช้งานได้

10. การใช้ Analytics และ Big Data

ระบบอีอาร์พีจะรวมเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและ Big Data เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะช่วยให้องค์กรสามารถระบุแนวโน้ม ปัญหา และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ

11. การเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ

อนาคตของระบบอีอาร์พีจะต้องปรับตัวและพัฒนาตามเทคโนโลยีรวมถึงพัฒนาตามความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

ระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเครื่องมือสามารถช่วยผู้ประกอบการในการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม

โดยระบบอีอาร์พีจะทำการรวมข้อมูลต่างๆ มาไว้ที่ศูนย์กลางข้อมูล ซึ่งทุกๆ ฝ่ายในองค์กรจะได้ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ซึ่งทำให้การจัดการและการตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งกระบวนการที่ระบบอีอาร์พีเข้ามาช่วยจัดการกับทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีมีการติดตามและจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์

ระบบอีอาร์พีสามารถติดตามสถานะสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์

ช่วยให้สามารถบริหารจัดการสินค้าในคลังสินค้า โดยช่วยลดการถือครองสินค้าคงคลังเกินจำเป็น ปรับระดับสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการจริง

ลดการขาดทุนจากสินค้าค้างสต๊อกที่ไม่สามารถขายได้

2. ระบบอีอาร์พีมีการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ระบบอีอาร์พี ช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น

ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบราคาจากผู้ขายหลายราย และเลือกผู้ขายที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด

3. ระบบอีอาร์พีมีการบริหารจัดการกระแสเงินสด

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนและคาดการณ์กระแสเงินสด ทำให้สามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเงินสด

และเพิ่มความสามารถในการลงทุนในโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ

4. ระบบอีอาร์พีมีการจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้

ระบบอีอาร์พีช่วยในการติดตามและบริหารจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้ ทำให้สามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม

5. ระบบอีอาร์พีมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ระบบอีอาร์พี ช่วยในการวางแผนการผลิตและจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วยลดการสูญเสียของวัตถุดิบ และเพิ่มความสามารถในการผลิต ทำให้ใช้ทุนหมุนเวียนได้อย่างคุ้มค่า

6. ระบบอีอาร์พีมีการรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

ช่วยในการตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน ทำให้สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

7. การจัดการซัพพลายเชน

ระบบอีอาร์พีช่วยในการประสานงานกับซัพพลายเออร์และลูกค้า

ทำให้การจัดการซัพพลายเชนเป็นไปอย่างราบรื่น

ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดวัตถุดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

การประยุกต์ใช้ระบบอีอาร์พีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมสามารถจัดการทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการจัดการทุนหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรม Read More »

จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP

การซัปพอร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เป็นผู้พัฒนาระบบ ไม่ว่าระบบนั้นจะเป็นระบบแบบไหน ก็ล้วนต้องมีทีมู้ให้บริการ

แก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้งาน รวมไปถึงระบบ PlanetOne ERP ที่เป็นผู้พัฒนาระบบอีอาร์พีสัญชาติไทย ที่มีประสบการณ์มาเกือบ 30 ปี

และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเรามักจะมีผู้ใช้งานบางท่านอาจจะเข้าใจขั้นตอนในการซัปพอร์ต

ระบบ PlanetOne ERP ไม่ถูกต้องทำให้เกิดปัญหาในการแจ้งเคสเข้ามาในระบบ

บทความนี้จะเป็นการอธิบายขั้นตอนของการซัปพอร์ตระบบ PlanetOne ERP

เพื่อให้ทางผู้ใช้งานสามารถแจ้งเคสได้ถูกต้องและรวดเร็ว

และไม่ให้ทางทีมซัปพอร์ตใช้เวลาในการตรวจสอบจนมากเกินไป โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

1. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC

2. แจ้งปัญหาแบบมีขั้นตอน

3. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ไลน์หรือโทรเข้าออฟฟิศ

4. ระยะเวลาในการดำเนินการ

ซึ่งทุกกระบวนการมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC

ระบบ PlanetOne มีขั้นตอนการซัปพอร์ตที่เป็นระบบด้วยโปรแกรม JTRAC ทางผู้ใช้งานสามารถแจ้งปัญหาเข้ามาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ต้องมีการลงทะเบียนเพื่อใช้งานโดยการแจ้งอีเมลให้กับทีมซัปพอร์ต และเมื่อทีมซัปพอร์ตลงทะเบียนการใช้งานเรียบร้อยแล้ว

ทางยูสเซอร์ก็สามารถเข้ามาแจ้งปัญหาในระบบได้เลย

2. แจ้งปัญหาแบบมีขั้นมีตอน

เป็นขั้นตอนที่ต่อยอดมาจากการแจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC เพราะก็มีหลายครั้งที่ผู้ใช้งานใช้วิธีแจ้งปัญหาเข้ามาโดยใส่แค่หัวข้อ

และความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงของยูสเซอร์ก็คือ คิดว่าทีมซัปพอร์ตสามารถเข้าไปในระบบและแก้ไขข้อมูลให้กับยูสเซอร์ได้ทันที

ซึ่งถ้าเป็นระบบอื่นๆ ที่ระบบsecurity ไม่มากพอก็อาจจะเข้าไปที่ฐานข้อมูลของคุณได้ แต่ไม่ใช่กับระบบ PlanetOne ERP

แต่ไม่ใช่กับระบบ PlanetOne ERP ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ทีมซัปพอร์ตจะไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของลูกค้าได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตโดยมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรและลายเซ็นของผู้มีอำนาจลงนาม

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทางยูสเซอร์ต้องแจ้งเข้ามาก็คือ เลขที่ออเดอร์ที่เจอปัญหา พร้อมภาพประกอบเช่น หน้าต่างที่ฟ้องว่าว่าข้อมูลผิด

และคำอธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร เพื่อให้ทางทีมสามารถตรวจสอบได้อย่างตรงจุด และถูกต้องที่สุด

3. การแจ้งปัญหาเข้ามาที่ไลน์หรือโทรเข้าออฟฟิศ

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกที่จะโทรเข้ามาและต้องการคำตอบในทันหรือ อาจจะใช้วิธีการไลน์ถาม

ซึ่งถ้าเป็นการไลน์ถามอาจจะพอได้เห็นข้อมูลที่เป็นปัญหาอยู่บ้าง และส่วนใหญ่จะชอบถามเข้ามาในช่องทางไลน์แชท

เพราะสามารถถามตอบกันได้เลยซึ่งทางซัปพอร์ตก็จะถามหาเคสใน JTRAC เพื่อนำมาดูข้อมูลก่อนอยู่ดี

ถ้าเป็นไปได้ให้เปิดเคสใน JTRAC และค่อยมาแจ้งในไลน์ เพื่อให้ทางทีมมีข้อมูลในการตรวจสอบ

แต่ถ้าเป็นการโทรเข้ามาเพื่อเป็นการให้ทางซัปพอร์ตดูแลทันทีโดยไม่มีการแจ้งข้อมูลเข้ามาก่อนหน้านี้

ก็อาจต้องแจ้งแบบตรงไปตรงมาว่าไม่สามารถทำได้ แต่จะเป็นการรับปากว่าจะเร่งดูให้หากมีการส่งข้อมูลเข้ามาผ่าน JTRAC เรียบร้อยแล้ว

4. ระยะเวลาในการดำเนินการ

โดยปกติขอบเขตเวลาในการซัปพอร์ตก็คือ SLA ภายใน 4 ชั่วโมง หากเป็นเคสที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบค่อนข้างนานก็จะภายใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง

เพราะบางเคสก็ต้องส่งให้ทางทีมผู้พัฒนาเป็นคนตรวจสอบให้ และยิ่งมีเคสมากเท่าไหร่

การตรวจสอบก็ต้องมีการจัดคิวดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเคสหลุด

.

ซึ่งจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้การแจ้งปัญหาเพื่อให้ทางซัปพอร์ตสามารถดูแลได้คือ แจ้งปัญหาเข้ามาที่ JTRAC และระบุปัญหาอย่างมีขั้นตอน

อีกทั้งยังสามารถแจ้งปัญหาผ่านไลน์แชทหรือหรือโทรเข้าออฟฟิศเพื่อแจ้งปัญหาได้ทันที

ซึ่งการแก้ปัญหาทั้งหมดต้องมระยะเวลาหรือ SLA ไม่เกิน 24 ชม.

Support คลิกเพื่อดูข้อมูลระบบ

จะต้องแจ้งปัญหากับ Support อย่างไร เมื่อมีปัญหาในการใช้ระบบ PlanetOne ERP Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำบัญชีขององค์กรเนื่องจากสามารถเพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการทำงาน

รวมถึงลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานบัญชี

องค์กรที่นำระบบอีอาร์พีมาใช้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่ระบบอีอาร์พีมีต่อการทำบัญชีมีดังนี้คือ

1. การบูรณาการข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำให้ข้อมูลจากทุกส่วนขององค์กรถูกบูรณาการมาอยู่ในระบบเดียว

การนำข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกันนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล ทำให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

2. การเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล

การมีข้อมูลอยู่ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทันทีแบบเรียลไทม์

ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วจากข้อมูลในระบบอีอาร์พีที่มีความโปร่งใส ถูกต้อง และเรียลไทม์

3. การปรับปรุงกระบวนการบัญชี

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับปรุงกระบวนการบัญชีโดยอัตโนมัติ เช่น การบันทึกบัญชีรายวัน การจัดทำงบการเงิน และการปิดบัญชี ทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาด

4. การจัดการและควบคุมภายใน

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการจัดการและควบคุมภายใน

เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบการทำงาน และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำบัญชี

5. การวิเคราะห์และรายงานข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันการวิเคราะห์และรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างรายงานทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

6. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการทำงาน ระบบอีอาร์พีช่วยลดต้นทุนทางการบัญชีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

7. การปรับปรุงการวางแผนและการควบคุมงบประมาณ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนงบประมาณและการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เนื่องจากสามารถติดตามค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้แบบเรียลไทม์

ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. การรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนพนักงาน สาขา หรือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ทำให้การทำบัญชีสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

การใช้ระบบอีอาร์พีในการทำบัญชีจึงเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบัญชี

ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร Read More »

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร

การใช้งานระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) ในธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากลักษณะของกระบวนการธุรกิจและความต้องการในการจัดการที่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิตจะใช้ระบบอีอาร์พีแตกต่างกันดังนี้คือ

ธุรกิจที่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่มีระบบผลิตมักจะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเอง เช่น โรงงานผลิตสินค้า หรือธุรกิจการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมีโมดูลหรือฟังก์ชันที่เน้นในด้านการผลิต เช่น

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

ช่วยในการวางแผนการผลิต กำหนดตารางการผลิตและการจัดการทรัพยากร

2. การจัดการวัสดุ (Material Management)

ช่วยในการควบคุมสต็อกวัสดุ การจัดการวัตถุดิบ และการควบคุมสต็อกสินค้า

3. การควบคุมคุณภาพ (Quality Management)

ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

4. การบำรุงรักษาเครื่องจักร (Maintenance Management)

ช่วยในการจัดการและวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ

5. การบริหารการผลิต (Manufacturing Execution System – MES)

ช่วยในการติดตามและจัดการกระบวนการผลิตในโรงงาน

6. การจัดการโครงการ (Project Management)

ช่วยในการจัดการโครงการใหญ่ๆ เช่น การสร้างโรงงานใหม่หรือการปรับปรุงสายการผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต

ธุรกิจที่ไม่มีระบบผลิต เช่น ธุรกิจบริการ, การค้าปลีก, การค้าส่ง, หรือบริษัทที่ทำงานด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีการผลิตสินค้าทางกายภาพ ระบบอีอาร์พีในธุรกิจเหล่านี้จะมุ่งเน้นที่การจัดการด้านอื่นๆ เช่น

1. การจัดการการเงิน (Financial Management)

การบัญชี, การจัดการเงินสด, การวางแผนและการควบคุมการเงิน

2. การจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

การจัดการพนักงาน, การสรรหา, การฝึกอบรม, การจ่ายเงินเดือน

3. การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management – CRM)

การติดตามและจัดการข้อมูลลูกค้า, การขาย, การตลาด

4. การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)

การจัดการคำสั่งซื้อ, การจัดการสต็อก, การจัดการซัพพลายเออร์

5. การจัดการโครงการ (Project Management)

การวางแผนและการติดตามโครงการต่างๆ

6. การวิเคราะห์ข้อมูล (Business Intelligence)

การวิเคราะห์และรายงานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ

7. การใช้ระบบอีอาร์พีอย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ความต้องการ

ตรวจสอบความต้องการของธุรกิจและเลือกโมดูล ERP ที่เหมาะสม

8. การปรับแต่งระบบ

ปรับแต่งระบบอีอาร์พีให้สอดคล้องกับกระบวนการธุรกิจเฉพาะ

9. การฝึกอบรม

ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานระบบอีอาร์พี

10. การบำรุงรักษาและอัปเดต

ดูแลและอัพเดตระบบอีอาร์พีให้ทันสมัยอยู่เสมอ

ทั้งนี้ การเลือกใช้และการจัดการระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความซับซ้อน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาด

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ธุรกิจที่มีระบบผลิตและไม่มีระบบผลิต จะใช้ระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจทำอย่างไร

การใช้ Business Intelligence (BI) ในระบบอีอาร์พีเพื่อช่วยในการตัดสินใจมีขั้นตอนและกระบวนการที่ชัดเจน

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารและผู้ใช้งานระบบในองค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการใช้ BI ในระบบอีอาร์พีจะครอบคลุมขั้นตอนต่างๆ ดังนี้:

1. การรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

ระบบอีอาร์พีจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร และนำเข้าระบบ BI อาทิเช่น

ข้อมูลการขาย ข้อมูลจัดซื้อ ข้อมูลคลังสินค้า ข้อมูลการงเิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลกลาง

2. การทำความสะอาดและแปลงข้อมูล (Data Cleansing and Transformation)

จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป จากนั้นจึงทำการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม

3. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

จะเป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อการสร้างรายงาน และการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นจึงมีการวิเคราะห์เชิงสำรวจเพื่อให้ได้แนวโน้มหรือรูปแบบที่มีนัยสำคัญ

4. การสร้างภาพและรายงาน (Data Visualization and Reporting)

จะเป็นการสร้างแดชบอร์ดซึ่งจะแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้เป็นอย่างดี

5. การทำข้อมูลให้เป็นเชิงลึก (Drill-Down and Drill-Through Analysis)

เป็นการดูข้อมูลในรายงานที่ระดับลึกลงไป เพื่อให้ได้รายละเอียดตามที่ต้องการ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากรายงานหนึ่งไปยังอีกรายงานหนึ่งเพื่อดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้

6. การพยากรณ์และการคาดการณ์ (Forecasting and Predictive Analysis)
เป็นการใช้แบบจำลองทางสถิติและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์เพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เช่น การพยากรณ์ยอดขาย ซึ่งเป็นการใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ในอนาคตและช่วยในการตัดสินใจ

7. การตัดสินใจและการวางแผน (Decision Making and Planning)

เป็นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์จากระบบ BI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐานจากนั้นนำข้อมูลที่มีมาใช้เพื่อการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร หรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

การใช้ BI ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายได้อย่างรวดเร็ว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีที่อยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งระบบที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการองค์กรได้ดีที่สุดคือระบบอีอาร์พี

ซึ่งระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ และสามารถบริหารจัดการในทุกๆ แผนก และทุกๆ ส่วนขององค์กรได้

แต่ผู้ประกอบการจะทราบได้อย่างไรว่าระบบที่กำลังจะ implement หรือระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นคือระบบอีอาร์พีหรือไม่

การรู้ว่าระบบที่คุณใช้อยู่เป็นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือไม่นั้นสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นหลักของระบบดังกล่าว ดังนี้คือ

  1. การรวมข้อมูล
    ระบบอีอาร์พีจะรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรเป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ เช่น การเงิน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการสินค้าคงคลัง, การจัดซื้อ, การผลิต, และการขาย มารวมไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การจัดการทรัพยากร
    ระบบอีอาร์พีจะมีเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรขององค์กร เช่น การติดตามการใช้ทรัพยากร, การวางแผนการใช้ทรัพยากร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
  3. การปรับแต่งและการขยายตัว
    ระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งและขยายตัวได้ตามความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการทำงานและจำนวนผู้ใช้
  4. การรายงานและการวิเคราะห์
    ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบไปทำการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำงานแบบเรียลไทม์
    ระบบอีอาร์พีจะอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำได้ตลอดเวลา
  6. การบูรณาการ
    ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management), ระบบการจัดการซัพพลายเชน, และระบบ e-commerce

กล่าวโดยสรุปหากระบบที่คุณกำลังจะ implement หรือมีการใช้งานอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี Read More »

Scroll to Top