ERP

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร

เป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการและควบคุมกิจกรรมการผลิตในโรงงาน ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถติดตามสถานะการผลิตได้อย่างแม่นยำ

กระบวนการของ Shop Floor Control ในระบบอีอาร์พีประกอบด้วยหลายขั้นตอนดังนี้

1. การวางแผนการผลิต (Production Planning)

การวางแผนการผลิตเพื่อกำหนดปริมาณและระยะเวลาการผลิต โดยใช้ข้อมูลจากคำสั่งซื้อและคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า

2. การจัดเตรียมวัตถุดิบและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการผลิต

-การออกคำสั่งการผลิต (Work Order Creation)

-การสร้างคำสั่งการผลิตหรือ Work Order (WO) ซึ่งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิต กระบวนการผลิต และทรัพยากรที่ใช้

-การกำหนดหมายเลขคำสั่งการผลิตเพื่อใช้ในการติดตามสถานะการผลิต

3. การจัดการทรัพยากร (Resource Management)

-การจัดการทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ และแรงงาน

-การตรวจสอบความพร้อมของทรัพยากรและการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม

4. การดำเนินงานผลิต (Production Execution)

-การดำเนินการตามคำสั่งการผลิตที่ออกมา เช่น การเริ่มการผลิต การปรับเปลี่ยนกระบวนการ และการตรวจสอบคุณภาพ

-การบันทึกข้อมูลการดำเนินงาน เช่น เวลาในการผลิต ปริมาณการผลิต และปัญหาที่เกิดขึ้น

การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ (Quality Control):

-การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต

-การบันทึกข้อมูลคุณภาพและการจัดการกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

5. การติดตามสถานะการผลิต (Production Tracking)

-การติดตามสถานะของการผลิตแบบเรียลไทม์ เช่น สถานะของคำสั่งการผลิต ปริมาณการผลิตที่สำเร็จ และเวลาที่ใช้ในการผลิต

-การรายงานสถานะการผลิตให้กับผู้บริหารและทีมงานที่เกี่ยวข้อง

-การปรับปรุงกระบวนการผลิต (Continuous Improvement)

-การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงได้

-การนำเสนอแนวทางและมาตรการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

โมดูล Shop Floor Controlในระบบช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ลดเวลาในการผลิต และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Shop Floor Control ของอีอาร์พีมีกระบวนการอย่างไร Read More »

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร

การตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับระบบของบริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ มักมีข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการตรวจสอบภายใน (Internal Audit)

ซึ่งข้อกำหนดต่างๆ มีดังนี้

1. ความยาวของรหัสผ่าน (Password Length)

รหัสผ่านควรมีความยาวขั้นต่ำที่กำหนด เช่น อย่างน้อย 8 ถึง 12 ตัวอักษร

2. ความซับซ้อนของรหัสผ่าน (Password Complexity)

รหัสผ่านต้องประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Uppercase) และพิมพ์เล็ก (Lowercase)

มีตัวเลข (Numbers) รวมอยู่ด้วย รวมถึงมีอักขระพิเศษ (Special Characters) เช่น !, @, #, $

3. การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password Change Policy)

ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เช่น ทุก 60 หรือ 90 วัน

ไม่สามารถใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ห้ามใช้รหัสผ่าน 5-10 รหัสผ่านล่าสุด

4. การล็อกเอาต์อัตโนมัติ (Automatic Logout)

หากไม่มีการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 15 หรือ 30 นาที ระบบควรทำการล็อกเอาต์อัตโนมัติ

5. การล็อกบัญชี (Account Lockout)

หากมีการพยายามเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านที่ไม่ถูกต้องเกินจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น 3 หรือ 5 ครั้ง ระบบควรล็อกบัญชีและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ

6. การตรวจสอบและบันทึก (Audit Logging and Monitoring)

การล็อกอินและกิจกรรมในระบบต่างๆ ที่มีความสำคัญควรถูกบันทึกเพื่อการตรวจสอบและวิเคราะห์ในภายหลัง

7. การให้สิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงระบบควรเป็นไปตามหลักการของการให้สิทธิ์ตามหน้าที่งาน (Role-Based Access Control: RBAC) รวมถึงจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเท่านั้น

8. การอบรมและความตระหนัก (Training and Awareness)

ผู้ใช้ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับนโยบายการตั้งรหัสผ่านและความปลอดภัยของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่มั่นคงและสอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจสอบภายในที่เข้มงวด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

บริษัทที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งรหัสผ่าน (Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างไร Read More »

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร?

PlanetOne ERP เป็นระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือก็คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดขององค์กร

ที่ไม่ไช่แค่ระบบบัญชี หรือระบบขาย แต่หมายถึงรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน อย่างที่ทุกคนเข้าใจก็คือทำให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์

เพื่อช่วยให้การบริหารธุกิจจัดการได้ง่ายขึ้น มีความถูกต้อง และแม่นยำ

จุดเริ่มต้นของการทำระบบ PlanetOne ERP

จุดเริ่มต้นมาจากทางทีมผู้พัฒนาและผู้บริหาร ได้มีโอกาสทำงานกับระบบอีอาร์พีเจ้าดังระดับโลก

ซึ่งพบว่าระบบขนาดใหญ่จากต่างประเทศทำงานได้ดีมากๆ แต่ก็ยังไม่เหมาะกับคนไทย ทั้งราคา ทั้งรูปแบบการทำงาน

เพราะราคาสูงมากๆ ถ้าจะให้ทำงานได้ตรงตามมาตรฐานของคนไทย

ด้วยสิ่งนี้ทำให้ทางทีมพัฒนาได้ออกแบบระบบอีอาร์พีเพื่อตอบโจทย์กับคนไทยให้มากที่สุด โดยโจทย์มีอยู่ว่า

ต้องเป็นระบบขนาดใหญ่ และครอบคลุมทุกการทำงาน นั่นจึงเหตุผลที่เมื่อเทียบราคาระบบของเรา


กับราคาระบบจากต่างประเทศ ทำให้เรามีราคาที่ย่อมเยาว์มากกว่า แต่ประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกัน

ระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

จากระยะเวลาที่ทางทีมงานได้มีการพัฒนาระบบมาเกือบ 30 ปี ทำให้มีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในไทยมามากกว่า 100 องค์กร

ซึ่ง 80% เป็นธุรกิจที่มีโรงงานการผลิต และ 20% เป็นบริษัทซื้อมาขายไป เรามีตัวอย่างลูกค้า

มากมายที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นระบบ PlanetOne ERP จึงเหมาะกับกับทุกประเภทธุรกิจ

แต่ถ้าถามว่าระบบ PlanetOne ERP เหมาะกับบริษัทแบบไหน ทางเราขอบอกตรงนี้เลยว่า

เราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้บริษัทของตัวเองเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง

เพราะเราเหมาะกับองค์กรที่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมั่งคงและยั่งยืน

เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังประสบปัญหาเรื่องกำไรน้อย มีต้นทุนที่สูง

ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำระบบ PlanetOne ERP เข้ามาบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจก้าวพ้นวิกฤติในการแข่งขันที่สูงเช่นนี้

ระบบ PlanetOne ERP ดีกว่าระบบเจ้าอื่นอย่างไร

ต้องกล่าวตามตรงว่าระบบอีอาร์พีทุกเจ้ามีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้บริการว่าจะรับข้อดีข้อเสียแบบไหนได้

พราะสุดท้ายองค์กรก็มักจะเลือกระบบที่เข้ากับการทำงานของตัวเองมากที่สุด

แต่ถ้าผู้ประกอบการเลือกติดตั้งระบบ PlanetOne ERP จะช่วยธุรกิจของท่านดังต่อไปนี้

1. ลดต้นทุน- เพิ่มกำไร

ระบบ PlanetOne ERP มีส่วนช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากระบบสามารถเรียกข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ส่งผลให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์

ในการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ทั้งต้นทุนแฝงที่มาจากการผลิตและต้นทุนที่มาจากการซื้อขาย

2. ระบบมีความยืดหยุ่นสูง

ระบบ PlanetOne ERP มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับการทำงานให้เข้ากับทุกองค์กรได้ กล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆ

เราสามารถปรับระบบได้ตาม Requiment เนื่องจากเราเป็นผู้พัฒนาและออกแบบระบบเอง


ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้ตรงตามใจผู้ใช้บริการ

Click เพื่อดูลูกค้าของเราOur customers

3. รองรับระบบภาษี ประเภท ข.

PlanetOne ERP รองรับระบบภาษีของไทย ซึ่งผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว

และนี่ก็ทำให้เราเหนือกว่าระบบจากต่างประเทศบางเจ้าที่ยังไม่รองรับและต้อง customized เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้เพิ่ม จึงมั่นใจได้ว่าเอกสารหรือทุกการทำงานเป็นไปตามาตรฐานบัญชี

และมีความละเอียด ถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถปิดงบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

4. ผ่าน ISO/IEC29110

มั่นใจว่าการทำงานเป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล

5. ที่ปรึกษามืออาชีพ

ทีมงานวางระบบที่มีความชำนาญ เราไม่ใช่แค่วางระบบแต่เราเป็นที่ปรึกษาในการแก้ปัญหาให้กับธุรกิจ

เช่น ปัญหาสต๊อกเกิน ปัญหาการวิเคราะห์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือปัญหาข้อมูลรายงานผิดพลาด

เพราะระบบอีอาร์พีของ PlanetOne ERP ไม่สามารถแก้ไขได้

เพราะจะมีผลกับการออดิทขององค์กรที่หาที่มาที่ไปของเอกสารไม่ได้ ทำให้บริษัทขาดความน่าเชื่อถือ

ซึ่งในปัจจุบัน เรามีผู้ใช้บริการที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และกำลังดำเนินการเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย

.

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปได้ว่า ระบบ PlanetOne ERP มีช่วยให้บริษัทของคุณสามารถ ลดต้นทุน-เพิ่มกำไร

ด้วยตัวระบบที่มความยืดหยุ่นสูงผ่าน และรองรับระบบภาษี ผ่านมาตรฐาน ISO/IEC29110 ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ

ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้บริษัทของท่านสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

และพร้อมจะดูแลธุรกิจของท่านได้อย่างยาวนาน

Click เพื่อดูรายละเอียด Package

ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลระบบ

Office : 02 271 4362-3 ต่อ 24

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน)

PlanetOne ERP ช่วยบริษัทของคุณได้อย่างไร? Read More »

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการผสานเทคโนโลยีในการจัดการทรัพยากรและกระบวนการธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลายด้าน

ซึ่งวิธีที่ระบบอีอาร์พีสามารถช่วยสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนมีดังนี้คือ

1. การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การลดการสิ้นเปลือง

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างละเอียด ทำให้ลดการสิ้นเปลืองและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนทรัพยากร

การวางแผนและจัดการทรัพยากร (เช่น วัตถุดิบ, พนักงาน, เครื่องจักร) อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและลดของเสีย

2. การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

การติดตามและตรวจสอบ

ระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถติดตามการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเลือกซัพพลายเออร์ที่มีความยั่งยืนและตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการสินค้าคงคลัง

ระบบอีอาร์พีช่วยลดสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นและลดการสูญเสียจากสินค้าที่ล้าสมัย

3. การบริหารจัดการด้านพลังงานและทรัพยากร

การวิเคราะห์การใช้พลังงาน

ระบบอีอาร์พีช่วยติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถหาวิธีการลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพ

การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด

การวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอีอาร์พีช่วยให้สามารถจัดการและวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การจัดการข้อมูลและการรายงานความยั่งยืน

การรวบรวมข้อมูล

ระบบอีอาร์พีช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ทำให้สามารถสร้างรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

การสร้างรายงาน

ระบบอีอาร์พีสามารถสร้างรายงานที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน, การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจและการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

5. การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร

การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร

ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการและติดตามการฝึกอบรมพนักงานในเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร

ระบบอีอาร์พีช่วยส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืน โดยการสร้างความโปร่งใสและการสื่อสารภายในองค์กร

6. การสนับสนุนการตัดสินใจอย่างยั่งยืน

การวิเคราะห์และคาดการณ์

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและการคาดการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและมีความยั่งยืนเป็นเป้าหมาย

ระบบอีอาร์พีในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนนั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี Read More »

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง

การ Implement ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หมายถึงการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กรหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าการวางระบบ

เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน รวมถึงการวางแผน การพัฒนา การทดสอบ การฝึกอบรม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบมักมีราคาสูง จนผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน มีข้อสงสัยว่าการ Implement มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ทำไมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึงแพงมากๆ เมื่อเทียบกับค่า License บทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงบทบาทหน้าหน้าที่ของ Implementer

ซึ่งมีกระบวนการดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

3. การออกแบบระบบ (System Design)

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

5. การทดสอบระบบ (Testing)

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลและรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

เป็นการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้บริการว่าต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาสำคัญ

ที่ทางผู้ใช้บริการต้องเตรียมความต้องการไว้ให้พร้อม และผู้ให้บริการมืออาชีพจะไม่ทำอะไรตามใจผู้ใช้บริการ

เพราะบางทีความต้องการของผู้ใช้งาน ก็ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทาง Implementer มีหน้าที่ให้คำแนะนำและเสนอแนวทางที่ดีที่สุด

และตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากที่สุด

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

การวางแผนสำหรับวางระบบอีอาร์พีของทีม Implementer ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบที่มีการเก็บค่าแมนเดย์หรือค่า Implement

เพราะผู้ที่จะวางแผนการวางระบบตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์มาไม่น้อยกว่า 3 ปี

และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นพิเศษ ระบบอีอาร์พีก็เช่นกัน หากผู้ใช้บริการเจ้าใดไม่มีการส่งแผนสำหรับวางระบบ

รือไม่มีการวางแผนและจัดทำตารางให้กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจน ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้

3. การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบระบบอีอาร์พี ก็คือการนำ Requirements มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ

และออกแบบระบบให้สามารถรองรับการทำงานได้ ซึ่งบางครั้งระบบมาตรฐานอาจจะรองรับการทำงานอยู่แล้ว

แต่ Implementer ก็ต้องนำข้อมูลของบริษัทผู้ใช้บริการมาออกแบบขั้นตอนการใช้งานระบบให้ถูกต้องตามหลักการ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานด้วย

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

ต่อเนื่องมาจากการออกแบบระบบ (System Design) เพราะหาก Requirements มีความซับซ้อนเกินมาตรฐานระบบทั่วไป

หรือมีความเฉพาะทามากๆ ก็ต้องมีการปรับระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานตรงส่วนนั้น

ซึ่ง Implementer มีหน้าที่นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับทางผู้ประกอบการและทางผู้ใช้บริการเพื่อสรุปความต้องการทั้งหมด

และนำมาออกแบบระบบ โดยการนำข้อมูลส่งให้ทางทีม Development เป็นผู้พัฒนา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกระบบจะสามารถปรับได้ ต้องเลือกระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นสูงและเป็นเจ้าของระบบเอง

จะทำให้สามารถปรับแต่งได้อิสระและง่ายกว่าระบบใหญ่ๆจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง

5. การทดสอบระบบ (Testing)

เมื่อออกแบบระบบ และปรับแต่งสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การทดสอบระบบว่าสามารถทำงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่

งการทดสอบนอกจากทีม Implementer จะเป็นผู้ทำการทดสอบแล้ว ควรมีการส่งให้ทางผู้ใช้งานมาทำการทดสอบร่วมด้วย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบอีอาร์พีที่มีการปรับมา สามารถใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

ต่อให้ผู้ใช้บริการจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบอีอาร์พีมามากขนาดไหน แต่ถ้ามีการวางระบบกับอีอาร์พีเจ้าใหม่

ก็ต้องมีการอบรมก่อนการใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการ Training มากกว่า 6 เดือน

เพื่อเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ซึ่ง Implmenter จะทำหน้าที่อบรม และจัดตารางอบรมให้ทางผู้ใช้บริการ

เพื่อให้มีเวลาจัดคิวนัดอบรมได้ ซึ่ง Implementer จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในบริบทของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

ทุกกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นการนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง ถึงจะผ่านมาทั้งหมดแล้ว

การขึ้นระบบได้สำเร็จ และทางบริษัทสามารถปิดงบในระบบได้ ก็ล้วนมาจากการทำงานของทีม Implementer ทั้งสิ้น

ซึ่งทุกการทำงานล้วนต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่ต่อให้ทีมวางระบบจะดีหรือเก่งแค่ไหน ถ้าทางผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จ

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

นอกจากจะมีหน้าที่วางระบบจนสามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงจนสำเร็จแล้ว Implementer ยังมีหน้าที่ให้บริการหลังการขายอีกด้วย

ซึ่งบางเจ้าอาจจะแยกเป็นทีมซัปพอร์ตต่างหาก บางเจ้าก็จะใช้วิธีแบ่งไซต์บริษัทให้เป็นความรับผิดชอบของ Implementer คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย

..

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ค่าวางระบบ Implement มีราคาแพงสาเหตุมาจากกระบวนการการทำงานทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ, การวางแผนการทำงานของทีม Implementer, การออกแบบระบบ (System Design),

การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization), การทดสอบระบบ (Testing), การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training),

การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)และ บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

กกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และระบบอีอาร์พีที่มีศักยภาพ

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ Implement มีราคาสูงมากกว่าค่าโมดูลหลายเท่า

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 30 ปี ทางเราแนะนำระบบ PlanetOne ERP

ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเจ้าของระบบโดยคนไทยสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับองค์กรได้

และยังมีความเป็นมืออาชีพพร้อมเสียงการันตีจากผู้ประกอบการ Click เพื่อดูรีวิวจากผู้ประกอบการ

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel . 095 294 5693 (คุณเจน)

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง Read More »

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง

การทำ Digital Transformation เป็นกระบวนการที่บริษัทนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกๆ ด้านของธุรกิจเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและการให้บริการ

ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้คือ

เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยกระบวนการอัตโนมัติและกระบวนการจัดการข้อมูล

กระบวนการอัตโนมัติ (Automation)

ช่วยลดความผิดพลาดและความซ้ำซ้อนของงาน ทำให้สามารถดำเนินงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระบวนการจัดการข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้สามารถจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายและเร็วขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

เพิ่มประสบการณ์ลูกค้าด้านการบริการที่ดีขึ้นและการเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา

การให้บริการที่ดีขึ้น

ระบบดิจิทัลช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพ เช่น การตอบสนองคำถามและปัญหาของลูกค้าได้ทันที

การเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา
ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการของบริษัทผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ทำให้สะดวกและมีความพึงพอใจมากขึ้น

ลดต้นทุนการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ลดต้นทุนแรงงาน

การใช้เทคโนโลยีช่วยลดความต้องการในการใช้แรงงานคนในบางกระบวนการ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน

การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบดิจิทัลช่วยให้บริษัทสามารถจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น เช่น การจัดการสต็อกสินค้า การวางแผนการผลิต

การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็ว

การใช้เทคโนโลยีช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ทันที

การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ช่วยให้บริษัทสามารถคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ตรงตามความต้องการของตลาด

การเพิ่มรายได้ในช่องทางต่างๆ

ช่องทางการขายออนไลน์

การมีแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้บริษัทสามารถขายสินค้าและบริการได้ทั่วโลก เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด

การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ ทำให้สามารถวางกลยุทธ์การตลาดที่ตรงเป้าหมายและเพิ่มยอดขายได้

การทำ Digital Transformation ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

หากท่านต้องการระบบอีอาร์พี เพื่อเข้าไปจัดการกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรของท่าน ให้ท่านสามารถทำ Digital Transformation ให้กับองค์กรได้อย่างประสบความสำเร็จ

สามารถนัดนำเสนอระบบ PlanetOne ERP ได้ตามที่อยู่และเบอร์โทรที่แนบมานี้

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำ Digital Transformation แล้วบริษัทได้ประโยชน์อะไรบ้าง Read More »

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

การทำ Digital Transformation หรือการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล มีความสำคัญและมีประโยชน์มากมายต่อองค์กรและธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้การทำ Digital Transformation มีความสำคัญคือ

1. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้กระบวนการทำงานภายในองค์กรมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการสามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากงานที่ต้องทำด้วยมือ

2. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาด

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

การทำ Digital Transformation ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

3. การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การติดต่อสื่อสารและการให้บริการลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น

4. การสร้างนวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ

การทำ Digital Transformation เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และสร้างรายได้จากธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ

เช่น การทำ E-commerce, การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม

5. การปรับปรุงการตัดสินใจด้วยข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้องค์กรสามารถเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

6. การเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกัน

การทำ Digital Transformation ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ผ่านการใช้เครื่องมือการทำงานร่วมกันออนไลน์

เช่น การประชุมผ่านวิดีโอ, การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

7. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลและการทำ Digital Transformation ช่วยให้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication), การเข้ารหัสข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี Blockchain

การทำ Digital Transformation จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร

แต่เป็นกระบวนการที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กร การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการพัฒนาทักษะของพนักงาน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation Read More »

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การเลือกระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สำหรับโรงงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพราะระบบอีอาร์พี ERP จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรได้ทั้งองค์กร

หรือที่เราคุ้นเคยกันก็คือการบริหารต้นทุน เพราะทรัพยากรในองค์กรก็คือต้นทุน

ดังนั้นการเลือกระบบอีอาร์พี ERP ก็มีหลายปัจจัยที่ทางผู้ประกอบการต้องพิจารณาเพื่อนำมาติดตั้งภายในองค์กร

โดยมีหัวข้อดังต่อไปนี้

1.ความต้องการของธุรกิจ

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

3. ค่าใช้จ่าย

4. ประสิทธิภาพในการทำงาน

5. บริการหลังการขาย/Support

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

ซึ่งแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้

1. ความต้องการของธุรกิจ

หลายท่านคงจะพยายามหาระบบอีอาร์พีที่มีความเฉพาะกับธุรกิจของท่าน เช่น อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตอาหาร อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ หรืออีอาร์พีสำหรับธุรกิจก่อสร้าง

ซึ่งถ้าให้กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว หากท่านต้องการใช้ระบบอีอาร์พีเพื่อนำมาวางแผนและคำนวนสูตรการผลิต

จะไม่มีระบบอีอาร์พีที่เฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หากผู้ประกอบการต้องการหาระบบอีอาร์พี ERP เพื่อมาติดตั้ง

ควรหาระบบที่สามารถรองรับการผลิตได้หลากหลาย และต้องรองรับการทำงานด้านอื่นๆ ได้ทั้งองค์กร

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

ระบบอีอาร์พี ERP ที่จะนำมาใช้ในโรงงานควรเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง เพราะกระบวนการผลิตแต่ละโรงงานมีความแตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง และปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับการทำงานของแต่ละองค์กรได้

เปรียบเสมือนว่าธุรกิจของท่านมีอาวุธที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด

3. ค่าใช้จ่าย

ระบบอีอาร์พี ERP ไม่ว่าจะเป็นระบบของไทยหรือต่างประเทศล้วนมีราคาที่ค่อนข้างแพง อาจเป็นเพราะขั้นตอนการวางระบบที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ทำให้ค่าแรงของทีมผู้ให้บริการมีราคาที่สูง เพราะนอกจากค่าระบบ ค่าวางระบบ

แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้งาน แล้วยังไม่รวมค่าปรับเปลี่ยนระบบตามความต้องการขององค์กร

ซึ่งทั้งหมดล้วนมีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นควรพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการให้เข้าใจถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับ Implementer

Click เพื่ออ่าน ทำไมระบบอีอาร์พีถึงมีราคาแพง

4. ตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงาน

ถ้าเป็นระบบอีอาร์พี ERP ระดับสากล หรือเป็นระบบอีอาร์พี ERP ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้โดยการขอทดลองใช้

แต่ผู้ให้บริการจะใช้วิธีนัดหมายเพื่อนำเสนอระบบและอธิบายกระบวนการการทำงานทั้งหมดแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ในช่วงนี้ทางผู้ประกอบการก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่าข้อมูลของบริษัทตนเองจะออกมาในลักษณะไหน

แล้วสามารถนำมาใช้งานได้หรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำมาติดตั้งและใช้งานได้ในระยะยาวหรือไม่

นอกจากนี้ยังสามารถให้ทางทีมผู้ให้บริการทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพได้

ทุกกระบวนการทางผู้บริหารควรเข้าร่วมเพื่อช่วยตรวจสอบว่าตัวระบบสามารถตอบโจทย์กับความต้องการขององค์กรจริงๆ หรือไม่

5. บริการหลังการขาย/Support

การใช้งานระบบอีอาร์พี ERP ต่อให้เป็นเจ้าดังระดับโลกก็สามารถเกิดปัญหาในการใช้งานได้

ยิ่งระบบขนาดใหญ่ ที่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน ทางผู้ใช้บริการก็ยิ่งมีปัญหาในการใช้งาน

เพราะฉะนั้นทีมซับพอร์ตก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพ

งนั้นการจะลงระบบอีอาร์พี ERP ก็ให้ตรวจสอบทีมบริการหลังบ้านว่าสามารถดูแลท่านได้

และพร้อมช่วยเหลือในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่

Click เพื่ออ่าน 5 คำถามยอดฮิต! เกี่ยวกับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

แน่นอนว่าระบบอีอาร์พี ERP จะเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลทั้งหมดขององค์กร

หากจะติดตั้งระบบควรตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยว่าทางผู้ให้บริการมีความเข้มงวดมากแค่ไหน

และผู้ใช้งานกำหนดสิทธิ์อย่างไร ระบบมีการหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานหรือไม่ เพื่อป้องกันข้อมูลทางธุรกิจรั่วไหล

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

ทุกครั้งก่อนจะมีการขึ้นระบบให้ใช้งานจริง ทางผู้ให้บริการอีอาร์พีจะมีการส่งฐานข้อมูล

เพื่อใช้ทดสอบระบบให้กับผู้ใช้บริการก่อนทุกครั้ง ทางผู้ประกอบการควรตั้งผู้รับผิดชอบแต่ละแผนก

และทำการทดสอบว่าระบบสามารถใช้งานได้จริง และเป็นไปตาม Requirement ที่มีการพูดคุยกันหรือไม่

พื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายผลิตที่มีความซับซ้อนในการวางแผนและการควบคุมต้นทุนในการผลิต

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมแล้วคงหนีไม่พ้นเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต

เช่น การนำ AI เข้ามาควบคุมเครื่องจักรแทนการใช้คน ซึ่งระบบอีอาร์พี ERP

จำเป็นต้องมีความสามารถในการเชื่อมระบบเข้ากับเครื่องจักร

เพื่อให้สามารถควบคุมระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่าย, ประสิทธิภาพในการทำงาน, บริการหลังการขาย/Support , ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

ทุกข้อที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจที่มีโรงงานผลิตสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พี ERP ที่เชี่ยวชาญในการวางระบบสำหรับโรงงานการผลิต ระบบ PlanetOne ERP

มีผู้เชี่ยวชาญในการวางระบบที่มีประการณ์มากถึง 28 ปี ตัวระบบมีความยืดหยุ่นสูง และยังเป็นระบบขนาดใหญ่ ในราคาย่อมเยาว์

Click เพื่อดูลูกค้าของเรา Our customers

Click เพื่อดูหน้า MANUFACTURING PACKAGE

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน ตำแหน่ง Executive Director)

Line : jane-siriwan

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Read More »

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร

การเริ่มต้น Digital Transformation มักเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความหลากหลาย

แต่ขั้นตอนหลักๆ ที่สามารถช่วยให้การเริ่มต้น Digital Transformationนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นมีดังนี้คือ

1. วิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการ Digital Transformation ที่ชัดเจน

3. จัดทำแผนการดำเนินงานที่เหมาะสม (Appropriate operational plan)

4. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Infrastructure Preparation)

5. ปรับปรุงหรืออัพเกรดพื้นที่ต่างๆ ตามความต้องการของการ Digital Transformation

6. การเลือกและการใช้เทคโนโลยี (Technology Selection and Implementation)

7. การสร้างศักยภาพทางองค์กร (Organizational Capability Building)

8. การตรวจสอบและการปรับปรุง (Evaluation and Iteration)

รายละเอียดในหัวข้อต่างๆ มีดังนี้

1. วิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)

ทำการทบทวนปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อธุรกิจ เช่น แนวโน้มของตลาด และความสามารถในการแข่งขัน

2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการ Digital Transformation ที่ชัดเจน

เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การปรับตัวกับตลาดออนไลน์ เป้าหมายเช่นเพิ่มยอดขายหรือลดค่าใช้จ่าย

3. จัดทำแผนการดำเนินงานที่เหมาะสม

รวมถึงการกำหนดงบประมาณ และกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับโครงการ

4. การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Infrastructure Preparation)

ตรวจสอบระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น ระบบ IT และโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย

5. ปรับปรุงหรืออัพเกรดพื้นที่ต่างๆ ตามความต้องการของการ Digital Transformation

จัดหาและปรับปรุงเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) หรือระบบคลังข้อมูล (Data Warehouse) (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบ ERP สามารถทำอะไรได้บ้าง)

6. การเลือกและการใช้เทคโนโลยี (Technology Selection and Implementation)

เลือกและปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาและบรรยากาศธุรกิจ

เช่น Cloud Computing, Big Data Analytics, AI ฯลฯ พัฒนาและปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเพื่อให้สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้

7. การสร้างศักยภาพทางองค์กร (Organizational Capability Building)

ฝึกอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจและสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม

สร้างทีมงานที่มีความสามารถในการพัฒนาและบริหารจัดการเทคโนโลยี

สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน

8. การตรวจสอบและการปรับปรุง (Evaluation and Iteration)

วัดผลและตรวจสอบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ปรับปรุงแผนการดำเนินงานตามผลการประเมิน และทำการเรียนรู้จากประสบการณ์

การ Digital Transformation ไม่ได้เป็นกระบวนการที่จบเสร็จได้ในขั้นตอนเดียว

แต่เป็นกระบวนการที่ต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในองค์กรตลอดเวลา

เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การทำ Digital Transformation จะเริ่มต้นอย่างไร Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้ระบบอีอาร์พี

การรู้ว่าธุรกิจต้องการใช้ระบบ Enterprise Resource Planning สามารถดำเนินการได้ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

1. วิเคราะห์ความต้องการธุรกิจ

การวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ เช่น ความซับซ้อนในการบริหารจัดการทรัพยากรหลายประเภท การมีการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกต่าง ๆ ภายในองค์กร เป็นต้น

2. การทบทวนกระบวนการธุรกิจ

การตรวจสอบกระบวนการธุรกิจที่มีอยู่และการระบุปัญหาหรือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรในองค์กร

3. การวิเคราะห์ความพร้อมของระบบ

การตรวจสอบว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรองรับความต้องการของธุรกิจในปัจจุบันและในอนาคตได้หรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบความพร้อมทางทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ ระบบอีอาร์พี

4. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอีอาร์พี

การศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบอีอาร์พีและการทำงานของมัน เพื่อเข้าใจว่าระบบนี้จะมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณ

5. การประเมินค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์

การประเมินค่าใช้จ่ายในการนำเข้าระบบอีอาร์พี รวมถึงการประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้ระบบอีอาร์พี ในระยะยาว

6. การเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี

การสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี และการเข้าใจการสนับสนุนที่พวกเขาจะให้ รวมถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับความต้องการขององค์กร

7. การวางแผนโครงการ

การวางแผนการนำเข้าระบบอีอาร์พีในองค์กร รวมถึงการกำหนดเป้าหมาย การวางแผนการดำเนินงาน และการจัดทีมงานที่เหมาะสมสำหรับโครงการ

การทำความเข้าใจความต้องการขององค์กรและการวางแผนการนำเข้าระบบอีอาร์พีเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องใช้ระบบอีอาร์พี Read More »

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร

การหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีที่เชื่อถือได้นั้นเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้โครงการของคุณเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อยและสามารถวางระบบได้สำเร็จ (Click เพื่ออ่านต่อ ผู้ให้บริการอีอาร์พี Support การใช้งานระบบให้ลูกค้าอย่างไร)

5 ขั้นตอนที่คุณสามารถทำเพื่อหาที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้สำหรับการวางระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. วางแผนและวิเคราะห์ความต้องการ

ทำการวิเคราะห์ความต้องการของธุรกิจของคุณอย่างละเอียด รวมถึงกระบวนการทางธุรกิจที่คุณต้องการปรับปรุงด้วยระบบอีอาร์พี

สร้างขอบเขตของโครงการ เข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการวางระบบอีอาร์พี

2. ค้นหาที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ

สำรวจที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการวางระบบอีอาร์พี

โดยสามารถตรวจสอบได้จากการอ้างอิงผลงานและรีวิวจากลูกค้าก่อนหน้า

อาจหาข้อมูลรีวิวต่าง ๆ ได้จากบน google หรือที่ปรึกษาของบริษัทคุณเอง

3.จัดทำรายการคุณสมบัติ (Feature List) และเปรียบเทียบ

จัดทำรายการคุณสมบัติที่ต้องการจากระบบอีอาร์พีเปรียบเทียบคุณสมบัติที่ทุกที่ปรึกษาเสนอ

เพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจของคุณ

4. ประชุมและบรรยายโครงการ

จัดการประชุมกับที่ปรึกษาที่เลือก เพื่อบรรยายโครงการและสอบถามคำถาม

คำนึงถึงแผนการปรับปรุง action ของทีมโครงการ และการดำเนินการในระหว่างการวางระบบ

5. ตรวจสอบราคาและข้อตกลง

ขอใบเสนอราคาจากที่ปรึกษาที่เลือก จากนั้นทำการตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไข

รวมถึงความชัดเจนเรื่องการ support ใช้งานระบบให้กับ user การฝึกอบรม และการบริการหลังการขาย

การเลือกที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โครงการวางระบบอีอาร์พีของคุณประสบความสำเร็จ

ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ดังนั้นแนวทางในการหาที่ปรึกษาวางระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมควรปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของธุรกิจของคุณด้วยเช่นกัน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องการหาที่ปรึกษาเพื่อวางระบบอีอาร์พีควรทำอย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร

ระบบอีอาร์พี (ERP) คือ Enterprise resource planning เป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร

ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นว่าธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งส่วนใหญ่ก็มักจะนำระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการภายในองค์กร

จนสามารถนำธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

บทความนี้จะเป็นการเขียนถึงบทบาทสำคัญของระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ส่งผลให้ธุรกิจจากบริษัทจำกัด สามารถเปลี่ยนไปเป็นบริษัท (มหาชน) ได้

โดยเกิดจากวิธีการดังต่อไปนี้

1. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการทรัพยากรทั้งหมด

2. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยปรับปรุงกระบวนการในธุรกิจ

3. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการข้อมูลในองค์กร

4. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยสร้างรายงานทางธุรกิจ

ซึ่งแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยจัดการทรัพยากรทั้งหมด

ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยบริหารจัดการทรัพยากรได้ทั้งองค์กร เช่น การบริหารจัดการบุคคล การบริหารทีมขาย การบริหารสต๊อก การบริหารเงินและการบัญชี การควบคุมต้นทุนในการผลิต รวมไปถึงกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ซึ่งระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินงานเป็นระบบ ลดข้อผิดพลาดในการทำงานและสืบย้อนกลับข้อมูลได้

ทำให้เห็นที่มาที่ไปของรายได้ และยังปกป้องการทุจริต ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยปรับปรุงกระบวนการในธุรกิจ

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยปรับการทำงานที่ไม่เป็นระบบให้มีระบบมากขึ้น ซึ่งระบบอีอาร์พี (ERP) จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากัน

ถ้าเจอประโยคนี้สิ่งที่ขึ้นมาในหัวคือ การทำงานที่ค่อนข้างสะเปะสะปะ จับฉ่ายและไม่เป็นระบบ

ผู้ประกอบการที่อยากจะแก้ระบบตรงนี้จึงมักจะเลือกใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้มาปรับกระบวนการภายใน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แต่การปรับตรงนี้จะกระทบการทำงานของคนเก่าๆ ทางผู้ประกอบการควรมีการพูดคุย หารือกับพนักงาน

เพื่อให้เตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตรงนี้

3. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยบริหารจัดการข้อมูลในองค์กร

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น ข้อมูลการเงิน ข้อมูลคู่ค้า ข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงข้อมูลด้านการผลิต

ถ้าข้อมูลมีความเร็ว ถูกต้อง แม่นยำก็ยิ่งทำให้ธุรกิจของท่านเติบโตแซงคู่แข่ง และด้วยข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ก็เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรพย์ได้สำเร็จ

Click เพื่ออ่าน 4 ข้อแตกต่าง ระหว่างโปรแกรมบัญชี และระบบอีอาร์พี (ERP) ?

4. การนำระบบอีอาร์พี (ERP) มาช่วยสร้างรายงานทางธุรกิจ

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างรายงานทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และการตัดสินใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันต่อความต้องการของตลาด และนำเสนอข้อมูลที่สำคัญต่อผู้ลงทุน

Clickเพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พี ERP ช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณได้อย่างไร

ดังนั้น การใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมและมีประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการบริหารจัดการทรัพยากร การปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ การจัดการข้อมูลทรัพยากร และการสร้างรายงานทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

PlanetOne ERP คือระบบบริหารจัดการทรัพยากรแบบครบวงจร รองรับการทำงานได้ทุกประเภทธุรกิจ

เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเติบโตและเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ PlanetOne ERP เป็นระบบอีอาร์พีของคนไทย มีความยืดหยุ่นสูง

ฟังก์ชันการทำงานที่เรียบง่าย แต่ระบบสามารถรองรับการทำงานที่ซับซ้อน และพร้อมจะปรับเปลี่ยนระบบไปตามการทำงานขององคืกรได้

ติดต่อสอบถาม

Office : 02 271 4362-3

Tel. 095 294 5693 (คุณเจน)

Line : jane-siriwan

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างไร Read More »

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในองค์กรเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมด

เช่น การบัญชี, การเงิน, การผลิต, การคลังสินค้า, การจัดจำหน่าย, และการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้ขาย

รายงานที่สร้างขึ้นจากระบบอีอาร์พีมีความสำคัญอย่างมาก

เนื่องจากช่วยให้ผู้บริหารและผู้ตัดสินใจเข้าใจสถานะและประสิทธิภาพของธุรกิจได้ดีขึ้น

การแสดงรายงานของระบบอีอาร์พีมักจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับด้านต่างๆ ของธุรกิจ (Click เพื่ออ่านต่อ Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง)

เช่น รายงานการขาย, รายงานการเงิน, รายงานการผลิต, รายงานคลังสินค้า เป็นต้น

โดยรายงานเหล่านี้สามารถจัดทำให้เป็นระยะเวลาเฉพาะ (รายเดือน, รายไตรมาส, รายปี) หรือเป็นรายงานเรียลไทม์ทันทีตามความต้องการของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ระบบอีอาร์พียังสามารถสร้างรายงานที่มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ

เช่น การทำนายยอดขายในอนาคต, การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในกระบวนการผลิต เป็นต้น

รูปแบบและเนื้อหาของรายงานของระบบอีอาร์พีจะขึ้นอยู่กับความต้องการและการกำหนดค่าที่ถูกต้องขององค์กรแต่ละราย

โดยมักจะมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละที่ (Click เพื่ออ่านต่อ องค์กรของคุณพร้อมหรือยังที่จะวางระบบอีอาร์พี)

ตัวอย่างรายงานแบบต่าง ๆ ที่ระบบอีอาร์พีสามารถทำได้

ระบบอีอาร์พีมักจะมีความสามารถในการสร้างรายงานในรูปแบบกราฟต่าง ๆ เพื่อช่วยในการแสดงข้อมูลอย่างกระชับและชัดเจน

รูปแบบกราฟต่าง ๆ ที่ระบบอีอาร์พีสามารถทำได้ประกอบไปด้วย

1. กราฟเส้น (Line Graphs)

ใช้แสดงแนวโน้มของข้อมูลตลอดเวลา เช่น ยอดขายประจำเดือนในรอบหลาย ๆ ปี

เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

2. กราฟแท่ง (Bar Graphs)

ช่วยในการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ

เช่น ยอดขายรายสินค้าในปีล่าสุด โดยแยกตามกลุ่มสินค้า

3. กราฟวงกลม (Pie Charts)

แสดงสัดส่วนของข้อมูลในกลุ่ม โดยเน้นการแสดงสัดส่วนของกลุ่มต่าง ๆ

เช่น สัดส่วนของยอดขายแต่ละสินค้าต่อรายได้รวม

4. กราฟเส้นที่แยกสี (Multi-line Graphs)

ช่วยในการเปรียบเทียบแนวโน้มของข้อมูลระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน

เช่น การเปรียบเทียบยอดขายของสินค้า A, B, และ C ในรอบปีล่าสุด

5. กราฟแท่งที่แสดงความผันแปรของข้อมูล (Histograms)

ใช้สำหรับแสดงการกระจายของข้อมูลในกลุ่ม

เช่น การแสดงรายได้ของลูกค้าตามช่วงราคาสินค้า

6. กราฟความสัมพันธ์ (Scatter Plots)

แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองตัวแปร

เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณการขาย

การเลือกใช้กราฟที่เหมาะสมจะช่วยให้ข้อมูลมีความชัดเจนและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการตัดสินใจและวิเคราะห์ข้อมูลในองค์กร

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีสามารถแสดงรายงานอย่างไรบ้าง Read More »

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นสิ่งที่สำคัญเนื่องจากสภาวะตลาดและสภาวะธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ซึ่งเหตุผลหลักที่ต้องเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ:

ธุรกิจต้องปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดเพื่อทำให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าและการแข่งขัน การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่าน การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร)

2. การทำงานร่วมกัน:

ในสภาวะที่พนักงานต้องทำงานที่หลากหลายสถานที่ การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพ:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีช่วยให้ธุรกิจมีความสามารถในการทำงานและบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยลดการซ้ำซ้อนในกระบวนการและการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

4.การป้องกันความเสี่ยง:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเพื่อการตรวจสอบและควบคุมความเสี่ยงทางธุรกิจ เช่น ป้องกันการบุกรุกทางไซเบอร์, การละเมิดข้อมูล, หรือความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดกฎหมาย

5.การปรับตัวต่อเทคโนโลยี:

การเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การนำเข้า Machine Learning หรือการประยุกต์ใช้ Blockchain เพื่อเพิ่มความมั่นคงและประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นการเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวต่อสภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะเพิ่มความสามารถของระบบอีอาร์พีได้อย่างไร Read More »

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP)

หากให้พูดถึงการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP ก็มักจะไม่บ่อยนักที่ผู้ประกอบจะทำการเปลี่ยนระบบใหม่ “เพราะการเปลี่ยนระบบใหม่ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายบ้าน” สิ่งที่ต้องเจอคือความยุ่งยากในการเริ่มต้นใหม่และความเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการขึ้นระบบ

ซึ่งสาเหตุหลักๆที่พบได้ส่วนใหญ่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ไม่ว่าจะธุรกิจประเภทอะไรก็ตาม ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เปลี่ยนไปตามนโยบายหรือข้อกฏหมายต่างๆ

แต่หากระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

ที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะเปลี่ยนระบบใหม่ที่สามารถพัฒนาเพื่อให้ทันต่อความต้องการขององค์กรได้

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่หลาย ๆ ธุรกิจ จะทำการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้สอดคล้องกับองค์กรให้มากที่สุด แต่ถ้าระบบอีอาร์พีที่ใช้ในปัจจุบัน

ไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาการทำงานหรือวิธีการให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรได้

ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่

3. การลดค่าใช้จ่าย

มีหลายองค์กรที่ใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เจ้าดังระดับโลกและเลิกการใช้งานเพราะไปต่อกับค่าใช้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างสูงไม่ไหว

และเริ่มมองหาระบบอีอาร์พีเจ้าเล็กๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจแค่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้

เพราะองค์กรก็มีประสบการณ์ในการลงระบบมาบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ในปัจจุบันระบบอีอาร์พี (ERP)

ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทยก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าแต่ระบบการทำงานเทียบเท่ากับเจ้าดังๆ ก็มีให้เห็นได้ไม่น้อย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

หลายองค์กรชอบเข้าใจผิดว่าระบบที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) แต่การทำงานของระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานระดับสากล กล่าวคือ

ทั้งระบบต้องเชื่อมโยงถึงกัน โดยไม่แยกข้อมูลในการทำงาน

เช่น ฝั่งขายจะส่งข้อมูลไปที่คลังเพื่อตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ และคลังเชื่อมข้อมูลไปที่จัดซื้อและฝั่งผลิต เพื่อทำการผลิตหรือสั่งสินค้าตามออเดอร์ที่ขาด

เพราะฉะนั้นหากองค์กรของท่านยังแยกระบบการทำงานอยู่ ก็มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาเช่น

ข้อมูลการทำงานอาจไม่ถูกต้อง เพิ่มงานและยังเสียเวลา อาจะเกิดข้อผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้

พราะฉะนั้นหากธุรกิจของท่านยังแยกระบบการทำงาน ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาระบบใหม่ที่รองรับการทำงานได้ทุกแผนกเพื่อส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

ถึงจะเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) ทุกเจ้า จะมีข้อดีข้อเสียที่เหมือนกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะหากระบบอีอาร์พี (ERP) ไม่สามารถเรียกรายงานได้แบบเรียลไทม์ และสามารถกำหนดข้อมูลที่ปรากฏบนหน้ารายงานได้อยางมีประสิทธิภาพ ก็ส่งผลให้องค์กรเลือกที่จะหาระบบใหม่ มาแทนที่ระบบที่ใช้ปัจจุบัน

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

ระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีการพัฒนาไม่ต่างไปจากพวกระบบปฏิบัติการอื่นๆ ซึ่งก็มีเทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี

จึงเป็นสาเหตุให้องค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในยุคดิจิตอล ตัดสินใจเปลี่ยนระบบใหม่เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้งาน AI, Machine Learning, หรือ Blockchain

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ในองค์กร

จากบทความที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สาเหตุที่องกรณ์ตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) มีทั้งหมด 6 หัวข้อดังต่อไปนี้ click เพื่ออ่าน 3 เหตุผล ที่องค์กรเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

3. การลดค่าใช้จ่าย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

แต่ไม่ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) จะเป็นอะไร ทางผู้เขียนก็ยังคงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP )

เพื่อนำมาใช้งานในองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างประสิทธิภาพ click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

หากต้องการระบบอีอาร์พีที่มีขนาดการทำงานระดับสากล ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร รองรับระบบภาษีของประเทศไทยที่มีความซับซ้อนสูง เข้ามาแวะชม Package ได้ที่นี่

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับระบบ

โทร. 02 271 4362-3 Office

โทร 095 294 5693 คุณเจน (ตำแหน่ง Executive Director)

Line: jane-siriwan

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) คือเอกสารทางธุรกิจที่ใช้เป็นการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ขายหรือผู้ผลิต เพื่อให้มีการยืนยันรายละเอียดของการซื้อ-ขายระหว่างฝ่ายซื้อและฝ่ายขาย

เอกสาร PO จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ต้องการซื้อ เช่น จำนวนสินค้าที่ต้องการ, ราคาต่อหน่วย, วันที่ส่งมอบ, เงื่อนไขการชำระเงิน และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมนั้น ๆ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ

ทำให้กระบวนการการซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบง่ายขึ้น

โดยเอกสาร PO จะถูกสร้างขึ้นในระบบอีอาร์พีแล้วส่งไปยังผู้ขายหรือผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อในกระบวนการซื้อขาย

การใช้ PO ยังช่วยให้มีการติดตามและควบคุมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การขาดสินค้าหรือความไม่เหมาะสมในการชำระเงิน

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

Purchase Order (PO) ในระบบอีอาร์พี (ERP) จะต้องมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกระบวนการซื้อขายและการบัญชีขององค์กร ข้อมูลที่สำคัญที่จะปรากฏใน PO ได้แก่:

รายละเอียดของผู้ซื้อ: เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

รายละเอียดของผู้ขาย: เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ: เช่น ชื่อสินค้าหรือบริการ, รายละเอียดเฉพาะ เช่น จำนวน, ราคาต่อหน่วย, หน่วยนับ, รหัสสินค้า

วันที่ระบุใน PO: เป็นวันที่สร้าง PO และกำหนดส่งมอบสินค้า

เงื่อนไขการชำระเงิน: เช่น วันที่ครบกำหนดชำระ, เงื่อนไขการชำระเงิน (เช่น 30 วันหลังวันออก PO)

รายละเอียดการจัดส่ง: เช่น ที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้า, วิธีการจัดส่ง

เงื่อนไขอื่น ๆ: เช่น เงื่อนไขการยกเลิก, เงื่อนไขการคืนสินค้า

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการการซื้อขายเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพในองค์กร

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

เอกสาร Purchase Order ในระบบอีอาร์พี Read More »

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการรันธุรกิจและเป็นพื้นฐานสำหรับกระบวนการธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เป็นรากฐานของธุรกิจเพื่อใช้ในการทำงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการช่วยให้ระบบอีอาร์พีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ข้อมูลลูกค้า (Customer Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล์, ประวัติการซื้อสินค้า, รายละเอียดการติดต่อ เป็นต้น

2. ข้อมูลผู้จัดซื้อ (Vendor Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดซื้อหรือผู้ผลิตสินค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, ข้อมูลติดต่อ, เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้น

3. ข้อมูลพนักงาน (Employee Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานภายในองค์กร เช่น ชื่อ, ตำแหน่ง, แผนกงาน, เงินเดือน, ประวัติการทำงาน เป็นต้น

4. ข้อมูลวัตถุดิบและสินค้า (Material and Product Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือสินค้าที่ขาย เช่น รหัสสินค้า, รายละเอียดสินค้า, ราคา, จำนวนคงเหลือ เป็นต้น

5. ข้อมูลบัญชี (Accounting Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินขององค์กร เช่น รายการบัญชี, รายงานการเงิน, บัญชีผู้เจรจา, การบัญชีเงินเดือน เป็นต้น

6. ข้อมูลการผลิต (Production Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น รายการวัตถุดิบที่ใช้, การวางแผนการผลิต, สถานะการผลิต เป็นต้น

7. ข้อมูลการจัดการคลังสินค้า (Inventory Management Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการคลังสินค้า เช่น รายการสินค้าในคลัง, ระดับสินค้าในคลัง, การจัดเก็บสินค้า เป็นต้น

8. ข้อมูลการขนส่ง (Logistics Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการขนส่งสินค้า เช่น ข้อมูลการส่งสินค้า, รายละเอียดการขนส่ง, การติดตามสินค้า เป็นต้น

ดังนั้นการจัดการ Master Data ให้มีความแม่นยำและครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบอีอาร์พี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ดีที่สุด

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง Read More »

การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี

การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี

การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีหลายเหตุผลที่มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ 

อีกทั้งยังช่วยในการจัดหมวดหมู่และแยกประเภทของเอกสาร ทำให้ข้อมูลขององค์กรสามารถนำมาใช้ได้อย่างสะดวก

โดยในบทความนี้จะกล่าวถึง การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีทั้งหมด 2 ส่วนคือ

1. เหตุผลในการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี

2. วิธีการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี

ในส่วนที่ 1. จะล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีจะประกอบด้วยเหตุผลต่าง ๆ 5 ข้อดังนี้คือ

1. การติดตามและการบริหารจัดการ

2. การป้องกันข้อผิดพลาด

3. การจัดเก็บข้อมูล

4. การรายงานและการวิเคราะห์

5. การป้องกันการปลอมแปลง

6. ความสะดวกสบาย

ในส่วนที่ 2. จะล่าวถึงวิธีการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี จะประกอบด้วยเหตุผลต่าง ๆ 3 ข้อดังนี้คือ

1. กำหนดรูปแบบของเลขที่เอกสาร

2. การกำหนดเงื่อนไขและกฎการสร้างเลขที่เอกสาร

3. การใช้ตัวแปรและฟังก์ชัน

4. การทดสอบและการปรับปรุง

5. การดูแลรักษาเลขที่เอกสาร

เนื้อหาของส่วนที่ 1 เหตุผลที่ต้องมีการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีจะประกอบด้วยเหตุผลต่าง ๆ 5 ข้อดังนี้คือ

1. การติดตามและการบริหารจัดการ

เลขที่เอกสารช่วยให้ง่ายต่อการติดตามและการบริหารจัดการกระบวนการธุรกิจ โดยเฉพาะในกระบวนการทางการเงินและการคลังสินค้า เช่น ใบสั่งซื้อ, ใบกำกับสินค้า, และใบแจ้งหนี้ เลขที่เอกสารช่วยให้สามารถติดตามสถานะของรายการและการทำธุรกรรมได้โดยง่าย

2. การป้องกันข้อผิดพลาด

การใช้เลขที่เอกสารช่วยลดความผิดพลาดในกระบวนการทางธุรกิจ เนื่องจากเลขที่เอกสารจะทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บและการบันทึกข้อมูลมีความถูกต้อง

3. การจัดเก็บข้อมูล

เลขที่เอกสารช่วยให้ง่ายต่อการจัดเก็บข้อมูลในระบบอีอาร์พีโดยช่วยในการสร้างระเบียนและการจัดเก็บข้อมูลอย่างมีระเบียบ เพื่อความสะดวกในการเรียกดูข้อมูลในอนาคต

4. การรายงานและการวิเคราะห์

เลขที่เอกสารเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยให้สามารถระบุและวิเคราะห์ข้อมูลในระบบอีอาร์พีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

5. การป้องกันการปลอมแปลง

การใช้เลขที่เอกสารช่วยป้องกันการปลอมแปลงและการประพฤติมิชอบในการทำธุรกรรม โดยระบบจะสามารถตรวจสอบเลขที่เอกสารเพื่อยืนยันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของการทำธุรกรรมนั้นๆ (Click เพื่ออ่านต่อ ข้อดีของการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

6. ความสะดวกสบาย

เลขที่เอกสารช่วยให้ง่ายต่อการค้นหาและตรวจสอบข้อมูลในระบบอีอาร์พีโดยสามารถใช้เลขที่เอกสารเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย

ดังนั้นการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้กระบวนการทางธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเป็นระบบในการดำเนินงาน

ในส่วนที่ 2. จะล่าวถึงวิธีการสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี ซึ่งจะมีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างไปตามแต่ละระบบอีอาร์พีและความต้องการขององค์กร อย่างไรก็ตามมักจะมีขั้นตอนหลักที่เป็นที่นิยมในการสร้างเลขที่เอกสาร โดยประกอบด้วยวิธีการต่าง ๆ 3 ข้อดังนี้คือ

1. กำหนดรูปแบบของเลขที่เอกสาร

ก่อนที่จะสร้างเลขที่เอกสาร คุณต้องกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับเลขที่เอกสารขององค์กรของคุณ เช่น รูปแบบของเลขที่เอกสารอาจประกอบด้วยตัวเลขเฉพาะ, วันที่, เดือน, ปี, และรหัสตัวตนของเอกสารเช่น ใบสั่งซื้อ (PO) หรือใบกำกับสินค้า (Invoice)

2. การกำหนดเงื่อนไขและกฎการสร้างเลขที่เอกสาร

คุณต้องกำหนดเงื่อนไขและกฎที่ใช้ในการสร้างเลขที่เอกสาร เช่น กำหนดว่าเลขที่เอกสารจะเริ่มต้นที่เลขใด, วิธีการเพิ่มเลขที่เอกสารต่อไป เช่น เพิ่มเลขที่เอกสารทีละหนึ่งหรือโดยการกระโดดหลายหมายเลขในครั้งเดียว

3. การใช้ตัวแปรและฟังก์ชัน

ในการกำหนดเลขที่เอกสาร คุณอาจใช้ตัวแปรหรือฟังก์ชันที่ระบบอีอาร์พีมีให้เพื่อจัดการข้อมูลที่ใช้ในการสร้างเลขที่เอกสาร เช่น วันที่ปัจจุบัน, เลขที่เอกสารก่อนหน้า, หรือแม้กระทั่งข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่น ๆ

4. การทดสอบและการปรับปรุง

หลังจากที่คุณได้กำหนดเงื่อนไขและกฎการสร้างเลขที่เอกสารเสร็จสิ้น คุณควรทดสอบระบบเพื่อตรวจสอบว่าเลขที่เอกสารถูกสร้างตามที่คุณต้องการหรือไม่ และปรับปรุงตามความต้องการขององค์กรในกรณีที่จำเป็น

5. การดูแลรักษาเลขที่เอกสาร

หลังจากที่เลขที่เอกสารถูกสร้างขึ้นแล้ว คุณต้องดูแลรักษาเลขที่เอกสารอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนหรือการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง

กล่าวโดยสรุป การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการการวางแผนและการดำเนินการที่รอบคอบ การสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเลขที่เอกสารสามารถช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การสร้างเลขที่เอกสารในระบบอีอาร์พี Read More »

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร

การพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลมีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและแนวโน้มการธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลควรมุ่งเน้นไปที่ด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ระบบอีอาร์พีเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและข้อกำหนดใหม่ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาระบบอีอาร์พีในยุคดิจิทัลมีหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี
  2. การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น
  3. การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)
  4. การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)
  5. การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล
  6. การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

โดยรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้คือ

1.การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าสู่ระบบอีอาร์พี

การใช้งานเทคโนโลยีเชิงลึก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การทำงานในรูปแบบคลาวด์ (Cloud), และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของธุรกิจและเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

2.การเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น

การออกแบบและพัฒนาระบบอีอาร์พีที่สามารถปรับปรุงและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างทันที

Click เพื่ออ่าน 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี

3.การสร้างพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Collaborative Workspace)

การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถทำงานได้ทุกที่และทุกเวลา

4.การรวมการทำงานในอิเล็กทรอนิกส์ (Digitizing Workflows)

การทำงานที่ตอบสนองต่อข้อมูลและกระบวนการการทำงานในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความเร็วในการปฏิบัติงาน

Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน

5.การปรับใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

การใช้งานข้อมูลในรูปแบบ Big Data Analytics เพื่อทำนายแนวโน้มและตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐาน

6.การให้บริการแบบต่อเนื่อง (Continuous Service)

การพัฒนาและดูแลระบบ ERP ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพตลอดเวลาเพื่อให้กับผู้ใช้งาน

การพัฒนาระบบ ERP ในยุคดิจิทัลต้องการการร่วมมือระหว่างทีมพัฒนาและผู้ใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่าระบบสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลนี้

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การพัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลควรทำอย่างไร Read More »

Scroll to Top