ผลิตเกินดีกว่าของขาด จริงหรือ? เจาะลึกความเสี่ยงของ ‘Overproduction’ ที่คุณอาจมองข้าม

ในโลกของการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลัง มีประโยคคลาสสิกที่หลายคนยึดถือว่า “เหลือดีกว่าขาด” (Better Safe Than Sorry) เพราะความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการคือ ลูกค้าสั่งของแล้วไม่มีส่ง (Stockout) ซึ่งหมายถึงการเสียโอกาสขายและเสียเครดิต

แต่ในมุมมองของการบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิด Lean Manufacturing การคิดแบบนี้อาจเป็นหลุมพรางขนาดใหญ่ วันนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไม Overproduction (การผลิตมากเกินความจำเป็น) ถึงอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ที่อันตรายยิ่งกว่าการของขาดเสียอีก

Overproduction คืออะไร? ทำไมเราถึงชอบทำ?

Overproduction คือการผลิตสินค้าออกมามากกว่าความต้องการจริงของลูกค้า หรือผลิตออกมาก่อนเวลาที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักมักมาจาก:

  • ความต้องการใช้เครื่องจักรให้คุ้มค่าที่สุด (Economy of Scale)
  • ความกังวลเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน หรือเครื่องจักรเสีย
  • การพยากรณ์ยอดขาย (Demand Forecasting) ที่ผิดพลาด

แม้ดูเหมือนจะเป็นการเตรียมพร้อมที่ดี แต่ในความเป็นจริง มันคือการสร้าง “ความสูญเปล่า” (Waste) ที่รุนแรงที่สุดในระบบอุตสาหกรรม


4 ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาสินค้า (Hidden Risks of Overproduction)

หากคุณคิดว่าการมีของเต็มโกดังคือความอุ่นใจ ลองดูความจริง 4 ข้อนี้ที่อาจกำลังกัดกินกำไรของคุณอยู่:

1. กระแสเงินสดจมหาย (Cash Flow Freeze)

สินค้าที่กองอยู่ในโกดังไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่มันคือ “เงินสด” ที่ถูกแช่แข็ง คุณจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าโสหุ้ยไปแล้ว แต่เงินยังไม่กลับเข้ามาในกระเป๋า ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้เจ๊งเพราะไม่มีกำไรทางบัญชี แต่เจ๊งเพราะ ขาดสภาพคล่อง จากการเอาเงินไปจมกับของที่ยังขายไม่ได้

2. ต้นทุนแฝงในการจัดเก็บ (Inventory Carrying Costs)

พื้นที่ทุกตารางเมตรมีราคา ยิ่งของเยอะ คุณยิ่งต้องจ่าย:

  • ค่าเช่าโกดัง หรือค่าเสียโอกาสในการใช้พื้นที่
  • ค่าไฟ ค่าแอร์ (สำหรับสินค้าควบคุมอุณหภูมิ)
  • ค่าแรงพนักงานในการดูแล ขนย้าย และนับสต็อก
  • ค่าประกันภัยสินค้า

3. ปัญหา Dead Stock และสินค้าเสื่อมสภาพ

สินค้าไม่ได้คงทนถาวรเสมอไป การผลิตเกินนำไปสู่ความเสี่ยงที่สินค้าจะหมดอายุ (Expired), เสื่อมสภาพ, หรือตกรุ่น (Obsolete) โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีหรือแฟชั่น สุดท้ายคุณอาจต้อง “ขายขาดทุน” หรือทิ้งทำลายกลายเป็นขยะ (Scrap) ซึ่งคือการโยนเงินทิ้งเปล่าๆ

4. การปิดบังปัญหาการผลิต (Hiding Defects)

นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด เมื่อเราผลิตล็อตใหญ่ๆ (Mass Production) หากเกิดความผิดพลาดที่เครื่องจักร (Defect) เราอาจผลิตของเสียออกมาเป็นพันชิ้นก่อนจะรู้ตัว แต่ถ้าเราผลิตตามความต้องการจริง (Pull System) เราจะเจอของเสียได้เร็ว แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่เจ็บตัวหนัก

จะสมดุลสต็อกอย่างไรไม่ให้เจ็บตัว?

การเปลี่ยนจาก “ผลิตเผื่อ” มาเป็น “ผลิตพอดี” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำได้ด้วยเครื่องมือเหล่านี้:

  1. ใช้ระบบ ERP หรือ Inventory Management: เลิกใช้ความรู้สึก และหันมาใช้ Data ในการวิเคราะห์ประวัติการขาย และคาดการณ์ความต้องการแม่นยำขึ้น
  2. ปรับเข้าสู่ JIT (Just-in-Time): พยายามรับวัตถุดิบและผลิตเมื่อมีความต้องการจริง เพื่อลดระยะเวลาการเก็บของ
  3. ลด Minimum Order Quantity (MOQ): เจรจากับ Supplier หรือปรับกระบวนการผลิตให้สามารถผลิตล็อตเล็กได้คุ้มทุน (Batch Size Reduction)

บทสรุป

คำถามที่ว่า “ผลิตเกินดีกว่าของขาด จริงหรือ?” คำตอบในยุคปัจจุบันคือ “ไม่จริงเสมอไป”

แม้การของขาดจะดูน่ากลัว แต่การผลิตเกินเปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่ค่อยๆ กัดกินสภาพคล่องและกำไรของธุรกิจคุณอย่างเงียบเชียบ การบริหารสต็อกให้ “พอดี” หรือ Lean จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและทำกำไรได้อย่างยั่งยืนที่สุด

Scroll to Top