ระบบผลิต

โปรแกรม ERP ที่ใช้ในโรงงาน: ทำไมต้องเป็นระบบ PlanetOne ERP?

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิต การใช้เครื่องมือบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโต ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คือคำตอบที่ช่วยให้โรงงานสามารถบูรณาการทุกส่วนงานเข้าด้วยกัน และหากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจการผลิตในไทยอย่างแท้จริง PlanetOne ERP คือตัวเลือกที่โดดเด่นและน่าพิจารณา


ความท้าทายของโรงงานในปัจจุบันที่ ERP ช่วยแก้ไขได้

โรงงานอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) ในประเทศไทย มักเผชิญกับปัญหาหลักๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ได้แก่:

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: การใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกส่วน ทำให้ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ขาดความแม่นยำ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้า
  2. การควบคุมต้นทุนและการบริหารสต็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ: การจัดการสินค้าคงคลัง (วัตถุดิบ, ชิ้นส่วน, สินค้าสำเร็จรูป) ที่ผิดพลาด ทำให้เกิดปัญหาของขาดหรือของเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจมและต้นทุนการผลิตสูง
  3. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: การจัดการสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้ความแม่นยำสูง
  4. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ธุรกิจ OEM ต้องรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด และจำเป็นต้องมีระบบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการผลิตและชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

PlanetOne ERP: ระบบ ERP สัญชาติไทย เพื่อโรงงานไทยโดยเฉพาะ

PlanetOne ERP ถูกพัฒนาขึ้นโดยบุคลากรชาวไทย โดยมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบริบทและข้อจำกัดของธุรกิจการผลิตในประเทศไทย ทำให้เป็นโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์เฉพาะด้านได้เป็นอย่างดี:

1. ตอบโจทย์การผลิตอย่างครบวงจร (Manufacturing-Focused Modules)

PlanetOne ERP มาพร้อมกับโมดูลหลักที่จำเป็นสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ:

  • Materials Requirement Planning (MRP): ช่วยในการวางแผนความต้องการวัสดุได้อย่างแม่นยำ ลดปัญหาของขาดมือและสต็อกจม
  • Shop Floor Control / Production Planning: ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดตารางการผลิต จัดสรรทรัพยากร (เครื่องจักรและบุคลากร) และติดตามสถานะการผลิตแบบเรียลไทม์
  • Inventory / Warehouse Management: จัดการสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ ควบคุมการเบิกจ่ายวัตถุดิบ และรองรับการจัดการสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
  • Product / Job Costing: สามารถคำนวณและควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างละเอียด ทำให้ทราบกำไรขั้นต้น (GP Report) ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ

2. การบูรณาการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

หัวใจสำคัญของ ERP คือการรวมข้อมูล ทุกฟังก์ชันงานของ PlanetOne ERP ไม่ว่าจะเป็นการขาย (Sales Order), การจัดซื้อ (Purchasing), การผลิต (Manufacturing), สินค้าคงคลัง (Inventory) และบัญชี (General Ledger, Account Payable/Receivable) จะทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ผู้บริหารสามารถ มองเห็นภาพรวมของธุรกิจ ได้อย่างชัดเจน แบบเรียลไทม์ นำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่รวดเร็วและถูกต้อง

3. ความยืดหยุ่นและการรองรับบริบทท้องถิ่น

ในฐานะที่เป็นระบบที่พัฒนาโดยคนไทย PlanetOne ERP จึงมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับแต่งให้เข้ากับ Business Process และข้อกำหนดทางกฎหมายของไทย รวมถึงรองรับการทำงานในลักษณะ:

  • Multi-Company และ Multi-Currencies: รองรับการทำงานในองค์กรที่มีหลายบริษัทและต้องทำธุรกรรมด้วยหลายสกุลเงิน
  • การรองรับกฎระเบียบของกรมสรรพากร: มั่นใจได้ว่าการบันทึกบัญชีและการออกเอกสารทางการเงินเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

4. การสนับสนุนและบริการหลังการขายโดยผู้เชี่ยวชาญไทย

การติดตั้งระบบ ERP ไม่ได้จบแค่การลงซอฟต์แวร์ แต่ต้องมีการให้คำปรึกษาและการวางระบบที่มีคุณภาพ PlanetOne ERP มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ ERP ที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขาย ซึ่งช่วยให้โรงงานสามารถนำระบบไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและราบรื่น

สรุป

การเลือก PlanetOne ERP จึงเป็นการลงทุนในระบบบริหารจัดการที่ถูกออกแบบมาเพื่อ ลดความซ้ำซ้อนของงาน (No more redundant work), เพิ่มความสามารถในการ ตรวจสอบย้อนกลับและความรับผิดชอบ (Traceability and accountability) และช่วยให้โรงงานไทยก้าวสู่ยุค Smart Factory ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

คุณสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำเร็จของบริษัทผู้พัฒนาระบบนี้ได้จากวิดีโอ ความสำเร็จของ BRID Systems ผู้พัฒนาระบบ PlanetOne ERP ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของ BRID Systems ผู้พัฒนาระบบ PlanetOne ERP.

โปรแกรม ERP ที่ใช้ในโรงงาน: ทำไมต้องเป็นระบบ PlanetOne ERP? Read More »

allocate ที่อยู่บนระบบ ERP มีความหมายว่าอะไร

ในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คำว่า allocate หมายถึง การจัดสรรหรือแบ่งสรรทรัพยากร ต่างๆ ขององค์กรให้กับงาน, โครงการ, หรือคำสั่งซื้อเฉพาะอย่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมั่นใจได้ว่าทรัพยากรที่จำเป็นจะพร้อมใช้งานในเวลาที่ต้องการ

ประเภทของการจัดสรร (Allocation) ในระบบ ERP

การจัดสรรในระบบ ERP ไม่ได้จำกัดแค่การจัดการสินค้าคงคลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพยากรอื่นๆ ด้วย ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายประเภท ได้แก่:

การจัดสรรสินค้าคงคลัง (Inventory Allocation): เป็นการ จองหรือกันสินค้า สำหรับคำสั่งซื้อลูกค้าหรือใบสั่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอสำหรับคำสั่งซื้อนั้นๆ และป้องกันการนำสินค้าไปใช้กับคำสั่งซื้ออื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

การจัดสรรทรัพยากรการผลิต (Resource Allocation): เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องจักร, แรงงาน, หรือเวลา ในการทำงานให้กับใบสั่งผลิตต่างๆ เพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดสรรต้นทุน (Cost Allocation): เป็นการ กระจายต้นทุน ที่เกิดขึ้นร่วมกัน (เช่น ค่าเช่าโรงงาน, ค่าสาธารณูปโภค) ไปยังหน่วยงาน, แผนก, หรือโครงการต่างๆ ที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนนั้น เพื่อให้สามารถคำนวณต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ทำไมการ Allocate ถึงสำคัญในระบบ ERP?

การใช้ฟังก์ชัน allocate ในระบบ ERP ช่วยให้องค์กรสามารถ:

  • วางแผนได้อย่างแม่นยำ: สามารถตรวจสอบได้ว่ามีทรัพยากรอะไรที่ถูกจองหรือใช้ไปแล้วบ้าง ทำให้การวางแผนการผลิตและการสั่งซื้อในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันปัญหาขาดแคลนหรือเกินสต็อก: ช่วยให้มั่นใจว่าสินค้าจะถูกกันไว้สำหรับคำสั่งซื้อสำคัญจริงๆ ป้องกันการขายสินค้าที่ถูกจองไปแล้ว
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นระบบ ลดความผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือการบริหารแบบแมนนวล

allocate ที่อยู่บนระบบ ERP มีความหมายว่าอะไร Read More »

ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย: กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

ทำไมธุรกิจ OEM ถึงต้องการ ERP? 

ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตตามสั่ง กำลังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าอุปโภคบริโภค OEM ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เช่น การบริหารวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ และการจัดส่งสินค้าตามกำหนดเวลา 

นี่คือจุดที่ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะ ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการทุกกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การดำเนินงานราบรื่นมากขึ้น 

 

ประโยชน์ของ ERP สำหรับธุรกิจ OEM 

  1. บริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจ OEM ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การใช้ ERP จะช่วยติดตามวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงสินค้าสำเร็จรูป ลดปัญหาการขาดแคลนสต็อก และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อคำสั่งซื้ออย่างแม่นยำ 

  1. ควบคุมต้นทุนและเพิ่มกำไร

ERP ช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตได้แบบเรียลไทม์ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และช่วยให้สามารถกำหนดราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม 

  1. ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การใช้ระบบ ERP ช่วยลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ เพิ่มความแม่นยำในการผลิต และทำให้สามารถตรวจสอบสถานะการผลิตได้ทุกขั้นตอน 

  1. บริหารจัดการคุณภาพสินค้า (Quality Control) อย่างเข้มงวด

ERP ช่วยติดตามคุณภาพสินค้าตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งมอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ได้หากพบปัญหา ทำให้การแก้ไขเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

  1. เสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM Integration)

ธุรกิจ OEM ที่ใช้ ERP สามารถจัดการคำสั่งซื้อ การส่งมอบ และการบริการหลังการขายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 

 

เลือก ERP อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย? 

การเลือก ERP สำหรับธุรกิจ OEM ควรพิจารณาคุณสมบัติดังนี้: ✔ รองรับการผลิตแบบ Make-to-Order (MTO) และ Make-to-Stock (MTS) ✔ มีระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) เพื่อช่วยบริหารวัตถุดิบ ✔ รองรับการจัดการคุณภาพ (QC/QA) อย่างเข้มงวด ✔ สามารถรวมกับซัพพลายเชนและระบบลูกค้า (CRM, Supplier Portal) ✔ รองรับการทำงานแบบ Cloud หรือ Hybrid เพื่อความยืดหยุ่น  

สรุป 

ธุรกิจ OEM ในไทยที่ต้องการเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกจำเป็นต้องมีระบบ ERP ที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนใน ERP ไม่ใช่แค่การปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร แต่เป็นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว 

ระบบ ERP แบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ไทย

ระบบ ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ไทย คงหนีไม่พ้นระบบ ERP ที่พัฒนามาเพื่อการทำงานของคนไทยได้โดยเฉพาะ อย่างเช่น

PlanetOne ERP ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบการผลิต และยังพัฒนามาเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของคนไทยโดยเฉพาะ นอกจากระบบการผลิตที่เชี่ยวชาญแล้ว ยังสามารถรองรับการทำงานแบบ made to order ไหนจะระบบที่สามารถวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และวางแผนความต้องการวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ของคุณ เริ่มต้นวันนี้เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า! 

ติดต่อ 02 271 4362-3

Line@bridsystems

ERP ที่เหมาะกับธุรกิจ OEM ในไทย: กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน  Read More »

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

e-Tax Invoice หรือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

คือใบกำกับภาษีที่ถูกจัดทำและส่งมอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการภาษี ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบข้อมูล

โดย e-Tax Invoice มีลักษณะเด่นและข้อดีหลายประการดังนี้

ลักษณะเด่นของ e-Tax Invoice

1. รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

สามารถจัดทำและส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไฟล์ PDF หรือ XML ที่มีมาตรฐานกำหนดไว้

2. ความปลอดภัย

มีการใช้ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อรับรองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

3. การเก็บรักษา

สามารถจัดเก็บและเรียกดูได้อย่างง่ายดายผ่านระบบคอมพิวเตอร์

4. มาตรฐาน

มีการกำหนดมาตรฐานโดยกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดทำและการส่งมอบข้อมูลเป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อดีของ e-Tax Invoice

1. ลดการใช้กระดาษ

ช่วยลดการใช้กระดาษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2. เพิ่มประสิทธิภาพ

ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

3. ความสะดวกสบาย

สามารถจัดการและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

4. ความโปร่งใส

เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี ลดการเกิดการทุจริต

5. การเก็บรักษาที่ดีขึ้น

สามารถเก็บรักษาข้อมูลได้ในระยะยาวโดยไม่เสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสื่อมสภาพ

ขั้นตอนการใช้งาน e-Tax Invoice

1. ลงทะเบียน

ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนกับกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ

2. จัดทำใบกำกับภาษี

ใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่ได้รับการรับรองเพื่อจัดทำใบกำกับภาษี

3. ลงลายเซ็นดิจิทัล

ใส่ลายเซ็นดิจิทัลเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล

4. ส่งมอบ

ส่งใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

5. เก็บรักษา

เก็บรักษาใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

e-Tax Invoice เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานทางภาษีสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

การผสานการทำงานระหว่าง e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) กับระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning)

เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งทั้งสองระบบมีข้อดีและความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในหลายด้าน ดังนี้:

ความสัมพันธ์ระหว่าง e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.การจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการจัดการข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด เช่น การขาย การซื้อ สต็อกสินค้า การบัญชี และการเงิน

e-Tax Invoice ช่วยในการจัดการและส่งมอบใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถรวมเข้ากับข้อมูลการขายในระบบอีอาร์พีได้

2. การบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูล

ระบบอีอาร์พีสามารถบูรณาการกับ e-Tax Invoice เพื่อให้การจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีอัตโนมัติ

ลดความซ้ำซ้อนในการป้อนข้อมูลและความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. ความโปร่งใสและความถูกต้องของข้อมูล

การใช้ e-Tax Invoice ร่วมกับระบบอีอาร์พีช่วยให้ข้อมูลการทำธุรกรรมมีความโปร่งใสและถูกต้องมากขึ้น

ระบบสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนการส่งมอบใบกำกับภาษี

4. การติดตามและรายงานผล

ระบบอีอาร์พีสามารถจัดทำรายงานและติดตามสถานะการส่งมอบใบกำกับภาษีได้

ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลและวิเคราะห์การดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อดีของการรวม e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษี

2. ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ

3. สามารถจัดการข้อมูลและเรียกดูรายงานได้อย่างง่ายดาย

4. การจัดส่งใบกำกับภาษีอย่างรวดเร็วและถูกต้องช่วยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

5. ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสช่วยสนับสนุนการตรวจสอบภายในและการตรวจสอบจากภายนอก

ขั้นตอนการรวม e-Tax Invoice กับระบบ ERP

1.เลือกใช้ซอฟต์แวร์ ERP ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ e-Tax Invoice ได้

2. ตั้งค่าระบบอีอาร์พีให้สามารถสร้างและจัดส่ง e-Tax Invoice ได้อัตโนมัติ

3. ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและใช้งานระบบอีอาร์พีและ e-Tax Invoice ได้อย่างถูกต้อง

4. ทดสอบการทำงานของระบบและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนการใช้งานจริง

5. ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและปรับปรุงตามความต้องการทางธุรกิจ

การผสาน e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พีเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานทางภาษี

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ e-Tax Invoice กับระบบอีอาร์พี Read More »

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก

เนื่องจากระบบอีอาร์พี เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดที่สำคัญขององค์กร

ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการเงิน การผลิต การจัดการบุคลากร และอื่น ๆ

การที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อองค์กรได้

ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

ซึางรายละเอียดสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบอีอาร์พีมีดังนี้คือ

1. การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Access Control)

กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้ใช้แต่ละคนในองค์กร

ใช้การตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบ

2. การเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption)

เข้ารหัสข้อมูลทั้งในระหว่างการส่งข้อมูล (In-Transit) และในขณะที่เก็บข้อมูล (At-Rest) เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ใช้โปรโตคอลการสื่อสารที่ปลอดภัย เช่น HTTPS และ SSL/TLS

3. การตรวจสอบและการเฝ้าระวัง (Monitoring and Auditing)

ตั้งค่าระบบการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัยในระบบอีอาร์พี

บันทึกและวิเคราะห์ล็อกการใช้งานเพื่อการตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

4. การบริหารจัดการแพทช์และการอัปเดต (Patch Management and Updates)

ติดตั้งการอัปเดตและแพทช์ที่สำคัญสำหรับระบบอีอาร์พี และส่วนประกอบอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ตรวจสอบและทดสอบการอัปเดตในสภาพแวดล้อมที่แยกออกมาก่อนนำมาใช้จริง

5. การฝึกอบรมและการให้ความรู้แก่พนักงาน (Employee Training and Awareness)

จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้งานระบบอีอาร์พี อย่างปลอดภัยให้กับพนักงาน

ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น การฟิชชิง (Phishing)

6. การสำรองข้อมูล (Data Backup)

สร้างและทดสอบแผนการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

7. การทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing):

ทำการทดสอบเจาะระบบเป็นประจำเพื่อค้นหาช่องโหว่ในระบบอีอาร์พี และแก้ไขปัญหาที่พบก่อนที่จะถูกเจาะระบบ

ใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเพื่อประเมินและทดสอบระบบอย่างรอบคอบ

8. การจัดการภัยคุกคาม (Threat Management)

มีแผนการจัดการภัยคุกคามและแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์

ใช้เทคโนโลยีเช่นระบบป้องกันการบุกรุก (Intrusion Prevention Systems) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) เพื่อป้องกันการโจมตี

การรักษาความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี จำเป็นต้องใช้การบริหารจัดการที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร

เพื่อให้มั่นใจว่าระบบอีอาร์พี จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ความปลอดภัยของระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร

อนาคตของระบบอีอาร์พี (ERP Systems) มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมากตามเทคโนโลยีและความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งแนวโน้มและทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับระบบอีอาร์พีในอนาคตมีดังนี้คือ

1. การใช้คลาวด์ (Cloud-based ERP)

ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยลดต้นทุนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถปรับขยายได้ง่ายตามความต้องการของธุรกิจ

การปรับใช้ระบบอีอาร์พีบนคลาวด์ยังช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน

2. การรวม AI และ Machine Learning

การใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำนายแนวโน้ม และการปรับปรุงการตัดสินใจในกระบวนการธุรกิจต่างๆ

3. การใช้ AI ในการทำงานอัตโนมัติ

เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การคาดการณ์ยอดขาย และการจัดการสินค้าคงคลัง

4. การบูรณาการกับ IoT (Internet of Things)

การรวมระบบอีอาร์พีกับ IoT จะช่วยให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์และเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการจัดการทรัพยากร

5. การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้

การใช้เทคโนโลยี Blockchain ในระบบอีอาร์พีช่วยในการเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม และการปรับปรุงความโปร่งใสในกระบวนการธุรกิจ

6. การพัฒนาโมดูลเฉพาะทางและปรับแต่งได้ง่าย

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กรได้มากขึ้น

7. การเพิ่มโมดูลเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ

เช่น การผลิต การบริการ การค้า และการดูแลสุขภาพ การเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันและการสื่อสาร

8. เน้นการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกันได้ง่าย

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารระหว่างทีมงาน

9. การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience – UX)

ระบบอีอาร์พีจะมีการออกแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น มีอินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ และสามารถปรับเปลี่ยนตามบทบาทและความต้องการของผู้ใช้งานได้

10. การใช้ Analytics และ Big Data

ระบบอีอาร์พีจะรวมเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและ Big Data เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะช่วยให้องค์กรสามารถระบุแนวโน้ม ปัญหา และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ

11. การเน้นความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ

อนาคตของระบบอีอาร์พีจะต้องปรับตัวและพัฒนาตามเทคโนโลยีรวมถึงพัฒนาตามความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีในอนาคตจะเป็นอย่างไร Read More »

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำบัญชีขององค์กรเนื่องจากสามารถเพิ่มความถูกต้อง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการทำงาน

รวมถึงลดความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินงานบัญชี

องค์กรที่นำระบบอีอาร์พีมาใช้จึงสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลรองรับการตัดสินใจที่ดีขึ้น

ซึ่งผลกระทบหลักๆ ที่ระบบอีอาร์พีมีต่อการทำบัญชีมีดังนี้คือ

1. การบูรณาการข้อมูล

ระบบอีอาร์พีทำให้ข้อมูลจากทุกส่วนขององค์กรถูกบูรณาการมาอยู่ในระบบเดียว

การนำข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกันนี้ช่วยลดความซ้ำซ้อน และช่วยลดความผิดพลาดในการป้อนข้อมูล ทำให้การทำบัญชีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

2. การเพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล

การมีข้อมูลอยู่ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทันทีแบบเรียลไทม์

ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่รวดเร็วจากข้อมูลในระบบอีอาร์พีที่มีความโปร่งใส ถูกต้อง และเรียลไทม์

3. การปรับปรุงกระบวนการบัญชี

ระบบอีอาร์พีสามารถปรับปรุงกระบวนการบัญชีโดยอัตโนมัติ เช่น การบันทึกบัญชีรายวัน การจัดทำงบการเงิน และการปิดบัญชี ทำให้กระบวนการเหล่านี้เร็วขึ้นและลดความผิดพลาด

4. การจัดการและควบคุมภายใน

ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการจัดการและควบคุมภายใน

เช่น การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การตรวจสอบการทำงาน และการจัดการความเสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการทำบัญชี

5. การวิเคราะห์และรายงานข้อมูล

ระบบอีอาร์พีมีฟังก์ชันการวิเคราะห์และรายงานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างรายงานทางการเงินและการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดและรวดเร็ว

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น

6. การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้วยการลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดในการทำงาน ระบบอีอาร์พีช่วยลดต้นทุนทางการบัญชีและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทำให้พนักงานสามารถใช้เวลาไปกับงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

7. การปรับปรุงการวางแผนและการควบคุมงบประมาณ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนงบประมาณและการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

เนื่องจากสามารถติดตามค่าใช้จ่ายและงบประมาณได้แบบเรียลไทม์

ทำให้สามารถปรับปรุงการบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. การรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีสามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนพนักงาน สาขา หรือการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

ทำให้การทำบัญชีสามารถปรับตัวตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

การใช้ระบบอีอาร์พีในการทำบัญชีจึงเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการบัญชี

ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้น

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ระบบอีอาร์พีมีผลต่อการทำบัญชีขององค์กรอย่างไร Read More »

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจทำอย่างไร

การใช้ Business Intelligence (BI) ในระบบอีอาร์พีเพื่อช่วยในการตัดสินใจมีขั้นตอนและกระบวนการที่ชัดเจน

ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารและผู้ใช้งานระบบในองค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยการใช้ BI ในระบบอีอาร์พีจะครอบคลุมขั้นตอนต่างๆ ดังนี้:

1. การรวบรวมข้อมูล (Data Collection)

ระบบอีอาร์พีจะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ภายในองค์กร และนำเข้าระบบ BI อาทิเช่น

ข้อมูลการขาย ข้อมูลจัดซื้อ ข้อมูลคลังสินค้า ข้อมูลการงเิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลกลาง

2. การทำความสะอาดและแปลงข้อมูล (Data Cleansing and Transformation)

จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อน หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกไป จากนั้นจึงทำการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม

3. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

จะเป็นการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อการสร้างรายงาน และการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นจึงมีการวิเคราะห์เชิงสำรวจเพื่อให้ได้แนวโน้มหรือรูปแบบที่มีนัยสำคัญ

4. การสร้างภาพและรายงาน (Data Visualization and Reporting)

จะเป็นการสร้างแดชบอร์ดซึ่งจะแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้เป็นอย่างดี

5. การทำข้อมูลให้เป็นเชิงลึก (Drill-Down and Drill-Through Analysis)

เป็นการดูข้อมูลในรายงานที่ระดับลึกลงไป เพื่อให้ได้รายละเอียดตามที่ต้องการ และมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากรายงานหนึ่งไปยังอีกรายงานหนึ่งเพื่อดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้

6. การพยากรณ์และการคาดการณ์ (Forecasting and Predictive Analysis)
เป็นการใช้แบบจำลองทางสถิติและการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์เพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต เช่น การพยากรณ์ยอดขาย ซึ่งเป็นการใช้การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตเพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ในอนาคตและช่วยในการตัดสินใจ

7. การตัดสินใจและการวางแผน (Decision Making and Planning)

เป็นการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์จากระบบ BI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีข้อมูลเป็นพื้นฐานจากนั้นนำข้อมูลที่มีมาใช้เพื่อการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร หรือปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

การใช้ BI ในระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายได้อย่างรวดเร็ว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การใช้ BI (Business Intelligence) ของระบบอีอาร์พีในการตัดสินใจ Read More »

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีที่อยู่ในท้องตลาดนั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งระบบที่ตอบสนองต่อการบริหารจัดการองค์กรได้ดีที่สุดคือระบบอีอาร์พี

ซึ่งระบบอีอาร์พีเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ และสามารถบริหารจัดการในทุกๆ แผนก และทุกๆ ส่วนขององค์กรได้

แต่ผู้ประกอบการจะทราบได้อย่างไรว่าระบบที่กำลังจะ implement หรือระบบที่กำลังใช้อยู่นั้นคือระบบอีอาร์พีหรือไม่

การรู้ว่าระบบที่คุณใช้อยู่เป็นระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) หรือไม่นั้นสามารถพิจารณาได้จากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นหลักของระบบดังกล่าว ดังนี้คือ

  1. การรวมข้อมูล
    ระบบอีอาร์พีจะรวมข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรเป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ เช่น การเงิน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์, การจัดการสินค้าคงคลัง, การจัดซื้อ, การผลิต, และการขาย มารวมไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การจัดการทรัพยากร
    ระบบอีอาร์พีจะมีเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรขององค์กร เช่น การติดตามการใช้ทรัพยากร, การวางแผนการใช้ทรัพยากร และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
  3. การปรับแต่งและการขยายตัว
    ระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งและขยายตัวได้ตามความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการทำงานและจำนวนผู้ใช้
  4. การรายงานและการวิเคราะห์
    ระบบอีอาร์พีมีเครื่องมือในการสร้างรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากรายงานและการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบไปทำการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำงานแบบเรียลไทม์
    ระบบอีอาร์พีจะอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและแม่นยำได้ตลอดเวลา
  6. การบูรณาการ
    ระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรได้ เช่น ระบบ CRM (Customer Relationship Management), ระบบการจัดการซัพพลายเชน, และระบบ e-commerce

กล่าวโดยสรุปหากระบบที่คุณกำลังจะ implement หรือมีการใช้งานอยู่แล้ว มีคุณสมบัติเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบดังกล่าวเป็นระบบอีอาร์พี

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบที่คุณใช้อยู่คือระบบอีอาร์พี Read More »

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี (Enterprise Resource Planning) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ซึ่ง Master Data ประกอบไปด้วยข้อมูลหลักที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลซัพพลายเออร์ ข้อมูลพนักงาน ฯลฯ

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การกำหนดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure Definition)

เป็นการระบุประเภทของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึก เช่น ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ข้อมูลพนักงาน เป็นต้น

การกำหนดฟิลด์ข้อมูล

เป็นการระบุฟิลด์หรือคอลัมน์ข้อมูลที่ต้องการบันทึกในแต่ละประเภท เช่น ชื่อลูกค้า ที่อยู่ลูกค้า รหัสผลิตภัณฑ์ รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. การเตรียมข้อมูล (Data Preparation)

เป็นการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น เอกสาร เอกสารเก่า ฐานข้อมูลเดิม ฯลฯ

3. การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleaning)

เป็นการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือซ้ำซ้อน

4. การนำเข้าข้อมูล (Data Import)

เป็นการใช้เครื่องมือในการนำเข้าข้อมูลซึ่งระบบอีอาร์พีส่วนใหญ่จะมีเครื่องมือหรือฟังก์ชันสำหรับการนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ต่างๆ เช่น Excel, CSV

5. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด

เป็นการตรวจสอบผลลัพธ์และเก็บรายละเอียดในการทำงานของการนำเข้าข้อมูลรวมถึงแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

6. การจัดการข้อมูล (Data Management)

เป็นการอัปเดตและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่องตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร

7. การสำรองข้อมูล (Backup)

เป็นการทำการสำรองข้อมูลเป็นประจำเพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล

8. การควบคุมคุณภาพข้อมูล (Data Quality Control)

เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

9. การตรวจสอบความสม่ำเสมอของข้อมูล

เป็นการตรวจสอบความสม่ำเสมอและการใช้มาตรฐานเดียวกันในการบันทึกข้อมูล

10. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

-การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

เป็นการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

-การเข้ารหัสข้อมูล

เป็นการใช้การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

การบันทึกและการจัดการ Master Data ในระบบอีอาร์พี ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจและการวางแผนในระยะยาว

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การบันทึก Master Data ในระบบอีอาร์พี Read More »

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation

การทำ Digital Transformation หรือการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล มีความสำคัญและมีประโยชน์มากมายต่อองค์กรและธุรกิจในยุคปัจจุบัน

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้การทำ Digital Transformation มีความสำคัญคือ

1. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้กระบวนการทำงานภายในองค์กรมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การใช้ซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการสามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากงานที่ต้องทำด้วยมือ

2. การปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในตลาด

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

การทำ Digital Transformation ช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวเข้ากับเทรนด์ใหม่ ๆ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

3. การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การติดต่อสื่อสารและการให้บริการลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ง่ายดายและรวดเร็วขึ้น

4. การสร้างนวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ

การทำ Digital Transformation เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และสร้างรายได้จากธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ

เช่น การทำ E-commerce, การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม

5. การปรับปรุงการตัดสินใจด้วยข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้องค์กรสามารถเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

6. การเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกัน

การทำ Digital Transformation ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ผ่านการใช้เครื่องมือการทำงานร่วมกันออนไลน์

เช่น การประชุมผ่านวิดีโอ, การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์

7. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลและการทำ Digital Transformation ช่วยให้การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication), การเข้ารหัสข้อมูล และการใช้เทคโนโลยี Blockchain

การทำ Digital Transformation จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร

แต่เป็นกระบวนการที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กร การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการพัฒนาทักษะของพนักงาน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ต้องการติดต่อนัดเดโมระบบอีอาร์พี (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ทำไมจึงต้องทำ Digital Transformation Read More »

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP)

หากให้พูดถึงการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP ก็มักจะไม่บ่อยนักที่ผู้ประกอบจะทำการเปลี่ยนระบบใหม่ “เพราะการเปลี่ยนระบบใหม่ก็ไม่ต่างอะไรจากการย้ายบ้าน” สิ่งที่ต้องเจอคือความยุ่งยากในการเริ่มต้นใหม่และความเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการขึ้นระบบ

ซึ่งสาเหตุหลักๆที่พบได้ส่วนใหญ่มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

ไม่ว่าจะธุรกิจประเภทอะไรก็ตาม ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย เปลี่ยนไปตามนโยบายหรือข้อกฏหมายต่างๆ

แต่หากระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่สามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

ที่ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะเปลี่ยนระบบใหม่ที่สามารถพัฒนาเพื่อให้ทันต่อความต้องการขององค์กรได้

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

เป็นเรื่องปกติมาก ๆ ที่หลาย ๆ ธุรกิจ จะทำการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้สอดคล้องกับองค์กรให้มากที่สุด แต่ถ้าระบบอีอาร์พีที่ใช้ในปัจจุบัน

ไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาการทำงานหรือวิธีการให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรได้

ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่

3. การลดค่าใช้จ่าย

มีหลายองค์กรที่ใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เจ้าดังระดับโลกและเลิกการใช้งานเพราะไปต่อกับค่าใช้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างสูงไม่ไหว

และเริ่มมองหาระบบอีอาร์พีเจ้าเล็กๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลง หรืออาจแค่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้

เพราะองค์กรก็มีประสบการณ์ในการลงระบบมาบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ในปัจจุบันระบบอีอาร์พี (ERP)

ที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทยก็มีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีราคาถูกกว่าแต่ระบบการทำงานเทียบเท่ากับเจ้าดังๆ ก็มีให้เห็นได้ไม่น้อย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

หลายองค์กรชอบเข้าใจผิดว่าระบบที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) แต่การทำงานของระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานระดับสากล กล่าวคือ

ทั้งระบบต้องเชื่อมโยงถึงกัน โดยไม่แยกข้อมูลในการทำงาน

เช่น ฝั่งขายจะส่งข้อมูลไปที่คลังเพื่อตัดสต็อกแบบเรียลไทม์ และคลังเชื่อมข้อมูลไปที่จัดซื้อและฝั่งผลิต เพื่อทำการผลิตหรือสั่งสินค้าตามออเดอร์ที่ขาด

เพราะฉะนั้นหากองค์กรของท่านยังแยกระบบการทำงานอยู่ ก็มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาเช่น

ข้อมูลการทำงานอาจไม่ถูกต้อง เพิ่มงานและยังเสียเวลา อาจะเกิดข้อผิดพลาดและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้

พราะฉะนั้นหากธุรกิจของท่านยังแยกระบบการทำงาน ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาระบบใหม่ที่รองรับการทำงานได้ทุกแผนกเพื่อส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

ถึงจะเป็นระบบอีอาร์พี (ERP) เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้พัฒนาระบบอีอาร์พี (ERP) ทุกเจ้า จะมีข้อดีข้อเสียที่เหมือนกัน ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะหากระบบอีอาร์พี (ERP) ไม่สามารถเรียกรายงานได้แบบเรียลไทม์ และสามารถกำหนดข้อมูลที่ปรากฏบนหน้ารายงานได้อยางมีประสิทธิภาพ ก็ส่งผลให้องค์กรเลือกที่จะหาระบบใหม่ มาแทนที่ระบบที่ใช้ปัจจุบัน

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

ระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีการพัฒนาไม่ต่างไปจากพวกระบบปฏิบัติการอื่นๆ ซึ่งก็มีเทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกปี

จึงเป็นสาเหตุให้องค์กรที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจในยุคดิจิตอล ตัดสินใจเปลี่ยนระบบใหม่เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้งาน AI, Machine Learning, หรือ Blockchain

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ในองค์กร

จากบทความที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า สาเหตุที่องกรณ์ตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) มีทั้งหมด 6 หัวข้อดังต่อไปนี้ click เพื่ออ่าน 3 เหตุผล ที่องค์กรเปลี่ยนระบบอีอาร์พี ERP

1. ระบบอีอาร์พีไม่สามารถปรับได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงขององค์กร

2. ความสามารถในการปรับแต่ง (Customization)

3. การลดค่าใช้จ่าย

4. ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลได้ทั้งองค์กร

5. การปรับปรุงคุณภาพข้อมูล

6. การปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่

แต่ไม่ว่าสาเหตุของการเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) จะเป็นอะไร ทางผู้เขียนก็ยังคงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP )

เพื่อนำมาใช้งานในองค์กร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างประสิทธิภาพ click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีมีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบอย่างไร

หากต้องการระบบอีอาร์พีที่มีขนาดการทำงานระดับสากล ผ่านการรับรองจากกรมสรรพากร รองรับระบบภาษีของประเทศไทยที่มีความซับซ้อนสูง เข้ามาแวะชม Package ได้ที่นี่

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับระบบ

โทร. 02 271 4362-3 Office

โทร 095 294 5693 คุณเจน (ตำแหน่ง Executive Director)

Line: jane-siriwan

6 สาเหตุ ที่องค์กรตัดสินใจเปลี่ยนระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง

Master Data ในระบบอีอาร์พีเป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการรันธุรกิจและเป็นพื้นฐานสำหรับกระบวนการธุรกิจต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลที่เป็นรากฐานของธุรกิจเพื่อใช้ในการทำงานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการช่วยให้ระบบอีอาร์พีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1. ข้อมูลลูกค้า (Customer Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล์, ประวัติการซื้อสินค้า, รายละเอียดการติดต่อ เป็นต้น

2. ข้อมูลผู้จัดซื้อ (Vendor Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดซื้อหรือผู้ผลิตสินค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่, ข้อมูลติดต่อ, เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้น

3. ข้อมูลพนักงาน (Employee Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับพนักงานภายในองค์กร เช่น ชื่อ, ตำแหน่ง, แผนกงาน, เงินเดือน, ประวัติการทำงาน เป็นต้น

4. ข้อมูลวัตถุดิบและสินค้า (Material and Product Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือสินค้าที่ขาย เช่น รหัสสินค้า, รายละเอียดสินค้า, ราคา, จำนวนคงเหลือ เป็นต้น

5. ข้อมูลบัญชี (Accounting Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการเงินขององค์กร เช่น รายการบัญชี, รายงานการเงิน, บัญชีผู้เจรจา, การบัญชีเงินเดือน เป็นต้น

6. ข้อมูลการผลิต (Production Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตสินค้า เช่น รายการวัตถุดิบที่ใช้, การวางแผนการผลิต, สถานะการผลิต เป็นต้น

7. ข้อมูลการจัดการคลังสินค้า (Inventory Management Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการคลังสินค้า เช่น รายการสินค้าในคลัง, ระดับสินค้าในคลัง, การจัดเก็บสินค้า เป็นต้น

8. ข้อมูลการขนส่ง (Logistics Data)

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการขนส่งสินค้า เช่น ข้อมูลการส่งสินค้า, รายละเอียดการขนส่ง, การติดตามสินค้า เป็นต้น

ดังนั้นการจัดการ Master Data ให้มีความแม่นยำและครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบอีอาร์พี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนธุรกิจในยุคดิจิทัลได้ดีที่สุด

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

Master Data ในระบบอีอาร์พีมีอะไรบ้าง Read More »

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีสำคัญอย่างไร

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พี สำคัญอย่างไร

ในการเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี ผู้ใช้งานระบบหรือยูสเซอร์มีความจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมวิธีการใช้งานระบบที่ถูกต้อง เพื่อให้ยูสเซอร์สามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้นการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากในการนำระบบอีอาร์พี เข้าสู่การใช้งานในองค์กร โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงหากมีการฝึกอบรมและไม่มีการฝึกอบรมใช้งานระบบอีอาร์พี จะเกิดผลอย่างไรบ้างต่อองค์กร (Click เพื่ออ่านต่อ สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี)

โดยมีหัวข้อดังนี้คือ

หัวข้อที่ 1. หากมีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

หัวข้อที่ 2. หากไม่มีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของหัวข้อที่ 1 และหัวข้อที่ 2 ตามลำดับดังนี้คือ

หัวข้อที่1. หากมีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร จะมีทั้งหมด 5 หัวข้อย่อยคือ

1.1 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

1.2 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยลดความผิดพลาด

1.3 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยนำเสนอเทคโนโลยีใหม่

1.4 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งาน

1.5 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจ

โดยแต่ละหัวข้อย่อยมีรายละเอียดดังนี้คือ

1.1 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน

การฝึกอบรมช่วยให้ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเข้าใจวิธีการใช้งานระบบอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทำให้พวกเขาสามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มผลิตภาพในการทำงานขององค์กร

1.2 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยลดความผิดพลาด

การฝึกอบรมช่วยลดความผิดพลาดในการใช้งานระบบอีอาร์พีโดยเพิ่มความเข้าใจและความชำนาญในการใช้งาน ซึ่งจะลดการกระทำผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการธุรกิจ

1.3 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยนำเสนอเทคโนโลยีใหม่

การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยให้ผู้ใช้ระบบได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงและเทคโนโลยีใหม่ในระบบอีอาร์พีที่อาจมีอยู่ เช่น การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือการใช้งานคลาวด์

1.4 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งาน

การฝึกอบรมช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้งานระบบอีอาร์พีโดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้รู้จักกับฟีเจอร์และฟังก์ชันต่างๆ ของระบบ ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะใช้งานเมื่อระบบเริ่มใช้งานจริงในองค์กร

1.5 การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจ

การฝึกอบรมการใช้ระบบอีอาร์พีช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่าพวกเขาสามารถใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างมีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในการทำงานในระบบนั้น

ดังนั้น การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีผลกระทบมากต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จของการนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่การใช้งานในองค์กร

หัวข้อที่ 2. หากไม่มีการฝึกอบรมใช้ระบบอีอาร์พีจะเกิดผลอย่างไรต่อองค์กร

หากไม่มีการฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีก่อนการใช้งานหรือการนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่องค์กร อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานได้ตามหัวข้อดังนี้คือ

2.1 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการใช้งาน

2.2 องค์กรเกิดความสูญเสียในการลงทุน

2.3 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีใช้งานระบบอีอาร์พีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

2.4 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีมีความเสี่ยงในการทำงาน

2.5 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเกิดความไม่พอใจในตัวระบบ

โดยแต่ละหัวข้อย่อยมีรายละเอียดดังนี้คือ

2.1 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการใช้งาน

ผู้ใช้ระบบอาจไม่มีความมั่นใจในการใช้งานระบบอีอาร์พีที่ไม่ได้รับการฝึกอบรม ซึ่งอาจส่งผลให้การใช้งานระบบไม่เต็มประสิทธิภาพหรือมีปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

2.2 องค์กรเกิดความสูญเสียในการลงทุน

การลงทุนในระบบอีอาร์พีอาจไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ได้ผล เนื่องจากผู้ใช้ไม่มีความรู้และทักษะในการใช้งาน ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียทรัพยากรและเงินทุนในการลงทุน

2.3 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีใช้งานระบบอีอาร์พีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ผู้ใช้อาจไม่เข้าใจฟังก์ชันและความสามารถของระบบอีอาร์พีอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้ใช้งานระบบในทางที่เต็มประสิทธิภาพ

2.4 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีมีความเสี่ยงในการทำงาน

ความไม่รู้เรื่องระบบอีอาร์พีอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการทำงาน เช่น การกระทำผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือการสื่อสารที่ไม่เป็นระบบ

2.5 ผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเกิดความไม่พอใจในตัวระบบ

ผู้ใช้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบอีอาร์พีอาจทำให้การบริการลูกค้าไม่ได้รับความพอใจ เนื่องจากมีปัญหาในการจัดการข้อมูลและการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพื่อให้ผู้ใช้มีความพร้อมและเข้าใจในการใช้งานระบบอีอาร์พีอย่างถูกต้องและเต็มที่ และเพื่อให้การนำระบบอีอาร์พีเข้าสู่องค์กรมีประสิทธิภาพและสำเร็จในระยะยาว (Click เพื่ออ่านต่อ วางระบบอีอาร์พีแล้วองค์กรจะได้อะไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

การฝึกอบรมผู้ใช้ระบบอีอาร์พีสำคัญอย่างไร Read More »

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี

การวางระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความสำคัญในองค์กร เพื่อให้การวางระบบอีอาร์พีประสบความสำเร็จมีเรื่องที่ผู้ประกอบการควรจะต้องรู้ก่อนที่จะวางระบบอีอาร์พีดังนี้คือ

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ซึ่งรายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้

1. ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง

ราคาของระบบอีอาร์พีอาจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของระบบและความสามารถของระบบอีอาร์พีที่องค์กรต้องการ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ คือ ระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านอาจมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้สำหรับการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารขนาดใหญ่

ทั้งนี้ราคายังขึ้นอยู่กับคุณลักษณะและความสามารถของระบบ

เช่น การรองรับอุปกรณ์มากขึ้น การมีฟังก์ชันการควบคุมแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

ดังนั้น การพิจารณาว่าราคาระบบอีอาร์พีควรเป็นราคาถูกหรือราคาแพงนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของโครงการขององค์กร (Click เพื่ออ่าน ค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง)

รวมถึงการมี requirement ที่เหมาะสม สามารถช่วยให้คุณได้ระบบที่ตอบสนองความต้องการขององค์กรได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูงเกินไป

2. ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร

การเลือกระบบอีอาร์พีนั้นควรพิจารณาหลายปัจจัยเพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสมสำหรับความต้องการขององค์กร

ซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้คือ

2.1 วัตถุประสงค์: กำหนดวัตถุประสงค์หลักของระบบอีอาร์พีว่าคุณต้องการใช้งานเพื่ออะไร เช่น ระบบผลิต ระบบจัดซื้อ เป็นต้น

2.2 ความสามารถที่ต้องการ: กำหนดความสามารถที่คุณต้องการให้ระบบอีอาร์พีมี เช่น บริหารจัดการโดยทุกสาขาขององค์กรใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นต้น

2.3 ความปลอดภัย: ควรพิจารณาถึงระดับความปลอดภัยของระบบ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล, การรักษาความเป็นส่วนตัว, และการป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต

การพิจารณาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกระบบอีอาร์พีที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างเหมาะสมที่สุด

3. เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม

การพิจารณาราคาเป็นส่วนสำคัญในการเลือกระบบอีอาร์พีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจใช้ระบบอีอาร์พีควรคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ด้วย

เช่น ความสามารถ, ประสิทธิภาพ, ความเชื่อถือได้ของผู้ผลิต, ความเข้ากันได้กับระบบอื่น, และการสนับสนุนหลังการขาย

เพื่อให้คุณได้ระบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณอย่างเหมาะสมที่สุด และยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว

นอกจากนี้ ควรพิจารณาเช่นกันว่าระบบที่มีราคาต่ำกว่าอาจมีคุณภาพหรือความน่าเชื่อถือที่ต่ำกว่า และอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหรือการดูแลที่มากขึ้นในระยะยาว

ดังนั้น การเลือกแบบอีอาร์พีที่มีราคาที่เหมาะสมกับงบประมาณของคุณและยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีนั้นเป็นสิ่งสำคัญ (Click เพื่ออ่านต่อ 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

4. ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม

การวางระบบอีอาร์พีสามารถใช้เวลาต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและขอบเขตของการติดตั้ง ดังนั้น ระยะเวลาที่ใช้จะแตกต่างกันไปโดยมีปัจจัยต่อไปนี้

4.1 ขนาดและความซับซ้อนของโครงการ: โครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมักจะใช้เวลาในการวางระบบนานขึ้น

4.2 การสนับสนุนและบริการ: การรับบริการจากผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีอาจมีผลต่อเวลาในการวางระบบ การสนับสนุนที่ดีอาจช่วยให้การติดตั้งเป็นไปได้ด้วยระยะเวลาที่สั้นลง

4.3 การฝึกอบรมและการประสานงาน: การฝึกอบรมผู้ใช้งานและการประสานงานระหว่างทีมต่างๆ ก็สามารถมีผลต่อเวลาในการวางระบบได้

สรุปได้ว่า ระยะเวลาในการวางระบบอีอาร์พีมีความแตกต่างกันไปและมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลา การวางแผนและการประเมินเวลาที่เป็นไปได้อย่างรอบคอบจะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

ค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนตามความซับซ้อนและขอบเขตของโครงการ ต่อไปนี้คือบางประเภทของค่าใช้จ่ายที่คุณควรพิจารณา:

5.1 ซอฟต์แวร์และการให้บริการ: ราคาของซอฟต์แวร์อีอาร์พีและบริการเสริม เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับควบคุมระบบ หรือบริการคลาวด์สำหรับการจัดการข้อมูล

5.2 การฝึกอบรมและการสนับสนุน: ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมผู้ใช้งานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริการสนับสนุนหลังการขาย เพื่อให้ระบบอีอาร์พีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา

5.3 ค่าบำรุงรักษา: ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและดูแลระบบต่อเนื่อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบในระยะยาว

การประมาณค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พีควรพิจารณาตามความต้องการและขอบเขตของโครงการของคุณ เพื่อให้ได้การปรับปรุงที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจหรือโครงการของคุณ (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรเติบโตอย่างฉุดไม่อยู่ได้อย่างไร)

การรู้เรื่องทั้ง 5 เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ระบบอีอาร์พีควรมีราคาถูกหรือราคาแพง, ควรเลือกระบบอีอาร์พีอย่างไร, เลือกระบบอีอาร์พีต้องพิจารณาราคาไหม, ระบบอีอาร์พีใช้เวลาในการวางระบบนานไหม, ค่าใช้จ่ายการวางระบบอีอาร์พี

จะช่วยให้คุณมีความเตรียมพร้อมในการวางระบบอีอาร์พีของคุณให้สำเร็จได้ดียิ่งขึ้น โดยลดความเสี่ยงในการดำเนินโครงการและเพิ่มโอกาสในการสร้างความสำเร็จในองค์กรของคุณ

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ต้องรู้ 5 เรื่องนี้ ก่อนวางระบบอีอาร์พี Read More »

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบบริหารจัดการองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง และระบบอีอาร์พีสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานรวมถึงปรับแต่งให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้

การไม่ปรับแต่งระบบอีอาร์พีอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว 

การรักษาและพัฒนาระบบอีอาร์พีเพื่อให้ทันสมัยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญในองค์กร

ซึ่งมีสัญญาณหลายอย่างที่ช่วยให้รู้ว่าเวลาที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณแล้ว (Click เพื่ออ่านต่อ 5 เหตุผล ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องวางระบบอีอาร์พี)

สัญญาณต่างๆ ที่บอกว่าถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีจะสามารถสังเกตได้ดังนี้คือ

1. ความยุ่งเหยิงในกระบวนการธุรกิจ

หากกระบวนการธุรกิจของคุณเริ่มมีความยุ่งเหยิงมากขึ้นหรือมีปัญหาในการสื่อสารระหว่างฝ่ายต่างๆ อาจเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับความต้องการในการจัดการข้อมูลและกระบวนการได้อย่างเหมาะสม

2. ความช้าหรือประสิทธิภาพที่ลดลง

หากเริ่มมีการช้าลงในการประมวลผลข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลที่ช้าลง หรือประสิทธิภาพที่ลดลงในการทำงานรวมกันนั้น อาจจะเป็นสัญญาณว่าระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเติบโตและความต้องการใหม่ๆ ของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

3. ความต้องการใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ

หากธุรกิจของคุณมีความต้องการใหม่ เช่น การเพิ่มโมดูลใหม่ เปิดสาขาใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทางธุรกิจ ระบบอีอาร์พีปัจจุบันอาจจะไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์

หากมีปัญหาในความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลในระบบอีอาร์พีอาจจะเป็นสัญญาณว่าต้องการระบบอีอาร์พีที่มีการควบคุมข้อมูลที่ดีขึ้นหรือมีความยืดหยุ่นในการจัดการข้อมูล

5. ความสามารถในการทำงานร่วมกันกับแอปพลิเคชันอื่นๆ

หากคุณต้องการรวมระบบอีอาร์พีกับแอปพลิเคชันอื่นๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบอีอาร์พีปัจจุบันไม่สามารถทำได้ อาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณต้องการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (Click เพื่ออ่านต่อ 3 ข้อต้องรู้หากต้องการ Customized ระบบอีอาร์พี)

หากคุณเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พีขององค์กรคุณ

ด้วยเหตุผลที่ว่าการรักษาระบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงคือสิ่งสำคัญในการให้คุณเติบโตและเจริญเติบโตในธุรกิจของคุณต่อไป

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

สัญญาณบอกให้รู้ถึงเวลาต้องปรับแต่งระบบอีอาร์พี Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการควบคุมคุณภาพ

ระบบอีอาร์พีกับการควบคุมคุณภาพ

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธุรกิจขององค์กรทั้งหมดโดยรวม

ได้แก่งานการเงิน, การผลิต, การคลังสินค้า, การจัดการบุคคล และฟังก์ชันทางธุรกิจอื่น ๆ ในองค์กร

เป้าหมายหลักของระบบอีอาร์พีคือการรวมกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมดเข้าไว้ในระบบเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการตัดสินใจของบริษัท

การควบคุมคุณภาพเป็นกระบวนการที่องค์กรใช้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่นำเสนอมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างไร)

การควบคุมคุณภาพในระบบอีอาร์พีสามารถใช้เพื่อติดตามและควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางธุรกิจ และการประเมินผลิตภัณฑ์หรือบริการ

การรวมระบบอีอาร์พีและการควบคุมคุณภาพช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงกระบวนการธุรกิจของตนได้อย่างต่อเนื่อง

โดยการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากระบบอีอาร์พีเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการต่าง ๆ

เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีคุณภาพที่ดีที่สุดตามที่ตลาดต้องการ (Click เพื่ออ่าน ธุรกิจขนาดเล็กจะใช้ระบบอีอาร์พีได้หรือไม่)

นอกจากนี้ยังช่วยในการตรวจสอบและระบุข้อผิดพลาดหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการธุรกิจและแก้ไขได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

ระบบอีอาร์พีช่วยในการควบคุมคุณภาพโดยทำหน้าที่ต่อไปนี้

1. การเก็บข้อมูลและการสืบค้น

ระบบอีอาร์พีช่วยในการเก็บข้อมูลทางธุรกิจทุกรูปแบบไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและสะดวก

เช่น ข้อมูลการสั่งซื้อวัตถุดิบ, การผลิต, การทำรายงานคุณภาพ และข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการ

2. การตรวจสอบและการตรวจสอบคุณภาพ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวางแผนและติดตามกระบวนการตรวจสอบและการทดสอบคุณภาพ ทำให้เป็นไปได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ

เช่น การตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่เข้ามา, การตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการผลิต, การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์

3. การประเมินผลิตภัณฑ์หรือบริการ

ระบบอีอาร์พีช่วยในการวิเคราะห์และประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีช่วยบริหารจัดการต้นทุนองค์กรอย่างไร)

โดยรวมผ่านการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้า, การรับรองคุณภาพ, และการตรวจสอบข้อผิดพลาดหรือปัญหา

4. การแก้ไขปัญหาและการปรับปรุง

ระบบอีอาร์พีช่วยในการระบุปัญหา, การแก้ไข, และการปรับปรุงกระบวนการทำให้มีการปรับปรุงต่อเนื่องของคุณภาพสินค้าหรือบริการ เมื่อพบปัญหาหรือข้อผิดพลาดใด ๆ ในกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์

ด้วยความสามารถในการรวมระบบที่แตกต่างกันเข้าไว้ในระบบเดียวกันระบบอีอาร์พี ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการควบคุมคุณภาพอย่างเชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3, 095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการควบคุมคุณภาพ Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน

ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรที่รวมฟังก์ชันหลายๆ ด้าน เช่น การเงิน, การบัญชี, การจัดซื้อ, การจัดการคลังสินค้า, การผลิต, การขาย, การตลาด, และฟังก์ชันอื่นๆ ภายในโปรแกรมเดียวกัน เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถติดตามข้อมูลได้ง่ายขึ้น (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีช่วยบริหารจัดการต้นทุนองค์กรอย่างไร )

ระบบอีอาร์พีจะมีฟังก์ชันที่ช่วยในการดูต้นทุนดังนี้

1.บัญชีทั่วไป

ช่วยในการบันทึกและติดตามรายการรับเงินและจ่ายเงิน รวมถึงรายละเอียดทางการเงินอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนทั้งหมดขององค์กร

2.การผลิต

ช่วยในการตรวจสอบต้นทุนการผลิต รวมถึงการวิเคราะห์ค่าพันธุ์วัตถุดิบ, ค่าแรงงาน, ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า

3.การจัดซื้อ

ช่วยในการบันทึกและวิเคราะห์ต้นทุนการจัดซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า รวมถึงการตรวจสอบค่าส่งมอบและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4.การจัดส่ง

ช่วยในการติดตามต้นทุนในกระบวนการจัดส่งสินค้า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการจัดส่งสินค้า

5.บริการลูกค้า

ช่วยในการวิเคราะห์ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่ลูกค้า เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกค้าหรือการให้บริการหลังการขาย

กล่าวโดยสรุป การใช้ระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรมีความสามารถในการดูแลและจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบที่สามารถนำข้อมูลทางธุรกิจมาวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจที่ดีขึ้นได้ (Click เพื่ออ่านต่อ ธุรกิจของท่านเหมาะกับระบบอีอาร์พีแบบไหน)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการดูต้นทุน Read More »

ระบบอีอาร์พีกับการ Generate Reorder Point

ระบบอีอาร์พีกับการGenerate Reorder Point

Reorder Point ในการผลิตเป็นกลไกที่ใช้ในการจัดการคลังสินค้าในการผลิต

โดยหมายถึงจุดที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบหรือวัสดุในกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถรักษาระดับสินค้าคงคลังในระดับที่เหมาะสมโดยไม่มีขาดของ หรือมีสินค้าคงคลังเกินไปในกระบวนการผลิต

นั่นคือจุดที่สินค้าจะถูกสั่งซื้อเพื่อชดเชยความต้องการในกระบวนการผลิตนั่นเอง (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการทำ Traceability)

โดยมักจะคำนวณขึ้นจาก Lead Time Demand และ Safety Stock เหมือนกับ Reorder Point ในการจัดการคลังสินค้าทั่วไป แต่มีการปรับเปลี่ยนตามลักษณะการผลิตของธุรกิจ รวมถึงเงื่อนไขและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตด้วย

ดังนั้น การคำนวณ Reorder Point ในการผลิตมักจะต้องพิจารณาหลายปัจจัยที่เฉพาะเจาะจงกับกระบวนการผลิตนั้นๆ อย่างเช่น

Lead Time ในการผลิต ความต้องการของวัตถุดิบในกระบวนการผลิต เป็นต้น

ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีการจัดการคลังสินค้าในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น (Click เพื่ออ่านต่อ ระบบอีอาร์พีควบคุมคุณภาพการผลิตได้อย่างไร)

ระบบอีอาร์พีเป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรที่ใช้ในการบริหารจัดการและบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดของธุรกิจ

ระบบอีอาร์พีมักจะรวมฟังก์ชันหลายอย่าง เช่น การบัญชี การจัดการคลังสินค้า การผลิต การขาย การตลาด และอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้กับธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้าง Reorder Point ในระบบอีอาร์พีเป็นกระบวนการที่สำคัญในการจัดการคลังสินค้า

เพื่อให้สามารถรักษาระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยไม่ต้องมีสินค้าคงคลังเกินหรือขาดของ

การสร้าง Reorder Point ทำได้โดยการใช้ข้อมูลการขายย้อนหลังและค่าคงคลังของสินค้าเพื่อคำนวณหาจำนวนสินค้าที่ต้องสั่งซื้อเมื่อระดับสินค้าคงคลังลดลงมาถึงจุดที่กำหนดไว้ (Reorder Point)

สูตรที่ใช้ในการคำนวณ Reorder Point อาจแบ่งออกเป็นสูตรหลักๆ 2 แบบ คือ

สูตรการคำนวณ Reorder Point โดยใช้ค่าคงคลังเฉลี่ย (Average Inventory Level)

Reorder Point = Lead Time Demand + Safety Stock

Lead Time Demand คือ จำนวนสินค้าที่มีอายุสินค้าหรือเวลาผลิตและจัดส่ง (Lead Time) เป็นระยะเวลาที่ใช้ในการจัดหาสินค้าจากผู้ผลิตหรือจากผู้จัดจำหน่าย

Safety Stock คือ สินค้าสำรองที่เพิ่มเติมที่ถูกกำหนดไว้เพื่อความเชื่อมั่นในกรณีของความไม่แน่นอน เช่น ความผิดพลาดในการคาดการณ์ ความผิดพลาดในการผลิต เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป การ Generate Reorder Point ในระบบ ERP เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการองค์กรได้โดยสมบูรณ์ (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีช่วยจัดการข้อมูลปริมาณมากได้อย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

ระบบอีอาร์พีกับการ Generate Reorder Point Read More »

ทำไมระบบอีอาร์พีถึงมีราคาแพง

หลายๆ องค์กรที่กำลังมองหาระบบอีอาร์พี Enterprise Resource Planning (ERP) เพื่อมาใช้งาน อาจจะตกใจกับค่าใช้จ่ายที่สูงตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้าน

และก็มาตั้งข้อสงสัยกันว่าทำไมระบบอีอาร์พี ERP ถึงได้มีราคาแพง มากกว่าระบบการทำงานอื่นๆ เช่นระบบบัญชีที่เราเห็นได้ทั่วไป ระบบหน้าร้าน หรือระบบจัดการเงินเดือน

ดังนั้นบทความนี้จะเป็นการเขียนถึงสาเหตุที่ทำไมระบบอีอาร์พี ERP ถึงมีราคาแพง โดยสรุปได้ดังนี้

สาเหตุจากความซับซ้อนและความใหญ่ของระบบอีอาร์พี

สาเหตุที่ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มีราคาสูงอันเนื่องมาจากความซับซ้อนและความยากในการพัฒนา

เพราะระบบอีอาร์พีไม่ใช่โปรแกรมที่มีความเรียบง่าย แต่เป็นโปรแกรมที่รวมการทำงานของทุกแผนกเข้าด้วยกัน

ทำให้ระบบอีอาร์พีเป็นระบบขนาดใหญ่ และต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนา ต้องใช้ความชำนาญทางด้านธุรกิจควบคู่กับความรู้ทางด้านโปรแกรมเมอร์

และต้องใช้เวลาในการพัฒนากว่าจะได้โปรแกรมที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สาเหตุจากค่าแรงของทีมพัฒนาระบบอีอาร์พี

เคยมีคำถามจากผู้บริหารบางท่านเข้ามาสอบถามว่า

บริษัทที่ให้บริการอีอาร์พีก็เปิดให้บริการมาตั้งหลายปีทำไมราคาระบบถึงยังไม่ลดลงมีแต่จะเพิ่มขึ้น บริษัทก็เปิดมานานก็น่าจะคืนทุนไปตั้ง 5-10 ปีได้แล้ว

ต้องบอกตามตรงว่าการลงทุนของบริษัทผู้พัฒนาระบบอีอาร์พี ERPนอกจากอุปกรณ์ไอทีที่ต้องมีแล้ว บุคลากรนั้นยิ่งสำคัญมากๆ

เพราะการลงทุนกับคนนั้นมีมากกว่าการลงทุนกับอุปกรณ์ ด้วยความที่ระบบอีอาร์พีเป็นระบบเฉพาะทางที่ต้องใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญสูง

ยิ่งมีประสบการณ์มากยิ่งมีค่าตัวที่สูงมากตามไปด้วย และในตลาดแรงงานก็มีการแข่งขันแย่งชิงผู้ที่มีความรู้ด้านอีอาร์พีไม่น้อย

จะเห็นว่าเงินเดือนสตาร์ทบางที่ก็เริ่มต้นที่ 8-9 หมื่น ต่อเดือน และนอกจากค่า license ก็ยังมีค่า Implementer (ค่าตัวนักวางระบบ) ที่ผู้ให้บริการต้องมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้

คิดเป็นราคาต่อวันและต่อคนไม่น้อยกว่าหลักหมื่น และนี่ก็คือสาเหตุหลักๆ ว่าทำไมระบบอีอาร์พี ERP ถึงมีราคาที่สูงขึ้นถึงแม้จะเปิดมานานแล้วก็ตาม

สาเหตุจากค่าบำรุงรักษาหรือค่าบริการระยะยาว

การดูแลรักษาระบบอีอาร์พ ERP ยังต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้งานระบบ

การปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามความต้องการใหม่ ๆ และการบำรุงรักษาเพื่อให้ระบบทำงานอย่างเสถียรเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หรือที่ทุกคนเข้าใจก็คือการอัปเดตระบบเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีค่าสัญญาบริการเพื่อมาซับพอร์ตตรงส่วนนี้โดยราคาก็ขึ้นอยู่กับแต่ละผู้ให้บริการ

จากบทความที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สาเหตุจากทั้ง3ส่วนนี้ ได้แก่

1. สาเหตุจากความซับซ้อนและความใหญ่ของระบบอีอาร์พี

2. สาเหตุจากค่าแรงของทีมพัฒนาระบบอีอาร์พี

3. สาเหตุจากค่าบำรุงรักษาหรือค่าบริการระยะยาว

เมื่อรวมทั้ง3ส่วนเหล่านี้เข้าด้วยกันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบอีอาร์พี ERP มีราคาแพง

แต่ในการใช้งานและการลงทุนระยะยาว ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะมีผลตอบแทนที่สูงขึ้น

เนื่องจากระบบอีอาร์พี ERPสามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการองค์กรให้สามารถทำงานเป็นระบบและเรียกดูข้อมูลง่ายขึ้น

หากต้องการระบบอีอาร์พีที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการผลิตและรองรับระบบภาษีของไทย

เราแนะนำระบบPlanetOne ERP ที่มีฟังก์ชันครบ จบ ในโปรแกรมเดียว รองรับการทำงานได้ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่

สนใจฝากข้อมูลติดต่อ 02 271 4362-3

โทร. 095 294 5693 คุณเจน

Line. jane-siriwan

E-mail siriwan@bridsystems.com

ทำไมระบบอีอาร์พีถึงมีราคาแพง Read More »

Scroll to Top