erpสำหรับผลิต

🏭 โมดูล ERP ที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระบวนการผลิตในโรงงาน (MRP)

ทำไม ERP จึงสำคัญต่อการผลิตยุคใหม่?

ในโลกของการผลิตที่มีการแข่งขันสูง การพึ่งพาระบบเอกสารหรือสเปรดชีตแบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป ระบบ ERP ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้โรงงานสามารถรวมศูนย์ข้อมูล, ควบคุมต้นทุน, วางแผนกำลังการผลิต, และส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา หัวใจหลักของ ERP ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินงานในโรงงานคือชุดของ “โมดูลการผลิต” ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ

5 โมดูล ERP หลักที่ช่วยบริหารกระบวนการผลิต (Manufacturing Module)

โมดูลเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เพื่อให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานเห็นภาพรวมที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว:

1. โมดูลการวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning – MRP)

MRP คือเสาหลักของการผลิต เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณและวางแผนความต้องการวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อหรือพยากรณ์การขาย

  • หน้าที่หลัก:
    • วิเคราะห์ใบสั่งผลิต (Production Orders)
    • ตรวจสอบระดับสินค้าคงคลัง (Inventory Levels) และ BOM (Bill of Materials)
    • กำหนดเวลาและปริมาณที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบ (Purchase Orders)
    • กำหนดเวลาในการเริ่มและจบใบสั่งผลิต
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ลดปัญหาของขาดสต็อก (Stock-out) และ วัตถุดิบล้นสต็อก (Overstock) ช่วยให้สายการผลิตไม่หยุดชะงักและลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลัง
2. โมดูลการบริหารจัดการการผลิต (Production Management / Manufacturing Execution System – MES)

โมดูลนี้คือศูนย์กลางการควบคุมการดำเนินงานจริงบนพื้นโรงงาน (Shop Floor) ช่วยแปลงแผนการผลิตที่ได้จาก MRP ให้กลายเป็นการปฏิบัติจริง

  • หน้าที่หลัก:
    • การออกใบสั่งผลิต (Production Order Generation)
    • การจัดสรรเครื่องจักรและกำลังคน
    • การบันทึกข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์ (Real-time Data Collection) เช่น จำนวนที่ผลิตได้, ของเสีย (Scrap), และเวลาในการทำงาน
    • การควบคุมคุณภาพ (Quality Control)
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ทำให้ผู้บริหารสามารถ ติดตามสถานะการผลิต (Production Status) ได้วินาทีต่อวินาที ทราบถึงคอขวด (Bottlenecks) ในกระบวนการได้ทันที เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
3. โมดูลการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)

แม้จะเป็นโมดูลพื้นฐาน แต่มีผลอย่างยิ่งต่อการผลิต เพราะวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคือหัวใจของโรงงาน โมดูลนี้ไม่เพียงแค่นับจำนวน แต่ยังติดตามมูลค่าและสถานที่จัดเก็บ

  • หน้าที่หลัก:
    • การจัดการตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุดิบ (Bin/Location Management)
    • การติดตามล็อต/แบทช์ (Lot/Batch Tracking) และวันหมดอายุ
    • การทำ Cycle Count และการตรวจนับประจำปี
    • การเบิก-รับวัตถุดิบและสินค้า
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: เพิ่มความแม่นยำของสต็อก (Stock Accuracy) ลดการสูญหาย และทำให้การเบิกใช้วัตถุดิบเป็นไปตามหลัก First-In, First-Out (FIFO)
4. โมดูลการวางแผนกำลังการผลิต (Capacity Planning / Scheduling)

เป็นโมดูลขั้นสูงที่ช่วยให้โรงงานสามารถจัดตารางการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากร (เช่น เครื่องจักรและบุคลากร)

  • หน้าที่หลัก:
    • การจำลองตารางการผลิต (Scheduling Simulation)
    • การโหลดงาน (Workload Balancing) เพื่อไม่ให้เครื่องจักรใดทำงานหนักเกินไป
    • การคำนวณระยะเวลาการผลิตที่แม่นยำ
    • การจัดลำดับความสำคัญของงาน (Priority Sequencing)
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักร (Machine Utilization) และช่วยให้สามารถให้คำมั่นสัญญาวันส่งมอบ (Delivery Dates) กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
5. โมดูลการบัญชีต้นทุนการผลิต (Cost Accounting / Production Costing)

โมดูลนี้ผสานงานระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายบัญชี เพื่อคำนวณ ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ของสินค้าที่ผลิตได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม

  • หน้าที่หลัก:
    • การรวบรวมต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost)
    • การคำนวณต้นทุนแรงงานโดยตรง (Direct Labor Cost)
    • การปันส่วนค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead Allocation)
    • การเปรียบเทียบต้นทุนมาตรฐานกับต้นทุนจริง
  • ประโยชน์ต่อโรงงาน: ช่วยให้ผู้บริหารทราบว่าผลิตภัณฑ์ใดทำกำไรได้มากที่สุด และสามารถ ควบคุมและลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างมีกลักการ

🎯 สรุปและข้อเสนอแนะ: ก้าวสู่การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)

การเลือกใช้ระบบ ERP ที่มี โมดูลการผลิต (Manufacturing Module) ที่แข็งแกร่งและครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์ แต่คือการลงทุนใน ประสิทธิภาพ (Efficiency) และ ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของโรงงานของคุณ

การผสานรวมของ MRP, Production, และ Inventory เข้าด้วยกันภายใต้ร่มเงาของ ERP จะช่วยให้โรงงานเปลี่ยนจากการผลิตแบบตามสั่ง (Reactive) ไปสู่การผลิตเชิงกลยุทธ์ (Proactive) ที่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้อย่างรวดเร็ว

🏭 โมดูล ERP ที่เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารกระบวนการผลิตในโรงงาน (MRP) Read More »

allocate ที่อยู่บนระบบ ERP มีความหมายว่าอะไร

ในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) คำว่า allocate หมายถึง การจัดสรรหรือแบ่งสรรทรัพยากร ต่างๆ ขององค์กรให้กับงาน, โครงการ, หรือคำสั่งซื้อเฉพาะอย่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมั่นใจได้ว่าทรัพยากรที่จำเป็นจะพร้อมใช้งานในเวลาที่ต้องการ

ประเภทของการจัดสรร (Allocation) ในระบบ ERP

การจัดสรรในระบบ ERP ไม่ได้จำกัดแค่การจัดการสินค้าคงคลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทรัพยากรอื่นๆ ด้วย ซึ่งสามารถแบ่งได้หลายประเภท ได้แก่:

การจัดสรรสินค้าคงคลัง (Inventory Allocation): เป็นการ จองหรือกันสินค้า สำหรับคำสั่งซื้อลูกค้าหรือใบสั่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอสำหรับคำสั่งซื้อนั้นๆ และป้องกันการนำสินค้าไปใช้กับคำสั่งซื้ออื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

การจัดสรรทรัพยากรการผลิต (Resource Allocation): เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เช่น เครื่องจักร, แรงงาน, หรือเวลา ในการทำงานให้กับใบสั่งผลิตต่างๆ เพื่อให้การผลิตเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การจัดสรรต้นทุน (Cost Allocation): เป็นการ กระจายต้นทุน ที่เกิดขึ้นร่วมกัน (เช่น ค่าเช่าโรงงาน, ค่าสาธารณูปโภค) ไปยังหน่วยงาน, แผนก, หรือโครงการต่างๆ ที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนนั้น เพื่อให้สามารถคำนวณต้นทุนที่แท้จริงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ทำไมการ Allocate ถึงสำคัญในระบบ ERP?

การใช้ฟังก์ชัน allocate ในระบบ ERP ช่วยให้องค์กรสามารถ:

  • วางแผนได้อย่างแม่นยำ: สามารถตรวจสอบได้ว่ามีทรัพยากรอะไรที่ถูกจองหรือใช้ไปแล้วบ้าง ทำให้การวางแผนการผลิตและการสั่งซื้อในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ป้องกันปัญหาขาดแคลนหรือเกินสต็อก: ช่วยให้มั่นใจว่าสินค้าจะถูกกันไว้สำหรับคำสั่งซื้อสำคัญจริงๆ ป้องกันการขายสินค้าที่ถูกจองไปแล้ว
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นระบบ ลดความผิดพลาดจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือการบริหารแบบแมนนวล

allocate ที่อยู่บนระบบ ERP มีความหมายว่าอะไร Read More »

ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ

ในยุคที่การแข่งขันทางอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตในประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความล่าช้าในการผลิตและส่งมอบสินค้า
ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โรงงานไทย “ก้าวข้ามปัญหา” เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับสู่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) อย่างแท้จริง


ปัญหาหลักที่โรงงานไทยกำลังเผชิญ

  1. ข้อมูลกระจัดกระจาย
    • หลายโรงงานยังคงใช้ Excel หรือระบบแยกส่วนในการบริหาร ทำให้ข้อมูลไม่สัมพันธ์กันและเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ
  2. ต้นทุนการผลิตที่ควบคุมยาก
    • ไม่มีภาพรวมของวัตถุดิบ แรงงาน และต้นทุนที่ใช้จริง ทำให้ยากต่อการวางแผนต้นทุนและการกำหนดราคาขาย
  3. การบริหารสต๊อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    • สต๊อกขาดเกิน เก็บของล้นคลัง หรือขาดวัตถุดิบในช่วงสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการผลิตโดยตรง
  4. การติดตามการผลิตที่ไม่แม่นยำ
    • ขาดระบบติดตามสถานะการผลิตแบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดความล่าช้าและควบคุมคุณภาพได้ยาก

ERP ช่วยแก้ปัญหาอย่างไร?

ระบบ ERP รวมทุกกระบวนการสำคัญของโรงงานเข้าไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การวางแผนการผลิต จัดซื้อ คลังสินค้า ไปจนถึงบัญชีและการเงิน
ข้อดีที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

  • ข้อมูลรวมศูนย์ เห็นภาพรวมทั้งองค์กรในระบบเดียว
  • ลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์
  • บริหารวัตถุดิบแม่นยำ ลดของเสีย ลดปัญหาสต๊อกขาดเกิน
  • วางแผนการผลิตอัตโนมัติ (MRP) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดสรรทรัพยากร
  • สนับสนุนการเติบโตสู่ Smart Factory ด้วยการเชื่อมต่อ IoT, Barcode, RFID และระบบอัตโนมัติอื่นๆ

ก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ได้อย่างไร?

ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ระบบจัดการหลังบ้าน” อีกต่อไป แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ โรงงานยุคใหม่
โดยการผสานกับเทคโนโลยี เช่น:

  • Internet of Things (IoT) – เก็บข้อมูลจากเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ
  • Machine Learning / AI – วิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อคาดการณ์และปรับปรุงกระบวนการ
  • Automation Integration – ควบคุมเครื่องจักรจากระบบ ERP โดยตรง

สรุป

ระบบ ERP ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือโอกาส สำหรับโรงงานไทยที่ต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคอุตสาหกรรม 4.0
การเริ่มต้นอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเดินหน้าแล้ว โรงงานจะมีเครื่องมือที่ช่วยบริหารธุรกิจอย่างชาญฉลาด และพร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างแท้จริง

พร้อมหรือยังที่จะยกระดับโรงงานของคุณให้กลายเป็น Smart Factory?
ติดต่อ BRID Systems เพื่อขอคำปรึกษาฟรีวันนี้!


ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ Read More »

ระบบ ERP ที่เชี่ยวชาญในโรงงานผลิต 

ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เป็นระบบบริหารจัดการองค์กรแบบครบวงจร ซึ่งไม่ใช่แค่การบันทึกบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำข้อมูลทั้งหมดขององค์กรมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งจะประกอบด้วย ระบบขาย ระบบจัดซื้อ ระบบคลังสินค้า ระบบัญชี และระบบการผลิต ยิ่งถ้าเป็นโรงงานยิ่งต้องมีระบบการผลิตที่มีความละเอียดและยืดหยุ่นสูงเพื่อรองรับการทำงานที่ซับซ้อนของการผลิตแต่ละสินค้า 

ระบบ ERP แบบไหนที่เหมาะกับโรงงานผลิต? 

ระบบ ERP ที่เหมาะกับโรงงาน ดูง่ายๆ จากโมดูลและฟังก์ชันการทำงาน ซึ่งจะต้องมีระบบการผลิต เช่น MRP, Shop Floor Control, Production Planning หรือระบบที่เกี่ยวข้องซึ่งแต่ละเจ้าอาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป และต้องเป็นระบบ ERP ที่กล้าเคลมว่าตัวเองเป็นระบบ ERP ที่มีความเชียวชาญในด้านการผลิต ยกตัวอย่างเช่น ระบบ PlanetOne ERP ที่กล้าเคลมว่าตัวเองเป็นระบบที่เชี่ยวชาญในการวางระบบ ERP ให้กับโรงงานมากที่สุด นอกจากตัวโมดูลแล้วยังต้องดูว่าระบบมีความยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหน รองรับการทำงานในองค์กรได้ทั้งหมดจริงหรือไม่ ซึ่งทางผู้ใช้งานจำเป็นต้องเรียกผู้ให้บริการหลายๆ เจ้าเข้ามานำเสนอและพูดคุยก่อนการตัดสินใจ 

ระบบ PlanetOne ERP ที่จุดแข็งอยู่ที่ระบบการผลิต 

เข้าสู่การแนะนำระบบ PlanetOne ERP ที่หลายคนไม่รู้ว่าเจ้านี้เขาพัฒนาระบบมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี ก่อตั้งโดยคนไทย และพัฒนาโดยคนไทย ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการในไทยนิยมใช้งาน จากการแนะนำแบบปากต่อปากในหมู่อุตสาหกรรมการผลิต  

“เราเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการผลิต” 

คำพูดนี้ฟังดูไม่เกินจริงเพราะ 90% ของผู้ใช้บริการล้วนเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจที่มีโรงงานการผลิต แต่ก็ยังรองรับในหมู่ธุรกิจซื้อมาขายไปด้วยเช่นกัน 

PlanetOne ERP ทำอะไรได้บ้าง 

ระบบ PlanetOne ERP มีโมดูลการทำงานมากถึง 18 โมดูล  

ระบบมีความเรียลไทม์ และรองรับระบบภาษี ปิดงบบัญชีจากระบบเพื่อนำส่งให้กับกรมสรรพากรได้ 

มีระบบ API สำหรับเชื่อมข้อมูลเครื่องจักรกับระบบ ERP สำหรับโรงงาน สามารถติดต่อนัดนำเสนอได้ 

Contract 

02-271 4362-3, 095 – 294-5693, 066-115-2264,0661152265 

Line@bridsystems 

ระบบ ERP ที่เชี่ยวชาญในโรงงานผลิต  Read More »

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การเลือกระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สำหรับโรงงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพราะระบบอีอาร์พี ERP จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรได้ทั้งองค์กร

หรือที่เราคุ้นเคยกันก็คือการบริหารต้นทุน เพราะทรัพยากรในองค์กรก็คือต้นทุน

ดังนั้นการเลือกระบบอีอาร์พี ERP ก็มีหลายปัจจัยที่ทางผู้ประกอบการต้องพิจารณาเพื่อนำมาติดตั้งภายในองค์กร

โดยมีหัวข้อดังต่อไปนี้

1.ความต้องการของธุรกิจ

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

3. ค่าใช้จ่าย

4. ประสิทธิภาพในการทำงาน

5. บริการหลังการขาย/Support

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

ซึ่งแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้

1. ความต้องการของธุรกิจ

หลายท่านคงจะพยายามหาระบบอีอาร์พีที่มีความเฉพาะกับธุรกิจของท่าน เช่น อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตอาหาร อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ หรืออีอาร์พีสำหรับธุรกิจก่อสร้าง

ซึ่งถ้าให้กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว หากท่านต้องการใช้ระบบอีอาร์พีเพื่อนำมาวางแผนและคำนวนสูตรการผลิต

จะไม่มีระบบอีอาร์พีที่เฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หากผู้ประกอบการต้องการหาระบบอีอาร์พี ERP เพื่อมาติดตั้ง

ควรหาระบบที่สามารถรองรับการผลิตได้หลากหลาย และต้องรองรับการทำงานด้านอื่นๆ ได้ทั้งองค์กร

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

ระบบอีอาร์พี ERP ที่จะนำมาใช้ในโรงงานควรเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง เพราะกระบวนการผลิตแต่ละโรงงานมีความแตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง และปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับการทำงานของแต่ละองค์กรได้

เปรียบเสมือนว่าธุรกิจของท่านมีอาวุธที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด

3. ค่าใช้จ่าย

ระบบอีอาร์พี ERP ไม่ว่าจะเป็นระบบของไทยหรือต่างประเทศล้วนมีราคาที่ค่อนข้างแพง อาจเป็นเพราะขั้นตอนการวางระบบที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ทำให้ค่าแรงของทีมผู้ให้บริการมีราคาที่สูง เพราะนอกจากค่าระบบ ค่าวางระบบ

แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้งาน แล้วยังไม่รวมค่าปรับเปลี่ยนระบบตามความต้องการขององค์กร

ซึ่งทั้งหมดล้วนมีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นควรพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการให้เข้าใจถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับ Implementer

Click เพื่ออ่าน ทำไมระบบอีอาร์พีถึงมีราคาแพง

4. ตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงาน

ถ้าเป็นระบบอีอาร์พี ERP ระดับสากล หรือเป็นระบบอีอาร์พี ERP ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้โดยการขอทดลองใช้

แต่ผู้ให้บริการจะใช้วิธีนัดหมายเพื่อนำเสนอระบบและอธิบายกระบวนการการทำงานทั้งหมดแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ในช่วงนี้ทางผู้ประกอบการก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่าข้อมูลของบริษัทตนเองจะออกมาในลักษณะไหน

แล้วสามารถนำมาใช้งานได้หรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำมาติดตั้งและใช้งานได้ในระยะยาวหรือไม่

นอกจากนี้ยังสามารถให้ทางทีมผู้ให้บริการทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพได้

ทุกกระบวนการทางผู้บริหารควรเข้าร่วมเพื่อช่วยตรวจสอบว่าตัวระบบสามารถตอบโจทย์กับความต้องการขององค์กรจริงๆ หรือไม่

5. บริการหลังการขาย/Support

การใช้งานระบบอีอาร์พี ERP ต่อให้เป็นเจ้าดังระดับโลกก็สามารถเกิดปัญหาในการใช้งานได้

ยิ่งระบบขนาดใหญ่ ที่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน ทางผู้ใช้บริการก็ยิ่งมีปัญหาในการใช้งาน

เพราะฉะนั้นทีมซับพอร์ตก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพ

งนั้นการจะลงระบบอีอาร์พี ERP ก็ให้ตรวจสอบทีมบริการหลังบ้านว่าสามารถดูแลท่านได้

และพร้อมช่วยเหลือในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่

Click เพื่ออ่าน 5 คำถามยอดฮิต! เกี่ยวกับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

แน่นอนว่าระบบอีอาร์พี ERP จะเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลทั้งหมดขององค์กร

หากจะติดตั้งระบบควรตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยว่าทางผู้ให้บริการมีความเข้มงวดมากแค่ไหน

และผู้ใช้งานกำหนดสิทธิ์อย่างไร ระบบมีการหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานหรือไม่ เพื่อป้องกันข้อมูลทางธุรกิจรั่วไหล

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

ทุกครั้งก่อนจะมีการขึ้นระบบให้ใช้งานจริง ทางผู้ให้บริการอีอาร์พีจะมีการส่งฐานข้อมูล

เพื่อใช้ทดสอบระบบให้กับผู้ใช้บริการก่อนทุกครั้ง ทางผู้ประกอบการควรตั้งผู้รับผิดชอบแต่ละแผนก

และทำการทดสอบว่าระบบสามารถใช้งานได้จริง และเป็นไปตาม Requirement ที่มีการพูดคุยกันหรือไม่

พื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายผลิตที่มีความซับซ้อนในการวางแผนและการควบคุมต้นทุนในการผลิต

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมแล้วคงหนีไม่พ้นเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต

เช่น การนำ AI เข้ามาควบคุมเครื่องจักรแทนการใช้คน ซึ่งระบบอีอาร์พี ERP

จำเป็นต้องมีความสามารถในการเชื่อมระบบเข้ากับเครื่องจักร

เพื่อให้สามารถควบคุมระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่าย, ประสิทธิภาพในการทำงาน, บริการหลังการขาย/Support , ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

ทุกข้อที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจที่มีโรงงานผลิตสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พี ERP ที่เชี่ยวชาญในการวางระบบสำหรับโรงงานการผลิต ระบบ PlanetOne ERP

มีผู้เชี่ยวชาญในการวางระบบที่มีประการณ์มากถึง 28 ปี ตัวระบบมีความยืดหยุ่นสูง และยังเป็นระบบขนาดใหญ่ ในราคาย่อมเยาว์

Click เพื่อดูลูกค้าของเรา Our customers

Click เพื่อดูหน้า MANUFACTURING PACKAGE

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน ตำแหน่ง Executive Director)

Line : jane-siriwan

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Read More »

Scroll to Top