ERPโรงงาน

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ 

ในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ตามคำสั่งซื้อ กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน การควบคุมต้นทุนการผลิตที่เข้มงวด ไปจนถึงการรักษาคุณภาพและส่งมอบงานให้ทันเวลา หากภาคการผลิตเกิดปัญหา ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด    

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP สำหรับโรงงาน ที่พัฒนาโดยบุคลากรชาวไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ OEM ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในบริบทและปัญหาที่ธุรกิจของคุณกำลังเผชิญ เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยยกระดับการดำเนินงานของคุณให้ก้าวสู่ยุค Smart Factory อย่างแท้จริง 

OEM ไทยเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง? 

ธุรกิจ OEM มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากการผลิตสินค้าแบรนด์ทั่วไป ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น: 

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและขาดการเชื่อมโยง: โรงงาน OEM มักใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวแยกกันในแต่ละแผนก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย ฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ หรือบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ขาดการอัปเดตแบบเรียลไทม์ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าและผิดพลาด    
  1. ต้นทุนการผลิตสูงและสต็อกจม: การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งวัตถุดิบ ชิ้นส่วน MRO (Maintenance, Repair, and Operations) หรือสินค้าสำเร็จรูป ทำให้เกิดปัญหาสินค้าขาดหรือเกินสต็อก ส่งผลให้เงินทุนจม และ ต้นทุนการผลิตสูง โดยไม่จำเป็น    
  1. ความซับซ้อนในการบริหารจัดการการผลิต: ธุรกิจ OEM ต้องจัดการกับสูตรการผลิต (BOM – Bill of Materials) ที่ซับซ้อน การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP) และการควบคุมการผลิต (Shop Floor Control) เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตเป็นไปตามแผนและคุณภาพที่กำหนด    
  1. ปัญหาเงินทุนหมุนเวียน (Liquidity): ธุรกิจ OEM มักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวนาน ทำให้เกิดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและการลงทุน    
  1. การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ: การรักษามาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นส่วนและกระบวนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ OEM เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า    

PlanetOne ERP: คำตอบที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ของคุณ 

PlanetOne ERP ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชันการทำงานที่ครอบคลุมและปรับแต่งได้ เพื่อให้ธุรกิจ OEM ของคุณดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด: 

1. การรวมศูนย์ข้อมูลและการมองเห็นแบบเรียลไทม์ 

PlanetOne ERP ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงทุกแผนกในโรงงานของคุณเข้าด้วยกันภายใต้แพลตฟอร์มและฐานข้อมูลเดียว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล ข้อมูลทั้งหมดจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ลดข้อผิดพลาด และทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น    

2. บริหารจัดการการผลิตครบวงจร 

ด้วยโมดูลการผลิตที่แข็งแกร่ง PlanetOne ERP ช่วยให้คุณควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างสมบูรณ์: 

  • การจัดการสูตรการผลิต (BOM): กำหนดและจัดการโครงสร้างผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างแม่นยำ    
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP): คำนวณและวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและส่วนประกอบที่จำเป็นตามความต้องการการผลิตและสถานะสต็อกปัจจุบัน ช่วยลดปัญหาของขาดหรือของเกิน    
  • การควบคุมการผลิต (Shop Floor Control): ติดตามสถานะใบสั่งผลิตและกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมและจัดการคอขวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ    
  • ระบบสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ: ลดงานเอกสารและข้อผิดพลาดด้วยการสร้างใบสั่งผลิตอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน    

3. ควบคุมสินค้าคงคลังและลดต้นทุน 

PlanetOne ERP ช่วยให้คุณจัดการ การจัดการสินค้าคงคลังโรงงาน ได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การรับเข้า การจ่ายออก การโอนย้าย ไปจนถึงการตรวจนับ ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสต็อก เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม ลดการถือครองสต็อกที่ไม่จำเป็น และ    

ลดต้นทุนการผลิต ได้อย่างยั่งยืน    

4. เสริมสภาพคล่องด้วย e-Factoring (THUNASUP X PLANETONE ERP) 

นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ PlanetOne ERP แตกต่าง! เราเข้าใจปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ OEM จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ธนาทรัพย์ จำกัด เพื่อนำเสนอระบบสินเชื่อ THUNASUP X PLANETONE ERP แพลตฟอร์ม e-Factoring นี้ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ให้เป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีสภาพคล่องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์    

5. ยกระดับคุณภาพและการติดตาม 

PlanetOne ERP รองรับการบูรณาการกับระบบ ควบคุมคุณภาพการผลิต (Quality Control Software) เพื่อให้คุณสามารถติดตามและตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน พร้อมฟังก์ชันการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ช่วยให้คุณมั่นใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์    

6. ความยืดหยุ่นและทางเลือกในการปรับใช้ 

PlanetOne ERP มีแพ็คเกจที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ Lite, SME ไปจนถึง Enterprise เพื่อรองรับธุรกิจ OEM ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็น    

ERP สำหรับโรงงานขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ เรามีโซลูชันที่ปรับขนาดได้ตามการเติบโตของคุณ นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการติดตั้งแบบ    

Cloud ERP (เช่ารายปี) และ On-Premise เพื่อให้คุณเลือกได้ตามความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการควบคุมข้อมูล    

ทำไม PlanetOne ERP จึงเหนือกว่าสำหรับ OEM ไทย? 

  • พัฒนาโดยคนไทย เข้าใจธุรกิจไทย: PlanetOne ERP ถูกสร้างสรรค์โดยบุคลากรชาวไทย ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในกฎระเบียบ ภาษา และธรรมเนียมปฏิบัติทางธุรกิจของไทย ทำให้ระบบใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง    
  • มาตรฐานสากล พร้อมการสนับสนุน 24/7: ระบบได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC29110-4-1:2018 ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพการดำเนินงานระดับสากล พร้อมทีมสนับสนุนคนไทยที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านระบบ JTRAC และการฝึกอบรมออนไลน์ ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการใช้งานระบบ    
  • ราคาที่เข้าถึงได้และโปร่งใส: เรานำเสนอราคาแพ็คเกจ Lite และ SME ที่โปร่งใสและคุ้มค่า ซึ่งช่วยลดอุปสรรคด้านต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับธุรกิจ OEM ขนาดเล็กและขนาดกลาง    
  • พร้อมก้าวสู่ Smart Factory: PlanetOne ERP เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนโรงงานของคุณให้เป็น โรงงานอัจฉริยะ ในอนาคต ด้วยความสามารถในการรองรับการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT, AI และ Mobile ERP เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำงานอัตโนมัติ และการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น    

สรุป: ยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณด้วย PlanetOne ERP 

การลงทุนใน ระบบ ERP ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ OEM ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน    

PlanetOne ERP ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินด้วยบริการ e-Factoring ที่เป็นเอกลักษณ์ 

หากคุณกำลังมองหา โปรแกรม ERP โรงงาน ที่เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง พร้อมการสนับสนุนที่เข้าถึงได้ และโซลูชันที่พร้อมเติบโตไปกับคุณ PlanetOne ERP คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา 

อย่ารอช้า! ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และค้นพบว่า PlanetOne ERP จะช่วยยกระดับธุรกิจ OEM ของคุณให้ก้าวไปอีกขั้นได้อย่างไร 

PlanetOne ERP: ระบบ ERP ที่ใช่สำหรับธุรกิจ OEM ไทยของคุณ  Read More »

ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ

ในยุคที่การแข่งขันทางอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตในประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความล่าช้าในการผลิตและส่งมอบสินค้า
ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้โรงงานไทย “ก้าวข้ามปัญหา” เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับสู่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) อย่างแท้จริง


ปัญหาหลักที่โรงงานไทยกำลังเผชิญ

  1. ข้อมูลกระจัดกระจาย
    • หลายโรงงานยังคงใช้ Excel หรือระบบแยกส่วนในการบริหาร ทำให้ข้อมูลไม่สัมพันธ์กันและเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ
  2. ต้นทุนการผลิตที่ควบคุมยาก
    • ไม่มีภาพรวมของวัตถุดิบ แรงงาน และต้นทุนที่ใช้จริง ทำให้ยากต่อการวางแผนต้นทุนและการกำหนดราคาขาย
  3. การบริหารสต๊อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    • สต๊อกขาดเกิน เก็บของล้นคลัง หรือขาดวัตถุดิบในช่วงสำคัญ เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการผลิตโดยตรง
  4. การติดตามการผลิตที่ไม่แม่นยำ
    • ขาดระบบติดตามสถานะการผลิตแบบเรียลไทม์ ทำให้เกิดความล่าช้าและควบคุมคุณภาพได้ยาก

ERP ช่วยแก้ปัญหาอย่างไร?

ระบบ ERP รวมทุกกระบวนการสำคัญของโรงงานเข้าไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การวางแผนการผลิต จัดซื้อ คลังสินค้า ไปจนถึงบัญชีและการเงิน
ข้อดีที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

  • ข้อมูลรวมศูนย์ เห็นภาพรวมทั้งองค์กรในระบบเดียว
  • ลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์
  • บริหารวัตถุดิบแม่นยำ ลดของเสีย ลดปัญหาสต๊อกขาดเกิน
  • วางแผนการผลิตอัตโนมัติ (MRP) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการจัดสรรทรัพยากร
  • สนับสนุนการเติบโตสู่ Smart Factory ด้วยการเชื่อมต่อ IoT, Barcode, RFID และระบบอัตโนมัติอื่นๆ

ก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ได้อย่างไร?

ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ระบบจัดการหลังบ้าน” อีกต่อไป แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจให้เปลี่ยนผ่านสู่ โรงงานยุคใหม่
โดยการผสานกับเทคโนโลยี เช่น:

  • Internet of Things (IoT) – เก็บข้อมูลจากเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ
  • Machine Learning / AI – วิเคราะห์ข้อมูลการผลิตเพื่อคาดการณ์และปรับปรุงกระบวนการ
  • Automation Integration – ควบคุมเครื่องจักรจากระบบ ERP โดยตรง

สรุป

ระบบ ERP ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือโอกาส สำหรับโรงงานไทยที่ต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคอุตสาหกรรม 4.0
การเริ่มต้นอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเดินหน้าแล้ว โรงงานจะมีเครื่องมือที่ช่วยบริหารธุรกิจอย่างชาญฉลาด และพร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างแท้จริง

พร้อมหรือยังที่จะยกระดับโรงงานของคุณให้กลายเป็น Smart Factory?
ติดต่อ BRID Systems เพื่อขอคำปรึกษาฟรีวันนี้!


ระบบ ERP สำหรับโรงงานไทย – ก้าวข้ามปัญหา สู่การผลิตอัจฉริยะ Read More »

ทำไมโรงงานผลิตต้องมีระบบ ERP?

มองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจน: ระบบ ERP ช่วยรวบรวมข้อมูลทุกส่วนของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การจัดซื้อ การขาย การเงิน และอื่นๆ ไว้ในระบบเดียว ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและทันสมัย ช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ลดความผิดพลาด: การมีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันในที่เดียวกัน ช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากการใช้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หรือข้อมูลตกหล่น ระบบ ERP จะเข้าช่วยให้ข้อมูลทั้งหมดรวมศูนย์จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ยาก ส่งผลให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น 

ข้อมูลอัตโนมัติสำหรับการทำงานซ้ำๆ: ระบบ ERP เป็นระบบอัตโนมัติหากเป็นขั้นตอนการทำงานที่หรือข้อมูลที่ใช้เป็นประจำ  เช่น การสร้างสูตรการผลิต ถ้าเป็นสินค้าตัวเดิมก็ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่หรือ เอกสารใบสั่งขายของเวนเดอร์หรือลูกค้าที่มีการซื้อขายบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องคีย์ซ้ำ ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น 

ลดระยะเวลาในการผลิต: ด้วยการวางแผนและควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ ERP ช่วยลดระยะเวลาในการผลิต และส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ตรงตามกำหนด

ควบคุมต้นทุนการผลิต: ระบบ ERP ช่วยให้สามารถติดตามต้นทุนการผลิตได้อย่างละเอียด ทำให้สามารถระบุจุดที่เกิดต้นทุนสูง และหาแนวทางในการลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ลดของเสีย: การวางแผนการผลิตที่แม่นยำ ช่วยลดปริมาณของเสีย และลดการสูญเสียวัตถุดิบ

ข้อมูลถูกต้อง: ระบบ ERP ช่วยให้ข้อมูลต่างๆ ถูกบันทึกและอัปเดตอย่างถูกต้อง ทำให้ข้อมูลที่นำไปใช้ในการตัดสินใจมีความน่าเชื่อถือ 

ลดความผิดพลาดในการผลิต: การมีข้อมูลที่ถูกต้องช่วยลดความผิดพลาดในการผลิต และส่งมอบสินค้าที่ตรงตามคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ 

ควบคุมคุณภาพ: ระบบ ERP ช่วยให้สามารถติดตามและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้ตลอดกระบวนการผลิต 

ตอบสนองความต้องการของลูกค้า: ด้วยข้อมูลที่ได้จากระบบ ERP สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง 

erp for Thailand

โปรแกรม ERP ที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการอุตสาหกรรมการผลิต ได้ตรงจุด และครอบคลุมการบริหารได้ทั้งองค์กร หากหาระบบ ERP ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบการผลิตที่มีความซับซ้อน เราเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญที่จะทำให้ธุรกิจของท่านไปสู้ความสำเร็จ ClickMANUFACTURING PACKAGE

ระบบ ERP เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงงานผลิตสามารถบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้โรงงานสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน หากโรงงานของคุณยังไม่มีระบบ ERP ควรพิจารณาลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

Office: 02 271 4362-3

Tel. 095 294 5693

Line : @bridsystems

ทำไมโรงงานผลิตต้องมีระบบ ERP? Read More »

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง

การ Implement ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หมายถึงการนำระบบ ERP เข้ามาใช้ในองค์กรหรือที่ทุกคนเรียกกันว่าการวางระบบ

เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน รวมถึงการวางแผน การพัฒนา การทดสอบ การฝึกอบรม

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบมักมีราคาสูง จนผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน มีข้อสงสัยว่าการ Implement มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

ทำไมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถึงแพงมากๆ เมื่อเทียบกับค่า License บทความนี้จะเป็นการกล่าวถึงบทบาทหน้าหน้าที่ของ Implementer

ซึ่งมีกระบวนการดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

3. การออกแบบระบบ (System Design)

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

5. การทดสอบระบบ (Testing)

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

แต่ละหัวข้อมีข้อมูลและรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ

เป็นการเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้บริการว่าต้องการให้ระบบสามารถทำอะไรได้บ้าง ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาสำคัญ

ที่ทางผู้ใช้บริการต้องเตรียมความต้องการไว้ให้พร้อม และผู้ให้บริการมืออาชีพจะไม่ทำอะไรตามใจผู้ใช้บริการ

เพราะบางทีความต้องการของผู้ใช้งาน ก็ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง ทาง Implementer มีหน้าที่ให้คำแนะนำและเสนอแนวทางที่ดีที่สุด

และตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการให้มากที่สุด

2. การวางแผนการทำงานของทีม Implementer

การวางแผนสำหรับวางระบบอีอาร์พีของทีม Implementer ถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการวางระบบที่มีการเก็บค่าแมนเดย์หรือค่า Implement

เพราะผู้ที่จะวางแผนการวางระบบตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จจะต้องเป็นคนมีประสบการณ์มาไม่น้อยกว่า 3 ปี

และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนั้นๆ เป็นพิเศษ ระบบอีอาร์พีก็เช่นกัน หากผู้ใช้บริการเจ้าใดไม่มีการส่งแผนสำหรับวางระบบ

รือไม่มีการวางแผนและจัดทำตารางให้กับผู้ใช้บริการให้ชัดเจน ก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงได้

3. การออกแบบระบบ (System Design)

การออกแบบระบบอีอาร์พี ก็คือการนำ Requirements มาวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ

และออกแบบระบบให้สามารถรองรับการทำงานได้ ซึ่งบางครั้งระบบมาตรฐานอาจจะรองรับการทำงานอยู่แล้ว

แต่ Implementer ก็ต้องนำข้อมูลของบริษัทผู้ใช้บริการมาออกแบบขั้นตอนการใช้งานระบบให้ถูกต้องตามหลักการ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานด้วย

4. การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization)

ต่อเนื่องมาจากการออกแบบระบบ (System Design) เพราะหาก Requirements มีความซับซ้อนเกินมาตรฐานระบบทั่วไป

หรือมีความเฉพาะทามากๆ ก็ต้องมีการปรับระบบอีอาร์พีให้เข้ากับการทำงานตรงส่วนนั้น

ซึ่ง Implementer มีหน้าที่นำข้อมูลที่ได้พูดคุยกับทางผู้ประกอบการและทางผู้ใช้บริการเพื่อสรุปความต้องการทั้งหมด

และนำมาออกแบบระบบ โดยการนำข้อมูลส่งให้ทางทีม Development เป็นผู้พัฒนา

แต่ก็ไม่ใช่ทุกระบบจะสามารถปรับได้ ต้องเลือกระบบอีอาร์พีที่มีความยืดหยุ่นสูงและเป็นเจ้าของระบบเอง

จะทำให้สามารถปรับแต่งได้อิสระและง่ายกว่าระบบใหญ่ๆจากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง

5. การทดสอบระบบ (Testing)

เมื่อออกแบบระบบ และปรับแต่งสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่การทดสอบระบบว่าสามารถทำงานได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการหรือไม่

งการทดสอบนอกจากทีม Implementer จะเป็นผู้ทำการทดสอบแล้ว ควรมีการส่งให้ทางผู้ใช้งานมาทำการทดสอบร่วมด้วย

เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบอีอาร์พีที่มีการปรับมา สามารถใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด

6. การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training)

ต่อให้ผู้ใช้บริการจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ระบบอีอาร์พีมามากขนาดไหน แต่ถ้ามีการวางระบบกับอีอาร์พีเจ้าใหม่

ก็ต้องมีการอบรมก่อนการใช้งาน ซึ่งอาจจะใช้เวลาในการ Training มากกว่า 6 เดือน

เพื่อเรียนรู้การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ซึ่ง Implmenter จะทำหน้าที่อบรม และจัดตารางอบรมให้ทางผู้ใช้บริการ

เพื่อให้มีเวลาจัดคิวนัดอบรมได้ ซึ่ง Implementer จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในบริบทของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

7. การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)

ทุกกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นการนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง ถึงจะผ่านมาทั้งหมดแล้ว

การขึ้นระบบได้สำเร็จ และทางบริษัทสามารถปิดงบในระบบได้ ก็ล้วนมาจากการทำงานของทีม Implementer ทั้งสิ้น

ซึ่งทุกการทำงานล้วนต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่ต่อให้ทีมวางระบบจะดีหรือเก่งแค่ไหน ถ้าทางผู้ใช้บริการไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้สำเร็จ

8. บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

นอกจากจะมีหน้าที่วางระบบจนสามารถนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริงจนสำเร็จแล้ว Implementer ยังมีหน้าที่ให้บริการหลังการขายอีกด้วย

ซึ่งบางเจ้าอาจจะแยกเป็นทีมซัปพอร์ตต่างหาก บางเจ้าก็จะใช้วิธีแบ่งไซต์บริษัทให้เป็นความรับผิดชอบของ Implementer คนใดคนหนึ่งดูแลไปเลย

..

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ค่าวางระบบ Implement มีราคาแพงสาเหตุมาจากกระบวนการการทำงานทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย

การเก็บ Requiment หรือ การวิเคราะห์ความต้องการของระบบ, การวางแผนการทำงานของทีม Implementer, การออกแบบระบบ (System Design),

การพัฒนาและปรับแต่งระบบ (Development and Customization), การทดสอบระบบ (Testing), การฝึกอบรมผู้ใช้ (User Training),

การนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง (Go-Live)และ บริการหลังการใช้งาน (Post-Implementation Support)

กกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และระบบอีอาร์พีที่มีศักยภาพ

ทำให้ค่าใช้จ่ายในการ Implement มีราคาสูงมากกว่าค่าโมดูลหลายเท่า

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พีที่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 30 ปี ทางเราแนะนำระบบ PlanetOne ERP

ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเจ้าของระบบโดยคนไทยสามารถปรับแต่งระบบให้เข้ากับองค์กรได้

และยังมีความเป็นมืออาชีพพร้อมเสียงการันตีจากผู้ประกอบการ Click เพื่อดูรีวิวจากผู้ประกอบการ

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel . 095 294 5693 (คุณเจน)

การ Implement ระบบอีอาร์พีคืออะไร และทำไมถึงมีราคาแพง Read More »

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การเลือกระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สำหรับโรงงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพราะระบบอีอาร์พี ERP จะช่วยบริหารจัดการทรัพยากรได้ทั้งองค์กร

หรือที่เราคุ้นเคยกันก็คือการบริหารต้นทุน เพราะทรัพยากรในองค์กรก็คือต้นทุน

ดังนั้นการเลือกระบบอีอาร์พี ERP ก็มีหลายปัจจัยที่ทางผู้ประกอบการต้องพิจารณาเพื่อนำมาติดตั้งภายในองค์กร

โดยมีหัวข้อดังต่อไปนี้

1.ความต้องการของธุรกิจ

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

3. ค่าใช้จ่าย

4. ประสิทธิภาพในการทำงาน

5. บริการหลังการขาย/Support

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

ซึ่งแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดดังนี้

1. ความต้องการของธุรกิจ

หลายท่านคงจะพยายามหาระบบอีอาร์พีที่มีความเฉพาะกับธุรกิจของท่าน เช่น อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตอาหาร อีอาร์พีสำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ หรืออีอาร์พีสำหรับธุรกิจก่อสร้าง

ซึ่งถ้าให้กล่าวตามความเป็นจริงแล้ว หากท่านต้องการใช้ระบบอีอาร์พีเพื่อนำมาวางแผนและคำนวนสูตรการผลิต

จะไม่มีระบบอีอาร์พีที่เฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หากผู้ประกอบการต้องการหาระบบอีอาร์พี ERP เพื่อมาติดตั้ง

ควรหาระบบที่สามารถรองรับการผลิตได้หลากหลาย และต้องรองรับการทำงานด้านอื่นๆ ได้ทั้งองค์กร

2. ความยืดหยุ่นในการปรับระบบ

ระบบอีอาร์พี ERP ที่จะนำมาใช้ในโรงงานควรเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง เพราะกระบวนการผลิตแต่ละโรงงานมีความแตกต่างกัน

เพราะฉะนั้นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง และปรับเปลี่ยนระบบให้เข้ากับการทำงานของแต่ละองค์กรได้

เปรียบเสมือนว่าธุรกิจของท่านมีอาวุธที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด

3. ค่าใช้จ่าย

ระบบอีอาร์พี ERP ไม่ว่าจะเป็นระบบของไทยหรือต่างประเทศล้วนมีราคาที่ค่อนข้างแพง อาจเป็นเพราะขั้นตอนการวางระบบที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ทำให้ค่าแรงของทีมผู้ให้บริการมีราคาที่สูง เพราะนอกจากค่าระบบ ค่าวางระบบ

แล้วยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้งาน แล้วยังไม่รวมค่าปรับเปลี่ยนระบบตามความต้องการขององค์กร

ซึ่งทั้งหมดล้วนมีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นควรพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการให้เข้าใจถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับ Implementer

Click เพื่ออ่าน ทำไมระบบอีอาร์พีถึงมีราคาแพง

4. ตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงาน

ถ้าเป็นระบบอีอาร์พี ERP ระดับสากล หรือเป็นระบบอีอาร์พี ERP ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะไม่สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้โดยการขอทดลองใช้

แต่ผู้ให้บริการจะใช้วิธีนัดหมายเพื่อนำเสนอระบบและอธิบายกระบวนการการทำงานทั้งหมดแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ในช่วงนี้ทางผู้ประกอบการก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่าข้อมูลของบริษัทตนเองจะออกมาในลักษณะไหน

แล้วสามารถนำมาใช้งานได้หรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำมาติดตั้งและใช้งานได้ในระยะยาวหรือไม่

นอกจากนี้ยังสามารถให้ทางทีมผู้ให้บริการทำฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพได้

ทุกกระบวนการทางผู้บริหารควรเข้าร่วมเพื่อช่วยตรวจสอบว่าตัวระบบสามารถตอบโจทย์กับความต้องการขององค์กรจริงๆ หรือไม่

5. บริการหลังการขาย/Support

การใช้งานระบบอีอาร์พี ERP ต่อให้เป็นเจ้าดังระดับโลกก็สามารถเกิดปัญหาในการใช้งานได้

ยิ่งระบบขนาดใหญ่ ที่มีฟังก์ชันการทำงานที่ซับซ้อน ทางผู้ใช้บริการก็ยิ่งมีปัญหาในการใช้งาน

เพราะฉะนั้นทีมซับพอร์ตก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพ

งนั้นการจะลงระบบอีอาร์พี ERP ก็ให้ตรวจสอบทีมบริการหลังบ้านว่าสามารถดูแลท่านได้

และพร้อมช่วยเหลือในระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่

Click เพื่ออ่าน 5 คำถามยอดฮิต! เกี่ยวกับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) มีอะไรบ้าง

6. ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

แน่นอนว่าระบบอีอาร์พี ERP จะเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลทั้งหมดขององค์กร

หากจะติดตั้งระบบควรตรวจสอบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยว่าทางผู้ให้บริการมีความเข้มงวดมากแค่ไหน

และผู้ใช้งานกำหนดสิทธิ์อย่างไร ระบบมีการหนดสิทธิ์ผู้ใช้งานหรือไม่ เพื่อป้องกันข้อมูลทางธุรกิจรั่วไหล

7. การทดสอบก่อนใช้งานจริง

ทุกครั้งก่อนจะมีการขึ้นระบบให้ใช้งานจริง ทางผู้ให้บริการอีอาร์พีจะมีการส่งฐานข้อมูล

เพื่อใช้ทดสอบระบบให้กับผู้ใช้บริการก่อนทุกครั้ง ทางผู้ประกอบการควรตั้งผู้รับผิดชอบแต่ละแผนก

และทำการทดสอบว่าระบบสามารถใช้งานได้จริง และเป็นไปตาม Requirement ที่มีการพูดคุยกันหรือไม่

พื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายผลิตที่มีความซับซ้อนในการวางแผนและการควบคุมต้นทุนในการผลิต

8. การเชื่อมระบบอีอาร์พีกับเทคโนโลยีในโรงงาน

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมแล้วคงหนีไม่พ้นเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิต

เช่น การนำ AI เข้ามาควบคุมเครื่องจักรแทนการใช้คน ซึ่งระบบอีอาร์พี ERP

จำเป็นต้องมีความสามารถในการเชื่อมระบบเข้ากับเครื่องจักร

เพื่อให้สามารถควบคุมระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่าย, ประสิทธิภาพในการทำงาน, บริการหลังการขาย/Support , ความปลอดภัยของระบบ/SECURITY

ทุกข้อที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจที่มีโรงงานผลิตสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

หากท่านกำลังมองหาระบบอีอาร์พี ERP ที่เชี่ยวชาญในการวางระบบสำหรับโรงงานการผลิต ระบบ PlanetOne ERP

มีผู้เชี่ยวชาญในการวางระบบที่มีประการณ์มากถึง 28 ปี ตัวระบบมีความยืดหยุ่นสูง และยังเป็นระบบขนาดใหญ่ ในราคาย่อมเยาว์

Click เพื่อดูลูกค้าของเรา Our customers

Click เพื่อดูหน้า MANUFACTURING PACKAGE

สนใจติดต่อ

Office : 02 271 4362 – 3

Tel. : 095 294 5693 (คุณเจน ตำแหน่ง Executive Director)

Line : jane-siriwan

เลือกอีอาร์พี ERP สำหรับโรงงานยังไง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Read More »

Scroll to Top