ระบบการผลิต

ข้อดีของการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยระบบอีอาร์พี (ERP)

ข้อดีของการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยระบบอีอาร์พี (ERP)

ในการทำธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าจะมีธุรกิจทั้งแบบที่มีการวางระบบผลิตและไม่มีการวางระบบผลิต ซึ่งในธุรกิจแบบที่ไม่มีการวางระบบผลิต จะเป็นธุรกิจที่โฟกัสไปที่งานบริการลูกค้า ในธุรกิจที่มีการวางระบบการผลิต ก็จะมีการผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาด เพื่อวางจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค

ในสินค้าที่มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคในหลาย ๆ ผลิตภัณฑ์จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจมีผลกระทบกับสุขภาพร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคใส่ใจมากในยุคสมัยนี้

และทางผู้ผลิตเองก็มีโอกาสที่จะเกิดข้อร้องเรียนจากลูกค้าได้ ซึ่งข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น หากเป็นความผิดพลาดจากทางผู้ผลิตเองโดยตรง ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องนำไปแก้ไขปรับปรุง

ถ้าไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตของผู้ผลิต แต่ลูกค้าหรือผู้บริโภคได้มีข้อร้องเรียนขึ้นมา ทางผู้ผลิตหรือองค์กรจะทำอย่างไร จึงจะสามารถพิสูจน์ให้ลูกค้าทราบได้ว่า ความผิดพลาดนั้นมาจากแหล่งที่มาอื่น

เช่น ธุรกิจอาหารสำเร็จรูปที่มีกระบวนการผลิตได้มาตรฐานระดับส่งออก ถูกลูกค้าร้องเรียน ว่าอาหารถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งไม่พึงประสงค์

ปัญหาก็มาตกที่ผู้ประกอบการว่าจะสามารถพิสูจน์เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้อย่างไรว่า สิ่งที่ปนเปื้อนในอาหารนั้น ไม่ได้มาจากกระบวนการผลิตของผู้ผลิต แต่มาจากแหล่งอื่น

และโรงงานของผู้ผลิตเองก็มีการผลิตสินค้าออกไปจำหน่ายเป็นจำนวนมาก จะตรวจสอบหรือจะเช็คได้อย่างไร ว่าสินค้าที่ถูกร้องเรียนมาจากลอตไหนที่ผู้ผลิตทำการวางจำหน่าย

เครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดได้นั่นคือ “ระบบอีอาร์พี” โดยเฉพาะสำหรับการผลิตที่มีปริมาณมาก ๆ

การใช้ระบบอีอาร์พีเข้ามาเป็นเครื่องมือก็จะยิ่งช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังทำได้ง่ายและรวดเร็ว (Click เพื่ออ่าน การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี )

โดยระบบอีอาร์พีช่วยให้องค์กรของผู้ผลิตสามารถติดตามและระบุได้อย่างชัดเจนว่าวัตถุดิบแต่ละชิ้นที่นำมาผลิตได้มาจากแหล่งใด สินค้าถูกผลิตโดยใคร และมีคุณภาพอย่างไร นอกจากนี้ยังช่วยในการตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานการผลิตที่กำหนดไว้

ซึ่งระบบอีอาร์พีจะทำการเก็บข้อมูลในแต่ละส่วนดังนี้

1. การบริหารข้อมูล
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการจัดการข้อมูลทั้งหมดขององค์กร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต เช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิต แหล่งที่มาของวัตถุดิบ สูตรในการผลิต รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องของกระบวนการผลิต

2. การติดตามวัตถุดิบ
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการติดตามการรับเข้าของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยระบุแหล่งจากที่วัตถุดิบมา จำนวนที่รับเข้า และวันที่รับเข้า เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่กำหนดไว้

3. การสร้างรายการผลิต
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการสร้างรายการผลิตโดยอัตโนมัติ โดยอิงจากความต้องการของลูกค้าหรือการนำเข้าของวัตถุดิบ ระบบจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องผลิต เวลาที่ต้องผลิต และวัตถุดิบที่จำเป็น

4. การติดตามกระบวนการการผลิต
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการติดตามกระบวนการการผลิตของสินค้า จากการรับวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จ เพื่อให้ทราบถึงสถานะปัจจุบันของการผลิต

5. การบันทึกข้อมูลการผลิต
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต เช่น การวัดปริมาณผลิตภัณฑ์ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาการผลิต เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบได้ง่าย

6. การติดตามการจัดส่ง
ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการติดตามการจัดส่งผลิตภัณฑ์หรือสินค้าไปยังลูกค้า รวมถึงข้อมูลการจัดส่ง เช่น วันที่ส่ง และข้อมูลการส่งอื่น ๆ

7. การตรวจสอบคุณภาพ
ระบบอีอาร์พี (ERP)ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบและตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับมาตรฐานที่กำหนดไว้

ดังนั้นสำหรับองค์กรของผู้ผลิตที่มีระบบการผลิตและมีความจำเป็นต้องบันทึกข้อมูลเพื่อเก็บไว้ตรวจสอบในกรณีต่าง ๆ เช่น มีข้อร้องเรียนจากลูกค้า การวางระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้เข้ามาช่วยบริหารจัดการองค์กรของผู้ผลิตจึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่นอกจากจะช่วยบริหารจัดการองค์กรของผู้ผลิตแล้ว ยังช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างเป็นจริง เพื่อทั้งผลประโยชน์ขององค์กรของผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วยเช่นกัน (Click เพื่ออ่าน 5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี (ERP) บริหารจัดการองค์กร)

ข้อดีของการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังด้วยระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

อีกหนึ่งปัญหาขององค์กรที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) คือพนักงานยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี และยังไม่เคยใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) มาก่อน ซึ่งพนักงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักเลยทีเดียว ที่มีส่วนในการผลักดันให้องค์กรสามารถใช้งานระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

ในการแก้ปัญหาเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) จะมี 5 สิ่งที่ต้องทำคือ

1.จัดให้มีการเทรนนิ่งให้พนักงาน

2.ให้พนักงานเริ่มต้นพื้นฐานการใช้ระบบอย่างง่าย

3.ให้พนักงานเรียนรู้วิธีการแจ้งปัญหาใช้งานกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

4.มีพนักงานกลุ่มต้นแบบ มีคู่มือและแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเรียนรู้ระบบอีอาร์พี (ERP)

5.สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

โดยรายละเอียดของแต่ละข้อมีดังนี้

1.จัดให้มีการเทรนนิ่งให้พนักงาน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจัดเทรนนิ่งคือ ควรจัดในช่วงก่อนที่จะมีการ Go live หรือก่อนเริ่มใช้งานระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) อย่างเต็มรูปแบบ

ในส่วนของการจัดเทรนนิ่งนี้ ทางองค์กรควรจะต้องคุยรายละเอียดในเชิงลึกกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่องค์กรได้ว่าจ้างให้มาวางระบบ ว่าควรจัดเทรนนิ่งในช่วงเวลาใด และต้องใช้กี่แมนเดย์สำหรับการจัดเทรนนิ่งให้กับพนักงานในองค์กร รวมถึงตารางการจัดเทรนนิ่งจะออกมาในรูปแบบใด
เพื่อที่ทางองค์กรจะได้เตรียมตารางการทำงานของพนักงานในองค์กรให้สอดคล้องกับการเทรนใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) ที่จะเกิดขึ้น

เช่น หากต้องการ Go live ในช่วงเดือนมกราคม อาจต้องจัดให้มีการเทรนช่วงเดือน สิงหาคม กันยายน และตุลาคม ในปีก่อนหน้า ก่อนที่จะเข้าสู่เดือนมกราคมที่จะมีการ Go live เพื่อใช้ระบบอย่างเต็มรูปแบบ

2.ให้พนักงานเริ่มต้นพื้นฐานการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างง่าย

ในส่วนของการเริ่มต้นการเข้าใช้งานระบบอย่างง่ายจะต่อเนื่องมาจากการเทรนนิ่ง เนื่องจากพนักงานยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) มาก่อน เมื่อได้รับการเทรนให้มีความรู้เกี่ยวกับระบบอีอาร์พี (ERP) ในเบื้องต้นแล้ว อาจจะให้พนักงานได้ลองสร้างบัญชีผู้ใช้, เข้าสู่ระบบเป็นครั้งแรก และเริ่มต้นการปฏิบัติงานอย่างง่าย ๆ โดยการให้คีย์ข้อมูลแล้ว run ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของระบบ ในโมดูลที่พนักงานมีสิทธิ์เข้าใช้งาน

ในส่วนนี้พนักงานจะมีความเข้าใจระบบจากการได้ลงมือทำจริง เข้าใจวิธีการคีย์ข้อมูลว่าในลำดับขั้นตอนใดต้องคีย์ข้อมูลอะไร และพนักงานจะได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดเมื่อใช้ระบบด้วยเช่นกัน เช่น การ run ระบบไม่ผ่านเนื่องจากคีย์ข้อมูลไม่ครบ, การ run ระบบไม่ผ่านเนื่องจากเส้นทางของข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นต้น

การได้ลงมือทำจริงด้วยการเริ่มต้นใช้งานระบบอย่างง่าย จะทำให้พนักงานในองค์กรสามารถพัฒนาทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพนักงานเองจะไม่รู้สึกกังวลใจจนเกินไปหากพนักงานจะมีการทำผิดพลาดไปบ้างในช่วงเวลาของการเรียนรู้ ในขณะที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างจริงจัง (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP))

3.ให้พนักงานเรียนรู้วิธีการแจ้งปัญหาใช้งานกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

โดยปกติแล้วผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีทีม customer support ที่คอยตอบคำถามหรือให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในกรณีที่ผู้เข้าใช้งานระบบเกิดข้อขัดข้องในการใช้งาน

ในส่วนนี้ทางพนักงานในองค์กรของผู้ใช้บริการอีอาร์พี (ERP) ควรเรียนรู้กระบวนการแจ้งปัญหาการใช้งานกับทีม customer support ของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ว่ามีลำดับขั้นตอนอะไรบ้าง เช่น

-แจ้งปัญหาทาง email แล้วรอการตอบกลับทาง email จากทีม customer support

-แจ้งปัญหาในไลน์กลุ่มแล้วทีมcustomer support จะตอบกลับทันที

-แจ้งปัญหาทางโทรศัพท์แล้วพูดคุยสอบถามกับทีม customer support โดยตรง เป็นต้น

เมื่อพนักงานในองค์กรทราบวิธีการแจ้งปัญหาการใช้งานกับทีม customer support แล้ว พนักงานก็จะสบายใจในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) มากขึ้น เพราะหากมีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่ทางพนักงานในองค์กรไม่สามารถแก้ไขได้เอง ก็จะมีทีม customer support
ของทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) คอยดูแลด้วยเช่นกัน

4.มีพนักงานกลุ่มต้นแบบ มีคู่มือและแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเรียนรู้ระบบอีอาร์พี

ทางองค์กรที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) อาจมีการคัดเลือกกลุ่มพนักงานต้นแบบ ที่สามารถเรียนรู้การใช้งานระบบได้อย่างรวดเร็ว และมีความเข้าใจการใช้งานระบบมากกว่าคนอื่น เป็นกลุ่มที่เริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นกลุ่มแรก และเป็นกลุ่มที่สามารถให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในองค์กรได้ หากติดขัดปัญหาการเข้าใช้งานในเบื้องต้น

อีกทั้งทางองค์กรอาจมีการสร้างแหล่งข้อมูลออนไลน์ภายในองค์กร เช่น คู่มือการใช้งาน, วิดีโอการสอน, และเว็บไซต์ภายในที่มีคำถามที่พบบ่อยและการแก้ปัญหา รวมทั้งอาจมีกลุ่มไลน์ภายในองค์กร เพื่อสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ในเบื้องต้น

5.สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

ทางองค์กรสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ให้มีความกระตือรือร้นในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ด้วยการ

สนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น

มีการกำหนดเป้าหมายและรางวัลสำหรับพนักงานที่สามารถพัฒนาทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลงานที่โดดเด่น

มีการสนับสนุนเครื่องมือต่าง ๆ ให้มีความพร้อมสำหรับพนักงานในการเปลี่ยนมาใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์
ตามสเปกที่เหมาะสมเพื่อมารองรับการเข้าใช้งานระบบอีอาร์พี

นอกจากนี้ทางองค์กรยังสามารถประชาสัมพันธ์ข้อดีและประโยชน์ต่าง ๆ ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า
เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับการพัฒนาองค์กรด้วยการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

ในการประชาสัมพันธ์ในองค์กรสามารถทำได้ในหลายช่องทาง เช่น การส่งข่าวสารทาง email, การติดป้ายโปสเตอร์ตามจุดต่าง ๆ ในองค์กร,
การให้ข้อมูลผ่านไลน์กลุ่มหรือสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ขององค์กร เป็นต้น

โดยสรุป 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอารพี (ERP) ที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็น การจัดเทรนนิ่ง การให้พนักงานเริ่มต้นใช้ระบบอย่างง่าย การเรียนรู้วิธีแจ้งปัญหาการใช้งาน การมีพนักงานกลุ่มต้นแบบและแหล่งความรู้ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน หากกระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ก็จะทำให้พนักงานในองค์กรรู้สึกมั่นใจและมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้รวมถึงพัฒนาศักยภาพตัวเองให้มีทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ในระดับที่สามารถใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างเชี่ยวชาญ

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP)

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP)

อีอาร์พี (ERP) หรือ Enterprise Resource Planning คือคอนเซปต์ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่จะมาเป็นเครื่องมือให้องค์กรสามารถนำคอนเซปต์ของอีอาร์พี (ERP) มาใช้บริหารจัดการได้จริงก็คือ ระบบอีอาร์พี (ERP) หรือระบบสารสนเทศที่พัฒนาจากคอนเซปต์ของอีอาร์พี (ERP) ให้เป็นรูปแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร และนำระบบสารสนเทศนั้นมาใช้บริหารจัดการองค์กรนั่นเอง (click เพื่ออ่าน ความพิเศษ 5 ด้าน ของระบบอีอาร์พี (ERP))

โดย 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) ที่นำมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรในองค์กรคือ

1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized Database)

2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce redundancy)

3. ตรวจสอบได้ (Traceability and accountability)

4. แสดงข้อมูลทันเวลา (Real Time)

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ของแต่ละข้อมีดังนี้

1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized database)

ระบบอีอาร์พี (ERP) จะใช้วิธีการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ นั่นคือฐานข้อมูลทั้งหมดขององค์กรจะถูกจัดเก็บไว้และบริหารจัดการใน server เดียวกัน ซึ่งง่ายต่อการจัดการหรือส่งต่อข้อมูลให้กับ user ที่เข้าใช้งานในระบบ

การบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล จะต้องดำเนินการไปตามสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก (Click เพื่ออ่าน 3 ข้อดีของการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี)

การเข้าถึงข้อมูลจาก user หลาย ๆ คนในช่วงเวลาเดียวกันจะสามารถทำได้ แต่ในบางขณะอาจทำให้เกิดการหน่วงของระบบ ดังนั้นระบบอีอาร์พี (ERP) จะให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต่อ user คนนั้นจริง ๆ เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลของ user เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ช่วยลดการหน่วงของระบบ และให้ user ได้เข้าถึงข้อมูลในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่เท่านั้น

อีกทั้งระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละส่วนขององค์กรเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปได้อย่างไหลลื่นนั่นเอง

2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce redundancy)

การทำงานที่ซ้ำซ้อนในองค์กรอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ อาทิเช่น

– ในองค์กรขาดการวางหลักบริหารจัดการที่ดี

– ข้อมูลในองค์กรกระจัดกระจาย มีการเก็บข้อมูลซ้ำกันไปมา ไม่สามารถตรวจสอบได้

– ขาดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานในองค์กร

ซึ่งในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยบริหารจัดการในองค์กร จะต้องมีการวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร และเส้นทางการดำเนินงานต่าง ๆ นำมาสะสางให้เป็นเส้นทางที่เรียบง่ายและเชื่อมโยงในแต่ละส่วนขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลผลหาขั้นตอนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องมีการดำเนินงานซ้ำไปซ้ำมาในส่วนที่ไม่จำเป็น

3. ตรวจสอบได้ (Traceability and accountability)

ระบบอีอาร์พี (ERP) จะยึดหลักการตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ในการทำงานได้ ว่าที่มาของข้อมูลที่เกิดขึ้น มาจากไหน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เปลี่ยนไปอย่างไร ถูกลบออกไปตอนไหน ใครเป็นผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น โดยระบบจะบันทึกเวลา และบุคคลที่เข้าถึงข้อมูลนั้นเอาไว้ (Click เพื่ออ่าน ข้อดีของการตรวจสอบย้อนหลังข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

ซึ่งเป็นแนวทางที่นำไปสู่การตรวจสอบที่แม่นยำหากเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานที่ต้องการทราบว่าเป็นความรับผิดชอบของบุคคลใด

โดยที่ผู้รับผิดชอบนี้จะรับผิดชอบเมื่อมีการการอนุมัติ, การปรับปรุงข้อมูล, การจัดการบริหารทรัพยากรต่าง ๆ ในองค์กร

ในระบบอีอาร์พี (ERP) นอกจากจะช่วยตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องและการเปลี่ยนแปลงสถานะของข้อมูลต่าง ๆ ในกระบวนการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน

4. แสดงข้อมูลทันเวลา (Real Time)

เพื่อให้ระบบอีอาร์พี (ERP) แสดงข้อมูลได้ทันเวลา (real-time) ต้องมีการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ของระบบอีาร์พี (ERP) ภายในองค์กร เช่น ข้อมูลการสั่งซื้อ คลังสินค้า การผลิต การขาย เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกสะสมและอัปเดตอย่างต่อเนื่องในฐานข้อมูลเพื่อให้พร้อมใช้งานในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยที่ไม่ต้องรอการอัปเดตหรือรอบเวลาที่กำหนด

ในระบบอีอาร์พี (ERP) จะแสดงข้อมูลของจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงสถานะต่าง ๆ ของข้อมูลในเวลาปัจจุบัน

ข้อมูลในองค์กรจำเป็นต้องแสดงข้อมูลในแบบ real time เพื่อให้องค์กรสามารถตรวจสอบได้ทันท่วงที ป้องกันปัญหาฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เช่น สินค้าในคลังสินค้าไม่พอขาย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ ช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในองค์กรทำให้สามารถ
ใช้ทรัพยการที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งสามารถตรวจสอบและระบุผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานได้ในทุกขั้นตอน และมีการแสดงข้อมูลแบบ
real-time ที่ให้ user ได้เห็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอย่างทันท่วงที

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

การวางระบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เป็นการลงทุนสำหรับองค์กรในระยะยาว เพื่อช่วยลดต้นทุนขององค์กรในทุก ๆ ด้าน และช่วยวางแผนการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางบวก ดังนั้นการลงทุนระยะยาวย่อมต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้รอบคอบ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ผู้อ่านได้มีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจ

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ คือ

1.ขนาดของกิจการ

2.ความซับซ้อนของการดำเนินงานในกิจการ

3.การเทรนพนักงานในองค์กร

4.การวางพื้นฐานระบบทางไอที

5.การบำรุงรักษาระบบ

6.การปรับปรุงฟังก์ชั่นใช้งานให้เข้ากับองค์กร

7.ค่า License สำหรับ software ของผู้ให้บริการอีอาร์พี

โดยรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีดังนี้

1.ขนาดของกิจการมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

โดยธรรมชาติของการลงทุน เมื่อกิจการมีขนาดใหญ่จำนวนเงินที่ต้องลงทุนในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้กิจการดำเนินไปได้ก็จะเป็นเงินจำนวนมากตาม

การวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ก็เช่นกัน ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ส่วนที่จะบ่งชี้ค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนที่สุดคือจำนวน user ที่จะเข้าใช้งานในระบบ

กล่าวคือ ในกิจการต้องมีการประเมินกันภายในด้วยว่าจำนวน user ที่จะต้องเข้าใช้งานในระบบพร้อมกันมีทั้งหมดกี่คน ค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ก็จะผันแปรไปตามความมากน้อยของ user ด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้กิจการที่มีขนาดใหญ่อาจมีความต้องการใช้ระบบที่มีโมดูลต่าง ๆ ครอบคลุมในทุก ๆ ส่วนของกิจการ ดังนั้นขนาดของระบบอีอาร์พีที่จะวางระบบในกิจการนั้นก็จะเป็นระบบขนาดใหญ่ ซึ่งในการวางระบบขนาดใหญ่ก็จะต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

2.ความซับซ้อนของการดำเนินงานในกิจการมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ระบบอีอาร์พีนั้นเป็นระบบที่เน้นความเรียบง่าย นั่นหมายความว่าระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พีจะทำการ simplify เส้นทางการทำงานที่ซับซ้อนต่าง ๆ ภายในองค์กร ให้เป็นเส้นทางที่เดินไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นระบบระเบียบ สามารถตรวจสอบเส้นทางต่าง ๆ ได้โดยง่ายดาย

แต่…

ก่อนที่เส้นทางที่ซับซ้อนต่าง ๆ ในกิจการจะถูก simplify ได้นั้นต้องผ่านขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลและ requirement ต่าง ๆ

การพัฒนาปรับปรุงให้ระบบอีอาร์พีสามารถใช้งานได้รับกันการทำงานที่ซับซ้อนของกิจการ

การทดสอบระบบว่าสามารถใช้งานได้จริง เป็นต้น

ซึ่งในขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนใช้เวลา ใช้บุคลากรในทีมพัฒนาระบบที่เชี่ยวชาญ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะถูกรวมไว้ในค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พีด้วยเช่นกัน

3.การเทรนพนักงานในองค์กรมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ผู้ให้บริการต้องจัดเทรนเนอร์หรือทีมที่ปรึกษาเพื่อเข้ามาเทรนพนักงานในองค์กรให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (Click เพื่ออ่าน 5 แนวทาง บริหารงานบุคคลอย่างยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอาทิเช่น ค่าเทรนเนอร์ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นต้น

หากพนักงานได้รับการเทรนเรียบร้อยแล้วแต่ยังคงมีปัญหาในการเข้าใช้งานที่ยังคงต้องการให้ทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ดูแลและให้คำปรึกษาหลังการติดตั้งระบบไปแล้ว ค่าใช้จ่ายก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในสัญญาบริการที่ทางเจ้าของกิจการได้ทำไว้กับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

4.การวางพื้นฐานระบบทางไอทีมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นเครื่องมือที่่ช่วยบริหารจัดการองค์กร ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเข้าใช้งานระบบได้ผ่านทางคอมพิวเตอร์

ดังนั้นการวางพื้นฐานระบบทาง IT ขององค์กรให้รองรับกับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การวางพื้นฐานระบบทางไอทีของกิจการจะครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้คือ

การจัดหาอุปกรณ์ทางไอทีที่จำเป็นเพื่อรองรับระบบอีอาร์พี ERP รวมถึงความต้องการในเรื่องของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เครือข่าย และระบบสำรองข้อมูล เพื่อให้ระบบอีอาร์พี ERP ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยอาจต้องปรับปรุงหรืออัปเกรดสิ่งที่มีอยู่และเพิ่มทรัพยากรตามความต้องการ

5.การบำรุงรักษาระบบมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

หลังจากที่กิจการของคุณได้มีการติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP) เรียบร้อยแล้ว การบำรุงรักษาระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งการบำรุงรักษาระบบอีอาร์พีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีค่าใช้จ่ายตามมา โดยรายละเอียดในการบำรุงรักษาระบบอีอาร์พี (ERP) อาทิเช่น

ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการอัปเดตระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพและปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูล

ค่าใช้จ่ายในการรักษาและสำรองข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของอีอาร์พี (ERP) เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย

ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือปรับให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการอัปเกรดระบบอีอาร์พี (ERP) เมื่อมีการออกเวอร์ชันใหม่

6.การปรับปรุงฟังก์ชันใช้งานให้เข้ากับองค์กรมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

เมื่อกิจการมีการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว อาจพบว่าหากมีการปรับปรุงฟังก์ชั่นใช้งานในบางจุดของระบบ จะช่วยให้ระบบการทำงานของกิจการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะสามารถ customize ให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการ customize จะอยู่ที่รายละเอียดในเชิงลึกที่ต้องคุยกันระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน (Click เพื่ออ่าน การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร)

7.ค่า license สำหรับ software ของผู้ให้บริการอีอาร์พีมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่มีทีมพัฒนาระบบ และพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ขึ้นมาเอง จะมีการคิดค่าบริการเข้าใช้ระบบกับลูกค้า หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือค่า license ในการใช้ระบบ

ค่า license นี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของระบบและการพิจารณาจากเจ้าของ license หรือผู้ให้บริการอีาร์พี ERP โดยผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) แต่ละเจ้าจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาค่า license ที่แตกต่างกันไป

ผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) มีหลายเจ้า มีทั้งระบบอีอาร์พี (ERP) ที่พัฒนาโดยคนไทย ถือ license โดยคนไทย หรือระบบอีอาร์พี (ERP) ที่พัฒนาโดยต่างชาติซึ่งเจ้าของ license ก็จะเป็นชาวต่างชาติ เป็นต้น

สุดท้ายแล้วรายละเอียดในการตัดสินใจว่าจะวางระบบอีอาร์พี (ERP) โดยใช้ license ของคนไทยหรือต่างชาติก็อยู่ที่ลูกค้าจะตัดสินใจนั่นเอง

โดยสรุปของบทความ 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ผู้ที่สนใจวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และสามารถประเมินในเบื้องต้นได้ว่าควรจะลงทุนกับระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) ในรูปแบบใด

เพราะอย่างที่ได้กล่าวในส่วนต้นของบทความว่า การลงทุนวางระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นคือการลงทุนระยะยาว ที่ผลตอบแทนจะมาในรูปของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ของกิจการลดลงอย่างวัดค่าได้ (คลิกเพื่ออ่านผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร)

ความคุ้มค่าของการลงทุนอาจไม่ได้เห็นโดยฉับพลันทันที แต่มันจะเกิดขึ้นแน่นอน หากลูกค้าลงทุนวางระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) ที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP)

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP)

ความจำเป็นในการเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) นั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในองค์กรอาทิเช่น ปัจจัยด้านการเงิน ปัจจัยด้านระยะเวลา ปัจจัยด้านความพร้อมของบุคคลากร เป็นต้น

การวางระบบอีอาร์พีเป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาในการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มต้นตัดสินใจ ไปจนกระทั่งวางระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ใช้งานได้จริง ดังนั้นแต่ละองค์กรจะมีการหาข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนต่าง ๆ ในการประกอบการตัดสินใจมากพอสมควร (คลิกเพื่ออ่าน 9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP)

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากิจการของคุณควรจะต้องหันมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP)

ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง 3 สัญญาณเตือน เพื่อเช็คว่าองค์กรของคุณควรจะเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ได้แล้วหรือยัง

3 สัญญาณเตือนมีดังนี้คือ

1. การขยายตัวขององค์กรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

2. ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ปริมาณงานเยอะขึ้นแต่ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กรลดลง

รายละเอียดของแต่ละข้อมีดังนี้

1. การขยายตัวขององค์กรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ในการทำธุรกิจแน่นอนว่าทุกคนในองค์กรย่อมคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่การเติบโตขององค์กรก็ทำให้การบริหารจัดการองค์กรมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อกิจการขยายตัวนั่นหมายถึง transaction ทางบัญชี ระบบการผลิตและระบบสินค้าคงคลัง รวมถึงส่วนอื่นๆ ในกิจการ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ยาก ดังนั้นหากองค์กรของคุณเริ่มมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นสัญญาณเตือนได้เป็นอย่างดีว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรพิจารณานำระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการองค์กร (คลิกเพื่ออ่าน 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) )

2. ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดเก็บข้อมูลในองค์กรจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การจัดเก็บข้อมูลรูปแบบเอกสารกระดาษ และการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์

ในองค์กรที่ไม่ได้ใช้ระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยจัดเก็บข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ก็อาจเจอปัญหาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลอาทิเช่น

– ข้อมูลที่เป็นเอกสารกระดาษที่เก็บไว้ระยะเวลานานสูญหาย

– ปริมาณข้อมูลเอกสารกระดาษต่าง ๆ มีมากจนล้นไม่สามารถจัดระเบียบได้

– ข้อมูลในเอกสารที่เก็บในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ไม่มีความปลอดภัย อาจถูกแฮกข้อมูลได้โดยปราศจากการป้องกัน

– ข้อมูลสำคัญที่ต้องการดูข้อมูลย้อนหลังเช่น เอกสารทางบัญชี เอกสารคลังสินค้า ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทำให้ขั้นตอนการทำงานยุ่งยากซับซ้อน

ซึ่งถ้าองค์กรของคุณกำลังเจอปัญหาการจัดเก็บข้อมูลดังที่ได้กล่าวมา ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่คุณต้องเริ่มพิจารณาการใช้ระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยจัดการการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่ สามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ และมีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล

3. ปริมาณงานเยอะขึ้นประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลง

อีกหนึ่งปัญหาที่สามารถพบได้มากในองค์กรที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ พนักงานในองค์กรต้องรับภาระงานในปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทำให้ขาดความสมดุลระหว่างชั่วโมงการทำงานกับปริมาณงานของพนักงานในองค์กร

การทำงานในปริมาณที่น้อยจนเกินไปก็ทำให้พนักงานไม่ productive ปริมาณงานที่เป็นผลลัพธ์ให้กับองค์กรไม่เหมาะสมกับค่าจ้างที่ได้รับ ในขณะเดียวกันการที่พนักงานในองค์กรต้องรับภาระงานในปริมาณเพิ่มมากขึ้น องค์กรอาจได้ประโยชน์ในแง่ของผลการทำงานที่มากขึ้นตาม แต่พนักงานก็จะเกิดความเครียดในการทำงาน ทำงานกับองค์กรได้ไม่นานก็ลาออก และสุดท้ายอาจกระทบกับองค์กรในที่สุดเช่นกัน

นอกจากนี้การที่พนักงานทำงานเดิมด้วยทักษะเดิม ไม่มีโอกาสได้เพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ ทักษะใหม่ ๆ การทำงานอยู่กับสิ่งเดิมๆ อาจทำให้พนักงานเกิดความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ซึ่งก็จะกระทบกับผลการทำงานเช่นกัน

ถ้าองค์กรของคุณมีปริมาณงานกับพนักงานที่ไม่สมดุล พนักงานไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่คุณควรจะใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กร ให้มีชีวิตการทำงานในองค์กรที่สมดุล และมีไฟที่จะทำงานให้กับองค์กรในระยะยาว

กล่าวโดยสรุปหัวข้อใน 3 สัญญาณเตือนองค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP) จะช่วยให้คุณได้ตั้งข้อสังเกตภายในองค์กรของคุณเองว่า หากองค์กรมีการขยายตัวจนเกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบเรียกดูข้อมูลรวมถึงรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และพนักงานในองค์กรขาดความสมดุลในการทำงานให้กับองค์กร ก็เป็นไปได้สูงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรต้องมีระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการองค์ของคุณให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ (คลิกเพื่ออ่าน ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีอย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร

การเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดีถือว่าเป็นโจทย์ที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณานานพอสมควร เรียกได้ว่าผู้ประกอบการ/องค์กรจะต้องคิดหนักกันทีเดียว เพราะเป็นการสร้างระบบบริหารจัดการให้กับกิจการ/องค์กร และระบบการบริหารจัดการนี้จะมีผลกับกิจการ/องค์กรในระยะยาว (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

นอกจากการวางแผนในองค์กรเพื่อให้สามารถวางระบบอีอาร์พี (ERP) ได้แล้ว อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการ/องค์กรจะต้องเจอคือ จะตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) รายไหนดี

ซึ่งในบทความนี้จะมีข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ/องค์กร เลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยจะประกอบด้วยรายละเอียด 9 ข้อดังนี้คือ

1. ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

2. ความสามารถในการอัปเกรดและการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP)

3. การสนับสนุนทางเทคนิค

4. ราคาและค่าใช้จ่าย

5. ง่ายต่อการปรับใช้งาน

6. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

7. ประสบการณ์และการอ้างอิง

8. การสอนและการฝึกอบรม

9. บริการหลังการขาย

รายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้คือ

1. ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค มีระบบอีอาร์พี (ERP) ที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้จริง รวมถึงช่วยแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานระบบของลูกค้า และควรเป็นผู้ให้บริการที่มีความตั้งใจทำงานให้สำเร็จลุล่วงจนลูกค้าสามารถปิดงบดุลได้ไม่ทิ้งลูกค้าไว้กลางทาง

ตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

– ปัญหาเกิดจากลูกค้าเลือกเส้นทางข้อมูลไม่ถูกต้องทำให้ระบบไม่แสดงผลตามที่ต้องการ

– ปัญหาเกิดจากลูกค้าใส่เงื่อนไขไม่ครบตามที่ระบบกำหนดแล้วระบบฟ้อง exception

– ปัญหาเกิดจากมีแคชในระบบทำให้ระบบทำงานล่าช้า

– ปัญหาเกิดจากผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) หยุดหรือยกเลิกการให้บริการ

โดยสรุปของข้อนี้คือ หากต้องการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ดีลูกค้าควรพิจารณาถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่สามารถแก้ปัญหาการใช้งานระบบได้ และความเป็นมืออาชีพในการทำงานที่จะไม่ทิ้งงานหากยังทำไม่สำเร็จลุล่วง

2. ความสามารถในการอัปเกรดและการปรับปรุงระบบอีอาร์พี

ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะมีการอัปเดทระบบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัปเดทระบบปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) ควรรองรับการปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันในการใช้งานบางอย่างในระบบ เพื่อให้ระบบอีอาร์พี (ERP) ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีการอัปเดทระบบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและสามารถปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ตรงกับความต้องการลูกค้า

3. การสนับสนุนทางเทคนิค

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีระบบสนับสนุนในการรับทราบปัญหาจากการใช้งานของลูกค้า และมีทีมงานที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ในกรณีฉุกเฉินผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ควรมีความชำนาญและเชี่ยวชาญมากพอที่จะระบุปัญหาที่เกิดพร้อมแนวทางแก้ไขให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

รวมทั้งมีทีมงาน customer support, implementer และ programmer ที่คอยประสานงานในการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า เพื่อลูกค้าจะได้มั่นใจได้ว่าหลังจากลงระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะยังคงให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาหากเกิดข้อขัดข้องในระบบ

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาการใช้งานของระบบ สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว หากลูกค้าเกิดปัญหาในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

4. ราคาและค่าใช้จ่าย

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรชี้แจงค่าใช้จ่ายโดยละเอียดให้ลูกค้าทราบ ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีทั้งส่วนที่ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และส่วนที่คิดค่าใช้จ่ายเช่น (Click เพื่ออ่าน 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

ตัวอย่างส่วนที่ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

– การนัดนำเสนอระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ลูกค้าพิจารณาว่าเหมาะสมกับกิจการ/องค์กรของลูกค้าหรือไม่

ตัวอย่างส่วนที่ให้บริการโดยมีค่าใช้จ่าย

– การวางระบบ

– การเทรนวิธีเข้าใช้งานระบบ

– การปรับแต่งระบบ (Customize)

เมื่อลูกค้าทราบราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อลงระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาเพื่อหาราคาที่เหมาะสม ซึ่งราคาที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดหรือราคาที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับ และไม่ควรเป็นราคาที่ทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินทิ้งแล้วไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ

หมายเหตุ ราคา/ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจริงเมื่อลงระบบ ลูกค้าควรอ้างอิงจากสัญญาที่ตกลงกันไว้กับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) เป็นหลัก

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะแจ้งรายละเอียดราคาและค่าใช้จ่ายในการบริการกับลูกค้าอย่างชัดเจน ซึ่งควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับลูกค้าด้วยเช่นกัน

5. ง่ายต่อการปรับใช้งาน

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พี (ERP) ให้มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะทำงานร่วมกับระบบที่ลูกค้าใช้อยู่เดิม รวมถึงมีการออกแบบและตั้งค่าการใช้งานที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าใช้งานสามารถเรียนรู้การใช้งานจนเกิดความเคยชินได้ในระยะเวลาไม่นาน

ในการใช้งานจริงลูกค้าหรือผู้เข้าใช้งานระบบอาจต้องมีการปรับกระบวนการคิด เพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้งานระบบซึ่งอาจใช้เวลา แต่ลูกค้าหรือผู้เข้าใช้งานจะสามารถใช้งานระบบได้ง่าย ได้คล่องมือในที่สุด และเป็นผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรในระยะยาว (Click เพื่ออ่าน การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร )

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบให้ง่ายต่อการใช้งานภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ

6. การรักษาความปลอดภัยและความจริงของข้อมูล

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พีให้เป็นระบบที่มีความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล นั่นคือการกำหนดสิทธิ์ของผู้เข้าใช้งานระบบ ว่าผู้เข้าใช้งานระบบแต่ละคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลใดได้บ้าง

นอกจากนี้ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พี (ERP) ให้รักษาความเป็นจริงของข้อมูลที่สามารถเช็คข้อมูลย้อนหลังกลับไปได้เมื่อผู้ใช้งานต้องการ (Click เพื่ออ่าน ข้อดีของการตรวจสอบย้อนหลังข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

การรักษาความเป็นจริงของข้อมูลนั้นจะรวมไปถึงข้อมูลภายในต่าง ๆ ขององค์กรที่ถูกสร้าง ถูกแก้ไข ถูกดำเนินการ ถูกอนุมัติ ถูกยกเลิก หรือมีการกระทำใด ๆ กับข้อมูลนั้น ระบบอีอาร์พี (ERP) จะต้องบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้อมูลภายในองค์กรอย่างถูกต้อง เป็นจริง ตรงไปตรงมา

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบให้รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับข้อมูลภายในองค์กรอย่างตรงไปตรงมา

7. ประสบการณ์และการอ้างอิง

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีประสบการณ์ที่สามารถอ้างอิงได้จริง เช่น ผลงานการดำเนินงานลงระบบอีอาร์พี (ERP) ให้กับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้ลูกค้าสามารถสอบถามกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ลูกค้าต้องการติดต่อได้โดยตรง

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะมีความน่าเชื่อถือที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้จากประสบการณ์อ้างอิงต่าง ๆ ที่ผ่านมา

8. การสอนและการฝึกอบรม

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรม ที่จะเข้าไปอบรมการเข้าใช้งานระบบให้กับลูกค้า

ทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรมควรมีความรู้และทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ฟังก์ชันต่าง ๆ ที่ได้ลงระบบให้กับลูกค้า และมีความเข้าใจลูกค้าว่าลูกค้าอาจไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เลย

ซึ่งทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรมควรช่วยเหลือให้ลูกค้าเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่เหมาะสมไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมฝึกอบรมให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) โดยใช้เวลาดำเนินการอบรมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

9. บริการหลังการขาย

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีม support ที่คอยตอบคำถามลูกค้าและให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิค เมื่อลูกค้าเกิดปัญหาในการใช้งานระบบ

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีระบบการจัดเก็บข้อมูลในการ support แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับลูกค้า เนื่องจากในความเป็นจริงการใช้งานระบบอีอาร์พีจะมีทั้งเคสที่เป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับเคสปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ลูกค้าสามารถใช้ข้อมูลเดิมที่เคยได้รับจากทีมsupport ของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) มาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ก็จะมีการsupport ลูกค้า ให้การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้

การเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) อาจไม่สามารถนิยามเป็นคำจำกัดความสั้นๆ ได้ แต่บทความผู้ประกอบการ/องค์กรจะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร ก็สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจภาพของผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) และช่วยให้ลูกค้ามีข้อมูลประกอบในการคัดสรรผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ในแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งลูกค้าเองก็จะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร Read More »

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP
ปัญหาใหญ่หลวงที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องเจอคือ การบริหารจัดการภายในองค์กรที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งคนที่เป็นผู้ประกอบการจะซาบซึ้งตรึงใจกันเป็นอย่างดีว่า ข้อมูลที่ไร้ระเบียบและสับสนวุ่นวาย สร้างความหนักใจให้ราวกับว่าผู้ประกอบการต้องแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าแต่เพียงผู้เดียว

แต่ความยุ่งยากนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ไม่มีทางออก เพราะความยุ่งยากในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรนั้นสามารถจัดการได้โดยระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือเรียกแบบย่อ ๆ ว่า ระบบอีอาร์พี (ERP) (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน 9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พีที่ดีต้องทำอย่างไร)

ในบทความนี้จะพาคุณไปพบกับ 9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP ที่คุณจะเข้าใจว่าระบบอีอาร์พี (ERP) จะช่วยให้ความยากในการบริหารจัดการองค์กรของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร

เหตุผลที่ 1 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นสามารถใช้ได้กับหลากหลายประเภทของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ระบบอีอาร์พีสามารถเข้าไปช่วยบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ 2 ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นศูนย์รวมข้อมูลในองค์กรที่พนักงานในทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องเข้าถึง

เหตุผลที่ 3 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) จะทำให้คุณสามารถกำหนดสิทธิ์ได้ว่า ใครควรจะเข้าถึงข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลนี้จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร และจัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลองค์กรของพนักงานตามขอบเขตในการทำงานของพนักงานแต่ละคน

เหตุผลที่ 4 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ Flow ของระบบการผลิตเป็นไปได้อย่างแม่นยำตามสูตรการผลิตที่คุณกำหนดไว้ นั่นคือระบบอีอาร์พี (ERP) จะให้คุณสามารถกำหนดสูตรในการผลิตที่เฉพาะเจาะจง และบันทึกข้อมูลการใช้วัตถุดิบต่าง ๆ ที่คุณสามารถเช็คย้อนกลับไปดูข้อมูลเหล่านั้นได้

เหตุผลที่ 5 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยจัดการเส้นทางของข้อมูลที่เกิดขึ้นในกิจการของคุณ ให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อนในกิจการของคุณได้ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าเส้นทางของข้อมูลนั้นจะซับซ้อนมากแค่ไหนก็ตาม

เหตุผลที่ 6 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้เช่น ถ้าคุณเป็นกิจการแบบโรงงานอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนในการผลิตสินค้า คุณจะสามารถเช็คได้ว่าสินค้าตัวไหนที่ต้นทุนสูงกำไรน้อย สินค้าตัวไหนที่ต้นทุนต่ำกำไรเยอะ และสร้างสมดุลในการผลิตให้เหมาะสมกับสัดส่วนของกำไรต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

เหตุผลที่ 7 ระบบอีอาร์พี (ERP) มีดีมากกว่าแค่ระบบบัญชี แต่อีอาร์พีสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปีและวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มทางการเงินที่จะเกิดขึ้นได้

เหตุผลที่ 8 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) นอกจากจะลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนในการทำงานภายในองค์กรแล้ว การบริหารจัดการองค์กรด้วยระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ภายในองค์กรนั้นทำได้รวดเร็ว จึงช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจเงื่อนไขต่าง ๆ ทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่ 9 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลให้บุคลากรในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสมดุลในการทำงาน ซึ่งทำให้บุคลากรในองค์กรไม่เพียงแค่สร้างผลิตผลให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แต่สามารถทำงานกับองค์กรได้อย่างราบรื่นมีความสุข

จากเหตุผลทั้ง 9 ข้อที่ได้กล่าวมา ถ้าคุณกำลังมองหาระบบบริหารจัดการองค์กรที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานและยกระดับการทำธุรกิจ ช่วยให้คุณสามารถบริหารองค์กรของคุณได้อย่างสบายใจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ช่วยสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ระบบอีอาร์พี (ERP) คือคำตอบสุดท้ายที่คุณสามารถฟันธงได้อย่างมั่นใจและแน่นอน (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน 9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พีที่ดีต้องทำอย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP Read More »

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับการวางแผนการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร
1.การตรวจสอบสต็อกไม่เป็น Real-time
2.ผลิตสินค้าไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ทำให้เกิดการขนส่งที่ล่าช้า
3.ไม่สามารถวางแผนการผลิตและวิเคราะห์ต้นทุนที่จะใช้ในการผลิตได้
4.คำนวณสูตรการผลิตไม่แม่นยำ เป็นผลให้เกิดต้นทุนแฝงที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้

ระบบ PlanetOne ERP เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจที่มีการผลิต เพราะสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ เชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถตรวจสอบสต็อกและสร้างข้อเสนอในคำสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนนี้รับประกันได้เลยว่าลูกค้าของท่านจะได้สินค้าที่ต้องการได้ทันตามกำหนดแน่นอน อีกทั้งยังมีระบบควบคุมการผลิตและควบคุมขั้นตอนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถควบคุมทั้งเวลา จำนวนสินค้า และป้องกันข้อผิดพลาดอันทำให้เกิดความเสียหายจากการผลิตที่ไร้คุณภาพ ท่านสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดของเสียจากการผลิต ลดต้นทุนเพิ่มกำไร และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบของ PlanetOne ERP

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร Read More »

ERP ไทย มีข้อดีอย่างไร ถ้าเทียบกับ ERP ต่างประเทศ ?

หลาย ๆ องค์กรเลือกใช้ โปรแกรม ERP มาช่วยในการทำงานแต่ก็มีข้อถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ว่าระบบที่ดีควรใช้ของบริษัทมหาชนใหญ่ๆจากต่างประเทศ หรือ จะเลือกใช้ระบบที่พัฒนาในประเทศไทยดี ในเมื่อความเชื่อที่ว่าของนอกย่อมดีกว่าของบ้านเรา มักปลูกฝังในความรู้สึกของคนไทย แต่เรามาดูข้อดีของ ERP ไทย กันค่ะ ว่าถ้าหากผู้ประกอบการเลือกใช้บริการที่ผู้พัฒนาเป็นคนไทย 100 % จะเป็นอย่างไร

1. บริการเป็นเลิศเข้าถึงได้ง่าย

หลายๆที่คงไม่รู้ว่าระบบของคนไทยมีการดูแลซัพพอร์ตที่เปรียบเสมือนว่าธุรกิจของลูกค้าคือธุรกิจของเรา โดยงานบริการของคนไทยนั้นมีความเป็นเลิศกว่าหลาย ๆ ประเทศ ด้วยนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีความเข้าอกเข้าใจกัน และมีคติว่าใจเขาใจเรา การซัพพอร์ตก็จะเต็มที่และแทบจะดูแลแบบ24 ชั่วโมงเลยทีเดียว เราได้มีโอกาสได้ไปฟังสัมภาษณ์จากผู้ใช้งาน Software Thai ที่จัดขึ้นโดยสมาคม ATSI โดยมีคำพูดนึงที่เอ่ยถึงงานบริการที่เต็มร้อยและความจริงใจในการดูแลลูกค้าทำให้พวกเขาไม่เคยคิดจะเปลี่ยนระบบอีกเลย

2. ระบบพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์กับคนไทย

คนไทยย่อมรู้จักรูปแบบการทำงานของคนไทยได้ดีที่สุด เพราะระบบที่พัฒนาโดยคนไทยจะเริ่มสร้างระบบจากปัญหาการทำงานของคนไทยโดยเฉพาะ และแน่นอนว่าคนไทยมีความรู้ในการพัฒนา Software ไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะนักพัฒนาบ้านเรามีความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงความยืดหยุ่นในการทำงานย่อมเหมาะสมกับธุรกิจของคนไทยแน่นอน

3. ราคาที่เป็นมิตร

ด้วยความที่นักพัฒนาระบบสัญชาติไทยแทบจะ 100 % ต้องการพัฒนาระบบเพื่อให้คนไทยได้ใช้ระบบที่ดีในราคาที่จับต้องได้ โดยปกติระบบใหญ่ ๆ ของต่างประเทศราคาค่อนข้างสูง บริษัทเล็ก ๆ หรือ องค์กรระดับ SME ในบ้านเราอาจจะรับแรงราคาที่สูงไม่ไหว ทำให้มีแต่องค์กรใหญ่ๆระดับ มหาชน ที่จะใช้ระบบเท่านั้น ณ ปัจจุบันนี้มีระบบสเกลใหญ่ ๆ หลายเจ้าที่พัฒนาโดยคนไทยในราคาที่ประหยัด อันสืบเนื่องมาจากเรทเงินเดือนโปรแกรมเมอร์ไทยที่มีราคาต่ำกว่าค่าเงินของต่างประเทศ ทำให้ซอฟต์แวร์ไทยมีราคาที่ประหยัดกว่า

4. โปรแกรมมีความยืดหยุ่นสูง

ด้วย ERP เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีฟังก์ชันสแตนดาร์ดเพื่อใช้ในการทำงานอยู่แล้ว แต่ก็แทบจะทุกองค์กรที่ต้องการให้ปรับปรุงการทำงานให้เข้ากับรูปแบบบริษัทตัวเอง แน่นอนว่าถ้าเป็นระบบใหญ่ ๆ จากต่างประเทศก็ต้องมีการขออนุมัติเป็นปีๆ กว่าดำเนินการได้ แต่ถ้าเป็นระบบไทยด้วยความที่เราพูดภาษาเดียวกัน มีความเข้าอกเข้าใจกันก็จะคุยกันง่าย อยากได้อะไรก็พูดคุยกันได้

หากทานกำลังหาระบบ ERP ที่เป็นมืออาชีพ ให้ระบบขนาดใหญ่ ในราคาที่เป็นมิตร และมีความยืดหยุ่นสูง PlanetOne ERP คือซอฟต์แวร์ที่คุณกำลังตามหา อย่าเสียเวลาลองผิดลองถูก เพราะเราวิเคราะห์ฟังก์ชันการทำงานให้เหมาะกับคนไทยไว้หมดแล้ว นัด Demo ได้ที่นี่

ERP ไทย มีข้อดีอย่างไร ถ้าเทียบกับ ERP ต่างประเทศ ? Read More »

5 ข้อควรรู้ถ้าจะติดตั้งระบบ ERP

หลาย ๆ องค์กรที่เริ่มอยากจะใช้ระบบมาช่วยในการทำงาน แน่นอนว่าส่วนใหญ่มักพบปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทำงานรูปแบบเดิม ๆ อย่างเช่น การใช้แค่โปรแกรม Excel มาคำนวณหรือสร้างแผนการผลิต ซึ่งจะยังเป็นระบบแมนนวล และเกิดข้อผิดพลาดในการคำนวณและการคิดสูตรการผลิตที่ไม่แม่นยำและไม่เรียลไทม์ ทำให้หลายๆบริษัทที่กำลังเติบโตเลือกที่จะใช้ Software ERP มาใช้ในส่วนนี้เพราะครอบคลุมการทำงานทั้งหมดในองค์กร แต่ก่อนที่จะเลือก Software ERP มาใช้สักโปรแกรมควรรู้อะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1. ERP คือระบบบริหารจัดการองค์กร

ERP คือระบบบริหารจัดการองค์กรที่หลาย ๆ บริษัทยังคงเข้าใจผิดว่าเป็นระบบบัญชี แต่ความพิเศษของ ERPมีมากกว่านั้น เพราะสามารถทำให้การทำงานภายในองค์กรเชื่อมโยงหากันได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บัญชี การเงิน การคลัง การผลิต และมีส่วนเสริมในส่วนอื่น ๆ เช่น ระบบหน้าร้าน ระบบบริหารงานบุคคล สินทรัพย์ หรือแม้แต่งานบริการ ก็รองรับและเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้การทำงานมีระบบและสามารถสืบกลับข้อมูลได้โดยง่าย แต่ราคาระบบ ERP ก็มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งมีตั้งแต่หลัก 1,000,000 – 50,000,000 บาท ซึ่งบางระบบราคาสูงถึง 9 หลักก็มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กรว่าจะเลือกใช้กี่ยูสเซอร์ หรือปรับปรุงการใช้งานอะไรบ้าง

2. การวางระบบมีค่าใช้จ่ายที่สูงถ้าไม่รู้สิ่งนี้?

ระบบแต่ละเจ้ามีรูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน แต่ส่วนมากจะมีสิ่งที่เรียกว่าค่า Implement และค่า License ซึ่งทางผู้ประกอบการณ์ต้องเปรียบเทียบกันทั้ง ราคาและการรองรับของระบบ ในส่วนนี้ทางเราขอพูดเลยว่าลูกค้าควรมีการพูดคุยหรือเปรียบเทียบระบบจากหลายๆเจ้า โดยยึดการรองรับระบบเป็นหลัก เนื่องจาก ERP เป็นระบบสำเร็จรูป จะมี Function standard ของแต่ละเจ้าอยู่แล้ว ซึ่งหากทางผู้ประกอบการเลือกระบบที่ไม่ตอบโจทย์เพราะเลือกจากราคาที่ถูก แต่สิ่งที่ท่านจะเจอก็คือ การ Customized หรือการปรับปรุงระบบให้เข้ากับการทำงานในองค์กรอาจจะมีราคาหรืองบประมาณที่บานปลายออกไปค่อนข้างมาก (ซึ่งทุกๆระบบล้วนต้องมีการ Customized เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานของลูกค้า)

3. ERPมีค่าบริการในการ Support

การ Supportจะไม่เกี่ยวข้องกับค่า Implement ค่า License และค่า customized สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสัญญาบริการ(MA) หลายๆองค์กรจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่าย ในส่วนของค่าบริการ (MA) ของผู้พัฒนาระบบแต่ละเจ้าก็คิดไม่เหมือนกัน เช่นบางเจ้าคิดที่ 20% ของค่า License ทั้งหมด และมีการนำค่า customized มาคำนวณในแต่ละปีด้วย แต่ต้องทำการเข้าใจว่าหากทางองค์กรของท่านมีการชำระค่าสัญญาตรงนี้ทางทีม Support ก็จะยังคงดูแลคุณอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในช่วง 5 ปีแรก คุณอาจจะยังต้องพึ่งพาทีม Support เพื่อช่วยให้คุณสามารถใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากประสบการณ์ตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา เราไม่เคยเจอองค์กรไหนที่ไม่พึ่งทางทีม Support ในการดูแลการใช้งานระบบ เพราะทุกๆองค์กรก็มักจะมีการเข้าออกของพนักงานตลอดเวลา แต่หากคุณมั่นใจว่าเชี่ยวชาญในระบบและไม่ต้องการต่อสัญญาก็สามารถทำได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทผู้พัฒนาว่ามีเงื่อนไขอะไรในการใช้งาน หากไม่ต่อสัญญาจะยังสามารถใช้งานระบบได้หรือไม่ได้นั้น ให้ลองปรึกษากับทางทีมพัฒนาระบบของคุณดูได้เลยค่ะ

4. แต่งตั้งทีมรับผิดชอบในองค์กร

เรื่องนี้สำคัญมากๆเพราะจากประสบการณ์ หลายๆองค์กรมักมอบหน้าที่ให้คนคนเดียวรับผิดชอบเรื่องการดูระบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พอผู้รับผิดชอบหลักลาออก ก็ทำให้การทำงานไปต่อไม่ได้ และต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมเพิ่มเติม แน่นอนว่าระบบ ERP จะเกี่ยวข้องกับทุกแผนกในองค์กรผู้บริหารควรจัดตั้งทีมผู้รับผิดชอบในแต่ละแผนกทั้งผู้รับผิดชอบหลักและผู้รับผิดชอบร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้การใช้งานระบบ ERP ผ่านไปได้โดยง่าย และไม่เกิดปัญหาในระยะยาว

5. ความไม่พร้อมของพนักงานมักเป็นอุปสรรค…

สิ่งนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะมีหลายๆบริษัทวางระบบไม่สำเร็จอันเกิดมาจากยูสเซอร์ผู้ใช้งานไม่ปรับตัวและเอาความเคยชินมาใช้เป็นหลัก บางองค์กรต่อต้านจนผู้บริหารหลายท่านต้องยอมแพ้และเลิกใช้ระบบไป เพราะนอกจากจะต้องนั่งทำงานให้บริษัทแล้วยังต้องมาเสียเวลาเรียนรู้ในการใช้งานระบบด้วย เรื่องนี้อาจจะต้องมีการพูดคุยกันภายในก่อนจะตัดสินใจติดตั้งระบบแบบจริงจัง เพราะในมุมมองของผู้บริหารกับพนักงานจะแตกต่างกันด้วยตำแหน่งและเนื้องานของแต่ละบุคคล เพราะสิ่งที่พนักงานจะมีข้อสงสัยคือ ระบบมันมีความจำเป็นจริงๆหรือไม่ หรือเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับพนักงานกันแน่

หากท่านมีความลังเลและไม่แน่ใจว่าจะเลือกระบบของเจ้าไหนดี ทางเราขอแนะนำระบบ PlanetOne ERP ที่มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับการทำงานได้ทุกรูปแบบธุรกิจ ด้วยตัวระบบขนาดใหญ่แต่ราคาเป็นมิตรมากกว่าระบบทั่วไปในขนาดเดียวกัน และยังเป็นทีมพัฒนาสัญชาติไทยที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 25 ปี หากท่านต้องการระบบที่รู้ใจการทำงานของคนไทย แนะนำระบบ PlanetOne ERP ให้เป็นตัวเลือกหนึ่งในความสำเร็จของคุณ

ติดต่อ 022714362-3 หรือ 095 294 5693 (คุณเจน) ตำแหน่ง Executive Director

5 ข้อควรรู้ถ้าจะติดตั้งระบบ ERP Read More »

BRID Systems & ICTI ร่วมจัดสัมมนาออนไลน์

บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด ได้มีโอกาสจัดสัมมนาออนไลน์ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ICTI) ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ในหัวข้อ “เพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด จากกระบวนการทำงานภายในองค์กร”

มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานสัมมนามากกว่า 150 ท่าน เพื่อรับฟังข้อมูลและวิธีการโดยมีหลักการ 1E4S เพื่อให้ครอบคลุมกับการทำงานภายในองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจที่มีกระบวณการผลิตจะสามารถนำไปต่อยอดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีแนวทางสำหรับการวางระบบ ERP ให้สำเร็จได้โดยใช้ CRTR หรือก็คือ Centralized Database (การรวบรวมศูนย์ข้อมูลภายในองค์กร) Reduce Redundant work (ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน) Traceability (การสืบกลับข้อมูล) Real-time (ทำงานให้ทันต่อเวลา) หากองค์กรที่ต้องการจะวางระบบ ERP ใช้ทั้ง 4 หลักการนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้การวางระบบประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน

หากผู้ประกอบการกำลังมองหาระบบ ERP ขนาดใหญ่ ในราคาประเทศไทย สามารถติดต่อเพื่อนัดหมาย Demo ได้ที่นี่

BRID Systems & ICTI ร่วมจัดสัมมนาออนไลน์ Read More »

ขอแสดงความยินดีกับบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) จำกัด

  สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) ได้มีการจัดโครงการประกวดรางวัลผู้ประกอบการดีเด่น ด้านการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ไทยเพื่อพัฒนาองค์กร (ATSI-Digital Entrepreneur Award) และได้จัดพิธีมอบรางวัล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้กับผู้ประกอบการ ที่นำระบบซอฟต์แวร์สัญชาติไทย มาใช้ในการดำเนินธุรกิจจนเกิดผลประโยชน์สูงสุดโดยได้รับเกียรติ จาก นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้มอบโล่รางวัล ทั้งนี้ทางทีมงานจากบริษัทบริด ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ PlanetOne ERP ขอแสดงความยินดีกับบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) จำกัด ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ สำหรับผู้ประกอบการดีเด่นด้านการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์และดิจิทัลโซลูชั่นในหมวดหมู่อุตสาหกรรมการผลิตโดยใช้ระบบ PlanetOne ERP

ขอแสดงความยินดีกับบริษัท เบสท์-แพค คอนกรีต (2) จำกัด Read More »

Scroll to Top