ERP

3 ข้อดีของการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี

3 ข้อดีของการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี

การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลคืออีกหนึ่งประเด็นหลักที่องค์กรให้ความสำคัญ เนื่องจากพนักงานรวมถึงผู้บริหารในองค์กร ต่างก็มีบทบาทหน้าที่ที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่างกัน อาทิเช่น

ฝ่าย HR จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวพนักงานเช่น การจัดการเงินเดือน การลา และเวลาทำงาน

แต่ฝ่าย HR จะไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของฝ่ายคลัง เป็นต้น (Click เพื่ออ่าน ระบบอีอาร์พีกับการบริหารงานบุคคล (HR))

ซึ่งการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในระบบ ERP มีข้อดีมากมาย และการจัดการสิทธิ์เหล่านี้ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของระบบอีอาร์พีนี้จะอิงอยู่กับความต้องการและบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้งานระบบอีอาร์พีแต่ละคนในองค์กร

ซึ่งข้อดีต่างๆ ในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลมีดังนี้คือ

1. องค์กรสามารถให้สิทธิ์และเปลี่ยนแปลงสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละคนได้

2. เป็นการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการทำลายข้อมูลโดยมิชอบ

3. สามารถปรับการเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของพนักงานในองค์กร

โดยแต่ละข้อมีรายละเอียดดังนี้

1. องค์กรสามารถควบคุมและให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละคนได้

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าพนักงานแต่ละคน/แต่ละกลุ่มในองค์กรมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นความจำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลก็จะแตกต่างกันด้วย ระบบอีอาร์พีจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมผู้ใช้งานในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ภายในระบบอีอาร์พี (ERP) ได้ ซึ่งช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดจากการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับอนุญาต

2. เป็นการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการทำลายข้อมูลโดยมิชอบ

ระบบอีอาร์พีจะเป็นเครื่องมือในการกำหนดสิทธิ์และขอบเขตของแต่ละบทบาทให้กับผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล การจำกัดสิทธิ์ของผู้ใช้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการใช้ข้อมูลไปในทางทุจริตหรือนำข้อมูลไปใช้โดยพลการ และระบบอีอาร์พีจะมีการบันทึกการกระทำรวมถึงการเข้าถึงข้อมูล เพื่อช่วยในการติดตามว่าใครทำการเข้าถึงข้อมูลหรือทำลายข้อมูลบนระบบ หรือในอีกความหมายหนึ่งคือช่วยในการค้นหาผู้ที่เข้าถึงข้อมูลนั้นได้นั่นเอง (Click เพื่ออ่าน 3 เรื่องนี้ตรวจสอบได้ด้วยระบบอีอาร์พี)

3. สามารถปรับการเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ของพนักงานในองค์กร

ระบบอีอาร์พีจะจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่พนักงานจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของตน เช่น พนักงานส่วนจัดซื้อจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลการออกใบ PO เป็นต้น ซึ่งการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลใน ระบบอีอาร์พีนั้น สิ่งสำคัญคือเพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มที่ตามบทบาทของตนนั่นเอง

กล่าวโดยสรุปการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของระบบอีอาร์พีมีข้อดีคือ ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ป้องกันการทำลายข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงเพิ่มประสธิภาพให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ตามขอบเขตของงานตนเองได้นั่นเอง (Click เพื่ออ่าน การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี)

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

3 ข้อดีของการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี Read More »

การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร

ในการวางระบบอีอาร์พีนั้นสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากเลยคือ ระบบอีอาร์พีสามารถทำการปรับแต่งให้รองรับการใช้งานในรูปแบบเฉพาะขององค์กรได้ ซึ่งหากองค์กรได้ทำการวางระบบไปแล้ว และพบว่าต้องการปรับเปลี่ยน หนึ่งในวิธีการที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับระบบอีอาร์พีให้เหมาะสมกับการใช้งานขององค์กรคือ “การปรับแต่งระบบอีอาร์พี (customize)”

วิธีที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งระบบอีอาร์พีได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรโดยละเอียด (คลิ้กเพื่ออ่าน 5 ข้อดีที่มีอีอาร์พีบริหารจัดการองค์กร)

กระบวนการการวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรเพื่อปรับแต่งระบบอีอาร์พี สามารถทำได้โดย องค์กรนั้นจะต้องศึกษารวบรวมข้อมูลกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กรโดยละเอียด

ควรทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลทุกประการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงความต้องการของแต่ละแผนก นอกจากนี้ควรมีการสำรวจความต้องการทางเทคโนโลยี ที่องค์กรต้องการ เช่น การใช้งานบนคลาวด์ (cloud), ระบบมือถือ, หรือการใช้งานร่วมกับระบบอื่น

ทำการประเมินความสามารถของระบบอีอาร์พีที่เป็นตัวเลือก โดยเช็คว่ามีคุณสมบัติที่ตรงตามความต้องการหรือไม่ และผู้ให้บริการระบบอีอาร์พีมีประสิทธิภาพในการวางระบบให้ใช้งานได้จริง และสามารถดูแลรักษาระบบให้องค์กรได้ในระยะยาวหรือไม่ (คลิ้กเพื่ออ่าน ผู้ประกอบการ/องค์กรควรเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีอย่างไร)

นอกจากนี้ควรมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้อีอาร์พีในองค์กร ว่าต้องการลดต้นทุน, เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน, หรือการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุปคือ ในการวิเคราะห์ความต้องการขององค์กรเพื่อปรับแต่งระบบอีอาร์พี ให้สามารถใช้งานได้ง่ายและเหมาะสมกับรูปแบบการทำงานที่เฉพาะเจาะจง ควรทำการวิเคราะห์ข้อมูลภายในองค์กรโดยละเอียด ตั้งแต่กระบวนการทางธุรกิจ, ความต้องการของแต่ละแผนก และความต้องการด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ได้ระบบอีอาร์พีที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับองค์กรอย่างแท้จริง

การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร Read More »

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

อีกหนึ่งปัญหาขององค์กรที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) คือพนักงานยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี และยังไม่เคยใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) มาก่อน ซึ่งพนักงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักเลยทีเดียว ที่มีส่วนในการผลักดันให้องค์กรสามารถใช้งานระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

ในการแก้ปัญหาเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) จะมี 5 สิ่งที่ต้องทำคือ

1.จัดให้มีการเทรนนิ่งให้พนักงาน

2.ให้พนักงานเริ่มต้นพื้นฐานการใช้ระบบอย่างง่าย

3.ให้พนักงานเรียนรู้วิธีการแจ้งปัญหาใช้งานกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

4.มีพนักงานกลุ่มต้นแบบ มีคู่มือและแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเรียนรู้ระบบอีอาร์พี (ERP)

5.สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

โดยรายละเอียดของแต่ละข้อมีดังนี้

1.จัดให้มีการเทรนนิ่งให้พนักงาน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจัดเทรนนิ่งคือ ควรจัดในช่วงก่อนที่จะมีการ Go live หรือก่อนเริ่มใช้งานระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) อย่างเต็มรูปแบบ

ในส่วนของการจัดเทรนนิ่งนี้ ทางองค์กรควรจะต้องคุยรายละเอียดในเชิงลึกกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่องค์กรได้ว่าจ้างให้มาวางระบบ ว่าควรจัดเทรนนิ่งในช่วงเวลาใด และต้องใช้กี่แมนเดย์สำหรับการจัดเทรนนิ่งให้กับพนักงานในองค์กร รวมถึงตารางการจัดเทรนนิ่งจะออกมาในรูปแบบใด
เพื่อที่ทางองค์กรจะได้เตรียมตารางการทำงานของพนักงานในองค์กรให้สอดคล้องกับการเทรนใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) ที่จะเกิดขึ้น

เช่น หากต้องการ Go live ในช่วงเดือนมกราคม อาจต้องจัดให้มีการเทรนช่วงเดือน สิงหาคม กันยายน และตุลาคม ในปีก่อนหน้า ก่อนที่จะเข้าสู่เดือนมกราคมที่จะมีการ Go live เพื่อใช้ระบบอย่างเต็มรูปแบบ

2.ให้พนักงานเริ่มต้นพื้นฐานการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างง่าย

ในส่วนของการเริ่มต้นการเข้าใช้งานระบบอย่างง่ายจะต่อเนื่องมาจากการเทรนนิ่ง เนื่องจากพนักงานยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) มาก่อน เมื่อได้รับการเทรนให้มีความรู้เกี่ยวกับระบบอีอาร์พี (ERP) ในเบื้องต้นแล้ว อาจจะให้พนักงานได้ลองสร้างบัญชีผู้ใช้, เข้าสู่ระบบเป็นครั้งแรก และเริ่มต้นการปฏิบัติงานอย่างง่าย ๆ โดยการให้คีย์ข้อมูลแล้ว run ฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของระบบ ในโมดูลที่พนักงานมีสิทธิ์เข้าใช้งาน

ในส่วนนี้พนักงานจะมีความเข้าใจระบบจากการได้ลงมือทำจริง เข้าใจวิธีการคีย์ข้อมูลว่าในลำดับขั้นตอนใดต้องคีย์ข้อมูลอะไร และพนักงานจะได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดเมื่อใช้ระบบด้วยเช่นกัน เช่น การ run ระบบไม่ผ่านเนื่องจากคีย์ข้อมูลไม่ครบ, การ run ระบบไม่ผ่านเนื่องจากเส้นทางของข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นต้น

การได้ลงมือทำจริงด้วยการเริ่มต้นใช้งานระบบอย่างง่าย จะทำให้พนักงานในองค์กรสามารถพัฒนาทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพนักงานเองจะไม่รู้สึกกังวลใจจนเกินไปหากพนักงานจะมีการทำผิดพลาดไปบ้างในช่วงเวลาของการเรียนรู้ ในขณะที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างจริงจัง (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP))

3.ให้พนักงานเรียนรู้วิธีการแจ้งปัญหาใช้งานกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

โดยปกติแล้วผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีทีม customer support ที่คอยตอบคำถามหรือให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในกรณีที่ผู้เข้าใช้งานระบบเกิดข้อขัดข้องในการใช้งาน

ในส่วนนี้ทางพนักงานในองค์กรของผู้ใช้บริการอีอาร์พี (ERP) ควรเรียนรู้กระบวนการแจ้งปัญหาการใช้งานกับทีม customer support ของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ว่ามีลำดับขั้นตอนอะไรบ้าง เช่น

-แจ้งปัญหาทาง email แล้วรอการตอบกลับทาง email จากทีม customer support

-แจ้งปัญหาในไลน์กลุ่มแล้วทีมcustomer support จะตอบกลับทันที

-แจ้งปัญหาทางโทรศัพท์แล้วพูดคุยสอบถามกับทีม customer support โดยตรง เป็นต้น

เมื่อพนักงานในองค์กรทราบวิธีการแจ้งปัญหาการใช้งานกับทีม customer support แล้ว พนักงานก็จะสบายใจในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) มากขึ้น เพราะหากมีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่ทางพนักงานในองค์กรไม่สามารถแก้ไขได้เอง ก็จะมีทีม customer support
ของทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) คอยดูแลด้วยเช่นกัน

4.มีพนักงานกลุ่มต้นแบบ มีคู่มือและแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเรียนรู้ระบบอีอาร์พี

ทางองค์กรที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) อาจมีการคัดเลือกกลุ่มพนักงานต้นแบบ ที่สามารถเรียนรู้การใช้งานระบบได้อย่างรวดเร็ว และมีความเข้าใจการใช้งานระบบมากกว่าคนอื่น เป็นกลุ่มที่เริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นกลุ่มแรก และเป็นกลุ่มที่สามารถให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานในองค์กรได้ หากติดขัดปัญหาการเข้าใช้งานในเบื้องต้น

อีกทั้งทางองค์กรอาจมีการสร้างแหล่งข้อมูลออนไลน์ภายในองค์กร เช่น คู่มือการใช้งาน, วิดีโอการสอน, และเว็บไซต์ภายในที่มีคำถามที่พบบ่อยและการแก้ปัญหา รวมทั้งอาจมีกลุ่มไลน์ภายในองค์กร เพื่อสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ในเบื้องต้น

5.สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน

ทางองค์กรสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ให้มีความกระตือรือร้นในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ด้วยการ

สนับสนุนในด้านต่าง ๆ อาทิเช่น

มีการกำหนดเป้าหมายและรางวัลสำหรับพนักงานที่สามารถพัฒนาทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พีได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลงานที่โดดเด่น

มีการสนับสนุนเครื่องมือต่าง ๆ ให้มีความพร้อมสำหรับพนักงานในการเปลี่ยนมาใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์
ตามสเปกที่เหมาะสมเพื่อมารองรับการเข้าใช้งานระบบอีอาร์พี

นอกจากนี้ทางองค์กรยังสามารถประชาสัมพันธ์ข้อดีและประโยชน์ต่าง ๆ ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า
เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับการพัฒนาองค์กรด้วยการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

ในการประชาสัมพันธ์ในองค์กรสามารถทำได้ในหลายช่องทาง เช่น การส่งข่าวสารทาง email, การติดป้ายโปสเตอร์ตามจุดต่าง ๆ ในองค์กร,
การให้ข้อมูลผ่านไลน์กลุ่มหรือสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ขององค์กร เป็นต้น

โดยสรุป 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอารพี (ERP) ที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็น การจัดเทรนนิ่ง การให้พนักงานเริ่มต้นใช้ระบบอย่างง่าย การเรียนรู้วิธีแจ้งปัญหาการใช้งาน การมีพนักงานกลุ่มต้นแบบและแหล่งความรู้ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน หากกระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ก็จะทำให้พนักงานในองค์กรรู้สึกมั่นใจและมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้รวมถึงพัฒนาศักยภาพตัวเองให้มีทักษะการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ในระดับที่สามารถใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างเชี่ยวชาญ

5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP)

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP)

อีอาร์พี (ERP) หรือ Enterprise Resource Planning คือคอนเซปต์ในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดในองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่จะมาเป็นเครื่องมือให้องค์กรสามารถนำคอนเซปต์ของอีอาร์พี (ERP) มาใช้บริหารจัดการได้จริงก็คือ ระบบอีอาร์พี (ERP) หรือระบบสารสนเทศที่พัฒนาจากคอนเซปต์ของอีอาร์พี (ERP) ให้เป็นรูปแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร และนำระบบสารสนเทศนั้นมาใช้บริหารจัดการองค์กรนั่นเอง (click เพื่ออ่าน ความพิเศษ 5 ด้าน ของระบบอีอาร์พี (ERP))

โดย 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) ที่นำมาใช้บริหารจัดการทรัพยากรในองค์กรคือ

1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized Database)

2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce redundancy)

3. ตรวจสอบได้ (Traceability and accountability)

4. แสดงข้อมูลทันเวลา (Real Time)

ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ของแต่ละข้อมีดังนี้

1. ข้อมูลรวมศูนย์ (Centralized database)

ระบบอีอาร์พี (ERP) จะใช้วิธีการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ นั่นคือฐานข้อมูลทั้งหมดขององค์กรจะถูกจัดเก็บไว้และบริหารจัดการใน server เดียวกัน ซึ่งง่ายต่อการจัดการหรือส่งต่อข้อมูลให้กับ user ที่เข้าใช้งานในระบบ

การบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล จะต้องดำเนินการไปตามสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลเป็นหลัก (Click เพื่ออ่าน 3 ข้อดีของการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี)

การเข้าถึงข้อมูลจาก user หลาย ๆ คนในช่วงเวลาเดียวกันจะสามารถทำได้ แต่ในบางขณะอาจทำให้เกิดการหน่วงของระบบ ดังนั้นระบบอีอาร์พี (ERP) จะให้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเฉพาะในส่วนที่จำเป็นต่อ user คนนั้นจริง ๆ เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลของ user เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ช่วยลดการหน่วงของระบบ และให้ user ได้เข้าถึงข้อมูลในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่เท่านั้น

อีกทั้งระบบอีอาร์พีสามารถเชื่อมโยงข้อมูลในแต่ละส่วนขององค์กรเพื่อให้การบริหารจัดการองค์กรเป็นไปได้อย่างไหลลื่นนั่นเอง

2. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน (Reduce redundancy)

การทำงานที่ซ้ำซ้อนในองค์กรอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ อาทิเช่น

– ในองค์กรขาดการวางหลักบริหารจัดการที่ดี

– ข้อมูลในองค์กรกระจัดกระจาย มีการเก็บข้อมูลซ้ำกันไปมา ไม่สามารถตรวจสอบได้

– ขาดการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานในองค์กร

ซึ่งในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยบริหารจัดการในองค์กร จะต้องมีการวิเคราะห์โครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร และเส้นทางการดำเนินงานต่าง ๆ นำมาสะสางให้เป็นเส้นทางที่เรียบง่ายและเชื่อมโยงในแต่ละส่วนขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลผลหาขั้นตอนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องมีการดำเนินงานซ้ำไปซ้ำมาในส่วนที่ไม่จำเป็น

3. ตรวจสอบได้ (Traceability and accountability)

ระบบอีอาร์พี (ERP) จะยึดหลักการตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ในการทำงานได้ ว่าที่มาของข้อมูลที่เกิดขึ้น มาจากไหน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เปลี่ยนไปอย่างไร ถูกลบออกไปตอนไหน ใครเป็นผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น โดยระบบจะบันทึกเวลา และบุคคลที่เข้าถึงข้อมูลนั้นเอาไว้ (Click เพื่ออ่าน ข้อดีของการตรวจสอบย้อนหลังข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

ซึ่งเป็นแนวทางที่นำไปสู่การตรวจสอบที่แม่นยำหากเกิดข้อผิดพลาดในการทำงานที่ต้องการทราบว่าเป็นความรับผิดชอบของบุคคลใด

โดยที่ผู้รับผิดชอบนี้จะรับผิดชอบเมื่อมีการการอนุมัติ, การปรับปรุงข้อมูล, การจัดการบริหารทรัพยากรต่าง ๆ ในองค์กร

ในระบบอีอาร์พี (ERP) นอกจากจะช่วยตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องและการเปลี่ยนแปลงสถานะของข้อมูลต่าง ๆ ในกระบวนการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน

4. แสดงข้อมูลทันเวลา (Real Time)

เพื่อให้ระบบอีอาร์พี (ERP) แสดงข้อมูลได้ทันเวลา (real-time) ต้องมีการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ของระบบอีาร์พี (ERP) ภายในองค์กร เช่น ข้อมูลการสั่งซื้อ คลังสินค้า การผลิต การขาย เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกสะสมและอัปเดตอย่างต่อเนื่องในฐานข้อมูลเพื่อให้พร้อมใช้งานในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยที่ไม่ต้องรอการอัปเดตหรือรอบเวลาที่กำหนด

ในระบบอีอาร์พี (ERP) จะแสดงข้อมูลของจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงสถานะต่าง ๆ ของข้อมูลในเวลาปัจจุบัน

ข้อมูลในองค์กรจำเป็นต้องแสดงข้อมูลในแบบ real time เพื่อให้องค์กรสามารถตรวจสอบได้ทันท่วงที ป้องกันปัญหาฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เช่น สินค้าในคลังสินค้าไม่พอขาย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นการจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ ช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในองค์กรทำให้สามารถ
ใช้ทรัพยการที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งสามารถตรวจสอบและระบุผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานได้ในทุกขั้นตอน และมีการแสดงข้อมูลแบบ
real-time ที่ให้ user ได้เห็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอย่างทันท่วงที

4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

การวางระบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เป็นการลงทุนสำหรับองค์กรในระยะยาว เพื่อช่วยลดต้นทุนขององค์กรในทุก ๆ ด้าน และช่วยวางแผนการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางบวก ดังนั้นการลงทุนระยะยาวย่อมต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้รอบคอบ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ผู้อ่านได้มีข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจ

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ คือ

1.ขนาดของกิจการ

2.ความซับซ้อนของการดำเนินงานในกิจการ

3.การเทรนพนักงานในองค์กร

4.การวางพื้นฐานระบบทางไอที

5.การบำรุงรักษาระบบ

6.การปรับปรุงฟังก์ชั่นใช้งานให้เข้ากับองค์กร

7.ค่า License สำหรับ software ของผู้ให้บริการอีอาร์พี

โดยรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีดังนี้

1.ขนาดของกิจการมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

โดยธรรมชาติของการลงทุน เมื่อกิจการมีขนาดใหญ่จำนวนเงินที่ต้องลงทุนในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้กิจการดำเนินไปได้ก็จะเป็นเงินจำนวนมากตาม

การวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ก็เช่นกัน ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ส่วนที่จะบ่งชี้ค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนที่สุดคือจำนวน user ที่จะเข้าใช้งานในระบบ

กล่าวคือ ในกิจการต้องมีการประเมินกันภายในด้วยว่าจำนวน user ที่จะต้องเข้าใช้งานในระบบพร้อมกันมีทั้งหมดกี่คน ค่าใช้จ่ายในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ก็จะผันแปรไปตามความมากน้อยของ user ด้วยนั่นเอง

นอกจากนี้กิจการที่มีขนาดใหญ่อาจมีความต้องการใช้ระบบที่มีโมดูลต่าง ๆ ครอบคลุมในทุก ๆ ส่วนของกิจการ ดังนั้นขนาดของระบบอีอาร์พีที่จะวางระบบในกิจการนั้นก็จะเป็นระบบขนาดใหญ่ ซึ่งในการวางระบบขนาดใหญ่ก็จะต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

2.ความซับซ้อนของการดำเนินงานในกิจการมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ระบบอีอาร์พีนั้นเป็นระบบที่เน้นความเรียบง่าย นั่นหมายความว่าระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พีจะทำการ simplify เส้นทางการทำงานที่ซับซ้อนต่าง ๆ ภายในองค์กร ให้เป็นเส้นทางที่เดินไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นระบบระเบียบ สามารถตรวจสอบเส้นทางต่าง ๆ ได้โดยง่ายดาย

แต่…

ก่อนที่เส้นทางที่ซับซ้อนต่าง ๆ ในกิจการจะถูก simplify ได้นั้นต้องผ่านขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลและ requirement ต่าง ๆ

การพัฒนาปรับปรุงให้ระบบอีอาร์พีสามารถใช้งานได้รับกันการทำงานที่ซับซ้อนของกิจการ

การทดสอบระบบว่าสามารถใช้งานได้จริง เป็นต้น

ซึ่งในขั้นตอนต่าง ๆ ล้วนใช้เวลา ใช้บุคลากรในทีมพัฒนาระบบที่เชี่ยวชาญ ดังนั้นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็จะถูกรวมไว้ในค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พีด้วยเช่นกัน

3.การเทรนพนักงานในองค์กรมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ผู้ให้บริการต้องจัดเทรนเนอร์หรือทีมที่ปรึกษาเพื่อเข้ามาเทรนพนักงานในองค์กรให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (Click เพื่ออ่าน 5 แนวทาง บริหารงานบุคคลอย่างยั่งยืนด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอาทิเช่น ค่าเทรนเนอร์ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นต้น

หากพนักงานได้รับการเทรนเรียบร้อยแล้วแต่ยังคงมีปัญหาในการเข้าใช้งานที่ยังคงต้องการให้ทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ดูแลและให้คำปรึกษาหลังการติดตั้งระบบไปแล้ว ค่าใช้จ่ายก็จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในสัญญาบริการที่ทางเจ้าของกิจการได้ทำไว้กับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

4.การวางพื้นฐานระบบทางไอทีมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นเครื่องมือที่่ช่วยบริหารจัดการองค์กร ซึ่งผู้ใช้จะสามารถเข้าใช้งานระบบได้ผ่านทางคอมพิวเตอร์

ดังนั้นการวางพื้นฐานระบบทาง IT ขององค์กรให้รองรับกับการวางระบบอีอาร์พี (ERP) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การวางพื้นฐานระบบทางไอทีของกิจการจะครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้คือ

การจัดหาอุปกรณ์ทางไอทีที่จำเป็นเพื่อรองรับระบบอีอาร์พี ERP รวมถึงความต้องการในเรื่องของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เครือข่าย และระบบสำรองข้อมูล เพื่อให้ระบบอีอาร์พี ERP ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยอาจต้องปรับปรุงหรืออัปเกรดสิ่งที่มีอยู่และเพิ่มทรัพยากรตามความต้องการ

5.การบำรุงรักษาระบบมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

หลังจากที่กิจการของคุณได้มีการติดตั้งระบบอีอาร์พี (ERP) เรียบร้อยแล้ว การบำรุงรักษาระบบอีอาร์พี (ERP) ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งการบำรุงรักษาระบบอีอาร์พีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีค่าใช้จ่ายตามมา โดยรายละเอียดในการบำรุงรักษาระบบอีอาร์พี (ERP) อาทิเช่น

ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการอัปเดตระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพและปรับปรุงความปลอดภัยของข้อมูล

ค่าใช้จ่ายในการรักษาและสำรองข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของอีอาร์พี (ERP) เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย

ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือปรับให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการอัปเกรดระบบอีอาร์พี (ERP) เมื่อมีการออกเวอร์ชันใหม่

6.การปรับปรุงฟังก์ชันใช้งานให้เข้ากับองค์กรมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

เมื่อกิจการมีการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว อาจพบว่าหากมีการปรับปรุงฟังก์ชั่นใช้งานในบางจุดของระบบ จะช่วยให้ระบบการทำงานของกิจการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะสามารถ customize ให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการ customize จะอยู่ที่รายละเอียดในเชิงลึกที่ต้องคุยกันระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน (Click เพื่ออ่าน การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร)

7.ค่า license สำหรับ software ของผู้ให้บริการอีอาร์พีมีผลต่อค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP)

ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่มีทีมพัฒนาระบบ และพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ขึ้นมาเอง จะมีการคิดค่าบริการเข้าใช้ระบบกับลูกค้า หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือค่า license ในการใช้ระบบ

ค่า license นี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของระบบและการพิจารณาจากเจ้าของ license หรือผู้ให้บริการอีาร์พี ERP โดยผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) แต่ละเจ้าจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาค่า license ที่แตกต่างกันไป

ผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) มีหลายเจ้า มีทั้งระบบอีอาร์พี (ERP) ที่พัฒนาโดยคนไทย ถือ license โดยคนไทย หรือระบบอีอาร์พี (ERP) ที่พัฒนาโดยต่างชาติซึ่งเจ้าของ license ก็จะเป็นชาวต่างชาติ เป็นต้น

สุดท้ายแล้วรายละเอียดในการตัดสินใจว่าจะวางระบบอีอาร์พี (ERP) โดยใช้ license ของคนไทยหรือต่างชาติก็อยู่ที่ลูกค้าจะตัดสินใจนั่นเอง

โดยสรุปของบทความ 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) เพื่อให้ผู้ที่สนใจวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และสามารถประเมินในเบื้องต้นได้ว่าควรจะลงทุนกับระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) ในรูปแบบใด

เพราะอย่างที่ได้กล่าวในส่วนต้นของบทความว่า การลงทุนวางระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นคือการลงทุนระยะยาว ที่ผลตอบแทนจะมาในรูปของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ของกิจการลดลงอย่างวัดค่าได้ (คลิกเพื่ออ่านผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร)

ความคุ้มค่าของการลงทุนอาจไม่ได้เห็นโดยฉับพลันทันที แต่มันจะเกิดขึ้นแน่นอน หากลูกค้าลงทุนวางระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) ที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง

7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP)

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP)

ความจำเป็นในการเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) นั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในองค์กรอาทิเช่น ปัจจัยด้านการเงิน ปัจจัยด้านระยะเวลา ปัจจัยด้านความพร้อมของบุคคลากร เป็นต้น

การวางระบบอีอาร์พีเป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาในการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มต้นตัดสินใจ ไปจนกระทั่งวางระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ใช้งานได้จริง ดังนั้นแต่ละองค์กรจะมีการหาข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนต่าง ๆ ในการประกอบการตัดสินใจมากพอสมควร (คลิกเพื่ออ่าน 9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP)

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากิจการของคุณควรจะต้องหันมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP)

ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง 3 สัญญาณเตือน เพื่อเช็คว่าองค์กรของคุณควรจะเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) ได้แล้วหรือยัง

3 สัญญาณเตือนมีดังนี้คือ

1. การขยายตัวขององค์กรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

2. ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ปริมาณงานเยอะขึ้นแต่ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในองค์กรลดลง

รายละเอียดของแต่ละข้อมีดังนี้

1. การขยายตัวขององค์กรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ในการทำธุรกิจแน่นอนว่าทุกคนในองค์กรย่อมคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่การเติบโตขององค์กรก็ทำให้การบริหารจัดการองค์กรมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อกิจการขยายตัวนั่นหมายถึง transaction ทางบัญชี ระบบการผลิตและระบบสินค้าคงคลัง รวมถึงส่วนอื่นๆ ในกิจการ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ยาก ดังนั้นหากองค์กรของคุณเริ่มมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นสัญญาณเตือนได้เป็นอย่างดีว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรพิจารณานำระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการองค์กร (คลิกเพื่ออ่าน 4 หัวใจหลักของระบบอีอาร์พี (ERP) )

2. ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดเก็บข้อมูลในองค์กรจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การจัดเก็บข้อมูลรูปแบบเอกสารกระดาษ และการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์

ในองค์กรที่ไม่ได้ใช้ระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยจัดเก็บข้อมูลเอกสารต่าง ๆ ก็อาจเจอปัญหาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลอาทิเช่น

– ข้อมูลที่เป็นเอกสารกระดาษที่เก็บไว้ระยะเวลานานสูญหาย

– ปริมาณข้อมูลเอกสารกระดาษต่าง ๆ มีมากจนล้นไม่สามารถจัดระเบียบได้

– ข้อมูลในเอกสารที่เก็บในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ไม่มีความปลอดภัย อาจถูกแฮกข้อมูลได้โดยปราศจากการป้องกัน

– ข้อมูลสำคัญที่ต้องการดูข้อมูลย้อนหลังเช่น เอกสารทางบัญชี เอกสารคลังสินค้า ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– ข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานภายในองค์กรไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทำให้ขั้นตอนการทำงานยุ่งยากซับซ้อน

ซึ่งถ้าองค์กรของคุณกำลังเจอปัญหาการจัดเก็บข้อมูลดังที่ได้กล่าวมา ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่คุณต้องเริ่มพิจารณาการใช้ระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยจัดการการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่ สามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้ และมีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล

3. ปริมาณงานเยอะขึ้นประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลง

อีกหนึ่งปัญหาที่สามารถพบได้มากในองค์กรที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ พนักงานในองค์กรต้องรับภาระงานในปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทำให้ขาดความสมดุลระหว่างชั่วโมงการทำงานกับปริมาณงานของพนักงานในองค์กร

การทำงานในปริมาณที่น้อยจนเกินไปก็ทำให้พนักงานไม่ productive ปริมาณงานที่เป็นผลลัพธ์ให้กับองค์กรไม่เหมาะสมกับค่าจ้างที่ได้รับ ในขณะเดียวกันการที่พนักงานในองค์กรต้องรับภาระงานในปริมาณเพิ่มมากขึ้น องค์กรอาจได้ประโยชน์ในแง่ของผลการทำงานที่มากขึ้นตาม แต่พนักงานก็จะเกิดความเครียดในการทำงาน ทำงานกับองค์กรได้ไม่นานก็ลาออก และสุดท้ายอาจกระทบกับองค์กรในที่สุดเช่นกัน

นอกจากนี้การที่พนักงานทำงานเดิมด้วยทักษะเดิม ไม่มีโอกาสได้เพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ ทักษะใหม่ ๆ การทำงานอยู่กับสิ่งเดิมๆ อาจทำให้พนักงานเกิดความเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ซึ่งก็จะกระทบกับผลการทำงานเช่นกัน

ถ้าองค์กรของคุณมีปริมาณงานกับพนักงานที่ไม่สมดุล พนักงานไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่คุณควรจะใช้ระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กร ให้มีชีวิตการทำงานในองค์กรที่สมดุล และมีไฟที่จะทำงานให้กับองค์กรในระยะยาว

กล่าวโดยสรุปหัวข้อใน 3 สัญญาณเตือนองค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP) จะช่วยให้คุณได้ตั้งข้อสังเกตภายในองค์กรของคุณเองว่า หากองค์กรมีการขยายตัวจนเกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบเรียกดูข้อมูลรวมถึงรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และพนักงานในองค์กรขาดความสมดุลในการทำงานให้กับองค์กร ก็เป็นไปได้สูงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณควรต้องมีระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการองค์ของคุณให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ (คลิกเพื่ออ่าน ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีอย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

3 สัญญาณเตือน องค์กรคุณต้องมีระบบอีอาร์พี (ERP) Read More »

5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี (ERP) บริหารจัดการองค์กร

5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี (ERP) บริหารจัดการองค์กร

5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี (ERP) บริหารจัดการองค์กร

เมื่อองค์กรจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าแต่ละองค์กรย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้นในการดำเนินงานในทุก ๆ ส่วน
การบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารต้องสามารถเห็นข้อมูลเชิงลึกของกระบวนการทำงานทั้งหมดได้ และข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้
จะสามารถบอกผู้บริหารองค์กรได้เป็นอย่างดีว่าพนักงานที่อยู่ในกระบวนการทำงานที่เกิดขึ้นนั้น แต่ละคนได้ทำงานที่มีผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ
แล้วหรือยัง มีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือวนลูปทับกันโดยไม่จำเป็นหรือไม่

ซึ่งระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) เข้ามาช่วยให้ผู้บริหารองค์กรสามารถเห็นข้อมูลที่ซับซ้อนในเชิงลึกต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นและใช้เวลาน้อยลง
ทำให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์และพัฒนาคุณภาพในการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและคาดหวังผลลัพธ์ได้ในระยะยาว

โดยระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการในแต่ละส่วนของธุรกิจ/องค์กรได้ดังนี้คือ

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) วางแผนการเงินและบัญชีได้
  2. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการคลังสินค้าได้
  3. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการกระบวนการผลิตได้
  4. ระบบอีอาร์พี (ERP) วางแผนและควบคุมการผลิตได้
  5. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการทรัพยากรบุคคลได้ ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

ในลำดับต่อไปจะเป็นการแจกแจงรายละเอียดในแต่ละข้อว่าระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยบริหารจัดการองค์กรในแต่ละส่วนอย่างไร

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) วางแผนการเงินและบัญชีได้

การวางแผนการเงิน: ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถสร้างงบการเงินที่ระบุรายได้และรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งช่วยในการติดตามสถานะทางการเงินขององค์กร โดยผู้บริหารสามารถรับรู้รายได้ กำหนดรายได้ และรายจ่ายในแต่ละปี รวมถึงกำหนดเป้าหมายกำไรและขาดทุน ช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนการลงทุนและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการคลังสินค้าได้

การจัดการสินค้าคงคลัง: ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการบริหารจัดการสินค้าคงคลังคือ ระบบอีอาร์พี (ERP) จะเข้าไปจัดการระบบของสินค้าคงคลังไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าเข้าคลัง, การแสดงจำนวนสต๊อกสินค้าที่เป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ การบริหารจัดการสินค้าคงคลังไม่ให้ของขาดจากสต๊อกสินค้า ช่วยให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

รวมถึงระบบอีอาร์พี (ERP) จะรักษาความเป็นจริงของข้อมูลให้แสดงข้อมูลสินค้าที่เป็นจริงทั้งในอดีตและปัจจุบัน ช่วยให้ผู้บริหารสามารถดึงข้อมูลมาตรวจสอบย้อนหลังได้

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการกระบวนการผลิตได้

การจัดการกระบวนการผลิต: ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการวางแผนการผลิตคือ รวบรวมข้อมูลความต้องการลูกค้า แล้ววางแผนการผลิตให้ทันกับสถานการณ์และความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ระบบอีอาร์พี (ERP) ยังช่วยควบคุมคุณภาพในการผลิตให้เป็นไปตามสูตรเฉพาะเจาะจง มีการบันทึกข้อมูลการผลิตเช่น ระยะเวลาในการผลิต, ปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต เพื่อควบคุมต้นทุนสินค้าไม่ให้สิ้นเปลืองจนเกินไป

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยควบคุมการผลิตได้

การควบคุมการผลิต: ระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยควบคุมการผลิตได้ตั้งแต่ขั้นตอนของการจัดซื้อวัตถุดิบ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ลูกค้ามีการสั่งซื้อเข้ามา รายการผลิตสินค้า และแนวโน้มการใช้วัตถุดิบในอนาคต รวมถึงระบบการติดตามสถานะของวัตถุดิบระหว่างการสั่งซื้อและการจัดส่งวัตถุดิบ เพื่อจะได้ทราบสถานะและระยะเวลาในการดำเนินการที่เหลือ

นอกจากนี้ระบบอีอาร์พียังสามารถกำหนดให้สามารถสร้างคำสั่งซื้อได้เอง รวมถึงการสร้างคำสั่งซื้ออัตโนมัติ หากวัตถุดิบเหลือน้อยกว่าระดับที่กำหนดไว้

  1. ระบบอีอาร์พี (ERP) จัดการทรัพยากรบุคคลได้

การจัดการทรัพยากรบุคคล: ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลขององค์กรเริ่มตั้งแต่การบันทึกข้อมูลของพนักงานที่จำเป็นสำหรับองค์กร ช่วยจัดการรายได้และสวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับพนักงานในแต่ละแผนก นอกจากนี้ยังช่วยบริหารจัดการในส่วนที่ต้องการพนักงานมาเพิ่มในองค์กร หรือส่วนที่ต้องการเสริมสร้างประสบการณ์ด้านอื่นๆ เช่น การอบรมสัมมนา การสังสรรค์ประจำปี เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานให้กับองค์กรได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

กล่าวโดยสรุป 5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี ERP ช่วยบริหารจัดการในองค์กร คือระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยบริหารจัดการองค์กรได้ทั้งในทุกส่วนขององค์กรทั้ง 5 ด้านเช่น การบัญชี การเงิน การผลิต การจัดการวัตถุดิบ รวมถึงทรัพยากรบุคคล
ซึ่งระบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม ในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้มีการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพทั้งในเชิงลึกและภาพรวมในการดำเนินงาน

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

5 ข้อดีที่มีอีอาร์พี (ERP) บริหารจัดการองค์กร Read More »

ERP จะใช้งานง่ายแค่เข้าใจ 3 ข้อนี้

ระบบอีอาร์พีเพื่อบริหารจัดการองค์กร เป็นระบบที่ต้องบริหารจัดการผ่านทางคอมพิวเตอร์ ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกลงในระบบ ประมวลผลผ่านระบบ และดึงข้อมูลมานำเสนอด้วยระบบ

ในบางองค์กรอาจมีการดำเนินงานในรูปแบบคลาสสิกดั้งเดิมคือ ใช้วิธีบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงเอกสารกระดาษ พนักงานก็จะทำงานกับระบบการบันทึกงานลงกระดาษด้วยความเคยชิน

ปัญหาจากการเก็บข้อมูลในระบบด้วยเอกสารกระดาษคือ เมื่อข้อมูลมีปริมาณมากแล้วผู้บริหารต้องการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง หรือผู้บริหารต้องการข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการตัดสินใจ พนักงานอาจใช้เวลานานมากในการค้นหาเอกสารแต่ละฉบับ ในบางครั้งอาจเกิดปัญหาพนักงานหาเอกสารที่ต้องนำเสนอผู้บริหารไม่เจอ

จะเห็นได้ว่าระบบการทำงานแบบคลาสสิกดั้งเดิม ที่พึ่งพาเอกสารกระดาษเป็นหลัก นอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากรสำหรับบันทึกข้อมูลแล้วยังทำให้การบริหารจัดการองค์กรมีประสิทธิภาพต่ำอีกด้วย (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้)

ดังนั้นระบบอีอาร์พี (ERP) ที่สามารถเข้าใช้งานได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ จะช่วยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร ให้ได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรที่น้อยลง

แต่ลูกค้าหลาย ๆ คนจะกังวลใจมากเช่นกัน หากต้องนำระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการกิจการ/องค์กร สาเหตุที่ทำให้ลูกค้ากังวลใจเช่น

– กลัวว่าระบบอีอาร์พีจะใช้งานยาก

– พนักงานอาจไม่มีทักษะและความรู้ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP)

ซึ่งในบทความ “ERP จะใช้งานง่ายแค่เข้าใจ 3 ข้อนี้” เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ในการบริหารจัดการกิจการ/องค์กรของตนเอง ได้เข้าใจว่าการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นง่ายกว่าที่คุณคิดไว้

โดยรายละเอียดบทความ “ERP จะใช้งานง่ายแค่เข้าใจ 3 ข้อนี้” ประกอบด้วย

1.ระบบอีอาร์พีจะเข้าใช้งานอย่างไร

2.ถ้าใส่ข้อมูลแล้วระบบประมวลไม่ผ่านต้องทำอย่างไร

3.ฝึกฝนแล้วอีอาร์พี (ERP) จะง่ายไปเอง

รายละเอียดของแต่ละข้อมีดังนี้คือ

1. ระบบอีอาร์พีจะเข้าใช้งานอย่างไร

ในการเข้าใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เมื่อผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้ทำการวางระบบและ Go Live เรียบร้อยแล้ว ลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ระบบได้โดยใช้ username และ password ที่ได้ ถูกตั้งค่าไว้ ซึ่งแต่ละกิจการ/องค์กร ก็จะมี username และ password เฉพาะของตนเอง

โดยพนักงานในองค์กรก็จะทราบ username และ password ของกิจการ/องค์กร ซึ่งแต่ละคนก็จะเข้าถึงข้อมูลได้ตามสิทธิ์ที่ได้ตั้งค่าไว้ในระบบอีอาร์พี (ERP)

เมื่อลูกค้ามี username และ password แล้ว ก็สามารถทำการ login เพื่อเข้าสู่ระบบบริหารจัดการอีอาร์พี (ERP) ของคุณได้เลย

โดยสรุปของข้อนี้คือ การเข้าใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ต้องมี username และ password พนักงานในองค์กรจะเห็นข้อมูลได้ตามสิทธิ์ของตนเองที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

2. ถ้าใส่ข้อมูลแล้วระบบไม่สามารถประมวลผลได้ต้องทำอย่างไร
เมื่อลูกค้าได้ทำการ login เข้ามาในระบบแล้ว ลูกค้าก็สามารถเข้าใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ในระบบได้เลย ซึ่งในการใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ นั้น ลูกค้าต้องเข้าใจก่อนว่าในแต่ละฟังก์ชันลูกค้าจะต้องใส่ค่าอะไรบ้าง เพื่อให้ฟังก์ชันนั้น ๆ สามารถประมวลผลได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

ซึ่งในการใช้งานจริงลูกค้าอาจพบว่า ลูกค้าได้คีย์ข้อมูลเข้าไปแล้วแต่ระบบฟ้อง exception ไม่สามารถประมวลผลและแสดงผลได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

สิ่งแรกที่สามารถตรวจสอบได้คือ ลูกค้าได้คีย์ข้อมูลและเลือก option ต่าง ๆ เข้าไปในระบบครบถ้วนและถูกต้องตาม flow ของระบบแล้วหรือยัง ถ้ายังลูกค้าก็สามารถกลับเข้าไปคีย์ข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วนแล้วสั่งให้ระบบประมวลผลอีกครั้งหนึ่ง

แนวคิดที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติของอีอาร์พีคือ คีย์ข้อมูลให้ครบตาม flow ของระบบ แล้วระบบก็จะประมวลผลได้ตามที่ลูกค้าต้องการนั่นเอง

แต่ถ้าได้ทำการคีย์ข้อมูลอย่างครบถ้วนตาม flow ของระบบแล้วก็ยังไม่สามารถประมวลผลได้ ลูกค้าก็สามารถแจ้งทีม customer support ของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ลูกค้าซื้อระบบด้วย เพื่อให้ตรวจสอบปัญหาในการใช้งานระบบแล้วแก้ไขให้ (คลิกเพื่ออ่าน ผู้ประกอบการ/องค์กรจะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร)

โดยสรุปของข้อนี้คือ ระบบการทำงานของอีอาร์พี (ERP) นั้นเรียบง่าย แค่คีย์ข้อมูลให้ครบตามเงื่อนไข ระบบก็จะประมวลผลได้ตามที่คุณต้องการ

3. ฝึกฝนแล้วอีอาร์พี (ERP) จะง่ายไปเอง
คอนเซปต์ของอีอาร์พี (ERP) เป็นแนวทางการบริหารจัดการองค์กรที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ดังนั้นระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) จึงมีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ที่เรียบง่ายเช่นกัน แต่การที่ลูกค้านำระบบอีอาร์พี (ERP) ไปใช้แล้วรู้สึกว่ายาก นั่นอาจเป็นเพราะว่า ยังไม่เกิดความเคยชินนั่นเอง

โดยสรุปของข้อนี้คือ ทำให้บ่อยแล้วจะชินพอเริ่มชินระบบอีอาร์พี (ERP) ก็จะง่ายสำหรับคุณนั่นเอง

จากบทความ”ERP จะใช้งานง่ายแค่เข้าใจ 3 ข้อนี้” จะเห็นได้ว่า แนวคิดของอีอาร์พี (ERP) และการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ แค่มี user name กับ password ใส่ข้อมูลให้ครบเพื่อให้ระบบประมวลผล แล้วฝึกใช้งานบ่อย ๆ ให้ชิน เพียงแค่นี้ก็จะเห็นได้ว่าระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นใช้งานง่ายจริง ๆ

ERP จะใช้งานง่ายแค่เข้าใจ 3 ข้อนี้ Read More »

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร

การเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดีถือว่าเป็นโจทย์ที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณานานพอสมควร เรียกได้ว่าผู้ประกอบการ/องค์กรจะต้องคิดหนักกันทีเดียว เพราะเป็นการสร้างระบบบริหารจัดการให้กับกิจการ/องค์กร และระบบการบริหารจัดการนี้จะมีผลกับกิจการ/องค์กรในระยะยาว (Click เพื่ออ่าน วางระบบอีอาร์พีให้ประสบความสำเร็จเพราะความลับนี้)

นอกจากการวางแผนในองค์กรเพื่อให้สามารถวางระบบอีอาร์พี (ERP) ได้แล้ว อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการ/องค์กรจะต้องเจอคือ จะตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) รายไหนดี

ซึ่งในบทความนี้จะมีข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ/องค์กร เลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยจะประกอบด้วยรายละเอียด 9 ข้อดังนี้คือ

1. ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

2. ความสามารถในการอัปเกรดและการปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP)

3. การสนับสนุนทางเทคนิค

4. ราคาและค่าใช้จ่าย

5. ง่ายต่อการปรับใช้งาน

6. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

7. ประสบการณ์และการอ้างอิง

8. การสอนและการฝึกอบรม

9. บริการหลังการขาย

รายละเอียดของแต่ละหัวข้อมีดังนี้คือ

1. ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค มีระบบอีอาร์พี (ERP) ที่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้จริง รวมถึงช่วยแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานระบบของลูกค้า และควรเป็นผู้ให้บริการที่มีความตั้งใจทำงานให้สำเร็จลุล่วงจนลูกค้าสามารถปิดงบดุลได้ไม่ทิ้งลูกค้าไว้กลางทาง

ตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

– ปัญหาเกิดจากลูกค้าเลือกเส้นทางข้อมูลไม่ถูกต้องทำให้ระบบไม่แสดงผลตามที่ต้องการ

– ปัญหาเกิดจากลูกค้าใส่เงื่อนไขไม่ครบตามที่ระบบกำหนดแล้วระบบฟ้อง exception

– ปัญหาเกิดจากมีแคชในระบบทำให้ระบบทำงานล่าช้า

– ปัญหาเกิดจากผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) หยุดหรือยกเลิกการให้บริการ

โดยสรุปของข้อนี้คือ หากต้องการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ดีลูกค้าควรพิจารณาถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่สามารถแก้ปัญหาการใช้งานระบบได้ และความเป็นมืออาชีพในการทำงานที่จะไม่ทิ้งงานหากยังทำไม่สำเร็จลุล่วง

2. ความสามารถในการอัปเกรดและการปรับปรุงระบบอีอาร์พี

ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะมีการอัปเดทระบบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัปเดทระบบปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP) ควรรองรับการปรับปรุงหรือการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันในการใช้งานบางอย่างในระบบ เพื่อให้ระบบอีอาร์พี (ERP) ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีการอัปเดทระบบให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอและสามารถปรับปรุงระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ตรงกับความต้องการลูกค้า

3. การสนับสนุนทางเทคนิค

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีระบบสนับสนุนในการรับทราบปัญหาจากการใช้งานของลูกค้า และมีทีมงานที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ในกรณีฉุกเฉินผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ควรมีความชำนาญและเชี่ยวชาญมากพอที่จะระบุปัญหาที่เกิดพร้อมแนวทางแก้ไขให้กับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

รวมทั้งมีทีมงาน customer support, implementer และ programmer ที่คอยประสานงานในการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า เพื่อลูกค้าจะได้มั่นใจได้ว่าหลังจากลงระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะยังคงให้คำปรึกษาและช่วยแก้ปัญหาหากเกิดข้อขัดข้องในระบบ

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาการใช้งานของระบบ สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว หากลูกค้าเกิดปัญหาในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

4. ราคาและค่าใช้จ่าย

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรชี้แจงค่าใช้จ่ายโดยละเอียดให้ลูกค้าทราบ ซึ่งในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) จะมีทั้งส่วนที่ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และส่วนที่คิดค่าใช้จ่ายเช่น (Click เพื่ออ่าน 7 ปัจจัยมีผลแน่กับค่าใช้จ่ายวางระบบอีอาร์พี (ERP))

ตัวอย่างส่วนที่ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

– การนัดนำเสนอระบบอีอาร์พี (ERP) ให้ลูกค้าพิจารณาว่าเหมาะสมกับกิจการ/องค์กรของลูกค้าหรือไม่

ตัวอย่างส่วนที่ให้บริการโดยมีค่าใช้จ่าย

– การวางระบบ

– การเทรนวิธีเข้าใช้งานระบบ

– การปรับแต่งระบบ (Customize)

เมื่อลูกค้าทราบราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อลงระบบอีอาร์พี (ERP) แล้ว ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาเพื่อหาราคาที่เหมาะสม ซึ่งราคาที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุดหรือราคาที่แพงที่สุด แต่ควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับ และไม่ควรเป็นราคาที่ทำให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินทิ้งแล้วไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ

หมายเหตุ ราคา/ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจริงเมื่อลงระบบ ลูกค้าควรอ้างอิงจากสัญญาที่ตกลงกันไว้กับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) เป็นหลัก

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะแจ้งรายละเอียดราคาและค่าใช้จ่ายในการบริการกับลูกค้าอย่างชัดเจน ซึ่งควรเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับลูกค้าด้วยเช่นกัน

5. ง่ายต่อการปรับใช้งาน

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พี (ERP) ให้มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะทำงานร่วมกับระบบที่ลูกค้าใช้อยู่เดิม รวมถึงมีการออกแบบและตั้งค่าการใช้งานที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าใช้งานสามารถเรียนรู้การใช้งานจนเกิดความเคยชินได้ในระยะเวลาไม่นาน

ในการใช้งานจริงลูกค้าหรือผู้เข้าใช้งานระบบอาจต้องมีการปรับกระบวนการคิด เพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้งานระบบซึ่งอาจใช้เวลา แต่ลูกค้าหรือผู้เข้าใช้งานจะสามารถใช้งานระบบได้ง่าย ได้คล่องมือในที่สุด และเป็นผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรในระยะยาว (Click เพื่ออ่าน การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร )

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบให้ง่ายต่อการใช้งานภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ

6. การรักษาความปลอดภัยและความจริงของข้อมูล

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พีให้เป็นระบบที่มีความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล นั่นคือการกำหนดสิทธิ์ของผู้เข้าใช้งานระบบ ว่าผู้เข้าใช้งานระบบแต่ละคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลใดได้บ้าง

นอกจากนี้ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบอีอาร์พี (ERP) ให้รักษาความเป็นจริงของข้อมูลที่สามารถเช็คข้อมูลย้อนหลังกลับไปได้เมื่อผู้ใช้งานต้องการ (Click เพื่ออ่าน ข้อดีของการตรวจสอบย้อนหลังข้อมูลด้วยระบบอีอาร์พี (ERP))

การรักษาความเป็นจริงของข้อมูลนั้นจะรวมไปถึงข้อมูลภายในต่าง ๆ ขององค์กรที่ถูกสร้าง ถูกแก้ไข ถูกดำเนินการ ถูกอนุมัติ ถูกยกเลิก หรือมีการกระทำใด ๆ กับข้อมูลนั้น ระบบอีอาร์พี (ERP) จะต้องบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้อมูลภายในองค์กรอย่างถูกต้อง เป็นจริง ตรงไปตรงมา

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรออกแบบระบบให้รักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับข้อมูลภายในองค์กรอย่างตรงไปตรงมา

7. ประสบการณ์และการอ้างอิง

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีประสบการณ์ที่สามารถอ้างอิงได้จริง เช่น ผลงานการดำเนินงานลงระบบอีอาร์พี (ERP) ให้กับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้ลูกค้าสามารถสอบถามกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ลูกค้าต้องการติดต่อได้โดยตรง

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) จะมีความน่าเชื่อถือที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้จากประสบการณ์อ้างอิงต่าง ๆ ที่ผ่านมา

8. การสอนและการฝึกอบรม

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรม ที่จะเข้าไปอบรมการเข้าใช้งานระบบให้กับลูกค้า

ทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรมควรมีความรู้และทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ฟังก์ชันต่าง ๆ ที่ได้ลงระบบให้กับลูกค้า และมีความเข้าใจลูกค้าว่าลูกค้าอาจไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เลย

ซึ่งทีมที่ปรึกษาหรือทีมฝึกอบรมควรช่วยเหลือให้ลูกค้าเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่เหมาะสมไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป

โดยสรุปของข้อนี้คือ ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีมฝึกอบรมให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีทักษะในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) โดยใช้เวลาดำเนินการอบรมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

9. บริการหลังการขาย

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีทีม support ที่คอยตอบคำถามลูกค้าและให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิค เมื่อลูกค้าเกิดปัญหาในการใช้งานระบบ

ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ควรมีระบบการจัดเก็บข้อมูลในการ support แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับลูกค้า เนื่องจากในความเป็นจริงการใช้งานระบบอีอาร์พีจะมีทั้งเคสที่เป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับเคสปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ลูกค้าสามารถใช้ข้อมูลเดิมที่เคยได้รับจากทีมsupport ของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) มาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) ก็จะมีการsupport ลูกค้า ให้การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้

การเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) อาจไม่สามารถนิยามเป็นคำจำกัดความสั้นๆ ได้ แต่บทความผู้ประกอบการ/องค์กรจะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร ก็สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจภาพของผู้ให้บริการอีอาร์พีที่ดี (ERP) และช่วยให้ลูกค้ามีข้อมูลประกอบในการคัดสรรผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ในแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งลูกค้าเองก็จะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ผู้ประกอบการ/องค์กร จะเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) อย่างไร Read More »

5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้

5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้

ในการสร้างองค์กรธุรกิจหรือองค์กรใดสักองค์กรหนึ่งขึ้นมา องค์กรนั้นจะเดินไปข้างหน้าอย่างทุกลักทุเลแน่ ๆ หากไม่มี “การบริหารจัดการองค์กร” ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อการบริหารจัดการองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งในการบริหารจัดการองค์กรจำเป็นต้องมีเครื่องมือเข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการองค์กรได้ในทุก ๆ ส่วนและทุก ๆ รายละเอียด (คลิกเพื่ออ่าน 9 เหตุผลทำไมต้อวางระบบ ERP)

ระบบอีอาร์พี (ERP) ก็คือเครื่องมือที่จะมาช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการองค์กรของคุณได้ในรูปแบบที่คุณต้องการ

มาถึงตรงนี้แล้วหลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ระบบอีอาร์พี (ERP) จะทำอะไรให้กับองค์กรของคุณได้บ้าง ในบทความนี้จะมีรายละเอียด 5 สิ่งที่อีอาร์พี (ERP) ทำได้ มาอธิบายให้คุณได้เห็นภาพระบบของอีอาร์พี (ERP) ที่ชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าคุณควรจะเลือกใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) ในการบริหารจัดการองค์กรของคุณหรือไม่

5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้มีดังนี้คือ

1. การรวบรวมข้อมูล

2. การทำงานร่วมกัน

3. การปรับปรุงกระบวนการ

4. การติดตามและรายงาน

5. การรักษาความถูกต้องและความจริงของข้อมูล

มาดูรายละเอียดของ 5 สิ่งที่อีอาร์พี (ERP) ทำได้กันเลย

1. การรวบรวมข้อมูล

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรต่างๆ ในองค์กร ช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลพร้อมในการตัดสินใจ

โดยข้อมูลจะแสดงในรูปแบบของรายงานที่จะแสดงข้อมูลไปตามหัวข้อต่างๆ ตามที่ได้สร้างเงื่อนไขไว้ในระบบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถดึงข้อมูลย้อนหลังมาแสดงได้ด้วยเช่นกัน

2. การทำงานร่วมกัน

ระบบอีอาร์พี ช่วยให้แต่ละส่วนในองค์กรสามารถทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่น โดยมีข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกด้านขององค์กร

3. การปรับปรุงกระบวนการ

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการรับรู้และวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งสามารถช่วยในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4. การติดตามและรายงาน

ระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยในการติดตามสถานะของส่วนการผลิตและกระบวนการต่าง ๆ อีอาร์พี (ERP) จะสามารถสร้างรายงานที่ช่วยในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ

5. ความถูกต้องของข้อมูล

ระบบอีอาร์พี ช่วยในการรักษาความถูกต้องและความเป็นจริงของข้อมูลในระบบ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการบริหารจัดการ

การใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นเครื่องมือช่วยให้คุณบริหารจัดการองค์กรได้อย่างเป็นระบบมาก ซึ่งในการทำงานจริงผู้ใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อาจใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับการทำงานของระบบ แต่เมื่อเกิดความเคยชินแล้ว คุณจะพบว่าการบริหารจัดการองค์กรนั้นสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว (คลิกเพื่ออ่าน 9 ขั้นตอนวางระบบ ERP ที่ดีต้องทำอย่างไร)

5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้ Read More »

9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดีต้องทำอย่างไร

9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดีต้องทำอย่างไร

ในการวางระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP) นอกจากจะต้องการทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในประเภทของกิจการนั้นๆ แล้ว ยังต้องมีขั้นตอนการดำเนินงานตามหลักการที่ถูกต้อง เพื่อผู้ประกอบการสามารถใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งที่ระบบอีอาร์พี (ERP) ทำได้)

โดยขั้นตอนในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดีผู้ประกอบการควรทำตาม 9 ขั้นตอนดังนี้คือ

  1. ขั้นตอนการวิเคราะห์ความต้องการเพื่อเลือกอีอาร์พี (ERP) ที่เหมาะสมที่สุดกับองค์กร
  2. ขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)
  3. ขั้นตอนการปรับแต่งอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับองค์กรของคุณ
  4. ขั้นตอนการซิงค์ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลซิงค์ได้ถูกต้องและเสถียร
  5. ขั้นตอนการทำความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กร
  6. ขั้นตอนการฝึกอบรมให้กับบุคลากรในองค์กร
  7. ขั้นตอนเตรียมการก่อนใช้งานจริง
  8. ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ
  9. ขั้นตอนหลังจากใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้นในการวางระบบอีอาร์พี (ERP)
เรามาดูรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนกันว่ามันคืออะไร และในแต่ละขั้นตอนจะทำไปเพื่ออะไร
ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้

  1. ขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่เหมาะสมกับองค์กร
    ในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการสามารถค้นหาผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ซึ่งอาจค้นหาบน google search, งาน Expo จัดโดยหน่วยงานราชการและตามงานแสดงสินค้า

ซึ่งผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) นิยมที่จะไปออกบูธเพื่อแนะนำบริการแก่ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจประเภทต่างๆ

โดยผู้ประกอบการอาจเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ไว้เป็นทางเลือกมากกว่า 1 ผู้ให้บริการก็ได้ และสอบถามรายละเอียดต่างๆ ในการให้บริการ เช่น ขนาดของระบบตอบสนองกับขนาดขององค์กรหรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับงบประมาณขององค์กรหรือไม่ เป็นต้น

ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองควรทราบความต้องการในองค์กรของตนเองด้วยเช่นกัน ว่าต้องการระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการองค์กรของคุณเองอย่างไร

โดยสรุปขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่เหมาะสมกับองค์กร คือการค้นหาผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่คุณสนใจ และสอบถามรายละเอียดการให้บริการให้ตรงกันกับความต้องการขององค์กรคุณเอง

  1. ขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) เมื่อทางผู้ประกอบการมีข้อมูลผู้ให้บริการที่คุณสนใจ และทราบความต้องการของผู้ประกอบการเองแล้ว จากนั้นผู้ประกอบการจะทำการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พีเพื่อทำการนัดหมายประชุม/พูดคุยกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP)

ในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการจะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถสอบถามถึงกระบวนการทำงานต่าง ๆ ในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ เริ่มต้นวางระบบไปจนถึงกระบวนการสุดท้ายคือผู้ประกอบการต้องสามารถปิดงบดุลได้

โดยในส่วนนี้ผู้ประกอบการอาจทำการเปรียบเทียบราคาผู้ให้บริการอีอาร์พีแต่ละราย รวมถึงรายละเอียดในการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม และเพื่อให้ได้ระบบอีอาร์พี (ERP) ที่สามารถบริหารจัดการองค์กรได้ตรงตามที่คุณต้องการ

โดยสรุปขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) คือ ให้ผู้ประกอบการทำการนัดหมายเพื่อประชุม/พูดคุยกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) สอบถามค่าใช้จ่ายและรายละเอียดในการดำเนินงานต่าง ๆ จากนั้นจึงเลือกผู้ให้บริการที่ตอบโจทย์สำหรับกิจการของคุณ ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและรูปแบบของระบบอีอาร์พี

  1. ขั้นตอนการปรับแต่งอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับกิจการของคุณ
    ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องการรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงในกิจการของคุณ เพื่อทำการ customize ให้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้าไปบริหารจัดการองค์กรของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในขั้นตอนนี้ทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีทีมที่ปรึกษาเข้าไปวิเคราะห์กระบวนการทำงานขององค์กรโดยละเอียด เพื่อให้ได้ Flow ในการทำงานที่เป็นระบบและเป็นระเบียบ ซึ่ง Flow ในการทำงานนี้จะเป็นรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับองค์กรคุณเอง (Click เพื่ออ่าน การปรับแต่งระบบอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับการใช้งานขององค์กร)

หลังจากนั้นทางทีมที่ปรึกษาจะนำ Flow ที่ได้มาปรับแต่งให้ได้ระบบอีอาร์พี (ERP) ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเข้าไปบริหารจัดการองค์กรของคุณ

โดยสรุปขั้นตอนการปรับแต่งอีอาร์พีเพื่อให้เข้ากับกิจการของคุณคือ การวิเคราะห์หา Flow ในการทำงาน เพื่อทำการปรับแต่งให้ได้อีอาร์พี (ERP) ที่จะเข้าไปเป็นระบบริหารจัดการองค์กรของคุณ

  1. ขั้นตอนการซิงค์ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลซิงค์ได้ถูกต้องและเสถียร

ในขั้นตอนนี้คือ การอัพเดตข้อมูลจากระบบอื่นๆ ที่องค์ของคุณใช้อยู่ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาเข้าสู่ระบบอีอาร์พี (ERP) ในการซิงค์ข้อมูลนี้ต้องคำนึงถึงการรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเสมอ นอกจากนี้ยังควรมีการตรวจสอบและทดสอบการซิงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลถูกนำเข้าอย่างถูกต้อง ไม่เกิดปัญหาในกระบวนการ

ในส่วนของการซิงค์ข้อมูลอาจใช้โปรแกรมสำหรับการซิงค์ข้อมูล ควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญระบบอีอาร์พี (ERP) โดยเฉพาะ ซึ่งก็คือทีมงานผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ที่ผู้ประกอบการเลือกนั่นเอง

โดยสรุปขั้นตอนการซิงค์ข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลซิงค์ได้ถูกต้องมีความเสถียรและสามารถนำข้อมูลขององค์กรเข้าสู่ระบบอีอาร์พี (ERP) ได้ ควรดำเนินงานโดยผู้เชี่ยวชาญระบบอีอาร์พี (ERP) โดยเฉพาะ

  1. ขั้นตอนการทำความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กร

ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหว เนื่องจากในแต่ละองค์กรก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบอีอาร์พี ( ERP) ในการบริหารจัดการองค์กร มักจะมีรูปแบบการดำเนินงานที่ทำกันมาอย่างยาวนาน ในบางรูปแบบอาจกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรซึ่งยากในการเปลี่ยนแปลง

การใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการองค์กร อาจทำให้พนักงานบางส่วนเกิดความกังวลในการปรับตัวจากรูปแบบการทำงานที่เคยชินและสามารถทำได้อย่างคล่องตัว มาเป็นการทำงานในอีกรูปแบบที่แตกต่างกัน อีกทั้งพนักงานอาจยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) มาก่อน

ดังนั้นการสื่อสารและทำความเข้าใจกับพนักงานในองค์กรถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นและควรทำ เพื่อให้พนักงานได้เห็นแนวทางการทำงานในอนาคตที่ชัดเจน และเป็นขวัญกำลังใจที่ดีสำหรับบุคคลากรในองค์กรอีกด้วย

โดยสรุปขั้นตอนการทำความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กรที่จะเริ่มใช้ระบบอีอาร์พี (ERP) เข้ามาบริหารจัดการในองค์กร คือควรสื่อสารและทำความเข้าใจให้พนักงานได้เห็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับระบบการทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Click เพื่ออ่าน 5 สิ่งต้องทำเมื่อพนักงานในองค์กรยังไม่เคยใช้ระบบอีอาร์พี (ERP))

  1. ขั้นตอนการฝึกอบรมให้กับบุคลากรในองค์กร

ในขั้นตอนการฝึกอบรมให้กับบุคลากรในองค์กรจะเป็นการร่วมมือของทั้งผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) และผู้รับบริการซึ่งก็คือผู้ประกอบการนั่นเอง

โดยผู้ประกอบการต้องทำการนัดหมายวันและเวลาในการฝึกอบรมกับทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จากนั้นผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะส่งทีมที่ปรึกษาในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) และ Cusotmer Support เข้าไปอบรมการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)

ทีมที่ปรึกษาในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) จะสอนวิธีการเข้าระบบและการเข้าใช้งานในโมดูลต่างๆ ซึ่งผู้เข้าอบรม
จะเป็นพนักงานในแผนก/ส่วนต่าง ๆ ขององค์กร ที่ต้องเข้าใช้งานในระบบอีอาร์พี (ERP) ให้สามารถเข้าใช้งาน บันทึกข้อมูล สั่งประมวลผล เรียกดูข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการใช้งานอื่น ๆ ของระบบได้

เมื่อทำการอบรมเสร็จแล้ว หากเกิดปัญหาติดขัดในการใช้งาน ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีทีม Customer support คอยรับทราบปัญหาต่าง ๆ อาทิเช่น ระบบเกิดการหน่วง, เรียกดูข้อมูลไม่ได้ เป็นต้น

ซึ่งแนวทางในการแก้ไขจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของปัญหาที่เกิดขึ้น บางปัญหาทีม Customer Support สามารถให้คำแนะนำได้เลย บางปัญหาอาจต้องรอให้ทีมงานโปรแกรมเมอร์เข้าตรวจสอบแก้ไข เป็นต้น

โดยสรุปขั้นตอนการฝึกอบรมให้กับบุคลากรในองค์กรคือ ทางผู้ให้บริการมีการส่งที่ปรึกษาในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) มาสอนวิธีการเข้าระบบและการเข้าใช้งานในโมดูลต่าง ๆ ให้กับพนักงานขององค์กร และเมื่อใช้งานจริงหากเกิดปัญหาจะมีทีม Customer Support รวมถึงโปรแกรมเมอร์คอยวิเคราะห์แก้ไขปัญหาต่าง ๆ

  1. ขั้นตอนเตรียมการก่อนใช้งานจริง
    ก่อนที่จะใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) จริง จะต้องมีขั้นตอนที่ผู้ใช้บริการยังคงใช้ระบบเดิมในองค์กรคู่ขนานไปกับระบบอีอาร์พี (ERP) จนกระทั่งเมื่อลูกค้าสามารถใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP)ได้อย่างราบรื่นแล้ว ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะทำการ GO Liveและเมื่อ Go Live เรียบร้อยแล้วจึงจะเรียกได้ว่าองค์กรของคุณได้ทำการใช้งานระบบ
    อีอาร์พี (ERP) ร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยสรุปขั้นตอนเตรียมการก่อนใช้งานจริง คือก่อนจะใช้งานระบอีอาร์พี (ERP) จะต้องมีขั้นตอนการใช้งานคู่ขนานกับระบบเดิมขององค์กร จนกระทั่งผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้ทำการ Go Live

  1. ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ
    เมื่อองค์กรได้เริ่มใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ อาจมีการพบปัญหาในระหว่างการใช้งานเช่น การรันระบบไม่ผ่าน, การหน่วงเวลาในการดึงข้อมูลในระบบ หรือปัญหาอื่น ๆ

ปัญหาระหว่างทางที่เกิดขึ้นอาจมาจากทางผู้ใช้งานเอง หรืออาจมาจากตัวระบบอีอาร์พี (ERP) ซึ่งทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีทีม Customer Support ที่คอยให้ความช่วยเหลือหากเกิดปัญหาในการเข้าใช้ระบบ โดยผู้ใช้ระบบสามารถแจ้งปัญหาต่างๆ ให้ผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ทราบ ด้วยช่องทางการสื่อสารในการแจ้งปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้

ค่าใช้จ่ายในส่วนของ Customer Support ตามที่ได้ตกลงกันระหว่างผู้ใช้บริการระบบกับผู้ให้บริการระบบอีอาร์พี (ERP)

โดยสรุปขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ คือในการใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อาจมีปัญหาระหว่างการใช้งานได้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแจ้งปัญหาการใช้งานให้กับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) เพื่อทำการแก้ไข ค่าใช้จ่ายจะเป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้

  1. ขั้นตอนหลังจากใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ

หลังจากที่องค์กรได้ใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) จะมีการอัพเดทระบบให้กับผู้ใช้งานระบบอย่างสม่ำเสมอเช่น มีการอัพเดทระบบให้ปีละ 1 ครั้ง หรือตามที่ได้ระบุในสัญญาบริการ เป็นต้น

หลังจากเริ่มใช้งานแล้ว หากองค์กรผู้ใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) ต้องการปรับในบางฟังก์ชั่นใช้งาน หรือเพิ่ม Module ต่าง ๆ ก็สามารถแจ้งกับทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับข้อตกลงและขอบเขตในการให้บริการของผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ทางองค์กรของผู้ใช้บริการเองก็สามารถสอบถามและต่อรองกับผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้เป็นกรณีไป

โดยสรุปขั้นตอนหลังจากใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) เต็มรูปแบบ คือเมื่อองค์กรได้ใช้งานระบบอีอาร์พี (ERP) อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ผู้ให้บริการจะมีการอัพเดทระบบให้กับผู้ใช้งานระบบอย่างสม่ำเสมอ หากผู้ใช้งานต้องการปรับฟังก์ชันการใช้งานนั้นสามารถทำได้ ค่าใช้จ่ายสามารถสอบถามทางผู้ให้บริการอีอาร์พี (ERP) ได้เป็นกรณีไป

สำหรับบทความ 9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดีต้องทำอย่างไร ก็จะเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเตรียมความพร้อมขององค์กรในการเข้าสู่การใช้งานระบบบริหารจัดการองค์กรอีอาร์พี (ERP)

โดยการทำตาม 9 ขั้นตอนนี้ ผู้ประกอบการหรือองค์กรก็จะสามารถจัดจ้างผู้ให้บริการในการวางระบบอีอาร์พี (ERP) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และองค์กรของผู้รับบริการก็สามารถใช้งานระบบได้อย่างราบรื่นนั่นเอง

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ดีต้องทำอย่างไร Read More »

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP
ปัญหาใหญ่หลวงที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องเจอคือ การบริหารจัดการภายในองค์กรที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งคนที่เป็นผู้ประกอบการจะซาบซึ้งตรึงใจกันเป็นอย่างดีว่า ข้อมูลที่ไร้ระเบียบและสับสนวุ่นวาย สร้างความหนักใจให้ราวกับว่าผู้ประกอบการต้องแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าแต่เพียงผู้เดียว

แต่ความยุ่งยากนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ไม่มีทางออก เพราะความยุ่งยากในการบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรนั้นสามารถจัดการได้โดยระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) หรือเรียกแบบย่อ ๆ ว่า ระบบอีอาร์พี (ERP) (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน 9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พีที่ดีต้องทำอย่างไร)

ในบทความนี้จะพาคุณไปพบกับ 9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP ที่คุณจะเข้าใจว่าระบบอีอาร์พี (ERP) จะช่วยให้ความยากในการบริหารจัดการองค์กรของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร

เหตุผลที่ 1 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) นั้นสามารถใช้ได้กับหลากหลายประเภทของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ระบบอีอาร์พีสามารถเข้าไปช่วยบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ 2 ระบบอีอาร์พี (ERP) เป็นศูนย์รวมข้อมูลในองค์กรที่พนักงานในทุกระดับตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องเข้าถึง

เหตุผลที่ 3 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) จะทำให้คุณสามารถกำหนดสิทธิ์ได้ว่า ใครควรจะเข้าถึงข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลนี้จะช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร และจัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลองค์กรของพนักงานตามขอบเขตในการทำงานของพนักงานแต่ละคน

เหตุผลที่ 4 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยให้ Flow ของระบบการผลิตเป็นไปได้อย่างแม่นยำตามสูตรการผลิตที่คุณกำหนดไว้ นั่นคือระบบอีอาร์พี (ERP) จะให้คุณสามารถกำหนดสูตรในการผลิตที่เฉพาะเจาะจง และบันทึกข้อมูลการใช้วัตถุดิบต่าง ๆ ที่คุณสามารถเช็คย้อนกลับไปดูข้อมูลเหล่านั้นได้

เหตุผลที่ 5 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยจัดการเส้นทางของข้อมูลที่เกิดขึ้นในกิจการของคุณ ให้คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ซับซ้อนในกิจการของคุณได้ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าเส้นทางของข้อมูลนั้นจะซับซ้อนมากแค่ไหนก็ตาม

เหตุผลที่ 6 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) ช่วยบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้เช่น ถ้าคุณเป็นกิจการแบบโรงงานอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนในการผลิตสินค้า คุณจะสามารถเช็คได้ว่าสินค้าตัวไหนที่ต้นทุนสูงกำไรน้อย สินค้าตัวไหนที่ต้นทุนต่ำกำไรเยอะ และสร้างสมดุลในการผลิตให้เหมาะสมกับสัดส่วนของกำไรต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

เหตุผลที่ 7 ระบบอีอาร์พี (ERP) มีดีมากกว่าแค่ระบบบัญชี แต่อีอาร์พีสามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปีและวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มทางการเงินที่จะเกิดขึ้นได้

เหตุผลที่ 8 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) นอกจากจะลดความยุ่งยากซ้ำซ้อนในการทำงานภายในองค์กรแล้ว การบริหารจัดการองค์กรด้วยระบบอีอาร์พี (ERP) ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ภายในองค์กรนั้นทำได้รวดเร็ว จึงช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจเงื่อนไขต่าง ๆ ทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่ 9 การวางระบบอีอาร์พี (ERP) สามารถช่วยบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลให้บุคลากรในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสมดุลในการทำงาน ซึ่งทำให้บุคลากรในองค์กรไม่เพียงแค่สร้างผลิตผลให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แต่สามารถทำงานกับองค์กรได้อย่างราบรื่นมีความสุข

จากเหตุผลทั้ง 9 ข้อที่ได้กล่าวมา ถ้าคุณกำลังมองหาระบบบริหารจัดการองค์กรที่จะมาช่วยยกระดับการทำงานและยกระดับการทำธุรกิจ ช่วยให้คุณสามารถบริหารองค์กรของคุณได้อย่างสบายใจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ช่วยสร้างผลกำไรที่มากขึ้น ระบบอีอาร์พี (ERP) คือคำตอบสุดท้ายที่คุณสามารถฟันธงได้อย่างมั่นใจและแน่นอน (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน 9 ขั้นตอนวางระบบอีอาร์พีที่ดีต้องทำอย่างไร)

ต้องการติดต่อนัดเดโม
โทร 02-271-4362 – 3 ,095-294-5693 (คุณเจน)
Line ID: jane-siriwan (คุณเจน)

9 เหตุผลทำไมต้องวางระบบ ERP Read More »

ความสำคัญของระบบ PlanetOne ERP กับ งานบัญชี

หลาย ๆ คน อาจจะสงสัยว่า ERP กับ โปรมแกรมบัญชี ต่างกันอย่างไร หรือมีความเข้าใจว่า โปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ทั่ว ๆ ไปก็คือ ERP นั่นแหละ เพราะมีการใช้โปรแกรมหน้าตาคล้าย ๆ กัน และจุดประสงค์ก็เพื่อใช้ในงานบัญชีเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ERP ต่างกับโปรแกรมบัญชีอยู่หลายจุด และทำอะไรได้มากกว่าแค่งานบัญชีอีกด้วย เรามาดูกันว่า ERP กับ ระบบบัญชีต่างกันอย่างไร

ระบบบัญชีคืออะไร?

ระบบบัญชีเป็นเพียงโปรแกรมสำเร็จรูปที่เน้นไปในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเงินของบริษัท ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย เอกสารการโอนเงิน เอกสารการเบิกจ่ายเงิน รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่เรียงลำดับวันที่ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา สะดวกในการทราบต้นทุนและกำไรของบริษัท ไปจนถึงการที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปเป็นหลักฐานในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กรมสรรพากรอีกด้วย แต่ทว่าระบบนี้ไม่ได้ครอบคลุมหรือเชื่อมต่อการทำงานไปยังส่วนงานอื่นๆขององค์กร

PlanetOne ERP กับ โปรแกรมบัญชีต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไปการบันทึกบัญชีในโปรแกรมบัญชีมักจะทำเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากกระบวนการต่าง ๆ ผ่านไปแล้ว เช่น การขาย การจ่าย จัดซื้อ การรับเงินเข้า-ออก เป็นต้น ซึ่งแต่ละฝ่ายจะบันทึกและส่งข้อมูลมาให้ฝ่ายบัญชีเพื่อบันทึกบัญชีอีกทีหนึ่ง อาจทำให้ข้อมูลตกหล่น คลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ถูกต้องสมบูรณ์ โดยส่วนมากจะเก็บข้อมูลเป็นเดือน ๆ ถึงจะสรุปบัญชี ทำให้ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ไม่ทราบผลกำไร ขาดทุน ทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารไม่เห็นสถานะปัจจุบันขององค์กรว่ากำลังไปในทิศทางใด เรียกดูข้อมูลยาก ต้องตามจากหลายฝ่าย และอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นปัจจุบัน

ในขณะที่ PlanetOne ERP คือระบบที่รวมหลาย ๆ โมดูล ครอบคลุมการทำงานในองค์กร เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายคลัง ฝ่ายผลิต ซึ่งฝ่ายบัญชี ก็เป็นหนึ่งในโมดูลของ PlanetOne ERP เช่นเดียวกัน ERP จะเป็นตัวเชื่อมต่อข้อมูลฝ่ายอื่น ๆ กับฝ่ายบัญชีแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องรวบรวมเอกสารมาส่งฝ่ายบัญชี ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ตกหล่น สรุปบัญชีและรายงานธุรกรรมทางการเงินให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ช่วยวิเคราะห์ รายงานกำไรขาดทุน รายงานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากข้อมูลที่ส่งมาจากทุกฝ่าย หรือทุกสาขาของบริษัท ช่วยวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวเจ้าหนี้การค้า และลูกหนี้การค้าได้สะดวกขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์ ยอดลูกหนี้การค้า และเจ้าหนี้การค้าแบบย้อนหลังได้ด้วย และยังรองรับการ Export/Import ข้อมูลสามารถที่จะเลือกชำระโดยเงินสด (cash) เช็ค (Cheque) โอนบัญชีธนาคาร (Transfer) อีกด้วย

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดคงจะเปรียบเทียบได้ไม่ยาก เพราะ PlanetOne ERP คือระบบ ERP ที่พัฒนาโดยคนไทย ซึ่งความสามารถของระบบ PlanetOne ERP คือ ครอบคลุมการทำงานให้กับทุกองค์กร และทุกประเภทธุรกิจ กล่าวคือ ERP ทั่วไปอาจจะช่วยให้การทำงานในองค์กรเชื่อมโยงหากันตั้งแต่ ขาย คลัง จัดซื้อ บัญชีเจ้าหนี้ บัญชีลูกหนี้ บัญชีทั่วไป รวมไปจนถึงระบบการผลิต ซึ่งอาจจะมีข้อยกเว้นอยู่หลายส่วนโดยเฉพาะระบบภาษี เพราะระบบ PlanetOne ERP เป็นระบบที่รองรับระบบภาษีของไทย และยังเป็นระบบขนาดใหญ่ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 26 ปี

ความสำคัญของระบบ PlanetOne ERP กับ งานบัญชี Read More »

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับการวางแผนการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร
1.การตรวจสอบสต็อกไม่เป็น Real-time
2.ผลิตสินค้าไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ทำให้เกิดการขนส่งที่ล่าช้า
3.ไม่สามารถวางแผนการผลิตและวิเคราะห์ต้นทุนที่จะใช้ในการผลิตได้
4.คำนวณสูตรการผลิตไม่แม่นยำ เป็นผลให้เกิดต้นทุนแฝงที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้

ระบบ PlanetOne ERP เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจที่มีการผลิต เพราะสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างแม่นยำ เชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถตรวจสอบสต็อกและสร้างข้อเสนอในคำสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนนี้รับประกันได้เลยว่าลูกค้าของท่านจะได้สินค้าที่ต้องการได้ทันตามกำหนดแน่นอน อีกทั้งยังมีระบบควบคุมการผลิตและควบคุมขั้นตอนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถควบคุมทั้งเวลา จำนวนสินค้า และป้องกันข้อผิดพลาดอันทำให้เกิดความเสียหายจากการผลิตที่ไร้คุณภาพ ท่านสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดของเสียจากการผลิต ลดต้นทุนเพิ่มกำไร และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบของ PlanetOne ERP

ปัญหาหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นกับกระบวนการการผลิต หากไม่มีระบบ PlanetOne ERP ในองค์กร Read More »

PlanetOne ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร

PlanetOne ERP คือ ระบบ ERP ของคนไทย ที่เขียนและพัฒนาระบบซอฟต์แวร์โดยนักพัฒนาสัญชาติไทย 100% มาอย่างยาวนานมากกว่า 20 ปี ซึ่งหลาย ๆ องค์กรอาจจะยังอคติกับระบบที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทย เพราะมองว่าไม่มีความเป็นสากลและสู้ระบบของต่างประเทศไม่ได้

เรามาดูกันว่าระบบที่พัฒนาโดยฝีมือของคนไทย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรอย่างไรบ้าง

1. ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน
    การทำงานตามปกติ หากในองค์กรของท่านยังไม่มีระบบบริหารจัดการมาใช้ในการดูแลธุรกิจ แน่นอนว่าระบบแบบเดิมจะทำให้การทำงานต้องย้อนกลับไปย้อนกลับมา และเต็มไปด้วยเอกสารที่ต้องรอการอนุมัติจากหลาย ๆ แผนก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระเบียบการทำงานของแต่ละองค์กรว่าจะต้องนำเอกสารเล่มนั้นไปให้ทีมไหนบ้าง ทำให้เสียทั้งเวลาและยังเปลืองทรัพยากรบุคคลที่นำเข้ามาจัดการธุระในส่วนนี้ หากนำระบบ PlanetOne ERP จะทำการขึ้นข้อมูลมาทันทีที่มีการจัดการหรือเปลี่ยนแปลงตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นบัญชีการเงิน ซื้อขาย หรือบัญชีการจัดการสำหรับลูกค้า ดังนั้นฝ่ายบัญชีไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายอื่นกรอกข้อมูลซ้ำให้เสียเวลา สามารถตรวจสอบและออกบิลได้เลย
    เมื่อลดความซ้ำซ้อนในงานเอกสาร พนักงานส่วนใหญ่ก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ไม่ต้องทำงานบัญชีหรืองานตัวเลขอื่น ๆ เสริมประสิทธิภาพงานให้ดีขึ้น ส่งผลให้การทำงานมีคุณภาพมากขึ้นไปอีก

2. ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน
    แน่นอนว่าการทำงานนั้นย่อมมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่โดยรวมแล้วข้อผิดพลาดไม่ควรเกิดขึ้นจากเรื่องเดิม และมักจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่ไม่เป็นระบบ
PlanetOne ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบข้อผิดพลาดได้จากระบบ และสามารถวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ออกมาให้กับผู้บริหารหรือทีมพัฒนาองค์กรสามารถหารือแก้ไขร่วมกัน เพื่อลดข้อผิดพลาดให้น้อยลงได้ อีกทั้งยังช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนและบริหารทรัพยากรขององค์กรโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เชื่อมโยงทุกแผนกเข้าด้วยกันโดย Module API
  ส่วนนี้สำคัญมากในการทำงานภายใต้องค์กรที่มีหลาย ๆ แผนก ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายขาย ฝ่ายคลัง ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการผลิต ฝ่ายบุคคล รวมถึงผู้บริหาร หากการทำงานเดิมทางผู้บริหารจะต้องรอรายงานของแต่ละฝ่ายมาสรุปซึ่งไม่สามารถเห็นได้ทันท่วงที ทำให้วิเคราะห์ปัญหาจากการทำงานได้ล่าช้า และบางครั้งรายงานไม่เป็นข้อมูลปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลไม่ถูกต้องและทำให้การคำนวณผลตอบแทนรายปีคลาดเคลื่อน แต่เมื่อท่านมีระบบ PlanetOne ERP ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของธุรกิจชัดเจนขึ้น เนื่องจากระบบจะทำการเชื่อมต่อการเงินและการจัดการทั้งหมดในธุรกิจ และทำการวิเคราะห์ นำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจนโยบายบริหาร ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจบางจุด เพิ่มโอกาสความสำเร็จให้มากขึ้น ไม่ว่าผู้บริหารจะอยู่ที่ไหนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกแผนก และรับรู้ข้อบกพร่องการทำงานว่าเกิดจากส่วนใด

4. คำสั่งอัตโนมัติลดการ Manual
  หากเป็นเมื่อก่อนระบบการทำงานของไทยก็อาจจะแยกโปรแกรมการทำงาน แยกเป็นระบบบัญชี ระบบคลังสินค้า ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่เดียวกันทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง แต่ PlanetOne ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่คุ้มค่าที่สุดเพราะเป็นระบบที่รองรับการทำงานได้ทั้งองค์กรโดยไม่ต้องแยกโปรแกรม สามารถดำเนินงานได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งพนักงานทุกคนมีความเท่าเทียมทางข้อมูลเพราะระบบ PlanetOne ERP เน้นความโปร่งใส พนักงานในแต่ละฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลได้ นอกจากเสริมความเท่าเทียมแล้วยังลดโอกาสการทุจริตในองค์กรอีกด้วย (เราสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของแต่ละตำแหน่งได้) และถูกต้องตามหลักกฎหมายสรรพากรอีกด้วย

5. ลดต้นทุน เพิ่มกำไรพร้อมทั้งจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  ระบบ PlanetOne ERP สร้างขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการองค์กรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่สำคัญคือ เมื่อมีระบบเข้ามาช่วยในการบริหารก็ทำให้ผู้ประกอบการทราบต้นทุนแฝงจากการผลิต และเปรียบเทียบราคาต้นทุนได้จากหลาย ๆ ที่ มาเป็นส่วนที่ทำให้บริษัทสามารถทราบได้ว่าควรลงทุนกับบริษัทใดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้และทุกธุรกิจที่ใช้ระบบ PlanetOne ERP ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่มีการซื้อมาขายไป นำเข้า-ส่งออก และอุตสาหกรรมการผลิตทุกชนิด ดังนั้น การดึงสินค้าเข้าออกจำเป็นต้องมีระบบจัดการสต็อคที่ Real Time ดึงและตัดสต็อคเพื่อนำไปใช้ในการผลิตได้ทันที เพราะฉะนั้นระบบ PlanetOne ERP จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับธุรกิจที่มีการผลิตและซื้อมาขายไป

6. มีความปลอดภัยสูง เข้าใจและใช้งานข้อมูลได้ง่าย
    ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บรวมไว้ใน Database และจะมีการบันทึกข้อมูลการเปลี่ยนแปลง สามารถตรวจสอบ เรียกซ้ำข้อมูลในส่วนที่จำเป็นได้ ปลอดภัยกว่าการเก็บเพียงแค่เอกสารหรือไฟล์ธรรมดาและระบบ PlanetOne ERP เป็นซอฟแวร์ที่เน้นให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ เข้าถึงได้ ดังนั้นจึงมีการออกแบบที่เอื้อกับผู้ใช้ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นได้ เมื่อทุกคนเข้าใจงานและเข้าถึงข้อมูลพร้อมกัน การทำงานเพื่อส่งเสริมให้บริษัทเติบโตก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

7. วิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างแม่นยำ
    จากหลาย ๆ ข้อที่กล่าวมาจนมาข้อสุดท้ายนี้ เมื่อมีระบบ PlanetOne ERP มาช่วยดูแลงานบริหารจัดการภายในองค์กร ก็ทำให้ผู้บริหารวิเคราะห์ธุริจได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้องค์กรเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น ให้ทุกคนสังเกตจากบริษัทที่เปิดมาอย่างยาวนาน 100% ในนั้น มีระบบ PlanetOne ERP มาช่วยในการบริหารจัดการองค์กรทั้งสิ้น ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแน่นอนว่าระบบ PlanetOne ERP ก็อยู่เบื้องหลังธุรกิจมามากกว่า 100 บริษัท ตั้งแต่ขนาดเล็กจนขยายมาจนถึงระดับมหาชน ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญไม่เพียงแค่เรื่องของระบบเท่านั้น แต่เรายังพร้อมให้บริการดูแลลูกค้าเพื่อให้การทำงานของลูกค้าเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรามีทีมที่พร้อมให้คำปรึกษาเสมือนธุรกิจของลูกค้าเป็นธุรกิจของเราเลยทีเดียว

PlanetOne ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจของคุณได้อย่างไร Read More »

ERP ไทย มีข้อดีอย่างไร ถ้าเทียบกับ ERP ต่างประเทศ ?

หลาย ๆ องค์กรเลือกใช้ โปรแกรม ERP มาช่วยในการทำงานแต่ก็มีข้อถกเถียงกันเป็นอย่างมาก ว่าระบบที่ดีควรใช้ของบริษัทมหาชนใหญ่ๆจากต่างประเทศ หรือ จะเลือกใช้ระบบที่พัฒนาในประเทศไทยดี ในเมื่อความเชื่อที่ว่าของนอกย่อมดีกว่าของบ้านเรา มักปลูกฝังในความรู้สึกของคนไทย แต่เรามาดูข้อดีของ ERP ไทย กันค่ะ ว่าถ้าหากผู้ประกอบการเลือกใช้บริการที่ผู้พัฒนาเป็นคนไทย 100 % จะเป็นอย่างไร

1. บริการเป็นเลิศเข้าถึงได้ง่าย

หลายๆที่คงไม่รู้ว่าระบบของคนไทยมีการดูแลซัพพอร์ตที่เปรียบเสมือนว่าธุรกิจของลูกค้าคือธุรกิจของเรา โดยงานบริการของคนไทยนั้นมีความเป็นเลิศกว่าหลาย ๆ ประเทศ ด้วยนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีความเข้าอกเข้าใจกัน และมีคติว่าใจเขาใจเรา การซัพพอร์ตก็จะเต็มที่และแทบจะดูแลแบบ24 ชั่วโมงเลยทีเดียว เราได้มีโอกาสได้ไปฟังสัมภาษณ์จากผู้ใช้งาน Software Thai ที่จัดขึ้นโดยสมาคม ATSI โดยมีคำพูดนึงที่เอ่ยถึงงานบริการที่เต็มร้อยและความจริงใจในการดูแลลูกค้าทำให้พวกเขาไม่เคยคิดจะเปลี่ยนระบบอีกเลย

2. ระบบพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์กับคนไทย

คนไทยย่อมรู้จักรูปแบบการทำงานของคนไทยได้ดีที่สุด เพราะระบบที่พัฒนาโดยคนไทยจะเริ่มสร้างระบบจากปัญหาการทำงานของคนไทยโดยเฉพาะ และแน่นอนว่าคนไทยมีความรู้ในการพัฒนา Software ไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะนักพัฒนาบ้านเรามีความคิดสร้างสรรค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงความยืดหยุ่นในการทำงานย่อมเหมาะสมกับธุรกิจของคนไทยแน่นอน

3. ราคาที่เป็นมิตร

ด้วยความที่นักพัฒนาระบบสัญชาติไทยแทบจะ 100 % ต้องการพัฒนาระบบเพื่อให้คนไทยได้ใช้ระบบที่ดีในราคาที่จับต้องได้ โดยปกติระบบใหญ่ ๆ ของต่างประเทศราคาค่อนข้างสูง บริษัทเล็ก ๆ หรือ องค์กรระดับ SME ในบ้านเราอาจจะรับแรงราคาที่สูงไม่ไหว ทำให้มีแต่องค์กรใหญ่ๆระดับ มหาชน ที่จะใช้ระบบเท่านั้น ณ ปัจจุบันนี้มีระบบสเกลใหญ่ ๆ หลายเจ้าที่พัฒนาโดยคนไทยในราคาที่ประหยัด อันสืบเนื่องมาจากเรทเงินเดือนโปรแกรมเมอร์ไทยที่มีราคาต่ำกว่าค่าเงินของต่างประเทศ ทำให้ซอฟต์แวร์ไทยมีราคาที่ประหยัดกว่า

4. โปรแกรมมีความยืดหยุ่นสูง

ด้วย ERP เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีฟังก์ชันสแตนดาร์ดเพื่อใช้ในการทำงานอยู่แล้ว แต่ก็แทบจะทุกองค์กรที่ต้องการให้ปรับปรุงการทำงานให้เข้ากับรูปแบบบริษัทตัวเอง แน่นอนว่าถ้าเป็นระบบใหญ่ ๆ จากต่างประเทศก็ต้องมีการขออนุมัติเป็นปีๆ กว่าดำเนินการได้ แต่ถ้าเป็นระบบไทยด้วยความที่เราพูดภาษาเดียวกัน มีความเข้าอกเข้าใจกันก็จะคุยกันง่าย อยากได้อะไรก็พูดคุยกันได้

หากทานกำลังหาระบบ ERP ที่เป็นมืออาชีพ ให้ระบบขนาดใหญ่ ในราคาที่เป็นมิตร และมีความยืดหยุ่นสูง PlanetOne ERP คือซอฟต์แวร์ที่คุณกำลังตามหา อย่าเสียเวลาลองผิดลองถูก เพราะเราวิเคราะห์ฟังก์ชันการทำงานให้เหมาะกับคนไทยไว้หมดแล้ว นัด Demo ได้ที่นี่

ERP ไทย มีข้อดีอย่างไร ถ้าเทียบกับ ERP ต่างประเทศ ? Read More »

5 ข้อควรรู้ถ้าจะติดตั้งระบบ ERP

หลาย ๆ องค์กรที่เริ่มอยากจะใช้ระบบมาช่วยในการทำงาน แน่นอนว่าส่วนใหญ่มักพบปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทำงานรูปแบบเดิม ๆ อย่างเช่น การใช้แค่โปรแกรม Excel มาคำนวณหรือสร้างแผนการผลิต ซึ่งจะยังเป็นระบบแมนนวล และเกิดข้อผิดพลาดในการคำนวณและการคิดสูตรการผลิตที่ไม่แม่นยำและไม่เรียลไทม์ ทำให้หลายๆบริษัทที่กำลังเติบโตเลือกที่จะใช้ Software ERP มาใช้ในส่วนนี้เพราะครอบคลุมการทำงานทั้งหมดในองค์กร แต่ก่อนที่จะเลือก Software ERP มาใช้สักโปรแกรมควรรู้อะไรบ้างมาดูกันค่ะ

1. ERP คือระบบบริหารจัดการองค์กร

ERP คือระบบบริหารจัดการองค์กรที่หลาย ๆ บริษัทยังคงเข้าใจผิดว่าเป็นระบบบัญชี แต่ความพิเศษของ ERPมีมากกว่านั้น เพราะสามารถทำให้การทำงานภายในองค์กรเชื่อมโยงหากันได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บัญชี การเงิน การคลัง การผลิต และมีส่วนเสริมในส่วนอื่น ๆ เช่น ระบบหน้าร้าน ระบบบริหารงานบุคคล สินทรัพย์ หรือแม้แต่งานบริการ ก็รองรับและเชื่อมโยงถึงกันได้ ทำให้การทำงานมีระบบและสามารถสืบกลับข้อมูลได้โดยง่าย แต่ราคาระบบ ERP ก็มีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งมีตั้งแต่หลัก 1,000,000 – 50,000,000 บาท ซึ่งบางระบบราคาสูงถึง 9 หลักก็มี แต่ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กรว่าจะเลือกใช้กี่ยูสเซอร์ หรือปรับปรุงการใช้งานอะไรบ้าง

2. การวางระบบมีค่าใช้จ่ายที่สูงถ้าไม่รู้สิ่งนี้?

ระบบแต่ละเจ้ามีรูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน แต่ส่วนมากจะมีสิ่งที่เรียกว่าค่า Implement และค่า License ซึ่งทางผู้ประกอบการณ์ต้องเปรียบเทียบกันทั้ง ราคาและการรองรับของระบบ ในส่วนนี้ทางเราขอพูดเลยว่าลูกค้าควรมีการพูดคุยหรือเปรียบเทียบระบบจากหลายๆเจ้า โดยยึดการรองรับระบบเป็นหลัก เนื่องจาก ERP เป็นระบบสำเร็จรูป จะมี Function standard ของแต่ละเจ้าอยู่แล้ว ซึ่งหากทางผู้ประกอบการเลือกระบบที่ไม่ตอบโจทย์เพราะเลือกจากราคาที่ถูก แต่สิ่งที่ท่านจะเจอก็คือ การ Customized หรือการปรับปรุงระบบให้เข้ากับการทำงานในองค์กรอาจจะมีราคาหรืองบประมาณที่บานปลายออกไปค่อนข้างมาก (ซึ่งทุกๆระบบล้วนต้องมีการ Customized เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานของลูกค้า)

3. ERPมีค่าบริการในการ Support

การ Supportจะไม่เกี่ยวข้องกับค่า Implement ค่า License และค่า customized สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสัญญาบริการ(MA) หลายๆองค์กรจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่าย ในส่วนของค่าบริการ (MA) ของผู้พัฒนาระบบแต่ละเจ้าก็คิดไม่เหมือนกัน เช่นบางเจ้าคิดที่ 20% ของค่า License ทั้งหมด และมีการนำค่า customized มาคำนวณในแต่ละปีด้วย แต่ต้องทำการเข้าใจว่าหากทางองค์กรของท่านมีการชำระค่าสัญญาตรงนี้ทางทีม Support ก็จะยังคงดูแลคุณอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าในช่วง 5 ปีแรก คุณอาจจะยังต้องพึ่งพาทีม Support เพื่อช่วยให้คุณสามารถใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากประสบการณ์ตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา เราไม่เคยเจอองค์กรไหนที่ไม่พึ่งทางทีม Support ในการดูแลการใช้งานระบบ เพราะทุกๆองค์กรก็มักจะมีการเข้าออกของพนักงานตลอดเวลา แต่หากคุณมั่นใจว่าเชี่ยวชาญในระบบและไม่ต้องการต่อสัญญาก็สามารถทำได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทผู้พัฒนาว่ามีเงื่อนไขอะไรในการใช้งาน หากไม่ต่อสัญญาจะยังสามารถใช้งานระบบได้หรือไม่ได้นั้น ให้ลองปรึกษากับทางทีมพัฒนาระบบของคุณดูได้เลยค่ะ

4. แต่งตั้งทีมรับผิดชอบในองค์กร

เรื่องนี้สำคัญมากๆเพราะจากประสบการณ์ หลายๆองค์กรมักมอบหน้าที่ให้คนคนเดียวรับผิดชอบเรื่องการดูระบบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พอผู้รับผิดชอบหลักลาออก ก็ทำให้การทำงานไปต่อไม่ได้ และต้องมาเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมเพิ่มเติม แน่นอนว่าระบบ ERP จะเกี่ยวข้องกับทุกแผนกในองค์กรผู้บริหารควรจัดตั้งทีมผู้รับผิดชอบในแต่ละแผนกทั้งผู้รับผิดชอบหลักและผู้รับผิดชอบร่วมกัน สิ่งนี้จะทำให้การใช้งานระบบ ERP ผ่านไปได้โดยง่าย และไม่เกิดปัญหาในระยะยาว

5. ความไม่พร้อมของพนักงานมักเป็นอุปสรรค…

สิ่งนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะมีหลายๆบริษัทวางระบบไม่สำเร็จอันเกิดมาจากยูสเซอร์ผู้ใช้งานไม่ปรับตัวและเอาความเคยชินมาใช้เป็นหลัก บางองค์กรต่อต้านจนผู้บริหารหลายท่านต้องยอมแพ้และเลิกใช้ระบบไป เพราะนอกจากจะต้องนั่งทำงานให้บริษัทแล้วยังต้องมาเสียเวลาเรียนรู้ในการใช้งานระบบด้วย เรื่องนี้อาจจะต้องมีการพูดคุยกันภายในก่อนจะตัดสินใจติดตั้งระบบแบบจริงจัง เพราะในมุมมองของผู้บริหารกับพนักงานจะแตกต่างกันด้วยตำแหน่งและเนื้องานของแต่ละบุคคล เพราะสิ่งที่พนักงานจะมีข้อสงสัยคือ ระบบมันมีความจำเป็นจริงๆหรือไม่ หรือเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับพนักงานกันแน่

หากท่านมีความลังเลและไม่แน่ใจว่าจะเลือกระบบของเจ้าไหนดี ทางเราขอแนะนำระบบ PlanetOne ERP ที่มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับการทำงานได้ทุกรูปแบบธุรกิจ ด้วยตัวระบบขนาดใหญ่แต่ราคาเป็นมิตรมากกว่าระบบทั่วไปในขนาดเดียวกัน และยังเป็นทีมพัฒนาสัญชาติไทยที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 25 ปี หากท่านต้องการระบบที่รู้ใจการทำงานของคนไทย แนะนำระบบ PlanetOne ERP ให้เป็นตัวเลือกหนึ่งในความสำเร็จของคุณ

ติดต่อ 022714362-3 หรือ 095 294 5693 (คุณเจน) ตำแหน่ง Executive Director

5 ข้อควรรู้ถ้าจะติดตั้งระบบ ERP Read More »

Thailand Software Fair 2022

งานแสดงผลงานซอฟต์แวร์ไทยระดับหัวกะทิ Thailand Software Fair 2022 “The Success Story” The Digital Business Transformation with Thai Software Industry
 เสวนาหัวข้อ “Thai Software Success Story ถอดรหัส : เบื้องหลังความสำเร็จธุรกิจที่คว้ารางวัล ATSI DE Award 2022”
▪️ โดย คุณรัสรินทร์ โชยพฤทธิพงศ์ (Supply Chain Manager บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด)
 ▪️ คุณจตุรงค์ เกื้อสกุลรุ่งโรจน์ (กรรมการผู้จัดการ บริษัท มนูญเพ็ทช็อป เคจี กรุ๊ป 2018 จำกัด)
▪️ คุณศิริวรรณ ติรเลิศ (Executive Director บริษัท บริด ซิสเต็มส์ จำกัด)
ที่รวบรวมกรณีศึกษาและผลสำเร็จจากธุรกิจจริงที่ได้นำโซลูชั่นของไทยไปปรับใช้ในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์และความคุ้มค่าในการลงทุนใช้งานมากที่สุด
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 | 15.30-16.30 น. | ณ Amber 2-3ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค

Thailand Software Fair 2022 Read More »

มารู้จักกับ PlanetOne ERP กันเถอะ

PlanetOne ERP

ระบบบริหารจัดการองค์กรแบบครบวงจรที่กล้าการันตีว่าคุณจะได้ระบบที่ตอบโจทย์ และยังเป็นระบบสัญชาติไทย พัฒนาเพื่อธุรกิจของประเทศไทยโดยเฉพาะ ทีมงานคุณภาพที่มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปี

หากคุณเป็นผู้ประกอบการและกำลังมองหาตัวช่วยดีๆ ระบบ PlanetOne ERP ถือเป็นตัวเลือกที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจของท่าน เพราะเราดูแลธุรกิจมากกว่า 100 บริษัท มีประสบการณ์ในการดูแลธุรกิจที่หลากหลาย มาดูกันว่า ระบบของเราหลักๆแล้ว ระบบของเรามีอะไรกันบ้าง

 

สามารถสืบค้นข้อมูลการจัดซื้อ ขอซื้อว่ามาจากไหน โดยระบบเชื่อมโยงกับ ระบบขายและระบบการผลิต

สามารถกรอง Supplier ได้

รายงานเปรียบเทียบราคาสินค้า

รายงานวิเคราะห์การสั่งซื้อต่างๆ

บันทึกประวัติลูกค้า

รองรับการคำนวณต้นทุนขายแบบเจาะจง

มีระบบติดตามการสั่งผลิต

กำหนดโปรโมชั่น กำหนดราคา ลดราคา ของแถม แยกตามกลุ่มลูกค้าได้

วิเคราะห์ระบบขายต่างๆ

 

รองรับเจ้าหนี้ลูกหนี้รายตัวแบบสร้างรหัสเดียว และแยกรหัสเจ้าหนี้ลูกหนี้ได้

บันทึกยอดยกมาแยกตามใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ทำให้หักลดหนี้ภายหลังได้

รองรับส่วนลดได้หลายระดับ

สามารถเรียกดูงบและรายงานได้ทันทีที่ต้องการ (Real time)

สามารถทำเอกสารส่งสรรพากรได้โดยง่าย และถูกต้องตามมาตรฐานกฎหมาย

สามารถพิมพ์รายงาน #ภาษีซื้อ #ภาษีขาย ภาษีที่กำลังเกิดขึ้นและสามารถเปรียบเทียบได้ทันที

สามารถปรับปรุงรายงานภาษีได้ (ปรับปรุงรายงานภาษี แบบมีร่องรอย)

พิมพ์เอกสารใบหักภาษี ณ ที่จ่าย ภ... 3 ,... 53

รายงานภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย

รองรับสต็อคของเสียจากการผลิต

สามารถจัดทำ Barcode, RFID ได้โดยตรงจากฐานข้อมูลจริง

กำหนดคลังสินค้า ที่เก็บได้ไม่จำกัด

รองรับการทำงานต่อเนื่องทันทีโดยยอดยกมา

เก็บต้นทุนเป็นประวัติต่างๆ รวมทั้งต้นทุนแฝง

มีระบบติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวสินค้า และยอดคงเหลือ

รายงานวิเคราะห์ PLM (Product Life Cycle)

ระบบวิเคราะห์สินค้าคงเหลือ ค้างรับ ค้างส่ง จุดสั่งซื้อ รองรับ Barcode ทุกหน้าจอ

#ระบบการผลิต

#MRP #ระบบวางแผนวัตถุดิบ

#SFC #ระบบควบคุมการผลิต

รองรับระบบการผลิตทั้งภายในและภายนอกได้

วางแผนความต้องการวัตถุดิบ เชื่อมโยงกับระบบขายและคลังสินค้า

กำหนดวิธีการผลิต สูตรการผลิตของแต่ละสินค้า

คำนวณต้นทุนการผลิต

อื่นๆ

มารู้จักกับ PlanetOne ERP กันเถอะ Read More »

Scroll to Top